ภายใต้หลังคาเพิงต้มเกลือ ยังก่อไฟสุมฟืนเหมือนเดิม
คำปงนางอาศัยทำไปเรื่อย ๆ รอลูกชายกลับมา
เข้าสู่เดือนที่หกนับจากห่างกัน รู้เต็มอกลายสือทำเพื่อแม่
นางมีวัวคู่งาม เจียดเม็ดเบี้ยจ้างคนต่อเกวียนเทียมสำหรับเป็พาหนะ
หัดพึ่งพาตัวเองขนสินค้าไปขาย เหมือนนางอุไรกับนายผารง
พ่อแม่ของบักแปสหาย ซึ่งติดสอยห้อยตามบักลายสือ
เช้าวันหนึ่ง ตื่นขึ้นมาดำเนินชีวิตปกติประจำวัน
เสียงเรียกหาจากทางหน้าบ้านลานดิน เป็เด็กชายตัวอ้วนเดินเข้ามา
ลมแทบจับกับคำฝากบอก ผ่านปากบักตุ้ย ลูกจ้างขนเกลือ
ผู้รอดมาได้ด้วยอิทธิฤทธิ์แหวน มันจึงตอบแทนส่งข่าวถึง
“โอ้น้อ ลูกแม่”
อุทธรณ์ร้อนใจ คำปงน้ำตาร่วงเมื่อฟังเื่ราว
อันเกิดขึ้นกับบรรดาเด็กลูกหาบกองเกวียนทั้งหลาย
ของนายอนันต์ที่เจตนาลวงมาเข่นฆ่า ดั่งบัญชาอาชญากรสูงศักดิ์
“บ่ได่ ๆ”
โองการพิพากษากำจัดเสี้ยนหนาม หน่อเนื้อเชื้อไขภัยระแวง
สิ่งนั้นอุบัติขึ้นมาจนได้อย่างโจ่งแจ้ง หรือว่าดักรู้เทวีคาระปงรอดน้ำมือสังหาร
ถึงยังไม่ละเว้นความเป็ความตาย ชิงตัดไฟแต่ต้นลม
ขนาดเอามาลงกับเยาวชน ผู้จะเติบโตในวันหน้า
ทุกข์ขมระทมไม่มีใครล่วงรู้ ความลับตรงนี้นอกจากตัวนาง
ชักช้าไม่ได้การตั้งสติ อย่างแรกต้องบอกกับพ่อ แม่ ของบักแป
รีบเร่งชวนบักตุ้ยขึ้นเกวียน ไสขับตรงดิ่งไปหาเพื่อนบ้าน
แตกตื่นกันใหญ่ ขั้นนายผารงคุยกับเมีย คงต้องออกตามสมทบ
เห็นหน้าค่าตาลูกเต้าถึงจะเบาใจ มิใยนางคำปงขอร่วมด้วยในคราวนี้
จัดแจงเตรียมของขึ้นเกวียน ปิดงับประตูเรือนแ่าพร้อมเดินทางไกล
นิ่งเฉยไม่ได้ คนเป็พ่อเป็แม่ห่วงจนอยู่บ้านไม่ติด
ดีที่นัดหมายกันไว้แล้ว อันหลักแหล่งพบเจอ จึงพอรู้ทิศทาง
...ใกล้เข้ามาทุกทีกับการดั้นด้น บักลายสือไม่หวั่นแม้จะถูกกุดหัว
หลังจากทูลคำร้องขอ แทนบรรดาอายุเกณฑ์ใบสั่งมรณะ
ให้ทรงปราณี ระงับหยุดพฤติกรรมป่าเถื่อนไร้มนุษยธรรม
ถึงคราวควรเปิดเผยอย่างตรงไปตรงมา ว่าจุดเหตุบ่อเกิด
อันบุคคลที่องค์าา ไม่้าให้มีชีวิตคือมันเอง
เคยฟังมารดาเล่าเกี่ยวกับภูมิเก่าประวัติเดิมของตน
สุดท้ายแล้วคงไม่พ้น ต้องสละแลกกับผลกระทบต่อผู้อื่นที่เดือดร้อน
“มึงคึด ผิเลอ?”
พออยู่กันสองคน บักแปเผลอบ้างสำเนียงไทพวนโผล่
“บ่มีละเบ่อ”
คล่องปากกว่ากันเยอะ บักลายสือบอกปัด
คืนนี้ย้ายมาพักยังบริเวณใกล้*ปราสาทนางรำ
ซึ่งคณะท้าวเทศ ยึดพำนักค้างแรมหลบฝนส่งท้ายฤดู
“ฮิ บอกกูมาโลด”
เก็บไม่มิด บักแปเห็นอาการถึงจะถูกยกให้เป็พ่อเทวดาก็ตาม
แต่ในสายตา ยังคงเป็บักลายสือสหายเคียงข้างเสมอ
“กูมีเฮืองสิเว้า สู่ฟังบักแป”
เกรงตัวจะนำพาโชคร้ายบ่อเกิดหายนะเลยสารภาพ
“คนผู้หลวงอยากเห้อตาย คึกู”
แค่ประโยคแรก บักแปโวยวาย
“ฮ่าวเว้า ถัวทีปหลาย”
แย้งขึ้นบอกไม่ให้พูดเพราะมันรับไม่ได้
ไหน ๆ แล้ว ลายสือจำต้องถ่ายทอดยังเพื่อนสนิทที่สุด
“แม่ไขเห้อฮู้ว่ากูเป็ไผ ั้แ่แฮกได่แหวนมาอ้างเพิ่น”
ใบักแปอุทานเมื่อหลังฟังจบ
“กูเซ็นขนคิงลุกเหมิด มึงกะดาย อีหลีอีหลอติ!”
ยอมในชะตาบักลายสือรับพยักหน้า พูดออกตัว
“ฮั่นเฮ็ดเห้อมึงลำบาก กูกะขมาลาโทษม่องนี่”
ปกติบักแปมันปากเร็ว
“เสี่ยวกันแล้ว มึงคึดหยังหลาย”ทิ้งประโยคประทับใจ
“กูบ่อยากเป็ดอก ผู้มีบุญ”
ฝ่ายบักลายสือพึงสังวร“มีมึงเป็หมู่ฮักหมู่แพง กูกะพอซัมนี่”
บรรยากาศเงียบวังเวง เนินชันช่องหินถูกใช้เป็ที่หลับนอน
ต่างแยกย้ายจับจองมุมใครมุมมัน สำคัญรวมกลุ่มละแวกไม่ไกลหูไกลตากัน
“เฮิยยย์”
บักแปหาวขึ้นลากเสียงยาว“นอน ๆ สา กูกับมึงยังสิอยู่นำกันอีกโดน”
เสร็จธุระเื่พูดคุย บักลายสือเหมือนยกูเาออกจากอก
อีกเปราะปมที่เก็บงำ พาให้ดิ้นรนหาเหตุเพื่อจะได้ไม่บานปลาย
หลาย ๆ ชีวิตต้องมาเผชิญเคราะห์ เพราะตนคนเดียว
ก้มตัวลงกราบสวดไหว้รัตนตรัย ก่อนนั่งเจริญอานาปานสติ
บักลายสืออธิษฐานแผ่เมตตา กุศลกรรมไปยังจำนวนเด็กชายส่วนที่ตกตายตามลิขิต
...แว่วกลองประโคม ผสมเพลงพิณแทรกท่วงทำนองไพเราะ
พวกโสตสมาธิฌานยังไม่แกร่งกล้า พล่านโดนมนต์สะกดเพรียกหา
มวลละอ่อนแตกพาน ฟุ้งซ่านนอนกระสับกระส่าย
“ไผน้อ พาเฮ็ด?”
พลันเกิดความอยากรู้ อยากเห็นดลจิต
บักพองส่อหนุ่มเกินรุ่นในกลุ่ม ร่างกายปรับเปลี่ยนตามวัย
ชะเง้อมองหาที่มาของเสียงพิศวง มันละเมอเพ้อพก หลงใหลดนตรีไพเราะ
ก้าวเท้าเดินคล้อยตามมโหรีปีศาจนาฏศิลป์
“เอ้า! บักพองไปไส”
ด้านบักขุยคู่ซี้ประกบตื่นกลางดึก สงสัยที่บักพองหายสาบสูญ
ประวิงมันลุกวิ่งปลุกเสือหาญ อาศัยเอนพิงก้อนหินหลับอยู่ใกล้ ๆ
“กูกะลืม บอกสู”เสือหาญทวนคิดเนื่องชะล่าใจ
ได้ยินเสียงเอะอะ ตาลุนประชุมสุมหัวจะเอาอย่างไร
“มัดแน่น ๆ เด้อ”
ปลุกเสกแจกสายสิญจน์ผูกแขน ก่อนอื่นป้องกันไว้
จากนั้นครบคน จึงให้ย้ายมานั่งรวมกันในวง ล้อมด้วยอาคมเกราะแปดทิศ
“ห้ามออกมาเด้อ บ่ว่าอีหยังสิเอิ้น”คำกำชับของเสือหาญหวังดี
“ป่ะ! บาดหนิ”
งานนี้สองผู้ใหญ่ออกโรง ตามหาบักพองถูกอาถรรพ์นางรำล่าตัว
...เวทีกว้างลานศิลาแลง เหล่าอัปสราพากันร่ายฟ้อนอ่อนช้อย
อ้อนแอ้นทรวดทรงห่มสไบบาง ยอดชฎาสวมศีรษะประดับอัญมณีสีรุ้ง
มาลัยชบาแดงร้อยพวงคล้อง เครื่องจองจำ ดุจประกาศฉาว
ประเภทละเมิดเล่นชู้ ราคะติดบ่วงปวงนางห้าม
มหรสพคณะคนธรรพ์ผีคอขาด เคาะระนาด ตีฆ้อง กลองประโทน
ช่างสยองฉากบรรเลงคีตะสื่อพิศวาสผ่านบทเสนาะขับกล่อม
“ม่วนคัก ๆ”
สัมปชัญญะหลุดลอย บักพองถูกลักพาด้วยมนตรา ถึงสถานลวงซากปรักหักพัง
“มานี่บักขี้ข้า มึงทาสกู”
นางพญาวางอำนาจข่ม เอ่ยให้เข้าหา
เคลื่อนขยับว่าง่าย บักพองเหม่อขาดสติ
สรีระยั่วยวนนุ่งอาภรณ์น้อยชิ้น เอกเขนกบนแท่นบูชายัญ
กวักมือเรียกชายหนุ่ม มาย่ำยีสังเวยถึงที่
“งามอีหลี”
ตาไร้แววมองมายาไม่ออก ผิดแผกบักพองพิศมัยโครงกระดูกผุ พรุน
“ยอมให้กูขึ้นครูบ่?”
ครั้งอดีตกาล แม่หยัวรูปพรรณงดงามสมคำร่ำลือ
ธิดานารีรัตน์จากอาณาจักรเจนฬา (เจนละ)
ส่งมาเพื่อบรรณาการกษัตราสยามเทวา หวังผลขยายอิทธิพลจักรวรรดิขะแมร์
สัมฤทธิ์ผลด้านทำให้องค์เ้าฟ้าลุ่มหลงเสน่หา
ละเลยภารกิจบริหารบ้านเมือง จวนเจียนราชธานีล่มจม
หากแต่สิ่งหนึ่งอันได้ประทานมา พร้อมด้วยความสวยเลิศกว่าสตรีทั่วหล้า
นารีรัตน์หมกมุ่นในกามสูตร สรรหาท่วงท่าร่วมสังวาส เพื่อดึงดูดทำให้บุรุษมัวเมา
“ได่ ๆ”ถูกกับดัก บักพองถอดหมด
“ฮิ ๆ ๆ”
สมใจอยาก ซากกระดูกพร้อมถ่างขารอ เสพพรหมจรรย์แรกรุ่น
น้ำอมฤตที่หล่อเลี้ยงจิติญญา อันถูกกักขัง
จากคำสาปแช่งโทษทัณฑ์อาญา มาจากประพฤติแพศยา
เกลือกกลั้วสมสู่ไม่เลือกไร้ยางอาย มลทินหมองติดตัวจนตาย
สถานะสูงสุดกลับดิ่งตกต่ำ เนื่องไม่รู้จักระงับใจปรารถนาใคร่
พอชายใดต้องตา นารีรัตน์จับทำผัวลับ ๆ ตลอดมา
กระทั่งเื่เสื่อมเปิดเผยต่อองค์สวามี จึงถูกลงโทษิ่สถาบันทรงเกียรติ
เสียบหลักประจาน ทัดเหน็บหูดอกชบาแดง สวมมาลัยสัญลักษณ์หญิงชั่ว
แห่แหนรอบเมืองก่อนปะา แม้แต่เืยังไม่ให้หยดเปื้อนแผ่นดิน
เกรงประชาราษฎร์ครหา เอาเป็เยี่ยงอย่างไม่ดี
ทั้งสนมนางในเป็ของต้องห้าม สมบัติเพียงองค์ราชันย์
“ยุดสา! อีผีตัณหาหยาบ”
ก่อนจะสายไปกว่านี้ เสือหาญมาในร่างสางสมิงท้วงติงเอา
เบือนหันมาทางเสียงะโขัดจังหวะ พยัคฆ์สองตัวจ้องพิฆาต
ผลักบักพองคนกำลังกลัดมัน ให้พ้นจนสลบไสล
ระอุเค้าขุ่นเคือง เสียอารมณ์โกรธพิโรธใหญ่
“พวกมึงกำแหง!”ลั่นสถบ
“บังอาจนัก”
กลาดเกลี้ยวใส่กายแปลง อันบุกรบกวน่สุนทรีย์
เมือกเขียวเหนียวข้น พ่นออกจากปาก เสมหะกรดพิษโสโครก
สาดร่างเสือสมิงเปิดศึก เหินเวหาผนึกพลัง
ฝั่งตาลุนท่องอักขระบูชาราหูอมจันทร์ โปรยยันต์ครอบตนและเสือหาญไว้
“ธรรมะคุ้ม ะหุ้ม บุญรักษา ราหุลป้องภัย พินาศได๋บ่เฟียซูนคิง”
เสี้ยวเศษสวะไม่แผ้วพาน แม้แต่ปลายเล็บ
“หักคอมัน!”
สาเหตุเวียนว่าย แค้นตรงไม่ให้อุทธรณ์ ร้องขอเมตตาสักข้อ
ในระหว่างกระบวนการตัดสินจำเลย ด้วยมาตรการปะาอย่างเดียว
วาจาสิทธิ์เด็ดขาดของกษัตริย์ ไม่ทรงยอมอภัยยกโทษใดทั้งสิ้น
ครรภ์ในท้องยังไม่ละเว้น น้ำตานารีรัตน์หลั่งเวทนาทารก ก่อนคมดาบเพชรฆาตบั่นคอ
อาฆาตรังควานก่อกวนความไม่สงบสุข ตายไปแล้วยังจะราวี
“เ้าข้า แม่หยัว”
เมื่อนางพญาสั่ง มวลบริวารขานรับ
เปลี่ยนสภาพเป็เปลวควันมลพิษ ดุจแสงผีพุ่งใต้รุมเร้า
“โอ๊ยยย์”
บังเกิดโหยหวนเ็ประงม ฝูงบ่าวผีร้ายเจอดีจนได้
ศิษย์ร่วมสำนักผสานบริกรรมคาถา มหาเวทอัญเชิญราหูทรงครุฑ
เทพราหุล จันทรคราสผู้อยู่เหนือภูตผีปีศาจทั้งหลายมาปราบกำราบ
“สังวิคคะรูโป อาคัมมะกินนุ ภีโต วะ ติฏฐะสีติ”
ท่อนประเดิม ตาลุนาุโกล่าวนำ
“สัตตะธา เม ผะเล มุทธา ชีวันโต นะ สุขัง ละเภ พุทธะคาถาภิคีโตมหิ”
ขมังเวทย์ไม่เป็รอง เสือหาญคั่นสลับ
“โน เจ มุญเจยยะ สุริยันติ กินนุ สันตะระมาโน วะราหุ จันทัง ปะมุญจะสิ”
จรดแถวท้ายรวมกันเป็หนึ่งเดียวสัมฤทธิ์
เดชะคุณไพศาลปะทะเงาดำสยบ ขับไล่ภูตลงนรกหมกไหม้
“ขอเถิด”
ลางเลือนถ้อยคำนารีรัตน์ วิงวอนก่อนสลายแตกดับ
กรุณาปลดปล่อยดวงิญญา อโหสิแก่นาง สวดส่งสู่ภพภูมิที่ดี
ตั้งปณิธานหากได้เกิดใหม่เป็มนุษย์อีกหน จะชดใช้เพียรประกอบสร้างบุญกุศล
หมดแล้วซึ่งพยาบาทนางรำ เพราะผู้มีวิชามาปัดเป่า แก้ปมมอบโอกาสให้ขัดเกลา
บัดนี้เสือหาญรู้ว่า ความสามารถตนได้ทำประโยชน์อย่างไร้ข้ออคติ.
*ปราสาทนางรำ ตั้งอยู่ที่บ้านนางรำ ตำบลประทาย อำเภอประทาย จังหวัดนครราชสีมา
เกร็ดประวัติปราสาทนางรำ เป็โบราณสถานสมัยขอมที่เรียกว่า อโรคยาศาล (โรงพยาบาล)
สร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 18 ในสมัยพระเ้าชัยวรมันที่ 7
ที่มาของชื่อปราสาทนางรำมาจาก เดิมเคยมีรูปสลักเทวรูปนางรำ ประติมากรรมหินสีเขียว
ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของวิหารห่างไป 1.5 กิโลเมตร
ปัจจุบันเหลือแต่ร่องรอยของเทวสถานและแท่นหิน
บริเวณตรงนี้เคยประกอบด้วยสถาปัตยกรรมโบราณสถาน 2 ที่ ระยะตั้งอยู่ใกล้เคียงกัน
กลุ่มปรางค์ที่สมบูรณ์กว่าหลังอื่นประกอบด้วยปรางค์องค์กลาง
มีมุมมุขยื่นออกไปข้างหน้า ตามทิศตะวันออก
ส่วนทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของปราสาทมีวิหาร
ก่อด้วยศิลาแลงหันหน้าไปทางทิศตะวันตก โดยมีกำแพงศิลาแลงล้อมรอบ
ซุ้มโคปุระหรือประตูทางเข้าอยู่ทางด้านทิศตะวันออก ลักษณะแผนผังเป็รูปกากบาท
นอกกำแพงด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ มีสระน้ำขนาดเล็กก่อด้วยศิลาแลง
ถัดจากปราสาทนางรำไปทางทิศใต้ มีปราสาทอีก 3 หลังเรียงกัน
ในแนวเหนือ-ใต้ ซึ่งเหลือเพียงฐานและกรอบประตูรวมทั้งทับหลังหินทรายตั้งแสดงอยู่
กำแพงศิลาแลงและคูน้ำรูปเกือกม้าล้อมรอบเป็ชั้น
(อ้างอิงจากวิกิพีเดีย)
...เพื่ออรรถสอดคล้องในเนื้อหานิยาย ผู้เขียนได้ประยุกต์ ดัดแปลง
บริบทบางส่วนนำมาอ้างอิงเท่านั้น ไม่ได้เจตนาบิดเบือนประวัติศาสตร์แต่อย่างใด
โปรดใช้วิจารณญาณ ในการอ่าน เป้าหมายสำหรับความบันเทิง
และเชิงประชาสัมพันธ์พิกัดสถานแหล่งท่องเที่ยว อนุสรณ์สถาน.