หลังจากเซี่ยฮุยเดินออกมาจากห้องพักของตัวเอง เขาก็ไม่ได้เลือกเปิดห้องที่โรงแรมเดิมแห่งนี้ต่อ
แต่เลือกที่จะไปเปิดห้องที่โรงแรมขนาดเล็กข้าง ๆ มหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้อันดับหนึ่งแทน
ถ้าหากเขายังอยู่โรงแรมเดิมคงไม่แคล้วได้เจอกับเจ้าหน้าที่ที่ไล่ล่าตามจับอาชญากรอีกแน่ ๆ
ไม่รู้ว่าเจ้าคนที่ชื่อจางฉี่หลิงคิดอะไรอยู่ ทำเรื่องผิดกฎหมายแท้ ๆ แต่กลับเปิดห้องพักในโรงแรมใหญ่โตแบบไม่เกรงกลัวใครเลย
สุดท้ายก็ถูกจับกุมจนได้!
แต่ก็สมควรแล้วล่ะที่ถูกจับ บังอาจมารบกวนเวลานอนหลับของเขา แถมยังทำลายห้องพักจนกลายเป็นซากปรักหักพังแบบไม่เหลือชิ้นดีขนาดนั้น
เซี่ยฮุยแอบคิดอยู่ภายในใจว่าช่วงนี้เขาถูกเทพเจ้าแห่งความโชคร้ายเข้าสิงหรือเปล่านะ เขาถึงได้เจอกับเรื่องที่ไม่คาดคิดแบบนี้ตลอดเลย
“เรียบร้อยแล้วค่ะคุณผู้ชาย เดินขึ้นบันไดไปเลี้ยวซ้ายห้องอยู่ด้านในสุดของทางเดินค่ะ”
“ขอบคุณครับ”
เซี่ยฮุยรับการ์ดจากสาวน้อยที่เป็นพนักงานต้อนรับที่กำลังยิ้มให้เขาด้วยรอยยิ้มหวานแหวว หลังจากนั้นเขาก็เดินขึ้นบันไดไปอย่างไม่รีรอ
โรงแรมแห่งนี้มีขนาดไม่ใหญ่เท่าไหร่นัก มีทั้งหมดสี่ชั้น และห้องของเซี่ยฮุยอยู่ชั้นสอง
หลังจากเจอห้องของตัวเอง เขาก็เปิดประตูเข้าไปด้านในทันที
วินาทีที่เข้ามาด้านในเขาก็ได้กลิ่นเหม็นอับภายในห้องเป็นสิ่งแรก แต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่แล้ว
เมืองทางทิศใต้ต่างก็เป็นแบบนี้กันทั้งนั้น ในช่วงฤดูร้อนก็จะร้อนระอุเหมือนกับเมือง Y แต่ที่นี่อบอ้าวกว่ามาก
ยิ่งเป็นช่วงฤดูฝนก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลยว่าจะตากผ้าคลุมเตียงอย่างไรให้แห้งสนิท ด้วยเหตุนี้ภายในห้องจึงมีกลิ่นเหม็นอับอย่างเลี่ยงไม่ได้
เขาเดินเข้ามาเปิดโคมไฟข้างหัวเตียงและเปิดหน้าต่างออกเพื่อระบายกลิ่นและรับลมเย็น ๆ เข้ามาด้านในห้อง
หลังจากเปิดหน้าต่างกลิ่นอับภายในห้องก็เริ่มเบาบางลง
เซี่ยฮุยยื่นมือลูบบนผ้าคลุมเตียง เขารู้สึกได้ว่ายังมีความชื้นอยู่บนนั้น แต่เป็นเพราะตอนนี้เขารู้สึกเพลียและง่วงนอน ดังนั้นเขาจึงไม่ได้สนใจเรื่องนี้อีกต่อไป
เขาเอนตัวนอนลงบนเตียงอย่างแรงโดยไม่คิดจะเปลี่ยนเสื้อผ้า จากนั้นเขาก็เข้าสู่ห้วงนิทราในทันที
……
ทางตอนใต้ของเมืองหลวง ณ บริเวณอาณานิคมอุตสาหกรรม บริษัทที่แตกต่างกันออกไปต่างก็มารวมตัวอยู่ที่นี่ และมีโกดังเก็บของอีกมากมาย
จุดที่อยู่ริมสุดข้าง ๆ กับกำแพงเมืองมีโกดังอีกหลายแห่งตั้งอยู่
แต่ในเวลานี้โกดังที่ตั้งอยู่ที่นี่กำลังเกิดอัคคีภัยครั้งใหญ่
ที่นี่เป็นสถานที่ที่อับโคจรมากที่สุดของเมืองหลวง ณ ช่วงกลางดึกของวันนี้เกิดไฟลุกลามอย่างรวดเร็วจนพื้นที่แห่งนี้กลายเป็นสีแดงเถือก
เจ้าหน้าที่หน่วยลาดตระเวนเคลื่อนย้ายประชาชนที่อยู่ในโกดังออกมาแล้ว และคาดเส้นดังไว้รอบ ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนเข้าไปด้านใน และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุสุดวิสัยเนื่องจากมีคนลักลอบเข้าไปด้านใน
ผู้ที่อยู่ใกล้กับบริเวณที่เกิดเหตุอัคคีภัยมากที่สุดคือเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนที่มีความสามารถในการดับเพลิง พวกเขากำลังใช้ความสามารถทั้งหมดที่มีเพื่อหยุดเปลวเพลิงเหล่านี้
น้ำแข็ง!
น้ำ!
ฝน!
ความสามารถที่แตกต่างกันออกไปทำให้เกิดสภาพอากาศที่แตกต่างกัน แต่สิ่งเหล่านั้นมีวัตถุประสงค์เดียวกันคือคลุมเปลวเพลิงเหล่านั้นไว้ไม่ให้ลุกไหม้มากไปกว่านี้
เปลวเพลิงที่ปะทุอยู่ในเวลานี้ดูเหมือนว่าจะแตกต่างจากเปลวเพลิงธรรมดา ด้วยเหตุนี้จึงต้องใช้ความสามารถของเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนเพื่อหยุดมัน
ทว่าไม่เพียงแต่จะไม่มีวี่แววว่าจะดับเท่านั้น แต่มันยังค่อย ๆ ลุกลามออกไปเป็นวงกว้างมากขึ้นเรื่อย ๆ
“หัวหน้า แบบนี้คงไม่ดีแน่ ถ้าหากเราไม่สามารถหยุดสิ่งที่เป็นต้นตอ เราไม่มีทางที่จะหยุดมันได้แน่ ๆ”
ชายคนหนึ่งที่ยืนอยู่ด้านบนขอบตึกสูงหันไปพูดกับหญิงสาวที่สวมใส่ด้วยเสื้อผ้าดูเป็นผู้ใหญ่
ผู้หญิงคนนี้คือหัวหน้าหน่วยลาดตระเวนดูแลโกดังทางฝั่งทิศใต้ ซือหม่ารั่วถง หญิงสาวอายุเกือบ ๆ 25 ปี เป็นผู้มีความสามารถขอบเขตพิเศษขั้น 9
ซือหม่ารั่วถงมองไปยังเปลวเพลิงที่อยู่ตรงหน้า นกเพลิงตัวใหญ่ที่ยืนตระหง่านอยู่ในกองเพลิงทำให้เธอขมวดคิ้วเข้าหากันด้วยความตึงเครียด
เธอคือผู้มีความสามารถขั้น 9 แต่เนื่องจากเธอมีความสามารถด้านการใช้ลม หากเธอเข้าร่วมในครั้งนี้ ลมที่เป็นความสามารถของเธอก็จะยิ่งทำให้เปลวเพลิงปะทุและลุกลามเป็นวงกว้างเร็วยิ่งขึ้น
ตอนนี้เธอจึงทำได้เพียงแค่ยืนอยู่ที่นี่และรอคอยกำลังเสริมที่กำลังจะมาช่วยเหลือทางนี้
“เจอผู้ที่อยู่เบื้องหลังไหม?” ซือหม่ารั่วถงเอ่ยถาม
นกเพลิงขนาดใหญ่กำลังสยายปีกของมันออกไปและเป็นความกว้างมากกว่าสิบกว่าเมตร ร่างที่กำลังหลอมรวมเข้าด้วยกันจนกลายเป็นสีดำกำลังเปล่งประกายด้วยแสงสีเหลืองอำพันคล้ายกับลาวา
มันพ่นไฟร์บอลออกมาจนทำให้สภาพแวดล้อมเกิดการระเบิดที่น่าสะพรึงกลัว ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงตอนนี้ก็ยังอยู่ในนั้นและไม่คิดจะออกมาแม้แต่ก้าวเดียว
นกเพลิงตัวนี้คือสัตว์ร้าย มันกำลังฟังคำสั่งจากผู้ที่ควบคุมมัน
ตอนนี้เธอไม่สามารถเข้าร่วมเพื่อสังหารนกเพลิงได้ แต่เธอสามารถตามหาผู้ควบคุมเพื่อกำจัดต้นตอของเพลิงไหม้ได้
“ไม่เจอครับ”
คนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เธอตอบกลับมาพร้อมกับส่ายหน้า
ผู้บงการเรื่องนี้มีความเฉลียวฉลาดมาก สถานที่ซ่อนตัวจึงเก็บซ่อนเป็นความลับได้เป็นอย่างดี ไม่มีพลังปราณถูกส่งออกมาให้เห็น ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากที่จะตามจับตัว
“ยุ่งยากชะมัดเลย”
ซือหม่ารั่วถงถอนหายใจออกมา ถ้าหากเธอยังปล่อยให้นกเพลิงทำลายโกดังเหล่านี้ต่อไป ความเสียหายภายในโกดังไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่เรื่องใหญ่คือเธออาจจะต้องขายหน้าหน่วยลาดตระเวนอื่น ๆ ที่ไม่สามารถจัดการเรื่องเหล่านี้ได้ เรื่องนี้เป็นเรื่องยากเกินกว่าที่เธอจะทำใจยอมรับได้
ซือหม่ารั่วถงค่อย ๆ หลับตาลง ม่านแสงแห่งลมค่อย ๆ ปรากฏขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อปกคลุมเปลวเพลิงให้อยู่ภายในระยะรัศมีที่เธอควบคุมไว้
วิธีนี้จะช่วยให้ด้านนอกไม่เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นด้านในม่านแสงนี้ ซึ่งนับว่าเป็นการควบคุมที่ดีอย่างหนึ่งเลยก็ว่าได้
ทว่าจู่ ๆ ก็เกิดแสงอสนีบาตขึ้นหนึ่งสาย
ทันทีที่รู้สึกได้ถึงแสงอสนีบาต ซือหม่ารั่วถงก็เบิกตากว้างอีกครั้ง
เธอพบว่าแสงสว่างนั้นกำลังแหวกอากาศออกและพุ่งเข้าใส่ปีกของนักเพลิงตัวนั้น
วินาทีต่อมานกเพลิงก็เปล่งเสียงร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด
ปีกที่ใหญ่โตของมันร่วงหล่นลงสู่พื้น อีกทั้งยังมีเลือดสาดกระจายไปรอบ ๆ ราวกับภูเขาไฟที่ระเบิดออกและกระจายไปทั่วทุกสารทิศ
เลือดสีเหลืองอำพันของมันกระจายลงบนเปลวเพลิงที่ร้อนระอุ สิ่งนี้เป็นดั่งน้ำมันที่ทำให้เปลวเพลิงปะทุรุนแรงมากยิ่งขึ้น
มันก็แค่งานรื่นเริงก่อนตายเท่านั้น
ซือหม่ารั่วถงกระตุกมุมปาก รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเธอ พลังวิญญาณถูกส่งออกไปเป็นวงกว้างมากขึ้น
เธอไม่เชื่อว่าผู้ควบคุมจะนั่งดูโดยไม่ทุกข์ไม่ร้อน หากเห็นสัตว์ร้ายภายใต้การควบคุมของตัวเองถูกฆ่าตาย
ม่านแสงทั้งหมดเป็นพลังวิญญาณของซือหม่ารั่วถง วินาทีนั้นมันได้ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นหนวดโปร่งแสงที่กำลังสาดส่องไปรอบ ๆ ทุกจุด
ถ้าหากมีการเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อย เขาก็จะรู้พิกัดได้ในทันที
“ระวังตัวดีเหมือนกันนะเนี่ย”
แต่หลังจากเวลาผ่านไปและไม่มีอะไรเกิดขึ้น ซือหม่ารั่วถงก็หันไปสนใจทางฝั่งนกเพลิงอีกครั้ง
แสงอสนีบาตที่เกิดขึ้นเมื่อครู่สร้างความเสียหายให้กับนกเพลิง หลังจากนั้นก็ก่อตัวเป็นลูกบอลแสงทรงกลมลอยอยู่กลางอากาศ
แสงอสนีบาตนั้นสามารถที่เป็นประกายเป็นครั้งคราวทำให้เห็นได้ว่าภายในลูกบอลอสนีบาตมีร่างของใครบางคนยืนอยู่ในนั้น
“ผู้มีความสามารถควบคุมอสนีบาตคนนั้นช่ำชองดีจริง ๆ”
เมื่อเห็นเงาที่ยืนอยู่ในนั้นและกำลังควบคุมลูกบอลอสนีบาตเพื่อโจมตีเข้าใส่นกเพลิงที่กำลังพ่นเปลวเพลิงออกมา ซือหม่ารั่วถงก็แอบพูดขึ้นมาเบา ๆ ภายในใจ
“ฮ่า ๆ ๆ ...”
ตงฟางจืออ๋างที่ยืนอยู่ด้านในลูกบอลอสนีบาตหลบการโจมตีไปพลาง ๆ ก็หัวเราะอย่างบ้าคลั่งไปพลาง ๆ ในมือของเขาปล่อยแสงอสนีบาตเพื่อโจมตีนกเพลิงเป็นระยะ
“อี๊ด....”
เมื่อนกเพลิงเห็นว่าไม่สามารถทำอะไรตงฟางจืออ๋างได้ มันก็แผดเสียงร้องออกมาด้วยความเกรี้ยวกราด มันสูญเสียปีกไปข้างหนึ่งแล้ว ดังนั้นมันจึงกลายเป็นผู้ถูกกระทำในเวลานี้
“โกรธไปก็เท่านั้นแหละ”
ตงฟางจืออ๋างเห็นนกเพลิงหยุดโจมตี เขาก็หยุดอยู่กลางอากาศเช่นกัน
จากนั้นก็พูดต่อไปว่า “ในเมื่อเลือกที่จะเป็นสัตว์ร้าย ก็จงยอมรับที่จะสูญเสียหนทางที่จะพัฒนาต่อไป”
“ริอาจมาเป็นศัตรูกับฉัน เส้นทางเดียวที่แกจะเดินต่อไปได้คือความตายเท่านั้นแหละ”
พูดจบตงฟางจืออ๋างก็โจมตีเข้าใส่มันอีกครั้ง ครั้งนี้ไม่ใช่แค่แสงอสนีบาติเล็ก ๆ เท่านั้น แต่เขาเลือกที่จะพุ่งตัวเข้าชนกับนกเพลิงด้วยตัวเอง
ถึงแม้ว่านกเพลิงเห็นลูกบอลอสนีบาตกำลังพุ่งตรงเข้ามา มันก็ไม่สามารถที่จะหลบหลีกไปไหนได้
วินาทีต่อมาลูกบอลอสนีบาตก็ปะทะเข้าใส่ร่างของนักเพลิง ในที่สุดมันก็ไม่สามารถรับมือได้อีกต่อไป ร่างที่ใหญ่โตแต่ไม่สมบูรณ์ของมันจึงร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน
“อี๊ด...”
มันเปล่งเสียงร้องโหยหวนออกมาเป็นครั้งสุดท้าย ร่างของมันกระแทกลงบนพื้นและเจอกับความตายในที่สุด
หลังจากที่มันตาย ผู้มีความสามารถทั้งหมดก็เริ่มระดมปล่อยสกิลดับเพลิงออกมาอย่างต่อเนื่อง และครั้งนี้ความพยายามของพวกเขาก็เกิดผล
เพียงไม่นานเปลวเพลิงก็มอดดับลง
หลังจากที่ตงฟางจื่ออ๋างสังหารนกเพลิงได้สำเร็จ ร่างของเขาก็กระโดดลงมาตรงหน้าซือหม่ารั่วถงที่ยืนอยู่ด้านบนตึกสูง
“เสี่ยวถงถง เธอโชคไม่ดีเลยนะที่ดันมาเจอสัตว์ร้ายที่เป็นปริปักษ์กับคุณสมบัติของเธอ”
“ผู้ที่ควบคุมมันคงต้องกลัวมากแน่ ๆ ถึงยอมละทิ้งสัตว์ร้ายระดับนี้ไปแบบไม่แยแส ฉันว่าความน่ากลัวของฉันคงทำให้มันไม่กล้าออกมา”
“เป็นไงเสี่ยวถงถง เธอคิดว่าพลังของเคล็ดจักรพรรดิอสนีบาตของฉันเพิ่มขึ้นไหม หลังจากที่เก็บตัวเพื่อฝึกตนในช่วงเวลาที่ผ่านมา ฉันก็พัฒนาขึ้นเยอะเลยนะ การประกวดปลายปีนี้ ฉันคงจะคว้าแชมป์มาได้แบบไม่ต้องเกรงใจใครแล้วล่ะ ฮ่า ๆ ๆ”
พูดถึงตรงนี้ ตงฟางจืออ๋างก็หัวเราะออกมาด้วยความบ้าคลั่งซึ่งเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของเขา
ซือหม่ารั่วถงหันไปมองเขาก่อนจะยกมือขึ้นมาก่ายหน้าผากด้วยความเอือมระอา
อายุปาเข้าไป 26 แล้ว แต่กลับยังไม่หายจากโรคจูนิเบียว (โรคเพ้อเจ้อหลอกตัวเอง) นี้สักที
โชคดีนะที่อีกคนไม่ได้มาที่นี่ด้วย ถ้าสองคนนี้อยู่ด้วยกัน มีหวังต้องมาเจอฉากการประชุมใหญ่ของผู้ป่วยโรคจูนิเบียวนี่แน่ ๆ
“เอ่อ...แค่นี้?”
ซือหม่ารั่วถงเปิดปากพูด “ตงฟาง นายจะชนะหรือเปล่ามันไม่ได้อยู่ที่นายคนเดียวหรอกนะ”
“แต่ยังไงก็ขอบคุณมากสำหรับคืนนี้”
“พวกเราก็คนกันเองทั้งนั้นนะเสี่ยวถงถง ไม่ต้องเกรงใจหรอก เธอเองก็รู้ว่าสำหรับฉันแล้วเธอคือ...”
“stop!”
ซือหม่ารั่วถงหยุดเขาเพื่อไม่ให้เขาพูดอะไรมากไปกว่านั้น
“คำพูดนี้ฉันได้ยินมาเป็นพัน ๆ ครั้งแล้ว อีกอย่างคนที่นายชอบก็ไม่ใช่ฉัน เป็นอะไร? พออยู่ต่อหน้าฉันแล้วกล้าพูดเป็นตุเป็นตะ แต่พออยู่ต่อหน้าคนนั้นกลับยอมทุกอย่าง”
“ไม่ได้เรียกว่ายอมสักหน่อย เขาเรียกว่าออกมาจากใจต่างหากล่ะ”
“เหอะ ๆ”
ซือหม่ารั่วถงหัวเราะเยาะและหมุนตัวเดินออกไป
“อีกครึ่งเดือนมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้อันดับหนึ่งจะเปิดเทอมแล้ว ถ้านายอยากเอาชนะเธอ ถ้ายังหาเมล็ดพันธุ์ชั้นยอดไม่ได้ เรื่องที่พวกเธอสองคนพนันกันไว้ คงพูดยากที่จะสรุปได้ว่าใครจะชนะ”
“เรื่องนี้เธอไม่ต้องห่วงหรอก”
ตงฟางจืออ๋าวยิ้มด้วยรอยยิ้มจนแก้มปริ “ฉันได้มาตั้งนานแล้ว ตามหาเมล็ดพันธุ์จากสรวงสวรรค์ พวกเธอเตรียมตัวรับความพ่ายแพ้ได้เลย”
“ฉันจะรอดู!”
ซือหม่ารั่วถงคิดว่าถ้าหากยังคุยกับคนแบบนั้นต่อไป เธอคงได้กลายเป็นแบบตงฟางแน่ ๆ หลังจากสิ้นสุดภารกิจเธอก็ปล่อยให้คนของเธอจัดการต่อ ส่วนเธอก็หมุนตัวและกระโดดลงจากตึกไปทันที
“อ้าว? คิดจะไปก็ไปไม่บอกไม่กล่าวอีกแล้วนะ”
เมื่อเห็นอีกฝ่ายลอยหายไปต่อหน้าต่อตา ตงฟางจืออ๋าวก็บ่นพึมพำเบา ๆ ด้วยความไม่พอใจ
แต่เมื่อรู้ว่าบ่นไปก็ไม่มีประโยชน์ เขาจึงกระโดดลงจากตึกและออกไปจากที่นี่เช่นกัน