สำหรับ ลู่ชิง บัณฑิตหนุ่มผู้ยึดมั่นในคติ "ประหยัดแรงกาย รักษาถุงเงิน" การฝึกคัดอักษรได้กลายเป็นงานอดิเรกที่เขาให้ความสำคัญอย่างจริงจังจนน่าตกใจ รูปแบบตัวอักษรที่ชื่อว่า หนึ่งขีดเบิกฟ้า ในคัมภีร์เซียนบรรพกาลเล่มนั้นช่างมีความพิสดารพันลึก ลายเส้นของมันดูสวยงามทรงพลังประหนึ่งมังกรทะยานข้ามหมู่เมฆ ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายลึกลับที่ลู่ชิงเองก็อธิบายไม่ได้
ยามแรกที่เริ่มฝึกเขียน ลู่ชิงแทบจะลงไปนอนคุยกับรากมะม่วง ทุกครั้งที่จรดพู่กันลากเส้นตามที่ตำราบัญชา ร่างกายของเขากลับสูญเสียเรี่ยวแรงไปอย่างรวดเร็วประหนึ่งถูกเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ดูดวิญญาณออกจากร่าง
เขาต้องอ้าปากพะงาบๆ โกยอากาศเข้าปอดจนหน้ามืดตามัว ทรุดฮวบลงไปนอนกองกับพื้นประหนึ่งผ้าขี้ริ้วเปียกน้ำ
แต่ด้วยความงกที่ไม่อยากเสียเงินค่าตำราไปเปล่าๆ เขาจึงกัดฟันสู้คัดมันซ้ำๆ จนเริ่มคุ้นชิน ความเหนื่อยล้าที่เคยทำให้เขาปอดแทบหลุดกลับค่อยๆ จางหายไปอย่างน่าอัศจรรย์
จากที่เคยเขียนครึ่งตัวแล้วสลบเหมือด ตอนนี้เขาสะบัดข้อมือคัดอักษรได้ลื่นไหลประดุจลื่นเปลือกกล้วย และในขณะที่จดจ่ออยู่กับปลายพู่กัน เขาสัมผัสได้ถึงก้อนกลมๆ ร้อนระอุบางอย่างที่หมุนวนอยู่ในท้องน้อย ซึ่งขยายขนาดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ลู่ชิงกลับไม่ได้ใส่ใจมันนัก นอกจากแอบบ่นกับตัวเองว่า
"หรือข้าจะท้องอืดเพราะลมในป่า? หรือนี่คือไขมันสะสมจากการที่ข้านั่งอืดอยู่บนหลังม้าแก่ตัวนี้นานเกินไป? เห็นทีจบงานนี้ข้าคงต้องหาเวลาโดดตบสลายพุงเสียหน่อยแล้ว"
นอกจากงานคัดอักษรที่ทำให้เขาเหนื่อยหอบแล้ว กิจกรรมหลักที่ช่วยฆ่าเวลาบนหลังม้าแก่ที่เดินช้าจนมดเดินแซงได้ก็คือการศึกษาบทที่ว่าด้วย ค่ายกลเซียนแปดวิถี ซึ่งในสายตาบัณฑิตจอมขี้เกียจคนนี้ มันช่างดูคล้ายกับ "ชุดเกมปริศนาลับสมอง" ที่เขาเคยเล่นแก้เบื่อสมัยสอบจอหงวน ในคัมภีร์เล่มนี้มีเกมที่ลู่ชิงมองว่าถูกออกแบบมาให้เขาเลือกเล่นอยู่เพียง 8 ข้อพอดีเป๊ะ
แต่ละข้อเป็นโจทย์ปัญหาที่ชวนปวดเศียรเวียนเกล้าแต่ก็น่าสนุกไม่น้อย ทั้งการแก้ผังจุดสี การถอดรหัสรูปภาพ และการจัดวางทิศทางหมาก ทุกอย่างถูกลู่ชิงสรุปเอาเองว่ามันคือด่านทดสอบเชาวน์ปัญญาเพื่อลับสมองไม่ให้ขึ้นสนิมจากการไม่ได้ด่าใครมานานหลายวัน โดยที่เขาไม่รู้เลยว่า "เกม" ทั้ง 8 ข้อที่เขาพยายามไขอยู่นั้นคือความลับสุดยอดของมหาค่ายกลในตำนานที่สามารถสยบเทพสังหารมารได้ทั้งภพ
เขาเริ่มจาก วิถีศิลาจำจอง ที่เขาเข้าใจว่าเป็นเพียงเกมลากเส้นปิดล้อมพื้นที่แบบเด็กเล่น ต่อด้วย
วิถีประทับสะกดวิญญาณ ที่เขามองว่าเป็นเกมจับคู่ตราประทับให้ตรงช่อง
ส่วน วิถีหมอกลวงเนตร เขาก็คิดเอาเองว่าเป็นเกมหาจุดต่างในภาพที่พร่าเลือน
ลามไปถึง วิถีวกวนนิรันดร์ ที่เขาเล่นอย่างเพลิดเพลินโดยคิดว่ามันคือเกมลากเส้นหาทางออกจากแผนที่ยุ่งเหยิงในตำราเรียน
และ วิถีกำแพงดารา ที่เขาเข้าใจว่าเป็นเกมวางตำแหน่งป้องกันป้อมปราการไม่ให้ศัตรูบุก
ส่วน วิถีแปดทิศปลิดชีพ เขาก็มองว่าเป็นเพียงการทายทิศทางของลูกศรให้ถูกทางเท่านั้น
แม้แต่ วิถีทัณฑ์สยบเทวะ เขายังบ่นอุบว่ายากประหนึ่งโจทย์คำนวณภาษีของกรมคลังที่ซับซ้อนจนน่าเวียนหัว
และปริศนาสุดท้ายอย่าง วิถีสูญสิ้นสรรพสิ่ง เขากลับคิดว่ามันคือการระบายสีทับพื้นที่ว่างเปล่าให้หายไปเฉยๆ
ทุกครั้งที่ลู่ชิงไขปริศนาเหล่านี้สำเร็จในใจ หรือแอบใช้นิ้วเขียนแผนผังกลางอากาศเพื่อหาคำตอบที่ถูกต้อง เขามักจะยิ้มกริ่มอย่างภูมิใจพลางผิวปากอารมณ์ดี
"หึๆ โจทย์แค่นี้ทำอะไรอัจฉริยะอย่างลู่ชิงไม่ได้หรอก คนเขียนตำรานี่สงสัยจะดูถูกสติปัญญาบัณฑิตอย่างข้าเกินไปเสียแล้ว!" เขาชื่นชมในความเก่งของตัวเองโดยไม่สังเกตเลยว่า ยามที่เขาไขปริศนาสำเร็จ บรรยากาศรอบข้างจะกระเพื่อมไหวอย่างรุนแรงประหนึ่งน้ำนิ่งที่ถูกก้อนหินยักษ์ขว้างใส่ ก่อนจะวูบหายไปสู่ความสงบเพียงพริบตา
ในขณะที่ลู่ชิงกำลังสนุกสุดเหวี่ยงกับ "เกมลับสมอง" อยู่นั้น ทางด้าน หวังซิว ยอดยุทธ์อันดับต้นๆ ของแผ่นดินผู้ที่คนทั้งหล้าต่างเกรงขาม กลับตกอยู่ในสภาวะมืดแปดด้านอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ชายชราผู้ที่มีฝีมือหาผู้ต่อกรได้ยากยิ่งจนแทบนับนิ้วได้ กลับรู้สึกมึนงงประหนึ่งถูกใครเอาไม้หน้าสามฟาดหัวยามที่ต้องจ้องมองแผ่นหลังของบัณฑิตหนุ่มผู้นี้ ลู่ชิงซึ่งอายุอานามน่าจะยังไม่ถึงยี่สิบปีพอๆ กับ ฉินอวี้ ศิษย์เอกที่เขาภาคภูมิใจและเรียกว่าอัจฉริยะวัยเยาว์ได้อย่างเต็มปาก แต่เมื่อมาพบกับลู่ชิง คำว่าอัจฉริยะในพจนานุกรมของหวังซิวก็ถูกขีดฆ่าทิ้งแล้วเขียนใหม่ด้วยคำว่า "ตัวประหลาด" แทน
ความลึกลับที่พวยพุ่งออกมาจากตัวลู่ชิงเป็นสิ่งที่หวังซิวรับรู้ได้ด้วยสัญชาตญาณยอดยุทธ์ขั้นสูงว่ามันมีอยู่จริง แต่น่าเจ็บใจนักที่เขาเองกลับมองไม่ออกว่ามันคือพลังประเภทใดกันแน่
โดยเฉพาะยามพักแรม ลู่ชิงมักจะใช้เวลาว่างไปกับการเขียนบทกวี ซึ่งดูจะเป็นนิสัยปกติของบัณฑิตทั่วไป แต่สำหรับหวังซิวแล้ว ทุกครั้งที่ลู่ชิงจรดพู่กันลงบนกระดาษ ความรู้สึกถึงกำลังอำนาจและความน่าเกรงขามกลับปะทุออกมาอย่างรุนแรงประหนึ่งภูเขาไฟที่พยายามจะถล่มสวรรค์ หวังซิวรู้สึกราวกับตนเองได้พบกับผู้ที่อยู่สูงส่งกว่ามวลมนุษย์ เป็นพลังที่เขาเพียรพยายามไขว่คว้าและศึกษามาตลอดทั้งชีวิตเพื่อให้บรรลุขั้นถัดไป เพียงแต่ยามนี้เขาขยับเข้าไปใกล้เท่าไหร่ก็ยังจับทางไม่ถูกประหนึ่งคนตาบอดที่พยายามคลำทางในเขาวงกต
เขาได้แต่ยืนอึ้งมองพู่กันในมือบัณฑิตหนุ่มราวกับมันเป็นอาวุธระดับเทพเจ้าที่สามารถผ่าโลกได้เป็นสองซีก โดยหารู้ไม่ว่าในขณะนั้นลู่ชิงกำลังขมวดคิ้วเครียดและบ่นในใจว่า
"บัดซบ! หมึกก็แพง พู่กันก็เริ่มบานจนเขียนเกมปริศนาข้อต่อไปลำบากแล้วนะเนี่ย ถ้าหมึกหมดข้าจะเอาเงินที่ไหนไปซื้อใหม่กัน!"
ห่างออกไปอีกฟากหนึ่งของขุนเขาที่ทอดตัวยาวเหยียดประหนึ่งมังกรหลับใหล ท่ามกลางบรรยากาศอึมครึมของชายป่าที่ขนาบข้างเส้นทางสัญจรหลัก หุบเขาแห่งนี้ถูกโอบล้อมด้วยเงื้อมผาสูงชันที่โค้งเว้าเข้าหากันดูน่าเกรงขามประหนึ่งอุโมงค์ยักษ์ที่ธรรมชาติรังสรรค์ขึ้นอย่างวิจิตรบรรจง ภายใต้ร่มเงาของถ้ำโค้งมหึมาอันเป็นปราการธรรมชาติที่บดบังแสงจันทร์จนมืดมิด เป็นที่ตั้งของโรงเตี๊ยมไม้เก่าคร่ำคร่าที่ดูทรุดโทรมประหนึ่งสิ่งปลูกสร้างที่ใกล้จะผุพังพินาศไปตามกาลเวลา แต่มันกลับเป็นจุดพักแรมเพียงแห่งเดียวที่ตั้งตระหง่านอยู่โดดเดี่ยวท่ามกลางเสียงลมพัดหวีดหวิวที่บาดผิวกาย
ทว่าในความมืดสลัวที่สายตาคนธรรมดามิอาจมองฝ่าไปได้ กลับมีเงาร่างในชุดสีดำสนิทแฝงตัวอยู่ตามพุ่มไม้ หุบเหว และซอกหินอย่างเป็นระเบียบประหนึ่งเงาพราย กลุ่มคนเหล่านี้มีจำนวนรวมแล้วไม่ต่ำกว่าห้าสิบคน แต่ละคนแผ่ออร่าความกดดันของยอดยุทธ์ชั้นยอดออกมาอย่างเข้มข้นจนสิ่งมีชีวิตในแถบนั้นต่างสัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตที่กดทับบรรยากาศโดยรอบจนหนักอึ้ง พวกเขาหมอบนิ่งประหนึ่งรูปสลักศิลาที่ไร้ซึ่งลมหายใจ ทุกการเคลื่อนไหวเงียบเชียบจนมีเพียงเสียงหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะกระชั้นชิด ดวงตาภายใต้ผ้าคลุมหน้าวาวโรจน์ไปด้วยรังสีฆ่าฟันที่ถูกเคี่ยวกรำมาอย่างยาวนานในสมรภูมิเลือด
ใจกลางกลุ่มคนชุดดำผู้เยือกเย็น ชายผู้ที่เป็นหัวหน้ากลุ่มที่มีรอยแผลเป็นพาดผ่านดวงตาข้างหนึ่งหยิบแผนที่เก่าๆ ที่ขอบเหลืองขุ่นขึ้นมากางออกด้วยท่วงท่าเคร่งขรึม เขาใช้นิ้วที่หยาบกร้านจากการจับอาวุธเคาะลงบนจุดที่ทำเครื่องหมายไว้ ก่อนจะเอ่ยน้ำเสียงเย็นเยียบที่ฟังแล้วชวนให้สั่นสะท้านไปถึงกระดูกพึมพำกับเหล่าสมุนที่ล้อมรอบ
"หน่วยข่าวกรองรายงานมาอย่างแม่นยำ... คืนนี้เป้าหมายสำคัญจะเดินทางมาถึงโรงเตี๊ยมแห่งนี้อย่างแน่นอน แม้นางจะพยายามอำพรางตัวเพียงใด แต่สายเลือดอันสูงส่งที่ไหลเวียนอยู่นั้นไม่อาจซ่อนเร้นจากสายตาของนายท่านได้" เขาเว้นจังหวะพลางกวาดสายตามองไปทางโรงเตี๊ยมที่ดูเงียบสงบ
"พวกเราจะรอจนถึงยามโฉ่ว ยามที่ฟ้ามืดมิดที่สุดและจิตใจของมนุษย์อ่อนแอที่สุดในห้วงนิทรา เมื่อนั้นเราจะลงมือเด็ดชีพเป้าหมายทิ้งเสีย งานนี้ข้าต้องการความเฉียบขาดเพียงหนึ่งกระบวนท่า อย่าได้เปิดโอกาสให้องครักษ์ของนางได้ทันตั้งตัว หรือแม้แต่ตัวนางเองจะมีลมหายใจเหลือพอที่จะส่งเสียงร้องขอชีวิตแม้เพียงครึ่งคำเด็ดขาด ใครที่ขวางทาง... ฆ่าให้สิ้นอย่าให้เหลือซาก!"
กลุ่มมือสังหารทั้งห้าสิบคนต่างนิ่งเงียบก้มศีรษะลงเล็กน้อยเป็นคำรบแทนการรับคำสั่งที่เปี่ยมไปด้วยกลิ่นคาวเลือด แผนการสังหารในครั้งนี้ถูกเตรียมการมาอย่างแยบยลและซับซ้อน อาวุธทุกชิ้นถูกอาบไปด้วยยาพิษร้ายแรงที่แม้แต่ยอดยุทธ์ยังยากจะต้านทาน ทุกคนต่างเตรียมพร้อมและเริ่มกระจายกำลังปิดล้อมทางเข้าออกทุกทิศทางเพื่อรอเวลาให้ความมืดมิดครอบงำขุนเขาแห่งนี้อย่างสมบูรณ์ เพื่อเปลี่ยนโรงเตี๊ยมเก่าแก่แห่งนี้ให้กลายเป็นสุสานที่เงียบงันที่สุดในใต้หล้า