"ท่านหญิงอย่าทำหน้าแบบนั้นสิคะ" ใบหน้าอันบูดเบี้ยวนั่งครุ่นคิดอะไรบางอย่างจนคนรอบข้างต้องเป็นกังวลแทน
"เฮ้อ...เจ้านั่นมันเป็นใครกันแน่นะ? ทำไมไรลี่ถึงต้องให้คอยช่วยแล้วทำไมเจ้าตัวไม่ไปเอง"
"หมายถึงถึงพ่อหนุ่มที่ตกทะเลมาเมื่อสองเดือนก่อนเหรอคะ?" เมอร์ว่ายน้ำขึ้นมานั่งริมชายหาดนอนลงบนตักเล็ก ๆ ของเนเน่อย่างกับเด็กน้อยที่พยายามอ้อนพ่อแม่
"เธอนี่ว่านอนสอนง่ายดีจริง ๆ ไม่เหมือนเจ้าโง่พวกนั้นที่สมองมีแต่การต่อสู้"
"ฮ่า ๆ ๆ ท่านหญิงก็พูดเกินไป พวกเขาเคยชินกับการแย่งชิงเขตแดนก็ไม่แปลกที่จะเป็นเช่นนั้น" เสียงหัวเราะคิกคักพลางได้รับไออุ่นจากฝ่าของเนเน่ที่กำลังลูบหัวอยู่
"แต่ตอนนั้นท่านหญิงสุดยอดมากเลยนะคะ ที่บุกมาที่ประชุมของพวกเราผู้ปกครองน่านน้ำมหาสมุทร ขนาดพวกเราอยู่ใต้น้ำลึกหลายร้อยเมตรท่านยังลงมาได้เลย"
"แค่ดำน้ำไม่เห็นจะยากเลย ฉันก็ใช้เวทน้ำในการสร้างฟองอากาศทำให้มีพื้นที่หายใจ" เธอกระตุกยิ้มด้วยความภาคภูมิใจมองออกไปยังทะเลอันกว้างใหญ่อันสวยงามน่าชื่นชม
"แววตาที่กำลังสองจิตสองใจดูเหมือนคนที่กำลังไม่มีที่ไปจู่ ๆ ก็บุกมางานประชุมแล้วก็จัดการทุกคนในงานหมด ตอนนั้นที่ฉันเห็นถึงกับตะลึงจนร่างกายไม่ขยับไปไหนเอาแต่จ้องมองท่านหญิงเลยล่ะ"
"อ้อนกันขนาดนี้มีเรื่องอะไรล่ะ?" เนเน่เลิกคิ้วสงสัยหลังจากที่เมอร์ลุกนั่งจ้องหน้าไม่หยุด
"ไม่มีอะไรหรอกค่ะก็แค่รู้สึกสบายใจที่ได้อยู่ตรงนี้"
ขณะที่กำลังนั่งกินลมชมวิวสบาย ๆ จู่ ๆ ก็มีคมดาบฟาดผ่านหุบเขาบนเกาะไปเป็นดั่งสัญญาณการมาเยือนของชายหนุ่มซอมซ่อดูเหมือนขอทานไม่มีผิด
"ทักทายให้มันปกติไม่ได้หรือยังไง?" เนเน่โอบร่างของเมอร์ไว้ป้องกันแรงกระแทกจากเวทมนตร์ของชายผู้นั้น
"ก็มันเป็นธรรมเนียมไม่ใช่เหรอ ต่อให้ฉันฟันใส่เธอตรง ๆ ก็คงจะไม่เป็นอะไรอยู่แล้ว"
"ท่านหญิง...เขาเป็นเพื่อนของท่านหรือ?" เมอร์ตัวสั่นระริกเพียงแค่ได้เห็นรูปลักษณ์และแรงกดดันจากชายหนุ่มผู้นั้นถ้าไม่มีอ้อมแขนจากเนเน่สติก็คงกระเจิงไปแล้ว
"ใช่...พวกเราเป็นเพื่อนตายกันเลยแหละ"
"อย่าใช้คำว่าตายได้ไหมมันดูทะแม่ง ๆ ที่ฉันมาหาคราวนี้ก็เพราะจะให้เธอไปดูเจ้าหนุ่มนั่นให้หน่อย"
"หมายถึงเด็กเมื่อคราวก่อนน่ะเหรอ ทำไมถึงต้องให้ฉันไปล่ะทั้ง ๆ ที่นายก็ไปเองได้"
"ใช่แล้วเด็กคนนั้นนั่นแหละแค่ไปดูพัฒนาการเฉย ๆ ก็พอ" ไม่ทันที่เนเน่จะตอบรับชายหนุ่มผู้นั้นก็หายไปจากสายตาเสียแล้วเหลือเพียงภูเขาที่ถูกตัดขาดแยกเป็นสองลูก
"เธอกลับไปก่อนก็แล้วกันอีกสักวันสองวันเดี๋ยวกลับมา"
นายต้องการจะทำอะไรกันแน่...ไรลี่
"รับทราบค่ะท่านหญิง ขอตัวนะคะ" เมอร์กลับลงน้ำไปแต่ก็ยังมองเนเน่ผ่านผิวน้ำไม่ไปไหน
ฉันล่ะไม่เข้าใจจริง ๆ ว่านายคิดอะไรอยู่แต่ก็เอาเถอะ " [ลอย] [แรงดัน] [เครื่องบิน] "
เพียงแค่ไม่กี่วินาทีเนเน่ก็หายไปจากสายตาของเมอร์ทิ้งความสงสัยไว้เบื้องหลังและข้ามฟากทะเลไปยังอาณาจักรอาฟ ความสูงที่ขึ้นบินมากพอที่จะทำให้คนทั่วไปมองไม่เห็น
ถ้าใช้บินก็คงจะไปได้ไวกว่านี้แต่แบบนี้มันก็ได้อารมณ์นั่งเครื่องชั้นลอยฟ้า ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงหัวใจวายตายแน่ ๆ
เธอนั่งเอนหลังเหมือนกับมีเก้าอี้นุ่ม ๆ มองลงไปยังด้านล่างเห็นภูมิประเทศทะเลทรายสลับกับป่าเขียวขจีแต่ความสูงระดับนั้นหากเป็นคนทั่วไปคงไม่กล้าเปิดตาเป็นแน่
"ตายแล้ว ๆ มีสงครามเล็ก ๆ ตรงนั้นด้วย ว่าแต่เราจะไปหาเจ้าหนุ่มนั่นที่ไหนล่ะ?" เธอบินไปทั่วอาณาจักรอาฟตลอดหลายชั่วโมงแต่ก็คว้าน้ำเหลวเพราะไม่มีข้อมูลหรือเบาะแสอะไรเลยสักอย่าง
"โอะ ๆ เหมือนจะรู้สึกได้ถึงมานาเข้มข้นนะ" เนเน่บินลงต่ำเพื่อเข้าไปดูที่มาของมานาเหล่านั้นแต่ก็เป็นเพียงกลุ่มนักเดินทางที่กำลังตั้งแคมป์อยู่หน้าดันเจี้ยนแต่ที่น่าตกใจก็คือมานาเหล่านั้นเข้มข้นยิ่งกว่าในสงครามก่อนหน้านี้เสียอีก
"คุณวิกตอเรียรู้สึกเหมือนผมใช่ไหมครับ?" ขณะที่กำลังนั่งพักกันสบายใจแต่ก็ต้องหยิบอาวุธขึ้นมากะทันหันเมื่อรู้สึกได้ถึงแรงกดดันจากใครสักคน
"สวัสดีจ้า" เนเน่ร่วงลงมาจากฟากฟ้ารุนแรงดั่งรถยนต์ตกจากหน้าผาแต่ก็ไม่มีแผลสักนิดอีกทั้งยังเดินเข้าหากลุ่มนักเดินทางด้วย
ท่าทางตกอกตกใจของพวกวิกตอเรียค่อย ๆ หายไปเมื่อได้เห็นรูปลักษณ์ที่เหมือนกับเด็กมัธยมต้นกำลังเอ่ยด้วยถ้อยคำและท่าทางที่เหมือนผู้ใหญ่ "แค่เด็กหรอกหรือ"
"แม่หนูหลงทางเหรอจ๊ะถึงได้มาอยู่ในป่าแบบนี้" ตาลุงเผ่าคนแคระเก็บอาวุธของตนเองและพูดด้วยถ้อยคำสุภาพท่าทางอ่อนน้อม
แทนที่เนเน่จะรู้สึกดีใจที่พวกเขาเป็นมิตรแต่เมื่อได้ยินคำพูดกับท่าทางเช่นนั้นก็ทำเอาโมโหไม่น้อย " [นั่งลง] "
"หา? อ๊าก !" จู่ ๆ ตาลุงคนนั้นก็ทรุดตัวลงพื้น
"เธอทำอะไร?"
"[หยุด]" เพียงแค่เนเน่เอ่ยคำสั่งออกมาก็ทำให้กลุ่มนักเดินทางนิ่งไปทันที
"ครั้งแรกเลยนะเนี่ยที่ได้เห็นการรวมตัวของผู้ที่มีเลเวลเก้ามากขนาดนี้ พวกเธอตั้งใจจะทำสงครามหรือยังไง?" ทันใดนั้นวิกตอเรียก็สลัดเวทควบคุมและพุ่งเข้าใส่สร้างความตกใจให้กับเนเน่ไม่น้อยแต่ก็ไม่อาจเข้าถึงตัวได้ง่าย ๆ
"ช่วยใจเย็น ๆ ก่อนจะได้ไหม ก็แค่แหย่เล่นนิดหน่อยทำเป็นโมโหไปได้หรือว่าจะติดนิสัยเจ้าไรลี่มาแล้วนะเรา" คมดาบเปลวเพลิงของวิกตอเรียกำลังฟาดฟันไม่หยุดแต่เนเน่ก็หลบหลีกได้ไม่มีปัญหาแถมระหว่างนั้นยังพูดคุยกับพวกเขาไปด้วย
"ทำไมเราถึงมองไม่เห็นสเตตัส ! อย่าบอกนะว่าผู้ที่ก้าวข้ามเลเวลเก้าได้ พอนึก ๆ ดูหน้าก็คุ้นเหมือนดมื่อตอนนั้น"
"ใครหรือครับคุณวิกตอเรีย?"
เธอกระตุกยิ้มเหมือนกำลังนึกเรื่องสนุก ๆ อยู่ในใจก่อนจะเอ่ยชื่อของเด็กสาวตรงหน้าออกมา "หนึ่งในจอมมารผู้ที่เกือบทำให้อาณาจักรเซียล่มสลาย จอมมารแห่งเสียงเนเน่"
"อย่า ๆ ช่วยเก็บเงียบไว้ได้ไหม? ฉันไม่อยากโดนไรลี่ดุเอาน่ะ"
"จอมมารที่เขาลือกันว่าก้าวข้ามเลเวลเก้าไปได้เหรอ นี่เป็นตัวตนที่คุณอยากจะชนะให้ได้สินะ" กลุ่มนักเดินทางผู้เต็มไปด้วยความสามารถก้าวเท้าออกมายืนตรงหน้าพร้อมรบเต็มกำลังไม่มีการอ่อนข้ออีกต่อไป
"ฉันไม่ได้อยากจะมาสู้หรอกก็แค่กำลังตามหาคนอยู่พอจะช่วยได้ไหมล่ะ? ถ้าไม่รู้อะไรฉันก็จะไปแล้ว"
"หาคนเนี่ยนะหรือจะเป็นการแก้แค้นอะไรพวกนั้น"
"ไม่ใช่ ๆ แค่จะไปเยี่ยมเยือนสักหน่อยแต่ก็มาติดตรงที่ไม่รู้ว่าอยู่ไหนเนี่ยสิ" เสียงถอนหายใจลากยาวพร้อม ๆ กับส่ายหัวไปมาขณะเดียวกันพวกวิกตอเรียยังคงเตรียมอาวุธพร้อม
"แล้วทำไมถึงมาถามพวกเราล่ะ?" วิกตอเรียค่อย ๆ ลดอาวุธลงเมื่อได้เห็นท่าทางที่ไม่เป็นพิษภัยแม้จะในอดีตจะเคยทำสงครามกันมาก่อน
"แต่ว่าจะดีเหรอครับ ถ้าเป็นจอมมารที่เคยพูดถึงแสดงว่าฆ่าคนไปมากเลยนะครับ" เพื่อนของเธอกระซิบข้าง ๆ ยังคงจ้องหน้าเนเน่ไม่ละสายตา
"อืม...เท่าที่จำได้ก็เป็นผู้ชายวัยรุ่นสักยี่สิบต้น ๆ หน้าตาจะดูหม่นหมองแค่มองดูรู้สึกก็เบื่อหน้าแล้ว เวรจริง ๆ ไม่ได้ถามชื่อจากเจ้าไรลี่ด้วย"
"ลักษณะกว้างแบบนั้นมันมีเยอะแยะเลยนะเราคงจะบอกไม่ได้เหมือนกัน"
"อ้อ ! แล้วก็ฉันเอาเขาไปทิ้งไว้ชายฝั่งทะเลเมื่อประมาณสองเดือนก่อน แล้วก็พอจะเห็นสเตตัสคร่าว ๆ ชื่อว่าซึ ซุ อะไรเนี่ยแหละ"
หน้าไร้อารมณ์ขึ้นต้นด้วยซึดูยังไงก็น่าจะเป็นซึฮากิ ตอนแรกที่เจอก็อยู่เมืองใกล้ ๆ ชายฝั่งด้วยแต่จอมมารจะไปหาซึฮากิทำไมกันนะ? "เขาชื่อซึฮากิใช่ไหม?" วิกตอเรียตอบกลับด้วยความไม่มั่นใจ
"ชื่อน่าจะประมาณนั้นนั่นแหละ"
"อยากจะขอยืนยันอีกทีว่าทำไมจอมมารถึงต้องตามหาซึฮากิ"
"อืม...พอดีว่าเพื่อนของฉันเขาอยากจะให้ไปดูพัฒนาการน่ะ ที่เธอถามแบบนั้นแสดงว่ารู้จักด้วยสินะ"
"ก็ได้ ๆ อย่างเดียวที่เรารู้ก็คือซึฮากิกำลังจะไปที่เอลโฟเรียแค่นั้น"
"ขอบใจมาก ๆ งั้นฉันไปล่ะ" เนเน่บินขึ้นไปทันทีไม่ได้มีการนองเลือดเกิดขึ้นซึ่งถือว่าดีเสียด้วยซ้ำ
"แบบนี้จะไม่เป็นอะไรแน่นะคุณหญิงวิกตอเรีย" ชายร่างยักษ์เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วงเมื่อได้เห็นสีหน้าไม่สบายใจของเธอ
"ต่อให้เราไม่บอกเธอแต่ถ้ายังดึงดันขนาดนั้นก็คงจะหาเจอได้ในไม่ช้า กว่าจะถึงตอนนั้นถ้าเธอเกิดโมโหแล้วคิดถล่มอาณาจักรอาฟขึ้นมาล่ะ? คงต้องเสี่ยงดวงดูสักหน่อยว่าเธอต้องการอะไรกันแน่"
เนเน่มุ่งตรงไปยังเมืองเอลโฟเรียที่ที่ทุกคนต่างก็รู้ว่าเป็นอาณาจักรของราชาเอลฟ์ในอดีตแต่ใครจะคิดว่าเมืองที่ล่มสลายไปนั้นกำลังฟื้นฟูและพัฒนาสิ่งต่าง ๆ ขึ้นมาใหม่
เอลโฟเรีย ๆ ๆ " โอ้ ! นั่นไง" เธอลดระดับลงต่ำได้เห็นสิ่งปลูกสร้างจากไม้และยังมีพื้นถนนตัดยาวไปยังเมืองภายนอกก่อนจะลงถึงพื้นด้านนอกเมือง
"ว้าว ! ถนนคอนกรีตเหรอไม่นึกเลยว่าจะได้เห็นในอาณาจักรอาฟที่ไม่ค่อยมีความรู้เรื่องพวกนี้" ขณะที่กำลังสังเกตการณ์ข้าวของที่ดูก้าวหน้ายิ่งกว่าเมืองอื่นทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้เป็นเมืองที่ล่มสลายไปแล้วด้านหลังของเธอก็มีพวกออร์คและสำนักมนตร์ดำพุ่งจู่โจมสายฟ้าแลบ
"ตายแล้ว ๆ ตีกันทุกที่เลยหรือยังไง? [แรงโน้มถ่วง] [พันธนาการ] "
เพียงชั่วพริบตานักสู้หลายร้อยชีวิตก็ตกในกำมือของเนเน่ถูกสายน้ำรัดแขนขาให้นั่งอยู่กับพื้นทั้งอย่างงั้นและเธอก็หายตัวไปสำรวจโน้นนี้ไปเรื่อยมองหาซึฮากิแต่ก็ไม่เจอ
"สวัสดีจ้าฉันไม่ใช่คนไม่ดีหรอกนะแค่มาเยี่ยมดูเมือง" เธอตรงเข้าไปในเมืองที่ผู้คนกำลังเตรียมทำสงครามกับพวกออร์คเหล่านั้นแต่ทั้งหมดก็ถูกหญิงสาวคนเดียวจัดการได้อย่างง่ายดายไม่แปลกที่จะสั่นกลัวในตัวเนเน่กันหมด
"แกเป็นปีศาจหรือตัวอะไรกันแน่?" ชาวเมืองที่พร้อมสู้ต่างก็ออกมาต้อนรับด้วยคมมีดและอาวุธ
"ใจเย็น ๆ กันก่อนสิ ฉันมาหาคนที่ชื่อซึฮากิน่ะพอจะรู้บ้างไหมว่าอยู่ที่ไหน?" เพียงแค่เธอเอ่ยชื่อนั้นออกไปผู้คนเหล่านั้นก็ยิ่งหวาดระแวงและพร้อมเข้าสู้ได้ทุกเมื่อ
"ตอนนี้เขาไม่อยู่ที่นี่หรอก" ลิงเมฆาและโคเดินแหวกกลุ่มคนเข้ามาออร่าผู้นำเปล่งประกายยิ่งกว่าใครจนไม่มีคนค้าน
"ตอนนี้? แสดงว่าเดี๋ยวก็จะกลับมาใช่ไหมถ้าอย่างงั้นฉันจะรอแล้วกัน" เนเน่ย่างก้าวเข้ามาในอาณาเขตของเอลโฟเรียเต็มตัวเช่นเดียวกับคมดาบและหอกที่จ่อล้อมทุกทิศทาง
"ตาย ๆ ดีนะที่ชินแล้วกับไอ้การไปที่ไหนก็มีแต่คนกลัวเนี่ย [ทิ้งอาวุธ] " เมื่อเวทมนตร์ของเธอเปล่งเสียงออกไปผู้คนโดยรอบก็ทิ้งอาวุธลงพื้นทันทีโดยที่ควบคุมร่างกายไม่ได้
"เธอมันปีศาจแน่ ๆ ทำไมถึงมาที่เมืองของเราหรือจะมาทำลายเมืองที่อุตส่าห์ช่วยกันสร้างขึ้นมาใหม่" เสียงตะโกนด่าทอเป็นสิ่งเดียวที่ทำได้ ณ ตอนนั้นแม้จะรู้ตัวอยู่แล้วว่าไม่มีทางชนะก็ตาม
"อะแฮ่ม ๆ ฉันไม่ได้จะมาทำอะไรเลวร้ายแบบนั้นสักหน่อยก็แค่จะมาดูหน้าคร่าตาแค่นั้นเดี๋ยวก็กลับ"
เนเน่เหลือบตามองไปทั่วแต่ดูท่าทางของพวกเขาก็ยังไม่มีใครเชื่อใจเลยสักคน
"ก็ได้ ๆ ฉันจะออกไปรอนอกเมืองก็แล้วกัน"
"เรื่องมันก็เป็นแบบนั้นนั่นแหละ เมื่อสองวันก่อนฉันมาถึงที่นี่แล้วก็นอนอยู่นอกเมืองรอนายกลับมา"
เนเน่ทำหน้าบึ้งตึงหลังจากที่ต้องทรมานนอนอยู่ข้างนอกเมืองตามลำพัง
"ก็ว่าทำไมสายตาพวกเขาถึงดูจะไม่ไว้ใจนัก...คุณเนเน่" ซึฮากิพาเนเน่ไปยังบ้านหลักเพียงสองคนโดยที่ชาวเมืองได้แต่เฝ้ามองด้วยความเป็นห่วง
"ไม่ได้เจอกันแค่ไม่กี่เดือนแต่ถึงขั้นสร้างเมืองแบบนี้แล้วเหรอ แถมดูจากปฏิกิริยาของพวกชาวเมืองแล้วนายคงจะมีชื่อเสียงน่าดู"
ซึฮากิถอนหายใจสั้น ๆ "ผมเป็นคนริเริ่มฟื้นฟูเมืองเอลโฟเรียเองทุกคนที่มาที่นี่ก็ผ่านการตรวจวัดจากผมหมดแล้ว
คนอย่างจอมมารมาทำอะไรกันแน่? ขอแค่อย่าทำร้ายพวกชาวเมืองเลย
"ฉันไม่รู้หรอกว่านายเป็นอะไรกับเพื่อนฉันแต่เขาบอกให้แวะมาดูนายสักหน่อยน่ะ ไหนขอดูสิว่าพัฒนาไปจากตอนนั้นแค่ไหนแล้ว" จากใบหน้าสดใสที่กำลังคุยอย่างเพลิดเพลินจู่ ๆ ก็ทำหน้าบึ้งใส่
"เลเวลหกเหมือนเดิมก็ไม่เห็นมีอะไรเปลี่ยนแปลงเลยนี่"
"ก็ควรจะเป็นเช่นนั้นเพราะพวกเราแทบจะไม่ได้ฝึกฝีมืออะไรเพิ่มเลยยุ่งอยู่กับการฟื้นฟูเมือง" ซึฮากิตอบกลับทันควัน
"อ้อเหรอ? งั้น... [นั่งล-" ไม่ทันที่เนเน่จะพูดจบก็โดนซึฮากิปิดปากไว้ด้วยของว่างที่เป็นขนมปังไส้หวานเปลี่ยนอารมณ์ของเธอในทันที
"นี่มันช็อกโกแลต!" เสียงอุทานดังออกไปยันนอกบ้านเล่นเอากระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของชาวเมืองขึ้นมาเลย
เดี๋ยวนะทำถึงเรียกด้วยชื่อนั้นทั้ง ๆ ที่โลกนี้ไม่ควรจะรู้จักชื่อที่เหมือนกับโลกเดิม
"แล้วก็มีอันนี้ด้วยนะลองดูสิ"
"โอ้ ! กลิ่นแบบนี้ หน้าตาแบบนี้ ผัดกะเพราจริง ๆ เหรอเนี่ย" เธอกินอย่างเอร็ดอร่อยจนเกือบลืมไปเลยว่าซึฮากินั่งอยู่ด้วย
คำเฉพาะพวกนี้ไม่น่าจะรู้จักสิ ถ้าคิดในความเป็นไปได้ก็จะมีหลายรูปแบบซึ่งหลัก ๆ หนึ่งก็คงเป็นรากภาษาที่ใช้เหมือนกันก็อาจจะมีคำที่ใช้เรียกสิ่งที่เหมือน ๆ กันอยู่ สองถ้าเธอเป็นถึงจอมมารก็อาจจะมีแหล่งความรู้ที่มากกว่าคนทั่วไปจะหาได้ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือท่าทางที่คุ้นเคยและชอบมากถึงขนาดนั้นจะต้องเคยได้กินได้สัมผัสมาแล้ว และสาม...
"โทษที ๆ พอดีคิดถึงรสชาติแบบนี้น่ะ"
และประเด็นที่สามก็คือสถานที่ ในอาณาจักรอาฟยังไม่เห็นเมนูพวกนี้แต่ถ้าเป็นที่อาณาจักรเซียก็ว่าไปอย่าง ให้ตายสิเผลอคิดเยอะอีกแล้วติดเป็นนิสัยไปได้
"ถ้าชอบก็ดี พ่อครัวของเรารักการทำอาหารมากเลยนะโดยเฉพาะตอนที่คนกินชม"
"วันหลังแนะนำให้ฉันรู้จักด้วยสิ" แม้อาหารพวกนี้จะมีอยู่ในอาณาจักรเซียแต่การทำขึ้นมาส่ง ๆ ก็คงไม่อร่อยแบบนี้ แสดงว่าต้องรู้วิธีทำอยู่แล้วแต่ที่สำคัญที่สุดคงเป็นถนนกับแผนผังเมือง
"แล้วนอกจากเรื่องที่มาสังเกตการณ์ยังมีอะไรอีกไหมครับ?"
ถามแบบนั้นคงรีบปิดบทสนทนาสินะ อยากไล่ให้เราออกไปจะแย่แล้วสิ เนเน่กระตุกยิ้มตอบรับ
"เอาตรง ๆ ตอนนี้ก็คิดว่าจะมาไม่นานแต่ดูเหมือนจะมีเรื่องที่อยากเห็นอีกหลายเรื่องแฮะ" การจะทำให้ผังเมืองออกมาดีขนาดนี้คนทำธรรมดาทำไม่ได้แน่นอน ต่อให้เอาคนที่เก่งที่สุดในอาณาจักรอาฟมาก็ตาม
"ขอถามอย่างสุดท้าย...นายเป็นอัจฉริยะใช่ไหม? เท่าที่ได้เห็นความแปลกประหลาดในตัวนายทั้งสเตตัสที่ไม่สมกับความสามารถจริง ๆ แถมยังเป็นคนฟื้นฟูเมืองอีกด้วยแสดงว่าต้องมีความรู้และความเข้าใจอย่างมาก ไม่ใช่ว่าใครก็ทำแบบนั้นได้"
ท่ามกลางบรรยากาศเงียบขรึมเมื่อซึฮากิได้ยินคำถามนั้นเข้าไปถึงกับนั่งไปครู่หนึ่ง
"อัจฉริยะ? เอาอะไรมาวัดมันล่ะ? หรือแค่เห็นใครคนหนึ่งอยู่เหนือกว่าตนเองก็จะเรียกว่าอัจฉริยะเพื่อให้รู้สึกดีขึ้น คงคิดว่าถ้าเทียบตัวเองกับอัจฉริยะก็คงจะไม่รู้สึกด้อยค่าเพราะไม่มีทางเทียบได้อยู่แล้ว"
"แหม่ ๆ ถามนิดเดียวเล่นเล่าซะยาวเลยนะ" เนเน่พยายามจะกลบเกลื่อนบรรยากาศที่ตึงเครียดไว้แต่มันก็ไม่ได้ช่วยอะไร
"ผมเกลียดคำว่าอัจฉริยะแล้วก็พรสวรรค์อะไรพวกนั้นด้วย"
"ส-สุดยอดเลย" เสียงในหัวที่เคยเกือบลืมไปแต่กลับถูกปลุกขึ้นมาด้วยคำพูดของเนเน่ ความทรงจำอันเลวร้ายตั้งแต่เกิดที่ต้องเผชิญมา
"ตัวทดลองหมวดโอหมายเลขสองศูนย์หนึ่งห้ามีอัตราการเติบโตของกล้ามเนื้อสูง ปอดใหญ่ขึ้นโดยมีนัยสำคัญและยังสามารถพูดได้แล้ว"
"ยอดเยี่ยมทีนี้ก็ส่งไปที่สำนักใหญ่" ชายหนุ่มที่แต่งตัวมิดชิดสีขาวป้องกันแม้กระทั่งฝุ่นเล็ก ๆ ไม่ให้เข้าไปในห้องของเด็กทารก
"ในที่สุดหน่วยโอของเราก็สามารถสร้างเด็กได้สักที ทีนี้ก็ต้องมาลุ้นเรื่องพัฒนาการสมองว่าเจ้าเด็กนี่จะไปได้ไกลแค่ไหน" ขณะที่กำลังขนย้ายเด็กทารกตัวน้อยที่ไม่มีแม้แต่จะร้องไห้หาใครเอาแต่มองไปรอบ ๆ อย่างสงบเสงี่ยม
"เฮ้ย ๆ เจ้าเด็กนั่นใช่ไหมที่พูดภาษาอังกฤษได้ตั้งแต่หนึ่งขวบ"
หลังจากที่ถูกเลี้ยงดูโดยการสอนสิ่งต่าง ๆ ให้ไม่ต่างอะไรกับเด็กมัธยมแต่เขาเป็นเพียงเด็กทารกเท่านั้น ทุก ๆ วันจะมีคนมาสอนวิชาหลากหลายตลอดสิบสองชั่วโมงและฝึกร่างกายอีกสองชั่วโมงและเมื่ออายุสองขวบเขาจึงถูกพาไปยังห้องมืดซึ่งเขาจะต้องอยู่ภายในนั้นตลอดหลายปีมีเพียงหน้าจอขนาดยี่สิบนิ้วกับลำโพงเท่านั้น
"ไม่น่าเชื่อเลยจริง ๆ ว่าจะมีเด็กที่อายุแค่นั้นเข้าไปในห้องมืด ช่วงแรก ๆ ฉันเห็นเด็กนั่นโดนตีทุกวันเลยนะ" เสียงกระซิบนินทาไปต่าง ๆ นานากล่าวถึงความสามารถที่เกินวัยไปหลายเท่าตัว
"ได้ข่าวว่าผู้หญิงที่เป็นเจ้าของเชื้อของเด็กนั่นดันได้คู่กับนายท่านด้วย แถมเธอยังเป็นนักฆ่าที่ขึ้นตรงต่อนายท่านแม้จะไม่ได้มีความรักในเชิงนั้นแต่ก็ถือว่าเป็นพ่อกับแม่เนอะ"
นานวันเข้าข่าวลือเรื่องตัวทดลองหมายเลขสองศูนย์หนึ่งห้าก็แพร่กระจายไปทั่วทั้งองค์กร
"ยูโด คาราเต้ มวยไทย ปีนเขา ภาษาที่สิบ เฮ้อ...ขี้เกียจจะไล่แล้วตัวทดลองตัวนี้มันก้าวข้ามตัวทดลองตันอื่นไปไกลเกินไปแล้ว ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปเขาจะต้องเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกแน่นอนนี่สินะที่เรียกว่าอัจฉริยะของแท้"
"ฮ่า ๆ ๆ ไม่ใช่แค่อัจฉริยะหรอก ต้องเรียกว่าอัจฉริยะที่ถูกสร้างให้เป็นอัจฉริยะสิ" เพื่อนร่วมงานของเขาเอ่ยขึ้นดูสนุกสนานระหว่างที่กำลังสอดส่องพฤติกรรมของเด็กตัวน้อยในห้องมืด
"ขอโทษก็แล้วกันที่พูดอะไรไปขัดหู เลิกจ้องมาด้วยสายตาอย่างงั้นสักทีได้ไหม?" เนเน่กล่าวขอโทษทันทีดูเกรงใจแต่ก็ยังพยายามจะแหย่ซึฮากิต่อ
"ช่างมันเถอะ พอได้ยินคำนั้นแล้วมันทำให้ผมนึกถึงไอ้พวกเวรนั่น"
"ถ้าอย่างงั้นฉันไปล่ะนะไม่อยากรบกวน ดูจากคนพวกนั้นที่แอบฟังก็คงจะกังวลไม่เบา" เธอส่งยิ้มโบกมือลาก่อนจะออกจากบ้านฝ่าฝูงชนที่รุมล้อมแอบฟัง
"[ลอย] [แรงดัน] [เครื่องบิน]" การลอยขึ้นกลางอากาศของเธอทำให้ชาวเมืองตกใจเป็นอย่างมากจนบางคนก็นึกว่าเป็นเทวดานางฟ้ามาช่วยกำจัดศัตรู
"เฮ้อ...ไปได้สักทีแต่เจ้าพวกที่โดนจับไว้จะเอายังไงดีล่ะ?"
หลังจากที่ชาวเมืองกลับมาใช้ชีวิตปกติทำงานทำการแต่ในขณะเดียวกันพวกระดับสูงก็กำลังประชุมหารือวิธีจัดการกับพวกเชลยศึก
"ฆ่ามันไปเลยไม่ดีกว่าหรือ?" เอลฟ์อาวุโสเอ่ยเปิดประเด็นเป็นคนแรก
"แต่ว่าพวกออร์คบางคนก็ถูกบังคับมานะทำไมไม่ลองสอบสวนดูก่อนล่ะ?"
"เหอะ จะให้สอบสวนทีละคนเหรอแล้วมันจะได้ความจริงมากแค่ไหนล่ะ!" เอลฟ์สูงวัยทุบโต๊ะดังโครมตะคอกเสียงดัง
"ใจเย็นก่อนทุกคน ก่อนอื่นก็แยกพวกสำนักมนตร์ดำกับออร์คออกจากกันเพื่อให้เฝ้ามองได้ง่ายขึ้น" ซึฮากิเขม้นส่งสายตาทำให้เอลฟ์สูงวัยจำใจต้องนั่งนิ่ง
"แล้วจากนั้นเราจะทำยังไงต่อล่ะครับคุณซึฮากิ?"
"พวกออร์คนักรบส่วนใหญ่น่าจะถูกกำจัดไปแล้วตอนอยู่ในสงคราม หลังจากนี้ฉันจะไปที่เมืองของออร์คและทำข้อตกลง แฟรงค์!" ทันใดนั้นเจ้านกอินทรีสัตว์พันธสัญญาของซึฮากิก็บินโฉบลงมาบนโต๊ะประชุม
"แฟรงค์มีเวทมนตร์เชื่อมประสาทดวงตาทำให้เห็นเป็นหนึ่งเดียวกับมันได้ และตลอดครึ่งวันมานี้ฉันก็ให้มันไปเฝ้ามองพวกมันระยะประชิดหมดแล้ว จากนี้ฉันจะแยกคนที่กลัว จำนน และต่อต้านให้"
"สมกับเป็นผู้นำของเราจริง ๆ คุณซึฮากิ" เอลฟ์หนุ่มที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เอ่ยขึ้นมาก่อนใคร
"จบเรื่องพวกเชลยศึกแล้ว เสนอเรื่องต่อไปได้เลย"
"ครับ ต่อไปเป็นเรื่องของกำไรการส่งออกวัสดุเวทมนตร์เป็นไปได้ด้วยดีและกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ"
การประชุมยังคงดำเนินต่อไปถกเถียงหาเหตุผลที่จะทำอันใดสักอย่างเพื่อเป็นการพัฒนาเมืองเอลโฟเรีย
"เฮ้ ! เซนตื่นได้แล้ว" ขณะเดียวกันที่ทุ่งสังหารเต็มไปด้วยซากศพของผู้คนโดยที่ผู้ชนะกำลังเก็บกวาดทรัพย์สินทั้งหมดเท่าที่หาได้ทั้งในตัวของพวกมันและฐานทัพ
"อะไร? ได้เวลากินข้าวแล้วเหรอ" เซนตื่นขึ้นมาด้วยท่าทางงัวเงียขณะที่กำลังนอนหนุนตักของคานะอยู่
"เฮ้อ...ค่อยยังชั่วที่ดูจะไม่เป็นอะไร"
"อ้อเหรอ" ขณะที่เซนกำลังจะลุกขึ้นแต่ร่างกายกลับไม่ยอมทำตาม
"นายสู้แบบนั้นมากไปมันก็ไม่ดีนะ จำที่ซึฮากิสอนได้บ้างไหมเนี่ย?" คานะทำหน้ามุ่ยกดหัวเซนให้นอนลงไปดี ๆ
"ไม่รู้สิ ตอนนั้นตอนที่ฉันกำลังจะหมดสติจู่ ๆ ร่างกายก็ร้อนขึ้นมาคันไม้คันมืออยากซัดไอ้เวรตรงหน้าให้ได้ พอรู้สึกตัวอีกทีฉันก็มาอยู่ตรงนี้แล้ว" เซนยิ้มอย่างมีเลศนัยพลางเอามือลูบขาของคานะแต่ไม่ทันได้พอใจก็โดนเขกหัวเรียกสติ
"ฮ่า ๆ ๆ แค่แหย่เล่นเอง ถ้าอย่างงั้นพวกเราจะเอายังไงต่อ?"