เปรี๊ยง! ปั้ง!
"หนึ่งร้อยสิบสาม" ชุนกล่าวยิ้มๆหลังจากจับปูตัวเขื่องพันธุ์เดียวกันกับที่เขาได้ลิ้มลองไปเมื่อครึ่งเดือนก่อนเข้าไปในมิติได้สำเร็จ เพราะปูมันไม่ยอมเข้าไปในมิติง่ายๆ ต้องใช้กำลังบังคับมันถึงจะเข้าไป
"ชิ! ไอ้ปูบ้าต้องให้ใช้กำลังบังคับ ทั้งๆที่คิดจะเก็บไว้ผสมพันธุ์..เป็นคนอื่นคงกลายเป็นกองศพไม่คิดเก็บไว้ทำพันธุ์หรอก" ชุนบ่นอุบอิบด้วยความรู้สึกเซ็งๆกับพวกปู ทุกครั้งที่จับมันจะต้องขัดขืนไม่ยอมจำนนง่ายๆ ทำให้เขาหยุดจับมันเพิ่ม นอกจากมันน่ารำคาญ มันยังมีจำนวนเก็บไว้ผสมพันธุ์เพื่อกินเกินพอ
"ภารกิจจับปูเสร็จเรียบร้อย ต่อไปเอาตัวอะไรดี" ชุนพูดกับตัวเองพลางเดินไปตามทางที่คุ้นเคย ระหว่างทางเขาคิดไปว่าจะหาตัวอะไรน่าอร่อยเก็บไว้ผสมพันธุ์เพื่อกินในอนาคตดี เพราะตลอดครึ่งเดือนชุนได้ลองกินสัตว์ แมลง พืชและผลไม้หลายชนิด มีบางชนิดกินได้และกินไม่ได้ บางชนิดอร่อย บางชนิดไม่อร่อย แน่นอนว่าชุนเลือกสิ่งที่กินได้และอร่อย
เพียงแต่มันมีจำนวนมากจึงเลือกกินลำบาก ชุนเลยเปลี่ยนวิธีเป็นหาของอร่อยถูกปากแทน นั่นก็คือผลไม้สามชนิด ชนิดแรกเป็นผลไม้สีฟ้ารูปร่างและคล้ายแอปเปิล ชนิดที่สองเป็นผลไม้สีแดงม่วงรูปร่างและขนาดเป็นเหมือนส้มโอ แต่ภายในมันมีแต่น้ำสีทองกลิ่นหอมหวาน ชนิดที่สามเป็นผลไม้คล้ายองุ่นเขียว มีสีสันแตกต่างกันไปในหนึ่งพวงรวมไปถึงรสชาติ
หลังจากชุนคิดได้ดังนั้น เขาจึงเดินไปหาต้นผลไม้และเก็บมันเข้าไปในมิติ เขาใช้เวลาไม่กี่วันในการรวบรวมผลไม้ ทว่า..เขากลับไม่พอใจและตามหาของกินอีกหลายชนิดเก็บเข้าไปในมิติ การกระทำของเขาส่งผลให้ต้องจัดระเบียบในมิติใหม่ จนมันกลายเป็นสวนกว้างใหญ่ในมิติส่วนตัว
แม้ว่าเขาจะมีสวนส่วนตัวในมิติ เขาจำต้องจัดระบบนิเวศใหม่ทั้งหมด โดยการนำเอาพลังปราณเขาเข้าไปหล่อเลี้ยงให้ทุกอย่างในมิติเกิดพัฒนา เรียกได้มันกลายเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์กึ่งหนึ่ง หากปล่อยไปอีกสักระยะเวลาหนึ่งย่อมกลายเป็นดินแดนแห่งฝันสำหรับใครหลายคน แต่กับชุนมันเป็นแค่สวนอาหารหลากชนิดที่เลือกว่าจะกินอะไรก็ได้
ทั้งหมดที่ชุนทำมันกินไปกว่าพันปี ซ้ำยังวนเวียนอยู่ในป่าตลอดไม่ได้พบผู้คน ดาวเคราะห์ดวงนี้ที่สิ่งมีชีวิตพัฒนาอริยธรรมถึงยุคมีกำแพงหินอยู่ก่อนแล้ว บัดนี้มันกลายเป็นดวงดาวพัฒนาถึงขั้นมียานพาหนะบินได้ อีกทั้งชุนไม่ได้ใช้สัมผัสมองดูดาวเคราะห์เลยไม่รู้อะไรสักอย่าง เท่ากับว่าเขาแทบไม่ต่างจากมนุษย์ถ้ำ ยกเว้นชุดที่เขาสวมใส่เพียงอย่างเดียว
เพราะว่าชุดที่เขาสวมใส่มันเป็นชุดคล้ายจอมยุทธกระบี่ยุคโบราณ ด้านหลังยังสะพายกระบี่ของสำนักคุนหลุนเอาไว้ บวกกับผมยาวถึงแผ่นหลังถูกมัดรวบ รูปร่างกับใบหน้าคมเข้ม ใครเห็นคงคิดว่าเขาเป็นเจ้าสำนักกระบี่ผู้หล่อเหลาเอาการสักแห่ง
. . .
ใต้ต้นไม้ใหญ่ในป่านิรนาม
ชุนกำลังนั่งพักกินผลไม้ชนิดใหม่อย่างสบายใจ ขณะเดียวกันก็นั่งคิดแผ่นการเดินทางเข้าไปหาสิ่งมีชีวิตรูปร่างคล้ายมนุษย์ที่มีอริยธรรมบนดาวเคราะห์ เพื่อชมเมืองและพักผ่อน เผื่อว่าจะพบเจอเต๋าแห่งเรกิหรือไม่ก็มีใครสักคนช่วยคลายความสงสัยในการฝึกฝนเรกิให้เขา
"เอาล่ะ เดินทางดีกว่า!" ชุนโยนแกนผลไม้ทิ้งใต้ต้นไม้ใหญ่พร้อมลุกขึ้นยืนเหมือนคนขี้เกียจ จากนั้นก็เดินไปในเส้นทางที่เขาเคยพบเมืองอยู่ ระหว่างทางเขาเห็นว่าเดินชมนกชมไม้มันน่าเบื่อจึงให้เต๋ากับเทพเป็นเพื่อนคุยระหว่างทาง
'เห้! พวกแกสบายดีรึเปล่า' ชุนส่งกระแสจิตทักถามเต๋ากับเทพ ไม่นานนักเสียงเทพกับเต๋าได้ตอบกลับมาเป็นเสียงเดียวกัน
'สบายดี/สบายดี'
'ดีๆ งั้นพวกแกต้องมาเป็นเพื่อนคุยระหว่างทางแล้ว ข้าจะเดินไปช้าๆ ฝึกการสนทนาเล็กน้อยให้คล่องแคล่ว'
'นายท่านกล่าวมาเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับผู้ฝึกตน ยังมีหลายเรื่องต้องฝึก เรื่องเหล่านั้นล้วนทำให้ผู้ฝึกตนดูเหมือนเทพเซียนในสายตามนุษย์'
'ถ้าเอาเรื่องนี้มาเป็นหัวข้อสนทนาก็ดีเทพ ถึงจะรู้อยู่แล้ว..แกก็ลองบอกมาหน่อยสิว่าผู้ฝึกตนเหมือนเทพเซียนยังไงในสายตามนุษย์'
'แน่นอนนายท่าน ผู้ฝึกตนฝึกฝนด้วยสมาธิแรงกล้ายาวนาน ส่วนใหญ่จึงต้องเก็บตัว การเก็บตัวนั้นทำให้เกิดหลายเรื่องตามมา ไม่ว่าจะเรื่องพูดคุย สภาพแวดล้อม ภาษา วัฒนธรรม ความคิด หลักการ กฎ และยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ล้วนส่งผลให้ผู้ฝึกตนผิดแผกยากหลบซ่อนในหมู่มนุษย์ช่วงแรก'
'นายท่านอย่าไปฟังเทพ มันกล่าวกว้างเกินไปจนไร้สาระ สำหรับตัวนายท่านย่อมแตกต่างจากพวกผู้ฝึกตนสามัญเหล่านั้น อย่างแรกเป็นสภาพแวดล้อมท่านล้วนคุ้นเคย ประสบการณ์กับมรดกความทรงจำของท่านเทพอสูรท่านก็มี ย่อมปรับตัวได้ง่าย มีเพียงเรื่องภาษาและความคิด สำหรับท่านต้องทำความเข้าใจใหม่ในดาวเคราะห์ดวงนี้'
'เต๋า! เจ้าคิดผิดแล้ว นายท่านเลือกไม่ใช้สัมผัสวิญญาณสอดส่องดูดาวเคราะห์ เพราะกลัวขาดความตื่นเต้น ดังนั้นปัญหาสำหรับนายท่านต้องเยอะกว่านั้นไม่ใช่แค่ภาษา ความคิด ต้องรวมวัฒนธรรม กฎ จริยธรรมกับเรื่องพูดคุยเข้าไปด้วย'
'เทพ! เจ้าอย่าอวดฉลาดไป นายท่านมีฐานะผู้คุมกฎไหนเลยจะไม่รู้กฎนับอนันต์ เรื่องนายท่านเลือกไม่ใช้สัมผัสวิญญาณสอดส่องดูดาวเคราะห์ ย่อมเป็นนายท่านจะพลาดบางอย่างในเรื่องเรกิไป วัฒนธรรมกับจริยธรรมยังเป็นเรื่องไร้สาระในสายตานายท่าน'
'เต๋า..เจ้าทำอย่างกับคอยฟังนายท่านครุ่นคิดเหมือนข้า ไม่ใช่ว่าเจ้าแอบซึมซับกลิ่นอายพลังของนายท่านเพื่อพัฒนาตนอยู่หรอกรึ!'
'เทพ..เจ้าผู้เดียวไม่ใช่ที่ซึมซับพลังรั่วไหล แล้วเอาเวลาไหนไปฟัง ตัวข้าที่ใกล้พัฒนากลายเป็นศาสตราต้นกำเนิดมาหลายแสนปี ไม่จำเป็นต้องเสียเวลา'
'หยุดเลยพวกแก! มันชักจะเลยเถิดกันไปใหญ่แล้ว' ชุนห้ามปรามเทพกับเต๋า เพราะจากการฟังพวกมันตอนแรกอาจจะดีๆอยู่หรอก หลังๆมันเริ่มจะร้อนแปลกๆ ดีไม่ดีมันอาจออกมาตีกันจนเกิดเรื่องวุ่นวาย
ทว่า!..เสียง..เสียงหนึ่งพลังดังขึ้น หลังจากชุนเตือนเทพกับเต๋าไป
'นายท่านกล่าวถูกต้องเจ้าค่ะ มันทั้งสองกล่าววาจาไร้แก่นสาร มิเหมือนข้า..ไร้ลักษณ์ ผู้ล่วงรู้ความต้องการของนายท่าน ว่านายท่านต้องการเพียงพูดคุยแลกเปลี่ยน แต่ว่าดาวเคราะห์ใหม่อาจใช้ภาษาใหม่ ข้าน้อยขอแนะนำนายท่านว่าแสร้งทำตัวนิ่งเงียบไม่พูดไม่จา ทำท่าทางเหมือนภาษามือ ไม่เพียงช่วยเรื่องภาษา มันอาจจะช่วยนายท่านเรื่องความเห็นใจ หรือไม่ก็ผู้คนไม่คิดสนใจท่าน'
'เป็นความคิดที่ดี ว่าแต่พวกเจ้ากลายเป็นศาสตราระดับสูงขนาดนี้ได้เมื่อไหร่ ไม่เห็นจำได้ว่าพวกเจ้าได้รับผลกระทบโดยตรง ไหนจะวิญญาณเจ้าอีกไร้ลักษณ์' ชุนถามไร้ลักษณ์ หลังจากชื่นชมความคิดเห็นของไร้ลักษณ์