บทที่ 51
พลังฌานที่เก็บซ่อนไว้ (1)
“กรงเล็บคำราม”
ไม่รอให้มีใครห้าม เพราะตอนนี้ความกระหายการต่อสู้ของอัครยุทธ์ดุสิตเต็มเปี่ยมแล้วและคงเป็นการยากที่จะหาใครมากำหราบ นอกเสียจากจะสู้ให้รู้ผลกันไป
กรงเล็บแหลมยาวประมาณ 20 ซม.ข้างละสามซี่จากสันหมัดปรากฏออกมาต้องประกายไฟจนเห็นชัดถึงความคมและอานุภาพที่ร้ายแรงกว่ากรงเล็บคำรามของพิมพ์ลภัสและปรมาจารย์เศกยิ่งนักอีกทั้งความปราดเปรียวว่องไวที่สูงกว่าอีกหลายเท่าตัว
‘นี่คงเป็นสิ่งที่คนกล่าวขานเหตุใดถึงได้เกรงกลัวสำนักเมฆมรกตกันนัก เพราะแบบนี้เองหรอกหรือ?’
เด็กน้อยนึกตามเมื่อเห็นกรงเล็บแหลมยาวมีความแข็งแรงน่ากลัวพุ่งเข้าใส่ท่านพ่ออย่างรวดเร็ว
เสียงคนดูฮือฮากันใหญ่เพราะมองว่านี่กลายเป็นรายการพิเศษที่จัดเพิ่มเติมขึ้นมาหลังจากที่การต่อสู้ของรุ่นลูกยังไม่จุใจคราวนี้ได้มีโอกาสเห็นสุดยอดนักฌานยุทธ์ได้ประลองกันจริงๆ เสียที
แต่ทว่ากรงเล็บคำรามของอัครยุทธ์ดุสิตไม่สามารถทำอะไรปรมาจารย์บุญได้ เพราะเขาทะยานขึ้นบนอากาศได้ทันก่อนที่กรงเล็บมหากาฬจะตะปบ
“แหม...ท่านดุสิต จะใจร้อนอะไรขนาดนั้น?แค่การต่อสู้ของเด็กๆ ทำไมท่านจึงโกรธเป็นฟืนเป็นไฟขนาดนี้”
ร่างของอัครยุทธ์ดุสิตก็ค่อยๆเหาะขึ้นมายืนในระดับเดียวกับปรมาจารย์ยุทธ์บุญ
เสียงฮือฮากันมากมายที่เจ้าสำนักเมฆรกตเหาะได้อีกคน
‘ไม่เห็นจะต้องฮือฮาอะไรกันขนาดนั้นมันก็ธรรมดามิใช่หรือที่ฌานยุทธ์ระดับนี้จะสามารถบินได้’
สิ่งที่เจ้าหนูปราณคิด ไม่ผิดเลย เพียงแต่ผู้ที่เหาะได้นั้นย่อมต้องเผาผลาญพลังฌานในร่างกายมากกว่าปกติ ยิ่งเหาะและต่อสู้ได้ในคราเดียวกันยิ่งแสดงให้เห็นถึงพลังฌานและพลังจิตอันกล้าแข็งของผู้นั้นจึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเห็นใครเหาะอย่างยาวนานหรือสู้กันบนอากาศ
“ข้าไม่ได้อยากจะมาต่อสู้กับเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องแบบนี้เก็บแรงเอาไว้ใช้กับเรื่องใหญ่กว่านี้ดีกว่าท่านดุสิต!!!”
“แล้วท่านจะรับผิดชอบยังไง?กับผลงานของลูกชายท่าน?”
ท่านปรมาจารย์ค่อยๆลงมายืนที่พื้นแล้วส่ายหัว
“ข้ายังยืนยันเหตุผลเดิม...เป็นเรื่องของเด็กที่เขาตัดสินปัญหากันมิใช่เรื่องของผู้ใหญ่”
“หึหึหึ...ก็ได้...ถ้าท่านยืนยันตามที่พูด”
“พยัคฆ์มรกตทลายสวรรค์”
อัครยุทธ์ดุสิตยังคงลอยตัวอยู่เหนือลานประลอง ประสานมือเป็นสามเหลี่ยมระดับหน้าผาก
“ท่านจะทำบ้าอะไรน่ะ...พลังของท่านไม่เหมือนของลูกสาวท่านนะ...ท่านจะบ้าไปแล้วหรือยังไง?”
“ก็ลองดูว่าถ้าบาดเจ็บแบบเดียวกับลูกสาวของข้าจะเป็นยังไง?”
พลังที่ควบรวม เกิดขึ้นอย่างรวบเร็วทันใดนั้นดุสิตก็ลดปล่อยพลังที่หลอมรวมแล้วพุ่งเข้าหาปราณ
“ปราณณณณณ.....!!!!”
เสียงตะโกนชื่อบุตรชายลั่นลานประลองปรมาจารย์บุญคิดไม่ถึงว่าอัครยุทธ์ดุสิตจะโจมตีปราณ
ลูกไฟสีเขียวพุ่งโค้งเข้าหาร่างของเด็กน้อยปราณราวห่าฝนในขณะเดียวกันนั้น สองแฝดก็พุ่งร่างเข้าบังน้องชายของพวกเขาโดยไม่สนใจว่าจะได้รับความรุนแรงแค่ไหน
เสียงฮือฮาโวยวายของผู้ชมเริ่มด่าทอการกระทำอันป่าเถื่อนของอัครยุทธ์ดุสิต
“ไอ้บ้าเอ้ย...ลงมือกับเด็กตัวน้อยๆจิตใจของมันทำด้วยอะไรกัน?”
“ยอมรับผลการประลองที่ลูกสาวตัวเองแพ้ไม่ได้หรือยังไง?”
“อย่าว่าเศกเลยแกมันก็เลวไม่ต่างจากพี่ชายของแกหรอก!!!”
ผู้คนต่างไม่พอใจเริ่มขว้างปาสิ่งของที่มีอยู่ในมือ แต่ก็ไม่มีใครกล้าพอที่จะลงไปห้ามในลานประลองที่กำลังปลดปล่อยพลังฌานอย่างรุนแรง เพราะขืนทำอย่างนั้นผู้เข้าไปห้ามอาจเจ็บตัวด้วยก็ได้
แสง-ขรรค์ที่เคยลิ้มลองพยัคฆ์มรกตทลายสวรรค์มาก่อนแล้ว รับรู้ได้เลยว่าพลังที่ปลดปล่อยจากอัครยุทธ์ดุสิตเหนือกว่าปรมาจารย์เศกหลายเท่านัก
ทั้งคู่เกิดบาดแผลตามตัว เลือดสาดกระจายแต่ก็ยังใช้ร่างกายป้องกันปราณต่อไป
“หมัดอินทรีทะยานสิบสองกระบวน”
ปรมาจารย์บุญจำใจต้องปลดปล่อยกระบวนท่าออกไปยับยั้งบ้างเขาพุ่งหมัดเข้าหาอัครยุทธ์ดุสิตที่ยืนอยู่บนอากาศ จากนั้นก็ค่อยๆลอยตัวขึ้นบนอากาศเช่นกันส่งหมัดอินทรีทะยานเกลียวคู่พุ่งเข้าหาอย่างต่อเนื่องในระยะประชิดตัวขึ้นเรื่อยๆ
อัครยุทธ์ดุสิต จึงเปลี่ยนเป้าหมายมาโจมตีปรมาจารย์ยุทธ์ตรงหน้าแทน....
ลูกพลังสีเขียวและสีขาวระเบิดใส่กันกลางอากาศเสียงดังสนั่นหวั่นไหวผู้คนต่างนิ่งเงียบ ชมการต่อสู้ที่ดุเดือดแบบที่ยังไม่เคยได้เห็นมาก่อน
การต่อสู้แบบนี้ไม่ใช่แค่การประลองเสียแล้ว แต่มันคือ การหมายชีวิต เพราะทุกคนสัมผัสได้ถึงพลังออร่าที่ปลดปล่อยใส่กันล้วนมีความรุนแรงและเอาเป็นเอาตาย
สักพักหนึ่งร่างของปรมาจารย์บุญก็ค่อยๆร่วงลงมาจากอากาศตกลงสู่พื้นลานประลอง ในสภาพที่บอบช้ำ มีบาดแผลตามลำตัว
เมื่อกลุ่มควันจางหายก็ปรากฏร่างของอัครยุทธ์ดุสิตยืนกอดอกหัวเราะอย่างเป็นบ้าเป็นหลัง
“ฮ่าๆๆๆๆๆแค่ขั้นปรมาจารย์ยุทธ์จะมาเทียบชั้นกับอัครยุทธ์อย่างข้าฝันไปแล้วมั๊งปรมาจารย์บุญ!!!”
ร่างผู้ชนะค่อยๆ ลงมาสู่พื้นงานประลองมองดูผลงานของตัวเอง ทั้งฝาแฝดแสง-ขรรค์ที่บาดแผลเต็มตัวกับปรมาจารย์ยุทธ์พ่อของเด็กน้อยที่บาดเจ็บไม่แพ้กัน
ปราณเห็นเช่นนั้น ก็โกรธจัดๆในขณะที่ท่านผอ. ก็ยังยืนอึ้งกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันเหนือความคาดหมายและรวดเร็วกว่าที่คิดไว้ยิ่งนัก
แต่เมื่อท่านผอ.ได้สติ แล้วเห็นเด็กน้อยกำลังปลดปล่อยฌานยุทธ์ก็รีบเข้ามาห้าม
“ปราณเจ้าสู้เขาไม่ได้หรอก พลังฌานของเจ้าต่างชั้นกับเขามากนัก...เก็บพลังของเจ้าเอาไว้ก่อนดีกว่า...เชื่อข้า!!!”
ทั้งๆ ที่ในใจก็แค้นเคืองยิ่งนักแต่ปราณไม่สามารถทำอะไรอัครยุทธ์ดุสิต ที่ยืนยิ้มกระหยิ่มใจอยู่เบื้องหน้าได้แน่นอนว่าแม้เขาจะสู้จนตัวตาย ก็มิอาจเอาชนะได้เลย
นี่กระมังที่นักฌานยุทธ์ต่างหวาดกลัวการโจมตีของสำนักเมฆมรกต
ทั่วทั้งอาคารมีแต่ความเงียบเพราะเหตุการณ์กลางลานประลอง เป็นความบาดเจ็บที่มิได้สมัครใจผู้ชมทั้งหมดอยู่ท่ามกลางความสลดใจ ไม่มีใครกล้ายื่นมือเข้าไปช่วยเพราะนั่นก็เท่ากับเป็นการหาเรื่องให้ตัวเอง
อาจารย์วรรณ ท่านเสนาภาคย์ แม่นายอัมพุชาเธียรธวัช และสองแฝดสาว รีบวิ่งเข้ามากลางลานประลองแล้วเข้าประคองคนทั้งหมดไปด้านข้างอัฒจันทร์
“เจ้ามันโหดร้ายมาก ทั้งๆที่เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับเจ้าเลยด้วยซ้ำ มันเป็นเรื่องของเด็กๆแต่เจ้าก็เข้ามายุ่ง จนทำให้เรื่องที่ง่ายๆ มันไม่ง่ายแบบนั้นซะแล้ว”
อาจารย์วรรณลุกขึ้นเผาผลาญพลังฌานยุทธ์แผ่ออร่าที่ร้อนแรงดั่งเพลิงกาฬปกคลุมร่างกาย ท่ามกลางเสียงฮือฮาของผู้ชม
ไม่เคยมีใครเคยเห็นพลังออร่าของอาจารย์วรรณมาก่อนทุกคนแห่งโลกฌานยุทธ์มองว่าเธอคืออาจารย์ยุทธ์ด้านวิชาการเพียงอย่างเดียว
แต่ในวันนี้อาจารย์วรรณได้ปลดปล่อยพลังฌานยุทธ์ออกมาถือเป็นพลังฌานที่ซ่อนเอาไว้ จนแม้แต่อัครยุทธ์ดุสิตยังถึงกับเบิกตาโต
เป็นพลังที่รุนแรงน่ากลัวดั่งไฟประลัยกัลป์ถึงตอนนี้ คนที่ตกใจไม่แพ้กัน ก็คงจะเป็นหงส์นรา เพราะออร่าของอาจารย์วรรณแม้จะคล้ายของเธอแต่กลับเปี่ยมพลังและรุนแรงกว่าหลายเท่านัก
‘นั่น...แม่ของเจ้าเด็กปราณนี่ไม่น่าเชื่อว่าจะมีพลังฌานที่เหมือนกับของข้า เพียงแต่มีความรุนแรงหลายเท่านัก’
ทั้งเสนาภาคย์ แม่นายอัมพุชาและทุกคนที่ลงมาช่วย ก็จะห้าม แต่ไม่มีใครทัดทานได้ ร่างของหญิงสาวใบหน้าที่สะสวยบัดนี้เต็มไปด้วยความโกรธเธอเดินอย่างมาดมั่นมาหาอัครยุทธ์ดุสิตที่ยืนกอดอกด้วยความยโส
“อาจารย์วรรณ...ท่านอย่าเลยครับ!!! เจ็บตัวเปล่าๆ”ท่านผอ. รีบวิ่งเข้ามาห้าม ก่อนที่เรื่องราวจะบานปลายใหญ่โต
‘จากแค่การประลองเพื่อพิสูจน์ความสามารถไหงกลับกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตแบบนี้....สกุลเมฆมรกตชอบใช้กำลังอยู่แล้วคงเป็นเรื่องยากที่จะห้ามจริงๆ’
“ท่านผอ.ท่านไม่เห็นหรือว่าเขาลงมือกับสามีข้าขนาดไหน?”
“ถึงท่านสู้ไป ก็มีแต่จะบาดเจ็บเสียเปล่าๆระดับของพวกเรา...ท่านก็รู้ว่าไม่อาจเอาชนะเขาได้”
“ก็ใช่แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าข้าจะทำให้อัครยุทธ์บาดเจ็บไม่ได้!!!...เมื่อท่านควบคุมอะไรไม่ได้ก็โปรดหลีกทางให้ข้า”
“ท่านผอ. ไม่เห็นสีหน้าของเธอหรือ?ปล่อยเธอเข้ามา... เมื่อเธออยากจะสั่งสอนข้า ตามที่ลั่นวาจา ข้าก็ยินดีแลกเปลี่ยน”
อัครยุทธ์ดุสิตกล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันนี่แหละคือสิ่งที่เขาปรารถนา ในเมื่อปราณทำให้ลูกสาวของเขาต้องพ่ายแพ้สร้างความอับอาย นี่คือสิ่งที่จะล้างแค้นคืน
‘สกุลโอฬารปฐพีของพวกเจ้า ต้องได้รับความอัปยศให้สมกับที่ลูกชายของเจ้าได้ทำให้ลูกสาวข้าต้องพ่ายแพ้’
ท่านผอ.ยืนนิ่ง กำลังขบคิดว่าจะทำอย่างไรเพราะเชื่อแน่ว่าไม่มีใครสามารถหยุดอัครยุทธ์พยัคฆ์มรกตได้นอกเสียจากความพ่ายแพ้และบาดเจ็บที่เขาจะมอบให้
“ไหนๆก็มาแล้ว ก็เข้ามาอย่าได้เสียเวลา”
ดุสิตยืนในท่าเตรียมพร้อมแต่ในใจของเขาก็ยังมองว่าวรรณเป็นแค่พวกโกรธแค้นแทนสามีที่บาดเจ็บเพราะฝีมือของเขายังไงเสียเขาก็ต้องชนะอยู่แล้ว
ร่างบอบบางกับถูกห่อหุ้มด้วยออร่าเพลิงพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว จนดุสิตไม่ทันได้ตั้งตัว
เท้าซ้ายตวัดเข้าปลายคางของอัครยุทธ์ตรงหน้าเข้าเต็มๆจนตัวของเขาแทบจะหงายตามแรงส่ง สีหน้าบิดเบี้ยว
‘ไม่น่าเชื่อ...แค่ขั้นอาจารย์ยุทธ์ แต่แรงเตะรุนแรงขึ้นขนาดนี้’
ยังไม่ทันที่คิดจะทำอะไรต่อฝ่ามือขวาที่เปี่ยมด้วยออร่าเพลิงกำลังลุกโชนก็กระแทกเข้าใส่หน้าอกอย่างแรงจนเซตามแรงกระแทกนั้น ร่างไถลไปตามพื้น
เสียงผู้ชมเริ่มเฮสะใจที่อัครยุทธ์ดุสิตโดนอัดคืนกับจนถึงกับเสียหลัก
“หึหึหึ...ยอดเยี่ยมมาก...ไม่นึกว่าอาจารย์ยุทธ์วรรณจะมีความสามารถด้านการต่อสู้ด้วย”
อัครยุทธ์ดุสิตถีบตัวขึ้นมาจากพื้นแล้วก็ง้างหมัดขวาที่เปี่ยมพลังสีเขียวซัดเข้ายังร่างบอบบางของอาจารย์ยุทธ์วรรณ
“มรกตเพลิง”
ลูกไฟสีเขียวพุ่งออกจากหมัดขวาซ้ายสลับกันอย่างรวดเร็วแต่สายตาและการเคลื่อนไหวของอาจารย์วรรณกลับอ่อนช้อยสวยงามและสามารถหลบออร่าเหล่านั้นได้ทั้งหมดผู้ชมอ้าปากค้าง แม้กระทั่งคนรอบข้างปรมาจารย์บุญต่างก็ไม่มีใครเชื่อสายตาของตัวเอง
ผู้หญิงสวยหวาน ดูเรียบร้อยบัดนี้เปลี่ยนไปแล้ว กลายเป็นผู้หญิงปราดเปรียว มั่นใจ นักต่อสู้ที่เคลื่อนที่แคล่วคล่องว่องไว ราวกับว่าร่างกายทุกส่วนสามารถโค้งงอได้ดั่งใจ
อัครยุทธ์ดุสิต เบิกตาโตไม่เชื่อสิ่งที่ตนเห็น และยังคงซัดมรกตเพลิงอย่างต่อเนื่อง แม้จะปล่อยยังไงก็ไม่โดนอาจารย์วรรณเลยซักลูก...
อาจารย์วรรณเคลื่อนที่หลบแล้วขยับเข้ามาใกล้อัครยุทธ์ดุสิต พอได้จังหวะ เธอก็กระโดดตีลังกาขาสองข้างตวัดคล้องคออัครยุทธ์ร่างใหญ่
“สุบรรณหกกลับ!!!”
ท่อนขาเรียวยาวทว่าแข็งแรงยิ่งเกี่ยวคอของร่างใหญ่แล้วใช้แรงดีดของลำตัว ตวัดให้ร่างใหญ่นั้นลอยพ้นพื้นแล้วตีลังกากลับมายืนส่วนร่างใหญ่ของอัครยุทธ์ก็ถูกเหวี่ยงสะบัดจนร่างตกกระแทกพื้นร้องลั่น
นับเป็นการล้มที่รุนแรงของอัครยุทธ์ดุสิตความโกรธสุมเต็มที่ ไม่มีความปราณีกันอีกต่อไป
“ถ้าเจ้าอยากจะเจ็บตัวแบบสามีของเจ้า...ข้าจัดให้ได้เตรียมรับมือให้ดีก็แล้วกัน!!!”
“จะทำได้หรือ? ท่านดุสิต!!”
อาจารย์วรรณ มองด้วยรอบยิ้มเยาะ“อย่าประมาทคู่ต่อสู้เร็วเกินไปนักสิ นี่เพิ่งจะอุ่นเครื่อง!”
อัครยุทธ์ดุสิตเดือดดาลกับคำพูดเช่นนี้ยิ่งนักเขาไม่รอช้า กรงเล็บคำราม ถูกเอาออกมาใช้อีกครั้งคราวนี้มีความรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดแต่ก็ทำได้เพียงตะปบอากาศเสียงฟุบฟับอย่างเดียว การเคลื่อนที่ของอาจารย์วรรณคล่องแคล่วว่องไวเกินกว่าที่ใครๆ จะคาดคิด
‘แบบนี้ไม่น่าจะขั้นอาจารย์ยุทธ์แน่ๆ’ เจ้าสำนักเมฆมรกตได้แต่คิดในใจแต่ยังไม่ทันไร ก็โดนฝ่ามือพลังเพลิงทั้งซ้ายและขวาเข้าไปอย่างละข้างจนล้มกลิ้งไม่เป็นท่า
ฝ่ามือของวรรณยังคงมีเปลวเพลิงจุดติด ออร่าที่แสนรุนแรงถูกแปรสภาพจนกลายเป็นไฟจริงๆเธอกำลังเดินเข้ามาหาอัครยุทธ์อย่างช้าๆ พร้อมพลังไฟในมือ