ทั้ง 5 คน เดินมาถึงชั้นที่ 10 ของสำนัก ซึ่งเป็ลานกว้างและมีเพดานที่สูงกว่า 15 เมตรซึ่งดูเหมือนจะเป็ลานฝึกพลังส่วนกลางของสำนัก
“อาจารย์ข้าพาศิษย์ใหม่ที่เพิ่งเข้ามาเป็ศิษย์ของสำนักมาแล้วขอรับ” เหอหลงหง ผู้เป็ศิษย์พี่ของกลุ่มศิษย์ทั้ง4 เอ่ยอย่างนอบน้อม
“... อืมมม ข้าคือผู้าุโลำดับที่7 หานจื้อหง จากนี้เป็ต้นไป ข้าจะเป็ผู้ฝึกสอนเ้า เ้าคือเทียนคงสินะ ... เฮ้ออ ท่านเ้าสำนักไหนบอกว่าส่งคนมีพร์มาให้ข้า โถ่เอ้ย แล้วดูเ้าสิ นี่เรียกว่ามีพร์เรอะ ... ” ผู้าุโที่ 7คนนี้เป็ชายชราที่ดูอายุราว ๆ 70 ปีเศษ รูปร่างไม่สูงมากนัก ก่อนหน้านั้นหานจื้อหง มีความคาดหวังเล็กน้อย เมื่อเ้าสำนักบอกต่อเขาว่าจะมีผู้ใช้พลัง ที่มีพร์อยู่บ้างเข้ามาที่สำนักและจะมอบหมายให้เขาเป็ผู้ฝึกสอนเพื่อให้เขาเข้าเป็หนึ่งในตัวแทนเมืองประกายเงิน แต่เมื่อเห็นเทียนคง ความคาดหวังนั้นก็หายไป จากการประเมินเทียนคงั้แ่หัวจรดเท้ารวมถึงระดับพลังที่แสดงออกมาด้วย หานจื้อหง ประเมินได้ว่าระดับพลังที่เทียนคงแสดงออกมานั้นเจือจางมากและอยู่ที่ระดับเริ่มต้นขั้น 4-5 จัดอยู่ในระดับพร์ที่พอใช้ได้ สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้เริ่มฝึกฝนแต่เมื่อนำมารวมกันกับอายุของเทียนคงที่น่าจะอยู่ที่ 18-19 ปีแล้วเขาเริ่มต้นช้าเกินไป เพราะผู้ฝึกพลังที่มีพร์เท่าๆกันกับเขาและอายุรุ่นเดียวกันนั้น อย่างน้อยที่สุดพลังก็จะอยู่ในระดับกลางขั้นต้นแล้ว หานจื้อหง จึงสรุปได้ว่าเทียนคงนั้นเป็ได้เพียงศิษย์ทั่วไปจากนั้นจึงว่ากล่าวต่อเทียนคงด้วยความเบื่อหน่าย
“ศิษย์เทียนคงขอคารวะอาจารย์” เทียนคง ไม่ได้ใส่ใจคำบ่นของหานจื่อหง ยังคังคารวะเขาอย่างนอบน้อม
“ไม่ต้องมากพิธี เ้าคงจะรับทราบแล้วว่าเ้าจะสามารถฝึกพลังได้เพียงรูปแบบการรักษา ขอเองก็ไม่ได้เชี่ยวชาญด้านการรักษามากนัก แต่ก็พอสอนเ้าได้ในระดับหนึ่ง”
“ข้าทราบแล้ว ท่านอาจารย์ แต่ข้าจะขอฝึกพลังด้านการควบคุมไปด้วยเพื่อเสริมให้ข้าใช้การรักษาได้ดียิ่งขึ้นได้หรือไม่”
“ ... เ้าสามารถทำได้หากเ้ามีพร์ที่จะฝึกพลังสองรูปแบบได้และมีความสามารถในการเรียนรู้ด้วยตัวเอง เพราะจะไม่มีใครมาสอนเ้าในการฝึกพลังด้านการควบคุม และ ...”
“ฮ่า ๆๆ ดูหมอนี่สิ คิดจะฝึกพลังสองรูปแบบรึ เ้าคิดว่าเ้าเป็ใครกัน คิดว่าตัวเองมีพร์ระดับห้าหรืออย่างไรเอารูปแบบเดียวให้รอดก่อนเถอะ” ผู้าุโที่ 7 ยังไม่ทันพูดจบประโยค จูเจียเทาศิษย์น้องเล็ก ของกลุ่มศิษย์ทั้งสี่ที่ก่อนนี้ได้พาเทียนคงเดินทางมาหัวเราะขัดจังหวะการพูดของผู้าุโ 7 และไม่วายเอ่ยคำดูแคลนต่อเทียนคงอีกรอบหนึ่ง
“เ้าบ้านี่ต่อหน้าอาจารย์ยังจะทำตัวเช่นนี้อีก หุบปากเ้าซะ” หลิวอาน ผู้เป็ศิษย์พี่ของจูเจียเทา เอ่ยตำหนิอย่างอดกลั้นอารมณ์ หากไม่ใช่ว่าอาจารย์อยู่ที่นี่คงตบสั่งสอนเขาไปแล้ว
“จูเจียเทาอย่าได้ทำตัวเสียมารยาทเช่นนี้อีก อย่าทำให้สำนักต้องเสียชื่อเสียงเพราะวาจาของเ้าเข้าใจหรือไม่” หานจื้อหง เอ่ยเตือนศิษย์ด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่าย
“ขอรับ ท่านอาจารย์ ข้าจะระวัง”จูเจียเทา ตอบรับแต่ท่าทีที่แสดงออกหลังจากนั้นก็ยังคงเป็สายตาดูถูกเหยียดหยามเหมือนเดิม
“เทียนคง ในหนึ่งสัปดาห์ข้าจะเป็คนสอนเ้าในการใช้พลัง และจะสอนเ้าเพียงสองชั่วโมง ส่วนที่เหลือจะเป็เ้าที่ต้องฝึกฝนด้วยตัวเองฉะนั้นในสองชั่วโมงนี้ ที่เ้ามีเวลาในการร่ำเรียนและสอบถามจากข้าจงพยายามรับรู้และเข้าใจในสิ่งที่ข้าสอนให้ได้มากที่สุดเ้าเข้าใจหรือไม่”หานจื้อหง กลับมาพูดคุยกับเทียนคงต่อและบอกถึงสถานการณ์ที่เขาจะต้องอยู่เรียนรู้การฝึกพลังที่สำนักแห่งนี้โดยที่ในหนึ่งสัปดาห์ เทียนคงจะมีเวลาเรียนรู้จากอาจารย์ของเขาเพียงสองชั่วโมง และจากนั้นเขาจำต้องฝึกฝนด้วยตนเองซึ่งดูแล้วเหมือนเป็การกีดกันอย่างหนึ่งของสำนักเพื่อไม่ให้เขาได้เรียนรู้อย่างเต็มที่ แต่ทางสำนักหาได้รู้ไม่ว่าแท้จริงแล้วความสามารถในการใช้พลังของเทียนคงนั้น เหนือกว่าที่หานจื้อหงประเมินไปอยู่มากโข
“ข้าทราบแล้ว ท่านอาจารย์” เทียนคงขานรับ
“อ้ออ แล้วก็อีกอย่างหนึ่งคือสำนักวิหคครามสาขาเรา มีหอตำราที่เ้าสามารถเข้าไปหยิบยืมได้แต่เ้าจะสามารถนำไปได้เฉพาะด้านที่เ้าได้รับอนุญาตให้เรียนรู้ซึ่งก็คือด้านการรักษา ส่วนที่พัก สำนักจะมีห้องรับรองให้เ้าซึ่งจูเจียเทาจะนำทางเ้าไปหลังจากนี้แต่เ้าจะอยู่ฝึกฝนที่นี่หรือจะกลับไปยังที่พำนักเดิมในเมืองของเ้าก็ย่อมได้แม้แต่วันที่เ้าสามารถเรียนรู้จากข้าเ้าก็ไม่จำเป็ต้องมาหากเ้าไม่้า”หานจื้อหง แท้จริงแล้วได้รับคำสั่งจากเ้าสำนัก ให้ดูแลสั่งสอนเทียนคงเป็อย่างดีเพราะเขาเป็คนของเ้าเมืองซึ่งต้องไว้หน้าอยู่บ้างแต่หานจื้อหงกลับพยายามหลีกเลี่ยงการสั่งสอนเด็กหนุ่มผู้นี้เพราะเห็นว่าเป็การเสียเวลาที่จะสั่งสอนเด็กผู้ที่ไร้พร์ และไม่ใช่คนของเขาซึ่งเขา้าให้เวลากับศิษย์ของตนจริง ๆมากกว่า”
“ข้าทราบแล้ว อาจารย์ เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน” เทียนคงยังคงขานรับด้วยท่าทีนิ่งสงบ จากนั้นจึงหันหลังและก้าวออกไป แต่ยังไม่ทันไปได้ไกลเสียงที่คุ้นเคยก็ดังตามหลังมา
“เดี่ญวก่อน เ้าจะไปไหนของเ้า อาจารย์ก็บอกแล้วว่าให้ข้าพาเ้าไปที่พัก แล้วนั่นคืออะไร จะไม่ไปที่พักหรือไง”จูเจียเทา ที่เห็นเทียนคงกำลังเดินลิ่ว ๆออกไป รีบะโเรียกหา
“เอ่อ ศิษย์พี่ คือข้าจะกลับไปฝึกฝนยังเมืองประกายเงิน ข้ายังคงมีภาระที่ต้องจัดการที่นั่นคงจะดีกว่าหากข้าอยู่ที่นั่น ข้าขออภัยที่ไม่ทันได้บอกท่าน”
“เหอะ เช่นนั้นก็ดีจะได้ไม่เสียเวลาข้า อ้ออแล้วก็อย่าลืมกลับมาทดสอบเพื่อคัดเลือกตัวแทนเมืองด้วยเล่าข้าไม่ยอมให้เ้าได้เป็ตัวแทนโดยที่ไม่แสดงความสามารถหรอกนะ” จูเจียเทา เอ่ยต่อเทียนคงถึงความ้าของเขาโดยที่ไม่สนใจว่าเทียนคงนั้นได้เป็ตัวแทนเมืองด้วยคำสั่งของเ้าสำนักแล้ว
“ข้าจะมารับการทดสอบ ศิษย์พี่โปรดวางใจ ข้าขอตัวก่อน” เทียนคงยังคงตอบด้วยท่าทีนิ่งสงบแต่ในครานี้เขาเริ่มหงุดหงิดขึ้นมาเล็กน้อย ั้แ่เขารู้สึกตัวเวลาก็ผ่านมาแล้วกว่าครึ่งปี เทียนคงได้เรียนรู้วัฒนธรรมความเป็อยู่ของเมืองประกายเงินและก็พอเข้าใจถึงระบบต่าง ๆที่เป็อยู่ ณ ที่แห่งนี้ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็มักจะรู้สึกหงุดหงิดอยู่บ้างเล็กน้อยถึงเื่ไม่เป็เื่ที่เกิดขึ้นบ่อย ๆและส่วนมากแล้วเื่ทั้งหมดเกิดจากการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันจนเกินควรทั้งสิ้น
หลังจากเทียนคงจากไปเพียงครู่หนึ่งหานจื้อหง ก็จากไป เหลือเพียงกลุ่มศิษย์ทั้ง 4 คน
“เหอะ ต่อให้ฝึกฝนอีก 10 ปีมันก็สู้ศิษย์พี่หงหลงไม่ได้ แล้วมันจะไปเป็ตัวแทนเมืองได้อย่างไรข้าไม่เข้าใจท่านเ้าสำนักเลยจริงๆ ที่ยอมให้คนที่มีพลังเพียงแค่ระดับเริ่มต้นขั้นต้นเป็หนึ่งในตัวแทนเมืองของเราเมืองของเรายังเสียหน้าไม่พออีกหรืออย่างไร” จูเจียเทาเอ่ยต่อศิษย์พี่ของเขาด้วยความไม่พอใจและเคลือบแคลง โดยที่ไม่รู้เลยว่าระดับพลังที่เขาััได้จากเทียนคงนั้นเป็ระดับพลังที่เทียนคงจงใจแสดงให้เขาเห็นเพียงแค่นั้น รวมถึงหานจื้อหงด้วยเช่นกัน
“เห้อออ แต่ไหนแต่ไรเมืองประกายเงินก็ไม่ได้ส่งคนเพื่อเข้าทดสอบอย่างจริงจังอยู่แล้วเ้าเพิ่งเข้าสำนักได้ไม่นานอาจจะยังไม่ทราบเื่นี้”หลิวอานเอ่ยต่อศิษย์น้องของเขาด้วยท่าทีท้อแท้อยู่บ้าง
“นั่นข้าทราบมาก่อนแล้วศิษย์พี่อานนั่นยิ่งทำให้ข้าไม่พอใจอย่างไรเล่า เพราะในครั้งนี้ศิษย์พี่หงหลงมีความตั้งใจที่จะพลิกหน้าประวัติศาสตร์ในการทดสอบครั้งนี้และหากเ้าโง่นั่นเป็หนึ่งในตัวแทนเมืองครั้นแต่จะเป็ตัวถ่วงทำให้เมืองประกายเงินเราเสียหน้าเหมือนเดิมไม่ใช่หรืออย่างไร” จูเจียเทายังคงอธิบายด้วยอารมณ์ที่ไม่พอใจ
“พอเถอะ เจียเทาอย่างที่ข้าบอกเ้าเมื่อก่อนหน้านี้ อย่างไรเสีย เทียนคงเขาจะต้องแสดงความสามารถให้ข้าเห็นด้วยตาตัวเองเสียก่อนข้าถึงจะยอมรับเขาในฐานะหนึ่งในตัวแทนของเมืองเราซึ่งถ้าหากเขามีความสามารถไม่เพียงพอ ข้าจะค้านท่านเ้าสำนักด้วยตัวเองส่วนเื่การทดสอบถึงแม้จะเป็คนจากเมืองเดียวกันแต่สุดท้ายแล้วผู้ที่จะผ่านการคัดเลือก จะมาจากคะแนนความสามารถส่วนบุคคลฉะนั้นแล้ว หากข้ามีความสามารถมากพอ ก็จะทำคะแนนได้อย่างโดดเด่นเอง” เหอหงหลงผู้เป็ศิษย์พี่ของกลุ่มศิษย์ทั้ง 3 นี้เอ่ยอย่างตั้งมั่น
เมื่อศิษย์พี่ของพวกเขาเอ่ยอย่างมั่นใจเช่นนี้แล้วศิษย์คนอื่น ๆก็ไม่ได้เอ่ยอันใดต่ออีกและพากันแยกย้ายไปทำภารกิจของตัวเองรวมถึงการฝึกฝนด้วย
ระหว่างที่เดินทางกลับไปยังเมืองประกายเงินเทียนคงได้คิดทบทวนถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่สำนัก
“อืมมมเหตุใดผู้าุโกัวซื่อินั่น จู่ ๆถึงได้ปรากฏตัวขึ้นอย่างกระทันหันเช่นนั้นกันเขามายังดาวเคราะห์นี้ั้แ่เมื่อไหร่ หรือว่าเขาอยู่ที่นี่ั้แ่แรกแล้วการที่เขาพบข้านั้นเป็เื่บังเอิญจริง ๆหรือ ...” เทียนคงคิดทบทวนถึงเหตุและผลต่างๆ นา ๆ ที่อาจเป็ไปได้ และประเมินสถานการณ์ทั้งหมดจากข้อมูลที่เขามีการที่เขายื้อเวลาการเป็ศิษย์ของกัวซื่อินั้นส่วนหนึ่งก็เพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติมเพราะในปัจจุบันข้อมูลเกี่ยวกับดาวเคราะห์ดวงนี้เขาก็ยังไม่รู้กระจ่างชัดและการตัดสินใจที่ไม่รอบคอบพออาจนำมาซึ่งหายนะในอนาคตได้
“จากนี้อีกราว 2 ปีเศษ จะเป็การทดสอบคัดเลือกตัวแทนหัวเมือง90 คน ที่จะเป็กลุ่มผู้ที่มีความสามารถพอที่จะเข้ารับการทดสอบเพื่อคัดเลือกตัวแทนเขตอีกทีความหมายของเขตที่ว่านี้น่าจะหมายถึงนครวิหคคราม หรือดาวเคราะห์นี้ทั้งดวงนั่นหมายความว่าจะต้องมีดาวเคราะห์อื่น ๆที่เป็เขตการปกครองของสายเืปีก์อีกมากคำถามคือพวกเขาคัดเลือกตัวแทนเขตเหล่านี้ไปเพื่อสิ่งใดกัน ข้ามีเวลาอีก 2ปีเศษในการสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติม ระหว่างนี้ข้าต้องมีแผนในระยะยาวรวมถึงแผนการรองรับเหตุที่ไม่คาดฝันด้วย” เทียนคงครุ่นคิดและเริ่มวางแผนการ ...