ยอดมนุษย์ทะลุเกมกลายพันธุ์

    บทที่ 58 นกเพลิงลอบโจมตีกลางดึก

     

    หลังจากเซี่ยฮุยเดินออกมาจากห้องพักของตัวเอง เขาก็ไม่ได้เลือกเปิดห้องที่โรงแรมเดิมแห่งนี้ต่อ

     

    แต่เลือกที่จะไปเปิดห้องที่โรงแรมขนาดเล็กข้าง ๆ มหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้อันดับหนึ่งแทน

     

    ถ้าหากเขายังอยู่โรงแรมเดิมคงไม่แคล้วได้เจอกับเจ้าหน้าที่ที่ไล่ล่าตามจับอาชญากรอีกแน่ ๆ

     

    ไม่รู้ว่าเจ้าคนที่ชื่อจางฉี่หลิงคิดอะไรอยู่ ทำเรื่องผิดกฎหมายแท้ ๆ แต่กลับเปิดห้องพักในโรงแรมใหญ่โตแบบไม่เกรงกลัวใครเลย

     

    สุดท้ายก็ถูกจับกุมจนได้!

     

    แต่ก็สมควรแล้วล่ะที่ถูกจับ บังอาจมารบกวนเวลานอนหลับของเขา แถมยังทำลายห้องพักจนกลายเป็นซากปรักหักพังแบบไม่เหลือชิ้นดีขนาดนั้น

     

    เซี่ยฮุยแอบคิดอยู่ภายในใจว่าช่วงนี้เขาถูกเทพเจ้าแห่งความโชคร้ายเข้าสิงหรือเปล่านะ เขาถึงได้เจอกับเรื่องที่ไม่คาดคิดแบบนี้ตลอดเลย

     

    “เรียบร้อยแล้วค่ะคุณผู้ชาย เดินขึ้นบันไดไปเลี้ยวซ้ายห้องอยู่ด้านในสุดของทางเดินค่ะ”

     

    “ขอบคุณครับ”

     

    เซี่ยฮุยรับการ์ดจากสาวน้อยที่เป็นพนักงานต้อนรับที่กำลังยิ้มให้เขาด้วยรอยยิ้มหวานแหวว หลังจากนั้นเขาก็เดินขึ้นบันไดไปอย่างไม่รีรอ

     

    โรงแรมแห่งนี้มีขนาดไม่ใหญ่เท่าไหร่นัก มีทั้งหมดสี่ชั้น และห้องของเซี่ยฮุยอยู่ชั้นสอง

     

    หลังจากเจอห้องของตัวเอง เขาก็เปิดประตูเข้าไปด้านในทันที

     

    วินาทีที่เข้ามาด้านในเขาก็ได้กลิ่นเหม็นอับภายในห้องเป็นสิ่งแรก แต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่แล้ว

     

    เมืองทางทิศใต้ต่างก็เป็นแบบนี้กันทั้งนั้น ในช่วงฤดูร้อนก็จะร้อนระอุเหมือนกับเมือง Y แต่ที่นี่อบอ้าวกว่ามาก

     

    ยิ่งเป็นช่วงฤดูฝนก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลยว่าจะตากผ้าคลุมเตียงอย่างไรให้แห้งสนิท ด้วยเหตุนี้ภายในห้องจึงมีกลิ่นเหม็นอับอย่างเลี่ยงไม่ได้

     

    เขาเดินเข้ามาเปิดโคมไฟข้างหัวเตียงและเปิดหน้าต่างออกเพื่อระบายกลิ่นและรับลมเย็น ๆ เข้ามาด้านในห้อง

     

    หลังจากเปิดหน้าต่างกลิ่นอับภายในห้องก็เริ่มเบาบางลง

     

    เซี่ยฮุยยื่นมือลูบบนผ้าคลุมเตียง เขารู้สึกได้ว่ายังมีความชื้นอยู่บนนั้น แต่เป็นเพราะตอนนี้เขารู้สึกเพลียและง่วงนอน ดังนั้นเขาจึงไม่ได้สนใจเรื่องนี้อีกต่อไป

     

    เขาเอนตัวนอนลงบนเตียงอย่างแรงโดยไม่คิดจะเปลี่ยนเสื้อผ้า จากนั้นเขาก็เข้าสู่ห้วงนิทราในทันที

     

    ……

     

    ทางตอนใต้ของเมืองหลวง ณ บริเวณอาณานิคมอุตสาหกรรม บริษัทที่แตกต่างกันออกไปต่างก็มารวมตัวอยู่ที่นี่ และมีโกดังเก็บของอีกมากมาย

     

    จุดที่อยู่ริมสุดข้าง ๆ กับกำแพงเมืองมีโกดังอีกหลายแห่งตั้งอยู่

     

    แต่ในเวลานี้โกดังที่ตั้งอยู่ที่นี่กำลังเกิดอัคคีภัยครั้งใหญ่

     

    ที่นี่เป็นสถานที่ที่อับโคจรมากที่สุดของเมืองหลวง ณ ช่วงกลางดึกของวันนี้เกิดไฟลุกลามอย่างรวดเร็วจนพื้นที่แห่งนี้กลายเป็นสีแดงเถือก

     

    เจ้าหน้าที่หน่วยลาดตระเวนเคลื่อนย้ายประชาชนที่อยู่ในโกดังออกมาแล้ว และคาดเส้นดังไว้รอบ ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนเข้าไปด้านใน และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุสุดวิสัยเนื่องจากมีคนลักลอบเข้าไปด้านใน

     

    ผู้ที่อยู่ใกล้กับบริเวณที่เกิดเหตุอัคคีภัยมากที่สุดคือเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนที่มีความสามารถในการดับเพลิง พวกเขากำลังใช้ความสามารถทั้งหมดที่มีเพื่อหยุดเปลวเพลิงเหล่านี้

     

    น้ำแข็ง!

     

    น้ำ!

     

    ฝน!

     

    ความสามารถที่แตกต่างกันออกไปทำให้เกิดสภาพอากาศที่แตกต่างกัน แต่สิ่งเหล่านั้นมีวัตถุประสงค์เดียวกันคือคลุมเปลวเพลิงเหล่านั้นไว้ไม่ให้ลุกไหม้มากไปกว่านี้

     

    เปลวเพลิงที่ปะทุอยู่ในเวลานี้ดูเหมือนว่าจะแตกต่างจากเปลวเพลิงธรรมดา ด้วยเหตุนี้จึงต้องใช้ความสามารถของเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนเพื่อหยุดมัน

     

    ทว่าไม่เพียงแต่จะไม่มีวี่แววว่าจะดับเท่านั้น แต่มันยังค่อย ๆ ลุกลามออกไปเป็นวงกว้างมากขึ้นเรื่อย ๆ

     

    “หัวหน้า แบบนี้คงไม่ดีแน่ ถ้าหากเราไม่สามารถหยุดสิ่งที่เป็นต้นตอ เราไม่มีทางที่จะหยุดมันได้แน่ ๆ”

     

    ชายคนหนึ่งที่ยืนอยู่ด้านบนขอบตึกสูงหันไปพูดกับหญิงสาวที่สวมใส่ด้วยเสื้อผ้าดูเป็นผู้ใหญ่

     

    ผู้หญิงคนนี้คือหัวหน้าหน่วยลาดตระเวนดูแลโกดังทางฝั่งทิศใต้ ซือหม่ารั่วถง หญิงสาวอายุเกือบ ๆ 25 ปี เป็นผู้มีความสามารถขอบเขตพิเศษขั้น 9

     

    ซือหม่ารั่วถงมองไปยังเปลวเพลิงที่อยู่ตรงหน้า นกเพลิงตัวใหญ่ที่ยืนตระหง่านอยู่ในกองเพลิงทำให้เธอขมวดคิ้วเข้าหากันด้วยความตึงเครียด

     

    เธอคือผู้มีความสามารถขั้น 9 แต่เนื่องจากเธอมีความสามารถด้านการใช้ลม หากเธอเข้าร่วมในครั้งนี้ ลมที่เป็นความสามารถของเธอก็จะยิ่งทำให้เปลวเพลิงปะทุและลุกลามเป็นวงกว้างเร็วยิ่งขึ้น

     

    ตอนนี้เธอจึงทำได้เพียงแค่ยืนอยู่ที่นี่และรอคอยกำลังเสริมที่กำลังจะมาช่วยเหลือทางนี้

     

    “เจอผู้ที่อยู่เบื้องหลังไหม?” ซือหม่ารั่วถงเอ่ยถาม

     

    นกเพลิงขนาดใหญ่กำลังสยายปีกของมันออกไปและเป็นความกว้างมากกว่าสิบกว่าเมตร ร่างที่กำลังหลอมรวมเข้าด้วยกันจนกลายเป็นสีดำกำลังเปล่งประกายด้วยแสงสีเหลืองอำพันคล้ายกับลาวา

     

    มันพ่นไฟร์บอลออกมาจนทำให้สภาพแวดล้อมเกิดการระเบิดที่น่าสะพรึงกลัว ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงตอนนี้ก็ยังอยู่ในนั้นและไม่คิดจะออกมาแม้แต่ก้าวเดียว

     

    นกเพลิงตัวนี้คือสัตว์ร้าย มันกำลังฟังคำสั่งจากผู้ที่ควบคุมมัน

     

    ตอนนี้เธอไม่สามารถเข้าร่วมเพื่อสังหารนกเพลิงได้ แต่เธอสามารถตามหาผู้ควบคุมเพื่อกำจัดต้นตอของเพลิงไหม้ได้

     

    “ไม่เจอครับ”

     

    คนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เธอตอบกลับมาพร้อมกับส่ายหน้า

     

    ผู้บงการเรื่องนี้มีความเฉลียวฉลาดมาก สถานที่ซ่อนตัวจึงเก็บซ่อนเป็นความลับได้เป็นอย่างดี ไม่มีพลังปราณถูกส่งออกมาให้เห็น ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากที่จะตามจับตัว

     

    “ยุ่งยากชะมัดเลย”

     

    ซือหม่ารั่วถงถอนหายใจออกมา ถ้าหากเธอยังปล่อยให้นกเพลิงทำลายโกดังเหล่านี้ต่อไป ความเสียหายภายในโกดังไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่เรื่องใหญ่คือเธออาจจะต้องขายหน้าหน่วยลาดตระเวนอื่น ๆ ที่ไม่สามารถจัดการเรื่องเหล่านี้ได้ เรื่องนี้เป็นเรื่องยากเกินกว่าที่เธอจะทำใจยอมรับได้

     

    ซือหม่ารั่วถงค่อย ๆ หลับตาลง ม่านแสงแห่งลมค่อย ๆ ปรากฏขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อปกคลุมเปลวเพลิงให้อยู่ภายในระยะรัศมีที่เธอควบคุมไว้

     

    วิธีนี้จะช่วยให้ด้านนอกไม่เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นด้านในม่านแสงนี้ ซึ่งนับว่าเป็นการควบคุมที่ดีอย่างหนึ่งเลยก็ว่าได้

     

    ทว่าจู่ ๆ ก็เกิดแสงอสนีบาตขึ้นหนึ่งสาย

     

    ทันทีที่รู้สึกได้ถึงแสงอสนีบาต ซือหม่ารั่วถงก็เบิกตากว้างอีกครั้ง

     

    เธอพบว่าแสงสว่างนั้นกำลังแหวกอากาศออกและพุ่งเข้าใส่ปีกของนักเพลิงตัวนั้น

     

    วินาทีต่อมานกเพลิงก็เปล่งเสียงร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด

     

    ปีกที่ใหญ่โตของมันร่วงหล่นลงสู่พื้น อีกทั้งยังมีเลือดสาดกระจายไปรอบ ๆ ราวกับภูเขาไฟที่ระเบิดออกและกระจายไปทั่วทุกสารทิศ

     

    เลือดสีเหลืองอำพันของมันกระจายลงบนเปลวเพลิงที่ร้อนระอุ สิ่งนี้เป็นดั่งน้ำมันที่ทำให้เปลวเพลิงปะทุรุนแรงมากยิ่งขึ้น

     

    มันก็แค่งานรื่นเริงก่อนตายเท่านั้น

     

    ซือหม่ารั่วถงกระตุกมุมปาก รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเธอ พลังวิญญาณถูกส่งออกไปเป็นวงกว้างมากขึ้น

     

    เธอไม่เชื่อว่าผู้ควบคุมจะนั่งดูโดยไม่ทุกข์ไม่ร้อน หากเห็นสัตว์ร้ายภายใต้การควบคุมของตัวเองถูกฆ่าตาย

     

    ม่านแสงทั้งหมดเป็นพลังวิญญาณของซือหม่ารั่วถง วินาทีนั้นมันได้ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นหนวดโปร่งแสงที่กำลังสาดส่องไปรอบ ๆ ทุกจุด

     

    ถ้าหากมีการเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อย เขาก็จะรู้พิกัดได้ในทันที

     

    “ระวังตัวดีเหมือนกันนะเนี่ย”

     

    แต่หลังจากเวลาผ่านไปและไม่มีอะไรเกิดขึ้น ซือหม่ารั่วถงก็หันไปสนใจทางฝั่งนกเพลิงอีกครั้ง

     

    แสงอสนีบาตที่เกิดขึ้นเมื่อครู่สร้างความเสียหายให้กับนกเพลิง หลังจากนั้นก็ก่อตัวเป็นลูกบอลแสงทรงกลมลอยอยู่กลางอากาศ

     

    แสงอสนีบาตนั้นสามารถที่เป็นประกายเป็นครั้งคราวทำให้เห็นได้ว่าภายในลูกบอลอสนีบาตมีร่างของใครบางคนยืนอยู่ในนั้น

     

    “ผู้มีความสามารถควบคุมอสนีบาตคนนั้นช่ำชองดีจริง ๆ”

     

    เมื่อเห็นเงาที่ยืนอยู่ในนั้นและกำลังควบคุมลูกบอลอสนีบาตเพื่อโจมตีเข้าใส่นกเพลิงที่กำลังพ่นเปลวเพลิงออกมา ซือหม่ารั่วถงก็แอบพูดขึ้นมาเบา ๆ ภายในใจ

     

    “ฮ่า ๆ ๆ ...”

     

    ตงฟางจืออ๋างที่ยืนอยู่ด้านในลูกบอลอสนีบาตหลบการโจมตีไปพลาง ๆ ก็หัวเราะอย่างบ้าคลั่งไปพลาง ๆ ในมือของเขาปล่อยแสงอสนีบาตเพื่อโจมตีนกเพลิงเป็นระยะ

     

    “อี๊ด....”

     

    เมื่อนกเพลิงเห็นว่าไม่สามารถทำอะไรตงฟางจืออ๋างได้ มันก็แผดเสียงร้องออกมาด้วยความเกรี้ยวกราด มันสูญเสียปีกไปข้างหนึ่งแล้ว ดังนั้นมันจึงกลายเป็นผู้ถูกกระทำในเวลานี้

     

    “โกรธไปก็เท่านั้นแหละ”

     

    ตงฟางจืออ๋างเห็นนกเพลิงหยุดโจมตี เขาก็หยุดอยู่กลางอากาศเช่นกัน

     

    จากนั้นก็พูดต่อไปว่า “ในเมื่อเลือกที่จะเป็นสัตว์ร้าย ก็จงยอมรับที่จะสูญเสียหนทางที่จะพัฒนาต่อไป”

     

    “ริอาจมาเป็นศัตรูกับฉัน เส้นทางเดียวที่แกจะเดินต่อไปได้คือความตายเท่านั้นแหละ”

     

    พูดจบตงฟางจืออ๋างก็โจมตีเข้าใส่มันอีกครั้ง ครั้งนี้ไม่ใช่แค่แสงอสนีบาติเล็ก ๆ เท่านั้น แต่เขาเลือกที่จะพุ่งตัวเข้าชนกับนกเพลิงด้วยตัวเอง

     

    ถึงแม้ว่านกเพลิงเห็นลูกบอลอสนีบาตกำลังพุ่งตรงเข้ามา มันก็ไม่สามารถที่จะหลบหลีกไปไหนได้

     

    วินาทีต่อมาลูกบอลอสนีบาตก็ปะทะเข้าใส่ร่างของนักเพลิง ในที่สุดมันก็ไม่สามารถรับมือได้อีกต่อไป ร่างที่ใหญ่โตแต่ไม่สมบูรณ์ของมันจึงร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน

     

    “อี๊ด...”

     

    มันเปล่งเสียงร้องโหยหวนออกมาเป็นครั้งสุดท้าย ร่างของมันกระแทกลงบนพื้นและเจอกับความตายในที่สุด

     

    หลังจากที่มันตาย ผู้มีความสามารถทั้งหมดก็เริ่มระดมปล่อยสกิลดับเพลิงออกมาอย่างต่อเนื่อง และครั้งนี้ความพยายามของพวกเขาก็เกิดผล

     

    เพียงไม่นานเปลวเพลิงก็มอดดับลง

     

    หลังจากที่ตงฟางจื่ออ๋างสังหารนกเพลิงได้สำเร็จ ร่างของเขาก็กระโดดลงมาตรงหน้าซือหม่ารั่วถงที่ยืนอยู่ด้านบนตึกสูง

     

    “เสี่ยวถงถง เธอโชคไม่ดีเลยนะที่ดันมาเจอสัตว์ร้ายที่เป็นปริปักษ์กับคุณสมบัติของเธอ”

     

    “ผู้ที่ควบคุมมันคงต้องกลัวมากแน่ ๆ ถึงยอมละทิ้งสัตว์ร้ายระดับนี้ไปแบบไม่แยแส ฉันว่าความน่ากลัวของฉันคงทำให้มันไม่กล้าออกมา”

     

    “เป็นไงเสี่ยวถงถง เธอคิดว่าพลังของเคล็ดจักรพรรดิอสนีบาตของฉันเพิ่มขึ้นไหม หลังจากที่เก็บตัวเพื่อฝึกตนในช่วงเวลาที่ผ่านมา ฉันก็พัฒนาขึ้นเยอะเลยนะ การประกวดปลายปีนี้ ฉันคงจะคว้าแชมป์มาได้แบบไม่ต้องเกรงใจใครแล้วล่ะ ฮ่า ๆ ๆ”

     

    พูดถึงตรงนี้ ตงฟางจืออ๋างก็หัวเราะออกมาด้วยความบ้าคลั่งซึ่งเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของเขา

     

    ซือหม่ารั่วถงหันไปมองเขาก่อนจะยกมือขึ้นมาก่ายหน้าผากด้วยความเอือมระอา

     

    อายุปาเข้าไป 26 แล้ว แต่กลับยังไม่หายจากโรคจูนิเบียว (โรคเพ้อเจ้อหลอกตัวเอง) นี้สักที

     

    โชคดีนะที่อีกคนไม่ได้มาที่นี่ด้วย ถ้าสองคนนี้อยู่ด้วยกัน มีหวังต้องมาเจอฉากการประชุมใหญ่ของผู้ป่วยโรคจูนิเบียวนี่แน่ ๆ

     

    “เอ่อ...แค่นี้?”

     

    ซือหม่ารั่วถงเปิดปากพูด “ตงฟาง นายจะชนะหรือเปล่ามันไม่ได้อยู่ที่นายคนเดียวหรอกนะ”

     

    “แต่ยังไงก็ขอบคุณมากสำหรับคืนนี้”

     

    “พวกเราก็คนกันเองทั้งนั้นนะเสี่ยวถงถง ไม่ต้องเกรงใจหรอก เธอเองก็รู้ว่าสำหรับฉันแล้วเธอคือ...”

     

    “stop!”

     

    ซือหม่ารั่วถงหยุดเขาเพื่อไม่ให้เขาพูดอะไรมากไปกว่านั้น

     

    “คำพูดนี้ฉันได้ยินมาเป็นพัน ๆ ครั้งแล้ว อีกอย่างคนที่นายชอบก็ไม่ใช่ฉัน เป็นอะไร? พออยู่ต่อหน้าฉันแล้วกล้าพูดเป็นตุเป็นตะ แต่พออยู่ต่อหน้าคนนั้นกลับยอมทุกอย่าง”

     

    “ไม่ได้เรียกว่ายอมสักหน่อย เขาเรียกว่าออกมาจากใจต่างหากล่ะ”

     

    “เหอะ ๆ”

     

    ซือหม่ารั่วถงหัวเราะเยาะและหมุนตัวเดินออกไป

     

    “อีกครึ่งเดือนมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้อันดับหนึ่งจะเปิดเทอมแล้ว ถ้านายอยากเอาชนะเธอ ถ้ายังหาเมล็ดพันธุ์ชั้นยอดไม่ได้ เรื่องที่พวกเธอสองคนพนันกันไว้ คงพูดยากที่จะสรุปได้ว่าใครจะชนะ”

     

    “เรื่องนี้เธอไม่ต้องห่วงหรอก”

     

    ตงฟางจืออ๋าวยิ้มด้วยรอยยิ้มจนแก้มปริ “ฉันได้มาตั้งนานแล้ว ตามหาเมล็ดพันธุ์จากสรวงสวรรค์ พวกเธอเตรียมตัวรับความพ่ายแพ้ได้เลย”

     

    “ฉันจะรอดู!”

     

    ซือหม่ารั่วถงคิดว่าถ้าหากยังคุยกับคนแบบนั้นต่อไป เธอคงได้กลายเป็นแบบตงฟางแน่ ๆ หลังจากสิ้นสุดภารกิจเธอก็ปล่อยให้คนของเธอจัดการต่อ ส่วนเธอก็หมุนตัวและกระโดดลงจากตึกไปทันที

     

    “อ้าว? คิดจะไปก็ไปไม่บอกไม่กล่าวอีกแล้วนะ”

     

    เมื่อเห็นอีกฝ่ายลอยหายไปต่อหน้าต่อตา ตงฟางจืออ๋าวก็บ่นพึมพำเบา ๆ ด้วยความไม่พอใจ

     

    แต่เมื่อรู้ว่าบ่นไปก็ไม่มีประโยชน์ เขาจึงกระโดดลงจากตึกและออกไปจากที่นี่เช่นกัน