STARCIN อุบัติมหาสงครามสตาร์คิน (อ่านฟรีจนจบ)(มี EBOOK)

    ภาคที่ 5 Elforia ตอนที่ 23 ลุ้นดวง

    "ท่านหญิงอย่าทำหน้าแบบนั้นสิคะ" ใบหน้าอันบูดเบี้ยวนั่งครุ่นคิดอะไรบางอย่างจนคนรอบข้างต้องเป็นกังวลแทน

    "เฮ้อ...เจ้านั่นมันเป็นใครกันแน่นะ? ทำไมไรลี่ถึงต้องให้คอยช่วยแล้วทำไมเจ้าตัวไม่ไปเอง"

    "หมายถึงถึงพ่อหนุ่มที่ตกทะเลมาเมื่อสองเดือนก่อนเหรอคะ?" เมอร์ว่ายน้ำขึ้นมานั่งริมชายหาดนอนลงบนตักเล็ก ๆ ของเนเน่อย่างกับเด็กน้อยที่พยายามอ้อนพ่อแม่

    "เธอนี่ว่านอนสอนง่ายดีจริง ๆ ไม่เหมือนเจ้าโง่พวกนั้นที่สมองมีแต่การต่อสู้"

    "ฮ่า ๆ ๆ ท่านหญิงก็พูดเกินไป พวกเขาเคยชินกับการแย่งชิงเขตแดนก็ไม่แปลกที่จะเป็นเช่นนั้น" เสียงหัวเราะคิกคักพลางได้รับไออุ่นจากฝ่าของเนเน่ที่กำลังลูบหัวอยู่

    "แต่ตอนนั้นท่านหญิงสุดยอดมากเลยนะคะ ที่บุกมาที่ประชุมของพวกเราผู้ปกครองน่านน้ำมหาสมุทร ขนาดพวกเราอยู่ใต้น้ำลึกหลายร้อยเมตรท่านยังลงมาได้เลย"

    "แค่ดำน้ำไม่เห็นจะยากเลย ฉันก็ใช้เวทน้ำในการสร้างฟองอากาศทำให้มีพื้นที่หายใจ" เธอกระตุกยิ้มด้วยความภาคภูมิใจมองออกไปยังทะเลอันกว้างใหญ่อันสวยงามน่าชื่นชม

    "แววตาที่กำลังสองจิตสองใจดูเหมือนคนที่กำลังไม่มีที่ไปจู่ ๆ ก็บุกมางานประชุมแล้วก็จัดการทุกคนในงานหมด ตอนนั้นที่ฉันเห็นถึงกับตะลึงจนร่างกายไม่ขยับไปไหนเอาแต่จ้องมองท่านหญิงเลยล่ะ"

    "อ้อนกันขนาดนี้มีเรื่องอะไรล่ะ?" เนเน่เลิกคิ้วสงสัยหลังจากที่เมอร์ลุกนั่งจ้องหน้าไม่หยุด

    "ไม่มีอะไรหรอกค่ะก็แค่รู้สึกสบายใจที่ได้อยู่ตรงนี้"

    ขณะที่กำลังนั่งกินลมชมวิวสบาย ๆ จู่ ๆ ก็มีคมดาบฟาดผ่านหุบเขาบนเกาะไปเป็นดั่งสัญญาณการมาเยือนของชายหนุ่มซอมซ่อดูเหมือนขอทานไม่มีผิด

    "ทักทายให้มันปกติไม่ได้หรือยังไง?" เนเน่โอบร่างของเมอร์ไว้ป้องกันแรงกระแทกจากเวทมนตร์ของชายผู้นั้น

    "ก็มันเป็นธรรมเนียมไม่ใช่เหรอ ต่อให้ฉันฟันใส่เธอตรง ๆ ก็คงจะไม่เป็นอะไรอยู่แล้ว"

    "ท่านหญิง...เขาเป็นเพื่อนของท่านหรือ?" เมอร์ตัวสั่นระริกเพียงแค่ได้เห็นรูปลักษณ์และแรงกดดันจากชายหนุ่มผู้นั้นถ้าไม่มีอ้อมแขนจากเนเน่สติก็คงกระเจิงไปแล้ว

    "ใช่...พวกเราเป็นเพื่อนตายกันเลยแหละ"

    "อย่าใช้คำว่าตายได้ไหมมันดูทะแม่ง ๆ ที่ฉันมาหาคราวนี้ก็เพราะจะให้เธอไปดูเจ้าหนุ่มนั่นให้หน่อย"

    "หมายถึงเด็กเมื่อคราวก่อนน่ะเหรอ ทำไมถึงต้องให้ฉันไปล่ะทั้ง ๆ ที่นายก็ไปเองได้"

    "ใช่แล้วเด็กคนนั้นนั่นแหละแค่ไปดูพัฒนาการเฉย ๆ ก็พอ" ไม่ทันที่เนเน่จะตอบรับชายหนุ่มผู้นั้นก็หายไปจากสายตาเสียแล้วเหลือเพียงภูเขาที่ถูกตัดขาดแยกเป็นสองลูก

    "เธอกลับไปก่อนก็แล้วกันอีกสักวันสองวันเดี๋ยวกลับมา"

    นายต้องการจะทำอะไรกันแน่...ไรลี่

    "รับทราบค่ะท่านหญิง ขอตัวนะคะ" เมอร์กลับลงน้ำไปแต่ก็ยังมองเนเน่ผ่านผิวน้ำไม่ไปไหน

    ฉันล่ะไม่เข้าใจจริง ๆ ว่านายคิดอะไรอยู่แต่ก็เอาเถอะ " [ลอย] [แรงดัน] [เครื่องบิน] "

    เพียงแค่ไม่กี่วินาทีเนเน่ก็หายไปจากสายตาของเมอร์ทิ้งความสงสัยไว้เบื้องหลังและข้ามฟากทะเลไปยังอาณาจักรอาฟ ความสูงที่ขึ้นบินมากพอที่จะทำให้คนทั่วไปมองไม่เห็น

    ถ้าใช้บินก็คงจะไปได้ไวกว่านี้แต่แบบนี้มันก็ได้อารมณ์นั่งเครื่องชั้นลอยฟ้า ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงหัวใจวายตายแน่ ๆ

    เธอนั่งเอนหลังเหมือนกับมีเก้าอี้นุ่ม ๆ มองลงไปยังด้านล่างเห็นภูมิประเทศทะเลทรายสลับกับป่าเขียวขจีแต่ความสูงระดับนั้นหากเป็นคนทั่วไปคงไม่กล้าเปิดตาเป็นแน่

    "ตายแล้ว ๆ มีสงครามเล็ก ๆ ตรงนั้นด้วย ว่าแต่เราจะไปหาเจ้าหนุ่มนั่นที่ไหนล่ะ?" เธอบินไปทั่วอาณาจักรอาฟตลอดหลายชั่วโมงแต่ก็คว้าน้ำเหลวเพราะไม่มีข้อมูลหรือเบาะแสอะไรเลยสักอย่าง

    "โอะ ๆ เหมือนจะรู้สึกได้ถึงมานาเข้มข้นนะ" เนเน่บินลงต่ำเพื่อเข้าไปดูที่มาของมานาเหล่านั้นแต่ก็เป็นเพียงกลุ่มนักเดินทางที่กำลังตั้งแคมป์อยู่หน้าดันเจี้ยนแต่ที่น่าตกใจก็คือมานาเหล่านั้นเข้มข้นยิ่งกว่าในสงครามก่อนหน้านี้เสียอีก

    "คุณวิกตอเรียรู้สึกเหมือนผมใช่ไหมครับ?" ขณะที่กำลังนั่งพักกันสบายใจแต่ก็ต้องหยิบอาวุธขึ้นมากะทันหันเมื่อรู้สึกได้ถึงแรงกดดันจากใครสักคน

    "สวัสดีจ้า" เนเน่ร่วงลงมาจากฟากฟ้ารุนแรงดั่งรถยนต์ตกจากหน้าผาแต่ก็ไม่มีแผลสักนิดอีกทั้งยังเดินเข้าหากลุ่มนักเดินทางด้วย

    ท่าทางตกอกตกใจของพวกวิกตอเรียค่อย ๆ หายไปเมื่อได้เห็นรูปลักษณ์ที่เหมือนกับเด็กมัธยมต้นกำลังเอ่ยด้วยถ้อยคำและท่าทางที่เหมือนผู้ใหญ่ "แค่เด็กหรอกหรือ"

    "แม่หนูหลงทางเหรอจ๊ะถึงได้มาอยู่ในป่าแบบนี้" ตาลุงเผ่าคนแคระเก็บอาวุธของตนเองและพูดด้วยถ้อยคำสุภาพท่าทางอ่อนน้อม

    แทนที่เนเน่จะรู้สึกดีใจที่พวกเขาเป็นมิตรแต่เมื่อได้ยินคำพูดกับท่าทางเช่นนั้นก็ทำเอาโมโหไม่น้อย " [นั่งลง] "

    "หา? อ๊าก !" จู่ ๆ ตาลุงคนนั้นก็ทรุดตัวลงพื้น

    "เธอทำอะไร?"

    "[หยุด]" เพียงแค่เนเน่เอ่ยคำสั่งออกมาก็ทำให้กลุ่มนักเดินทางนิ่งไปทันที

    "ครั้งแรกเลยนะเนี่ยที่ได้เห็นการรวมตัวของผู้ที่มีเลเวลเก้ามากขนาดนี้ พวกเธอตั้งใจจะทำสงครามหรือยังไง?" ทันใดนั้นวิกตอเรียก็สลัดเวทควบคุมและพุ่งเข้าใส่สร้างความตกใจให้กับเนเน่ไม่น้อยแต่ก็ไม่อาจเข้าถึงตัวได้ง่าย ๆ

    "ช่วยใจเย็น ๆ ก่อนจะได้ไหม ก็แค่แหย่เล่นนิดหน่อยทำเป็นโมโหไปได้หรือว่าจะติดนิสัยเจ้าไรลี่มาแล้วนะเรา" คมดาบเปลวเพลิงของวิกตอเรียกำลังฟาดฟันไม่หยุดแต่เนเน่ก็หลบหลีกได้ไม่มีปัญหาแถมระหว่างนั้นยังพูดคุยกับพวกเขาไปด้วย

    "ทำไมเราถึงมองไม่เห็นสเตตัส ! อย่าบอกนะว่าผู้ที่ก้าวข้ามเลเวลเก้าได้ พอนึก ๆ ดูหน้าก็คุ้นเหมือนดมื่อตอนนั้น"

    "ใครหรือครับคุณวิกตอเรีย?"

    เธอกระตุกยิ้มเหมือนกำลังนึกเรื่องสนุก ๆ อยู่ในใจก่อนจะเอ่ยชื่อของเด็กสาวตรงหน้าออกมา "หนึ่งในจอมมารผู้ที่เกือบทำให้อาณาจักรเซียล่มสลาย จอมมารแห่งเสียงเนเน่"

    "อย่า ๆ ช่วยเก็บเงียบไว้ได้ไหม? ฉันไม่อยากโดนไรลี่ดุเอาน่ะ"

    "จอมมารที่เขาลือกันว่าก้าวข้ามเลเวลเก้าไปได้เหรอ นี่เป็นตัวตนที่คุณอยากจะชนะให้ได้สินะ" กลุ่มนักเดินทางผู้เต็มไปด้วยความสามารถก้าวเท้าออกมายืนตรงหน้าพร้อมรบเต็มกำลังไม่มีการอ่อนข้ออีกต่อไป

    "ฉันไม่ได้อยากจะมาสู้หรอกก็แค่กำลังตามหาคนอยู่พอจะช่วยได้ไหมล่ะ? ถ้าไม่รู้อะไรฉันก็จะไปแล้ว"

    "หาคนเนี่ยนะหรือจะเป็นการแก้แค้นอะไรพวกนั้น"

    "ไม่ใช่ ๆ แค่จะไปเยี่ยมเยือนสักหน่อยแต่ก็มาติดตรงที่ไม่รู้ว่าอยู่ไหนเนี่ยสิ" เสียงถอนหายใจลากยาวพร้อม ๆ กับส่ายหัวไปมาขณะเดียวกันพวกวิกตอเรียยังคงเตรียมอาวุธพร้อม

    "แล้วทำไมถึงมาถามพวกเราล่ะ?" วิกตอเรียค่อย ๆ ลดอาวุธลงเมื่อได้เห็นท่าทางที่ไม่เป็นพิษภัยแม้จะในอดีตจะเคยทำสงครามกันมาก่อน

    "แต่ว่าจะดีเหรอครับ ถ้าเป็นจอมมารที่เคยพูดถึงแสดงว่าฆ่าคนไปมากเลยนะครับ" เพื่อนของเธอกระซิบข้าง ๆ ยังคงจ้องหน้าเนเน่ไม่ละสายตา

    "อืม...เท่าที่จำได้ก็เป็นผู้ชายวัยรุ่นสักยี่สิบต้น ๆ หน้าตาจะดูหม่นหมองแค่มองดูรู้สึกก็เบื่อหน้าแล้ว เวรจริง ๆ ไม่ได้ถามชื่อจากเจ้าไรลี่ด้วย"

    "ลักษณะกว้างแบบนั้นมันมีเยอะแยะเลยนะเราคงจะบอกไม่ได้เหมือนกัน"

    "อ้อ ! แล้วก็ฉันเอาเขาไปทิ้งไว้ชายฝั่งทะเลเมื่อประมาณสองเดือนก่อน แล้วก็พอจะเห็นสเตตัสคร่าว ๆ ชื่อว่าซึ ซุ อะไรเนี่ยแหละ"

    หน้าไร้อารมณ์ขึ้นต้นด้วยซึดูยังไงก็น่าจะเป็นซึฮากิ ตอนแรกที่เจอก็อยู่เมืองใกล้ ๆ ชายฝั่งด้วยแต่จอมมารจะไปหาซึฮากิทำไมกันนะ? "เขาชื่อซึฮากิใช่ไหม?" วิกตอเรียตอบกลับด้วยความไม่มั่นใจ

    "ชื่อน่าจะประมาณนั้นนั่นแหละ"

    "อยากจะขอยืนยันอีกทีว่าทำไมจอมมารถึงต้องตามหาซึฮากิ"

    "อืม...พอดีว่าเพื่อนของฉันเขาอยากจะให้ไปดูพัฒนาการน่ะ ที่เธอถามแบบนั้นแสดงว่ารู้จักด้วยสินะ"

    "ก็ได้ ๆ อย่างเดียวที่เรารู้ก็คือซึฮากิกำลังจะไปที่เอลโฟเรียแค่นั้น"

    "ขอบใจมาก ๆ งั้นฉันไปล่ะ" เนเน่บินขึ้นไปทันทีไม่ได้มีการนองเลือดเกิดขึ้นซึ่งถือว่าดีเสียด้วยซ้ำ

    "แบบนี้จะไม่เป็นอะไรแน่นะคุณหญิงวิกตอเรีย" ชายร่างยักษ์เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วงเมื่อได้เห็นสีหน้าไม่สบายใจของเธอ

    "ต่อให้เราไม่บอกเธอแต่ถ้ายังดึงดันขนาดนั้นก็คงจะหาเจอได้ในไม่ช้า กว่าจะถึงตอนนั้นถ้าเธอเกิดโมโหแล้วคิดถล่มอาณาจักรอาฟขึ้นมาล่ะ? คงต้องเสี่ยงดวงดูสักหน่อยว่าเธอต้องการอะไรกันแน่"

    เนเน่มุ่งตรงไปยังเมืองเอลโฟเรียที่ที่ทุกคนต่างก็รู้ว่าเป็นอาณาจักรของราชาเอลฟ์ในอดีตแต่ใครจะคิดว่าเมืองที่ล่มสลายไปนั้นกำลังฟื้นฟูและพัฒนาสิ่งต่าง ๆ ขึ้นมาใหม่

    เอลโฟเรีย ๆ ๆ " โอ้ ! นั่นไง" เธอลดระดับลงต่ำได้เห็นสิ่งปลูกสร้างจากไม้และยังมีพื้นถนนตัดยาวไปยังเมืองภายนอกก่อนจะลงถึงพื้นด้านนอกเมือง

    "ว้าว ! ถนนคอนกรีตเหรอไม่นึกเลยว่าจะได้เห็นในอาณาจักรอาฟที่ไม่ค่อยมีความรู้เรื่องพวกนี้" ขณะที่กำลังสังเกตการณ์ข้าวของที่ดูก้าวหน้ายิ่งกว่าเมืองอื่นทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้เป็นเมืองที่ล่มสลายไปแล้วด้านหลังของเธอก็มีพวกออร์คและสำนักมนตร์ดำพุ่งจู่โจมสายฟ้าแลบ

    "ตายแล้ว ๆ ตีกันทุกที่เลยหรือยังไง? [แรงโน้มถ่วง] [พันธนาการ] "

    เพียงชั่วพริบตานักสู้หลายร้อยชีวิตก็ตกในกำมือของเนเน่ถูกสายน้ำรัดแขนขาให้นั่งอยู่กับพื้นทั้งอย่างงั้นและเธอก็หายตัวไปสำรวจโน้นนี้ไปเรื่อยมองหาซึฮากิแต่ก็ไม่เจอ

    "สวัสดีจ้าฉันไม่ใช่คนไม่ดีหรอกนะแค่มาเยี่ยมดูเมือง" เธอตรงเข้าไปในเมืองที่ผู้คนกำลังเตรียมทำสงครามกับพวกออร์คเหล่านั้นแต่ทั้งหมดก็ถูกหญิงสาวคนเดียวจัดการได้อย่างง่ายดายไม่แปลกที่จะสั่นกลัวในตัวเนเน่กันหมด

    "แกเป็นปีศาจหรือตัวอะไรกันแน่?" ชาวเมืองที่พร้อมสู้ต่างก็ออกมาต้อนรับด้วยคมมีดและอาวุธ

    "ใจเย็น ๆ กันก่อนสิ ฉันมาหาคนที่ชื่อซึฮากิน่ะพอจะรู้บ้างไหมว่าอยู่ที่ไหน?" เพียงแค่เธอเอ่ยชื่อนั้นออกไปผู้คนเหล่านั้นก็ยิ่งหวาดระแวงและพร้อมเข้าสู้ได้ทุกเมื่อ

    "ตอนนี้เขาไม่อยู่ที่นี่หรอก" ลิงเมฆาและโคเดินแหวกกลุ่มคนเข้ามาออร่าผู้นำเปล่งประกายยิ่งกว่าใครจนไม่มีคนค้าน

    "ตอนนี้? แสดงว่าเดี๋ยวก็จะกลับมาใช่ไหมถ้าอย่างงั้นฉันจะรอแล้วกัน" เนเน่ย่างก้าวเข้ามาในอาณาเขตของเอลโฟเรียเต็มตัวเช่นเดียวกับคมดาบและหอกที่จ่อล้อมทุกทิศทาง

    "ตาย ๆ ดีนะที่ชินแล้วกับไอ้การไปที่ไหนก็มีแต่คนกลัวเนี่ย [ทิ้งอาวุธ] " เมื่อเวทมนตร์ของเธอเปล่งเสียงออกไปผู้คนโดยรอบก็ทิ้งอาวุธลงพื้นทันทีโดยที่ควบคุมร่างกายไม่ได้

    "เธอมันปีศาจแน่ ๆ ทำไมถึงมาที่เมืองของเราหรือจะมาทำลายเมืองที่อุตส่าห์ช่วยกันสร้างขึ้นมาใหม่" เสียงตะโกนด่าทอเป็นสิ่งเดียวที่ทำได้ ณ ตอนนั้นแม้จะรู้ตัวอยู่แล้วว่าไม่มีทางชนะก็ตาม

    "อะแฮ่ม ๆ ฉันไม่ได้จะมาทำอะไรเลวร้ายแบบนั้นสักหน่อยก็แค่จะมาดูหน้าคร่าตาแค่นั้นเดี๋ยวก็กลับ"

    เนเน่เหลือบตามองไปทั่วแต่ดูท่าทางของพวกเขาก็ยังไม่มีใครเชื่อใจเลยสักคน

    "ก็ได้ ๆ ฉันจะออกไปรอนอกเมืองก็แล้วกัน"

    "เรื่องมันก็เป็นแบบนั้นนั่นแหละ เมื่อสองวันก่อนฉันมาถึงที่นี่แล้วก็นอนอยู่นอกเมืองรอนายกลับมา"

    เนเน่ทำหน้าบึ้งตึงหลังจากที่ต้องทรมานนอนอยู่ข้างนอกเมืองตามลำพัง

    "ก็ว่าทำไมสายตาพวกเขาถึงดูจะไม่ไว้ใจนัก...คุณเนเน่" ซึฮากิพาเนเน่ไปยังบ้านหลักเพียงสองคนโดยที่ชาวเมืองได้แต่เฝ้ามองด้วยความเป็นห่วง

    "ไม่ได้เจอกันแค่ไม่กี่เดือนแต่ถึงขั้นสร้างเมืองแบบนี้แล้วเหรอ แถมดูจากปฏิกิริยาของพวกชาวเมืองแล้วนายคงจะมีชื่อเสียงน่าดู"

    ซึฮากิถอนหายใจสั้น ๆ "ผมเป็นคนริเริ่มฟื้นฟูเมืองเอลโฟเรียเองทุกคนที่มาที่นี่ก็ผ่านการตรวจวัดจากผมหมดแล้ว

    คนอย่างจอมมารมาทำอะไรกันแน่? ขอแค่อย่าทำร้ายพวกชาวเมืองเลย

    "ฉันไม่รู้หรอกว่านายเป็นอะไรกับเพื่อนฉันแต่เขาบอกให้แวะมาดูนายสักหน่อยน่ะ ไหนขอดูสิว่าพัฒนาไปจากตอนนั้นแค่ไหนแล้ว" จากใบหน้าสดใสที่กำลังคุยอย่างเพลิดเพลินจู่ ๆ ก็ทำหน้าบึ้งใส่

    "เลเวลหกเหมือนเดิมก็ไม่เห็นมีอะไรเปลี่ยนแปลงเลยนี่"

    "ก็ควรจะเป็นเช่นนั้นเพราะพวกเราแทบจะไม่ได้ฝึกฝีมืออะไรเพิ่มเลยยุ่งอยู่กับการฟื้นฟูเมือง" ซึฮากิตอบกลับทันควัน

    "อ้อเหรอ? งั้น... [นั่งล-" ไม่ทันที่เนเน่จะพูดจบก็โดนซึฮากิปิดปากไว้ด้วยของว่างที่เป็นขนมปังไส้หวานเปลี่ยนอารมณ์ของเธอในทันที

    "นี่มันช็อกโกแลต!" เสียงอุทานดังออกไปยันนอกบ้านเล่นเอากระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของชาวเมืองขึ้นมาเลย

    เดี๋ยวนะทำถึงเรียกด้วยชื่อนั้นทั้ง ๆ ที่โลกนี้ไม่ควรจะรู้จักชื่อที่เหมือนกับโลกเดิม

    "แล้วก็มีอันนี้ด้วยนะลองดูสิ"

    "โอ้ ! กลิ่นแบบนี้ หน้าตาแบบนี้ ผัดกะเพราจริง ๆ เหรอเนี่ย" เธอกินอย่างเอร็ดอร่อยจนเกือบลืมไปเลยว่าซึฮากินั่งอยู่ด้วย

    คำเฉพาะพวกนี้ไม่น่าจะรู้จักสิ ถ้าคิดในความเป็นไปได้ก็จะมีหลายรูปแบบซึ่งหลัก ๆ หนึ่งก็คงเป็นรากภาษาที่ใช้เหมือนกันก็อาจจะมีคำที่ใช้เรียกสิ่งที่เหมือน ๆ กันอยู่ สองถ้าเธอเป็นถึงจอมมารก็อาจจะมีแหล่งความรู้ที่มากกว่าคนทั่วไปจะหาได้ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือท่าทางที่คุ้นเคยและชอบมากถึงขนาดนั้นจะต้องเคยได้กินได้สัมผัสมาแล้ว และสาม...

    "โทษที ๆ พอดีคิดถึงรสชาติแบบนี้น่ะ"

    และประเด็นที่สามก็คือสถานที่ ในอาณาจักรอาฟยังไม่เห็นเมนูพวกนี้แต่ถ้าเป็นที่อาณาจักรเซียก็ว่าไปอย่าง ให้ตายสิเผลอคิดเยอะอีกแล้วติดเป็นนิสัยไปได้

    "ถ้าชอบก็ดี พ่อครัวของเรารักการทำอาหารมากเลยนะโดยเฉพาะตอนที่คนกินชม"

    "วันหลังแนะนำให้ฉันรู้จักด้วยสิ" แม้อาหารพวกนี้จะมีอยู่ในอาณาจักรเซียแต่การทำขึ้นมาส่ง ๆ ก็คงไม่อร่อยแบบนี้ แสดงว่าต้องรู้วิธีทำอยู่แล้วแต่ที่สำคัญที่สุดคงเป็นถนนกับแผนผังเมือง

    "แล้วนอกจากเรื่องที่มาสังเกตการณ์ยังมีอะไรอีกไหมครับ?"

    ถามแบบนั้นคงรีบปิดบทสนทนาสินะ อยากไล่ให้เราออกไปจะแย่แล้วสิ เนเน่กระตุกยิ้มตอบรับ

    "เอาตรง ๆ ตอนนี้ก็คิดว่าจะมาไม่นานแต่ดูเหมือนจะมีเรื่องที่อยากเห็นอีกหลายเรื่องแฮะ" การจะทำให้ผังเมืองออกมาดีขนาดนี้คนทำธรรมดาทำไม่ได้แน่นอน ต่อให้เอาคนที่เก่งที่สุดในอาณาจักรอาฟมาก็ตาม

    "ขอถามอย่างสุดท้าย...นายเป็นอัจฉริยะใช่ไหม? เท่าที่ได้เห็นความแปลกประหลาดในตัวนายทั้งสเตตัสที่ไม่สมกับความสามารถจริง ๆ แถมยังเป็นคนฟื้นฟูเมืองอีกด้วยแสดงว่าต้องมีความรู้และความเข้าใจอย่างมาก ไม่ใช่ว่าใครก็ทำแบบนั้นได้"

    ท่ามกลางบรรยากาศเงียบขรึมเมื่อซึฮากิได้ยินคำถามนั้นเข้าไปถึงกับนั่งไปครู่หนึ่ง

    "อัจฉริยะ? เอาอะไรมาวัดมันล่ะ? หรือแค่เห็นใครคนหนึ่งอยู่เหนือกว่าตนเองก็จะเรียกว่าอัจฉริยะเพื่อให้รู้สึกดีขึ้น คงคิดว่าถ้าเทียบตัวเองกับอัจฉริยะก็คงจะไม่รู้สึกด้อยค่าเพราะไม่มีทางเทียบได้อยู่แล้ว"

    "แหม่ ๆ ถามนิดเดียวเล่นเล่าซะยาวเลยนะ" เนเน่พยายามจะกลบเกลื่อนบรรยากาศที่ตึงเครียดไว้แต่มันก็ไม่ได้ช่วยอะไร

    "ผมเกลียดคำว่าอัจฉริยะแล้วก็พรสวรรค์อะไรพวกนั้นด้วย"

    "ส-สุดยอดเลย" เสียงในหัวที่เคยเกือบลืมไปแต่กลับถูกปลุกขึ้นมาด้วยคำพูดของเนเน่ ความทรงจำอันเลวร้ายตั้งแต่เกิดที่ต้องเผชิญมา

    "ตัวทดลองหมวดโอหมายเลขสองศูนย์หนึ่งห้ามีอัตราการเติบโตของกล้ามเนื้อสูง ปอดใหญ่ขึ้นโดยมีนัยสำคัญและยังสามารถพูดได้แล้ว"

    "ยอดเยี่ยมทีนี้ก็ส่งไปที่สำนักใหญ่" ชายหนุ่มที่แต่งตัวมิดชิดสีขาวป้องกันแม้กระทั่งฝุ่นเล็ก ๆ ไม่ให้เข้าไปในห้องของเด็กทารก

    "ในที่สุดหน่วยโอของเราก็สามารถสร้างเด็กได้สักที ทีนี้ก็ต้องมาลุ้นเรื่องพัฒนาการสมองว่าเจ้าเด็กนี่จะไปได้ไกลแค่ไหน" ขณะที่กำลังขนย้ายเด็กทารกตัวน้อยที่ไม่มีแม้แต่จะร้องไห้หาใครเอาแต่มองไปรอบ ๆ อย่างสงบเสงี่ยม

    "เฮ้ย ๆ เจ้าเด็กนั่นใช่ไหมที่พูดภาษาอังกฤษได้ตั้งแต่หนึ่งขวบ"

    หลังจากที่ถูกเลี้ยงดูโดยการสอนสิ่งต่าง ๆ ให้ไม่ต่างอะไรกับเด็กมัธยมแต่เขาเป็นเพียงเด็กทารกเท่านั้น ทุก ๆ วันจะมีคนมาสอนวิชาหลากหลายตลอดสิบสองชั่วโมงและฝึกร่างกายอีกสองชั่วโมงและเมื่ออายุสองขวบเขาจึงถูกพาไปยังห้องมืดซึ่งเขาจะต้องอยู่ภายในนั้นตลอดหลายปีมีเพียงหน้าจอขนาดยี่สิบนิ้วกับลำโพงเท่านั้น

    "ไม่น่าเชื่อเลยจริง ๆ ว่าจะมีเด็กที่อายุแค่นั้นเข้าไปในห้องมืด ช่วงแรก ๆ ฉันเห็นเด็กนั่นโดนตีทุกวันเลยนะ" เสียงกระซิบนินทาไปต่าง ๆ นานากล่าวถึงความสามารถที่เกินวัยไปหลายเท่าตัว

    "ได้ข่าวว่าผู้หญิงที่เป็นเจ้าของเชื้อของเด็กนั่นดันได้คู่กับนายท่านด้วย แถมเธอยังเป็นนักฆ่าที่ขึ้นตรงต่อนายท่านแม้จะไม่ได้มีความรักในเชิงนั้นแต่ก็ถือว่าเป็นพ่อกับแม่เนอะ"

    นานวันเข้าข่าวลือเรื่องตัวทดลองหมายเลขสองศูนย์หนึ่งห้าก็แพร่กระจายไปทั่วทั้งองค์กร

    "ยูโด คาราเต้ มวยไทย ปีนเขา ภาษาที่สิบ เฮ้อ...ขี้เกียจจะไล่แล้วตัวทดลองตัวนี้มันก้าวข้ามตัวทดลองตันอื่นไปไกลเกินไปแล้ว ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปเขาจะต้องเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกแน่นอนนี่สินะที่เรียกว่าอัจฉริยะของแท้"

    "ฮ่า ๆ ๆ ไม่ใช่แค่อัจฉริยะหรอก ต้องเรียกว่าอัจฉริยะที่ถูกสร้างให้เป็นอัจฉริยะสิ" เพื่อนร่วมงานของเขาเอ่ยขึ้นดูสนุกสนานระหว่างที่กำลังสอดส่องพฤติกรรมของเด็กตัวน้อยในห้องมืด

    "ขอโทษก็แล้วกันที่พูดอะไรไปขัดหู เลิกจ้องมาด้วยสายตาอย่างงั้นสักทีได้ไหม?" เนเน่กล่าวขอโทษทันทีดูเกรงใจแต่ก็ยังพยายามจะแหย่ซึฮากิต่อ

    "ช่างมันเถอะ พอได้ยินคำนั้นแล้วมันทำให้ผมนึกถึงไอ้พวกเวรนั่น"

    "ถ้าอย่างงั้นฉันไปล่ะนะไม่อยากรบกวน ดูจากคนพวกนั้นที่แอบฟังก็คงจะกังวลไม่เบา" เธอส่งยิ้มโบกมือลาก่อนจะออกจากบ้านฝ่าฝูงชนที่รุมล้อมแอบฟัง

    "[ลอย] [แรงดัน] [เครื่องบิน]" การลอยขึ้นกลางอากาศของเธอทำให้ชาวเมืองตกใจเป็นอย่างมากจนบางคนก็นึกว่าเป็นเทวดานางฟ้ามาช่วยกำจัดศัตรู

    "เฮ้อ...ไปได้สักทีแต่เจ้าพวกที่โดนจับไว้จะเอายังไงดีล่ะ?"

    หลังจากที่ชาวเมืองกลับมาใช้ชีวิตปกติทำงานทำการแต่ในขณะเดียวกันพวกระดับสูงก็กำลังประชุมหารือวิธีจัดการกับพวกเชลยศึก

    "ฆ่ามันไปเลยไม่ดีกว่าหรือ?" เอลฟ์อาวุโสเอ่ยเปิดประเด็นเป็นคนแรก

    "แต่ว่าพวกออร์คบางคนก็ถูกบังคับมานะทำไมไม่ลองสอบสวนดูก่อนล่ะ?"

    "เหอะ จะให้สอบสวนทีละคนเหรอแล้วมันจะได้ความจริงมากแค่ไหนล่ะ!" เอลฟ์สูงวัยทุบโต๊ะดังโครมตะคอกเสียงดัง

    "ใจเย็นก่อนทุกคน ก่อนอื่นก็แยกพวกสำนักมนตร์ดำกับออร์คออกจากกันเพื่อให้เฝ้ามองได้ง่ายขึ้น" ซึฮากิเขม้นส่งสายตาทำให้เอลฟ์สูงวัยจำใจต้องนั่งนิ่ง

    "แล้วจากนั้นเราจะทำยังไงต่อล่ะครับคุณซึฮากิ?"

    "พวกออร์คนักรบส่วนใหญ่น่าจะถูกกำจัดไปแล้วตอนอยู่ในสงคราม หลังจากนี้ฉันจะไปที่เมืองของออร์คและทำข้อตกลง แฟรงค์!" ทันใดนั้นเจ้านกอินทรีสัตว์พันธสัญญาของซึฮากิก็บินโฉบลงมาบนโต๊ะประชุม

    "แฟรงค์มีเวทมนตร์เชื่อมประสาทดวงตาทำให้เห็นเป็นหนึ่งเดียวกับมันได้ และตลอดครึ่งวันมานี้ฉันก็ให้มันไปเฝ้ามองพวกมันระยะประชิดหมดแล้ว จากนี้ฉันจะแยกคนที่กลัว จำนน และต่อต้านให้"

    "สมกับเป็นผู้นำของเราจริง ๆ คุณซึฮากิ" เอลฟ์หนุ่มที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เอ่ยขึ้นมาก่อนใคร

    "จบเรื่องพวกเชลยศึกแล้ว เสนอเรื่องต่อไปได้เลย"

    "ครับ ต่อไปเป็นเรื่องของกำไรการส่งออกวัสดุเวทมนตร์เป็นไปได้ด้วยดีและกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ"

    การประชุมยังคงดำเนินต่อไปถกเถียงหาเหตุผลที่จะทำอันใดสักอย่างเพื่อเป็นการพัฒนาเมืองเอลโฟเรีย

    "เฮ้ ! เซนตื่นได้แล้ว" ขณะเดียวกันที่ทุ่งสังหารเต็มไปด้วยซากศพของผู้คนโดยที่ผู้ชนะกำลังเก็บกวาดทรัพย์สินทั้งหมดเท่าที่หาได้ทั้งในตัวของพวกมันและฐานทัพ

    "อะไร? ได้เวลากินข้าวแล้วเหรอ" เซนตื่นขึ้นมาด้วยท่าทางงัวเงียขณะที่กำลังนอนหนุนตักของคานะอยู่

    "เฮ้อ...ค่อยยังชั่วที่ดูจะไม่เป็นอะไร"

    "อ้อเหรอ" ขณะที่เซนกำลังจะลุกขึ้นแต่ร่างกายกลับไม่ยอมทำตาม

    "นายสู้แบบนั้นมากไปมันก็ไม่ดีนะ จำที่ซึฮากิสอนได้บ้างไหมเนี่ย?" คานะทำหน้ามุ่ยกดหัวเซนให้นอนลงไปดี ๆ

    "ไม่รู้สิ ตอนนั้นตอนที่ฉันกำลังจะหมดสติจู่ ๆ ร่างกายก็ร้อนขึ้นมาคันไม้คันมืออยากซัดไอ้เวรตรงหน้าให้ได้ พอรู้สึกตัวอีกทีฉันก็มาอยู่ตรงนี้แล้ว" เซนยิ้มอย่างมีเลศนัยพลางเอามือลูบขาของคานะแต่ไม่ทันได้พอใจก็โดนเขกหัวเรียกสติ

    "ฮ่า ๆ ๆ แค่แหย่เล่นเอง ถ้าอย่างงั้นพวกเราจะเอายังไงต่อ?"

    คล้ายกับเรื่องSTARCIN อุบัติมหาสงครามสตาร์คิน (อ่านฟรีจนจบ)(มี EBOOK) ที่คุณอ่าน