เ้าของร่างกลับมาอยู่กับแม่ผู้ให้กำเนิดได้เดือนหนึ่งแล้วแต่นางก็ยังปรับตัวไม่ได้ นางเคยเป็ถึงคุณหนูจวนโหว ไม่เคยทำงานไม่เคยได้รับความยากลำบาก แล้วจะให้นางทำงานได้อย่างไรเล่า นางทำไม่เป็
นอกจากนางจะทำงานไม่เป็แล้ว นางยังไม่อยากทำด้วยนางรับไม่ได้เมื่อคิดว่าต้องใช้มือที่สวยงามคู่นี้ไปจับต้องงานจนทำให้มือสกปรกเลอะเทอะและหยาบกระด้าง ไหนจะต้องเหน็ดเหนื่อยอีก แม่ของนางก็ตามใจไม่ได้บังคับให้นางทำงานอะไรเลย แค่นางได้ลูกสาวที่แท้จริงของนางกลับคืนมานางก็ดีใจมากแล้ว นางจึงทำงานทุกอย่างให้ลูกสาวด้วยความรักแม้แต่อาหารที่แทบจะไม่พอกิน นางก็ยังแบ่งในส่วนของนางเพิ่มให้ลูกสาวด้วยถึงกระนั้นซินหยางเฟิ่งก็ยังไม่พอใจ เพราะอาหารไม่อร่อยเลยสักนิดแต่ก็ต้องจำใจกลืนลงไป ไม่อย่างนั้นนางก็จะหิว
นางรู้สึกเป็ทุกข์เหลือเกินที่ต้องอาศัยอยู่ในบ้านจนๆหลังนี้จนเมื่อสองวันก่อนนางได้รับจดหมายนัดให้ไปพบกันที่ริมทะเลสาบฉางชิงจากท่านชายฉู่ว่าเขามีอะไรจะบอกนางก็สุดแสนจะมีความสุข ไม่เคยคิดถึงความผิดปกติใดไม่คิดว่าทำไมเขาต้องมาหานางเสียไกลขนาดนี้ และไม่คิดถึงความเป็ไปได้เลยว่าจะมีใครมาแกล้งเล่นความดีใจปิดบังจุดที่น่าสงสัยไปเสียทุกอย่าง
นางไปตามเวลาและสถานที่นัดในอีกสองวันต่อมาและที่นั่นก็คือจุดสิ้นสุดของเ้าของร่างแต่กลายเป็จุดเริ่มต้นของซินหยางเฟิ่งจากศตวรรษที่ 22
“เฮ้อ ลำบากใช่เล่นเลยแฮะ ชีวิตใหม่ของข้า”ซินหยางเฟิ่งถอนใจยาว แล้วยกมือขึ้นก่ายหน้าผากหลังจากรับรู้ถึงที่ไปที่มาและสภาพความเป็อยู่ของเ้าของร่างแล้ว
“ขอให้เ้าจากไปอย่างสงบเถิด อย่าได้มีห่วงใดๆ อีกเลยเ้ายังไม่เคยทำหน้าที่ลูกที่ดีเลยใช่ไหมเพื่อเป็การขอบคุณสำหรับร่างกายนี้ของเ้าข้าจะตอบแทนบุญคุณแม่ของเ้าแทนเ้าเอง”ซินหยางเฟิ่งระลึกถึงดวงิญญาของเ้าของร่างแล้วกล่าวเบาๆ ราวพูดกับสายลม
หญิงสาวสำรวจตัวเอง แล้วพบว่ามีเงินติดตัวอยู่เล็กน้อยจึงนั่งเกวียนกลับบ้านตามความทรงจำของนางขณะนั่งเกวียนก็สอดส่ายสายตามองสภาพแวดล้อมรอบกายไปตลอดทางอย่างอยากรู้อยากเห็นเส้นทางเดินเกวียนไม่ค่อยเรียบนักบางครั้งเกวียนก็ตกหลุมตกบ่อจนคนนั่งกระเด้งกระดอนจนเจ็บก้นซินหยางเฟิ่งอดไม่ได้ที่จะนึกถึงรถยนต์จากศตวรรษที่ 22 ที่มีเบาะนุ่มนั่งสบายแต่ที่นี่ก็มีป่าไม้เขียวขจี อากาศสดชื่น ชดเชยความสะดวกสบายเ่าั้เป็การปลอบใจ
ด้วยใบหน้าที่ปราศจากผ้าคลุมเพราะมันหล่นหายไปตอนถูกจับกดน้ำ คนอื่นๆ บนเกวียนเห็นสภาพเสื้อผ้าหน้าผมของนางก็พากันแอบมองด้วยความอยากรู้อยากเห็นแต่เมื่อเห็นสายตาที่ไม่อยากคุยกับใครของซินหยางเฟิ่ง คนเ่าั้จึงไม่กล้าถามบางคนทำท่าทางรังเกียจ แต่หญิงสาวก็ไม่ได้ใส่ใจ อยากมองก็มองไป
เมื่อกลับมาถึง นางก็เห็นบ้านไม้เก่าๆ โทรมๆ หลังหนึ่งใช่แล้วนี่คือบ้านที่นางจะต้องอาศัยนับั้แ่นี้เป็ต้นไป
แม้ว่าสภาพบ้านออกจะทรุดโทรมไม่น่าดูไปหน่อยแต่หญิงสาวก็ไม่คิดว่าเป็ปัญหาอะไรถึงแม้ในชาติที่แล้วนางจะมีทรัพย์สินเงินทองมากมายจากการทำงานหนักของตนและน้องชายก็ให้ส่วนแบ่งค่าสิทธิบัตรจากงานวิจัยของเขาด้วยดังนั้นเื่เงินจึงไม่ใช่สาระสำคัญที่นางต้องใส่ใจ แต่ว่าก่อนที่นางจะได้เป็ถึงสมาชิกหลักในหน่วยรบพิเศษนางก็ต้องผ่านความยากลำบากจากการฝึกฝนอย่างหนักทั้งในค่าย ในสถานที่จริงในถิ่นทุรกันดาร เมื่อเข้าสู่การปฏิบัติงานก็ต้องทำงานตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายทุกอย่าง ดังนั้น ในยามนี้เมื่อนางจำเป็ต้องลำบาก นางก็สามารถปรับตัวให้เข้ากับความยากลำบากได้แม้ว่าจริงๆแล้ว นางจะไม่ชอบและไม่้าก็เถอะ
ก็นะ ชีวิตในชาติที่แล้ว นางทำงานเหนื่อยฝึกเหนื่อยมาเยอะแล้ว เงินทองของใช้หรือก็มีเยอะและสะดวกสบายจนชินแล้วเคยอยากกินอะไรก็กิน อยากซื้ออะไรก็ซื้อ พอได้มาใช้ชีวิตในโลกใหม่นางก็ต้องเริ่มต้นความยากลำบากใหม่อีกครั้งแบบนี้แล้วจะไม่ให้นางถอนหายใจเฮือกใหญ่ได้เช่นไร ตอนนี้นางแค่อยากมีชีวิตที่ดีกินดีอยู่สบายเท่านั้น
เมืองหลวงของแคว้นต้าเหนิงแบ่งออกเป็สองชั้นเมืองชั้นในเป็สถานที่ของคนเก่งๆ มีฝีมือ และร่ำรวยอยู่เมืองชั้นนอกก็เป็คนเมืองหลวงทั่วๆ ไป แต่เมืองหลวงก็คือเมืองหลวงค่าครองชีพแพงกว่าเมืองรอบๆ เมืองอื่น ดังนั้นประชาชนควรมีเงินติดกระเป๋าอยู่เสมอ
ครอบครัวซินอาศัยอยู่ที่เมืองฉูเฉิงเป็เมืองที่อยู่ติดกับเมืองหลวงชั้นนอก
“เฟิ่งเฟิ่ง กลับมาแล้วหรือลูก...ว้าย ตายแล้วเฟิ่งเฟิ่ง ทำไมเ้ากลายสภาพเป็เช่นนี้ไปได้เล่า”นางซินฟางใเมื่อเห็นสภาพของลูกสาวชัดๆ แขนเสื้อข้างหนึ่งฉีกขาด ผมเผ้ายุ่งเหยิงแม้จะพยายามใช้มือสางบ้างแล้วก็ตาม ที่หน้าผากยังเป็สีเขียวอมม่วงปูดบวมเล็กน้อยปกติแก้มข้างหนึ่งมีตำหนิน่าเกลียดพออยู่แล้ว ตอนนี้แก้มอีกข้างก็แดงบวม
ใบหน้านี้เดิมทีก็ถูกมองว่าอัปลักษณ์อยู่แล้วมาตอนนี้ยิ่งกลายเป็ศูนย์รวมความอัปลักษณ์เข้าไปใหญ่
นางซินฟางเดินรอบตัวลูกสาวอยากจะดึงแขนเสื้อขึ้นเพื่อดูว่านางได้รับาเ็ที่อื่นอีกหรือไม่
ซินหยางเฟิ่งรีบดึงมือของมารดาไว้แล้วกล่าว“ข้าไม่เป็ไรเ้าค่ะ ไม่ต้องกังวล”
“จะไม่กังวลได้อย่างไร ดูสภาพเ้าตอนนี้สิ”นางซินฟางมีสีหน้าเ็ป ราวกับคนที่ถูกทำร้ายจนอยู่ในสภาพนี้คือนางเสียเองนางเริ่มมีน้ำตาคลอหน่วยเสียแล้วตอนนี้นางไม่ได้สังเกตเลยว่าลูกสาวพูดกับนางอย่างอ่อนโยนนางจึงไม่ได้คิดสงสัยเลยสักนิดว่าไส้ในของลูกสาวถูกเปลี่ยนไปแล้ว
“ท่านแม่ เดี๋ยวค่อยคุยกันนะเ้าคะข้าขอไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน” ซินหยางเฟิ่งพูดตัดบทเพราะนางลืมคิดข้อแก้ตัวเื่ที่เ้าของร่างโดนซ้อมมา
“อ้อ ได้ ได้สิ เ้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะแม่ทำข้าวต้มไว้ เดี๋ยวแม่ไปอุ่นให้” นางซินฟางกล่าว ปล่อยให้ลูกสาวเข้าบ้านไป
หลังจากที่ซินหยางเฟิ่งเช็ดหน้าเช็ดตัวเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ นางซินฟางก็ถือชามข้าวต้มเข้ามาพอดี
“ขอบคุณเ้าค่ะ” หญิงสาวรับมา พร้อมกล่าวขอบคุณทำให้นางซินฟางถึงกับตะลึง
“มีอะไรหรือเ้าคะ”ซินหยางเฟิ่งถามเมื่อเห็นสีหน้าตื่นตะลึงของมารดา เหมือนอยากพูดอะไรแต่ก็ไม่พูด
“มะ ไม่ ไม่มีอะไร” นางซินฟางกล่าวติดๆ ขัดๆแล้วยิ้มกว้างด้วยความดีใจ น้ำตาเริ่มคลอหน่วยอีกแล้ว
ซินหยางเฟิ่งทำตัวไม่ถูก ยกมือขึ้นเกาศีรษะ “เอ่อถ้าท่านแม่อยากพูดอะไรก็พูดเถิดเ้าค่ะ”
นางซินฟางยิ้มทั้งน้ำตา “แม่ แม่ดีใจ ที่เ้าพูดจาดีๆกับแม่”
‘แค่นี้? แค่นี้ก็ดีใจแล้วเหรอดีใจง่ายแท้’ ซินหยางเฟิ่งตะลึงกับคำตอบแต่แล้วเมื่อนึกถึงความทรงจำที่เ้าของร่างเคยทำอะไรไว้บ้างนางก็พอจะยอมรับคำตอบนี้ได้
“ท่านแม่ ข้าสำนึกได้แล้วว่าที่ผ่านมาข้าทำผิดต่อท่านข้าต้องขออภัยต่อท่านนะเ้าคะ ต่อไป ข้าจะกตัญญูต่อท่าน ข้าจะทำให้ท่านมีความสุขท่านอภัยให้ข้าได้หรือไม่” ซินหยางเฟิ่งนั่งลงคุกเข่ากับพื้นให้มารดาจ้องไปที่ดวงตาของนางซินฟาง แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ได้ ได้แน่นอน แม่อภัยให้เ้าทุกอย่าง”นางซินฟางพยักหน้าหงึกหงักทั้งน้ำตา ตอบรับโดยไม่เสียเวลาคิดนางย่อกายลงพยุงร่างลูกสาวขึ้น แล้วดึงนางเข้ามากอด
ซินหยางเฟิ่งรู้สึกเกร็งไปทั้งร่างไม่คิดว่านางจะถูกกอดเพราะในชาติที่แล้วมีเพียงคนเดียวที่กอดกับนางก็คือน้องชายสมัยที่เขายังเป็เด็กพอโตขึ้นมาเขาแค่ยอมให้ลูบหัวเท่านั้น ไม่ยอมให้กอดแล้ว ไม่น่ารักเลย
“แล้วทำไมเ้าถึงได้กลับบ้านมาในสภาพนั้นล่ะ” จู่ๆนางซินฟางก็นึกได้ถึงสภาพของลูกสาวที่ราวกับถูกคนรุมซ้อมมา
ซึ่งก็โดนซ้อมมาจริงๆ นั่นแหละและแน่นอนว่าซินหยางเฟิ่งย่อมไม่พูดความจริงและนางก็เตรียมคำตอบเอาไว้แล้วระหว่างเปลี่ยนเสื้อผ้า
“วันนี้ข้าไปเดินเล่นที่ริมทะเลสาบเพราะเพื่อนที่เมืองชั้นในเคยเล่าให้ฟังเมื่อนานมาแล้วว่าที่นั่นสวยข้ายังไม่เคยไปเสียทีจึงอยากไปดู ขณะเดินอยู่ก็มีฝูงสุนัขไล่กัดกันข้ากลัวเลยวิ่งหนีจนกลิ้งตกลงไปในทะเลสาบเ้าค่ะ”
นางซินฟางใแต่ก็โล่งใจที่ไม่เป็อย่างที่นางคิดเพราะความเย่อหยิ่งของลูกสาวนางกลัวว่าลูกสาวอาจจะไปพูดไม่ถูกหูใครแล้วถูกทำร้ายกลับมา
“ค่อยยังชั่วที่เป็เพราะอุบัติเหตุแม่ก็นึกว่าเ้าถูกใครทำร้ายมาเสียอีก” นางซินฟางมีสีหน้าดีขึ้นเล็กน้อย
ซินหยางเฟิ่งแอบยกนิ้วหัวแม่มือให้ คิดในใจ ‘ถูกต้องท่านเก่งมาก ท่านมาถูกทางแล้ว’
แต่ปากก็พูดว่า “แน่นอนอยู่แล้วเ้าค่ะ คนอย่างข้าใครจะกล้าทำร้ายเล่าเ้าค่ะ”
“อืม ดีแล้วละ ถ้าเช่นนั้นเ้าก็รีบกินข้าวต้มนี่เสียแล้วก็พักผ่อนเถอะ”
เมื่อปรับความเข้าใจกันได้แล้วนางซินฟางก็เดินออกจากห้องไป ปล่อยให้ซินหยางเฟิ่งกินข้าวต้มน้ำใสไร้รสชาติที่มีเมล็ดข้าวน้อยจนแทบจะนับเมล็ดได้อยู่ก้นชาม
“เอ่อ แน่ใจนะว่านี่คือข้าวต้ม ไม่ใช่น้ำข้าว เฮ้อยังจนกว่านี้ได้อีกไหม” แม้จะเตรียมใจไว้แล้วว่าต้องพบกับความลำบากเพราะความยากจนแม้จะคิดว่าตนเคยฝึกหนักตอนเป็ทหารฝึกตัวน้อยแต่ก็ไม่ได้ลำบากขนาดกินข้าวต้มนับเมล็ดได้แบบนี้
หลังจากกินน้ำข้าว เอ๊ย ข้าวต้ม นางก็นำชามออกไปล้างเหล่าซินเห็นก็รู้สึกประหลาดใจ ไม่คิดว่าหลานสาวจะรู้จักล้างจานเองได้ด้วย
“ท่านตา” ซินหยางเฟิ่งหันมากล่าวทักทายชายผู้หนึ่งจะเรียกว่าชายชราก็ไม่ถนัดปาก เพราะแม้จะอยู่ในสถานะท่านตา แต่จริงๆแล้วเขาก็มีอายุเพียงห้าสิบสี่ปีเท่านั้น เพราะคนยุคนี้แต่งงานเร็ว
เหล่าซินใเมื่อได้เห็นใบหน้านางเพราะปกตินางจะคลุมหน้าตลอด แม้จะอยู่ในบ้านก็ตามเมื่อนึกได้ก็รีบปรับสีหน้าให้เป็ปกติ แม้จะเก็บสีหน้าใกลับคืนไปได้แล้วแต่ความประหลาดใจก็ยังมีปรากฏให้เห็นอยู่บนใบหน้า เพราะตลอดเดือนที่ผ่านมาเขายังไม่เคยเห็นนางทักทายเขา อีกทั้งยังมีน้ำเสียงที่ไม่กระแทกแดกดันนั่นอีกเล่านี่นางกินยาผิดตำรับหรือไร
“อืม” เหล่าซินตอบรับสั้นๆ เสียงเรียบ แล้วเดินออกไปแน่นอนว่าเขาสงสัย แต่จะไม่ถามหลานสาวคนนี้แน่นอนถึงจะเป็หลานสาวแต่เขาก็ไม่รู้สึกผูกพัน และไม่ค่อยชอบนาง เพราะนางนิสัยไม่ดีเกียจคร้าน และเย่อหยิ่งจองหอง วันๆ ชอบทำหน้าราวกับใครติดหนี้นางแล้วไม่คืนเดี๋ยวเขาไปถามลูกสาวของเขาดีกว่า