อือ~!
เสียงบิดขี้เกียจดังขึ้นในช่วงสายของวัน ตงฟางที่นอนในห้องค่อยๆลืมตาตื่นพร้อมกับบิดขี้เกียจด้วยความรู้สึกสดชื่น หลังจากไม่ได้นอนเต็มอิ่มแบบนี้มานานแล้ว
“เสื้อผ้ายังอยู่ครบ ค่อยยังชั่ว”
ตงฟางจับไปยังเสื้อผ้าของตัวเองที่ยังคงอยู่ในสภาพดี ไม่มีชิ้นไหนถูกแกะ บนขาและแขนของเขาไม่มีโซ่ล่าม ไม่เพียงเท่านั้นเทียนที่อยู่ข้างๆเตียงก็ยังอยู่ในสภาพดี แส้ กุญแจมือ ของแปลกๆไม่น่ามีในห้องนอนก็ถูกเก็บเข้าชั้นวางอย่าดี ไม่มีชิ้นไหนหลุดออกมาจากชั้นของมัน ทำให้เขารู้ว่าเมื่อคืนพี่สาวซิงเยียนไม่ได้ทำอะไรแปลกๆในช่วงที่เขาหลับ แต่ทันใดนั้นตงฟางกลับกุมขมับเมื่อบนใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยรอยลิปสติกสีแดง พวกมันแปะอยู่บนใบหน้าของเขาจนแทบไม่มีตำแหน่งว่างของผิวหนัง
“ยังดีกว่าถอดเสื้อผ้ามานอนข้างๆล่ะนะ”
ตงฟางฉีกยิ้มกว้างแล้วเดินเข้าไปในห้องน้ำเพื่ออาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ตลอด 7 วันที่เขาอาศัยอยู่ในหอประมูลสวรรค์เก้าชั้นฟ้า เขาไม่ได้เดินทางออกไปไหนเลย หลังจากไปดูสถาบันเขาก็เดินทางมาวางแผนกับพี่สาวซิงเยียนที่หอประมูล พร้อมกับหลอมยาระดับ 5 และ 6 เพื่อนำออกไปขายช่วยอีกแรง
“ตื่นแล้วเหรอ มากินข้าวเที่ยงก่อนเร็ว”
เสียงเรียกดังมาจากด้านนอก ตงฟางจึงรีบเช็ดตัวเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนที่หญิงสาวผู้เข้ามาจะมายืนดูเขาอาบน้ำ ตลอดหลายวันที่ผ่านมาเขาถูกแกล้งเป็นประจำ หากเธอไม่มาแอบดูเขาอาบน้ำ เธอจะเข้ามาอาบเองเพื่อให้ตงฟางเป็นฝ่ายมาเจอ บางวันเธอก็ถอดเสื้อผ้านอนห่มผ้าข้างๆเขาจนตงฟางเช็ดเลือดกำเดาอยู่บ่อยครั้ง นับได้ว่าเป็นผู้หญิงที่ทำให้เขาตื่นเต้นทุกวันจงตงฟางหัวใจแทบระเบิด หากเขาเลือดปกติเขาก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะทำอะไรไปแล้วบ้าง
“พี่ซิงเยียน เรื่องของเราไปถึงไหนแล้ว”
ตงฟางเดินเข้าไปนั่งยังโต๊ะอาหารที่จัดเตรียมมาหลายอย่าง ตลอดหลายวันที่ผ่านมาเขาไม่ได้เพียงแค่หลอมยาแล้วอยู่เฉยเท่านั้น เขาได้ให้พี่ซิงเยียนหาข้อมูลเมืองใหญ่ทั้ง 4 อีกด้วย เพื่อให้แผนของพวกเขาสำเร็จง่ายดายมากยิ่งขึ้น
โดยสิ่งที่ตงฟางกับพี่สาวซิงเยียนคุยกันนั้นคือการกระจายเครือข่ายของหอประมูลสวรรค์เก้าชั้นฟ้าไปยังเมืองต่างๆ นอกจากจะทำให้พวกเขาเข้าถึงข้อมูลที่มากกว่าเดิมแล้วนั้น ยังสามารถตามหาของวิเศษหรือของล้ำค่าเพื่อนำกลับมาขายในหอประมูลของพวกเขาได้
แต่การกระจายเครือข่ายตงฟางกลับคิดว่ามันจะต้องไปในรูปแบบอื่นที่ไม่ใช่หอประมูล เนื่องจากว่าเมืองทั้ง 3 ที่พวกเขาวางแผนจะเดินทางไป สิ่งที่เรียกว่าหอประมูลของเมืองมีผู้ดูแลเป็นเจ้าเมืองของเมืองนั้นๆ ดังนั้นการไปเปิดหอประมูลแข่งกัน จะทำให้พวกเขาถูกเล่นงานได้ การที่อีกฝ่ายเป็นถึงเจ้าเมืองผู้มีกฎหมายในมือ ไม่ใช่เรื่องที่พวกเขาจะต่อกร หากไม่ฆ่าเจ้าเมืองทิ้งไป
ตงฟางจึงตกลงกับพี่ซิงเยียนว่าเขาจะกระจายสินค้าของหอประมูลสวรรค์เก้าชั้นฟ้าที่ได้รับความนิยมไปแทน ด้วยการสร้างตึกๆหนึ่งขึ้นมาในแต่ละเมืองที่จะเดินทางไป ตึกแห่งนั้นจะเป็นตัวแทนหอประมูลสวรรค์เก้าชั้นฟ้าที่ออกไปทำการค้าขายในเมืองอื่น
โดยตึกที่ว่าจะเป็นตึกยาหรือไม่ก็เป็นตึกยันต์ เนื่องจากเมืองอื่นๆมีสองสิ่งนี้เยอะกว่า 3 แห่ง แม้มันจะไปทับเส้นกับตระกูลใหญ่ภายในเมือง ตงฟางกลับมองว่ามันยังคงเป็นการลงทุนที่ดีกว่าไปทับเส้นการค้าขายกับเจ้าเมืองนั้นๆ
“ตงฟาง พี่สาวพอจะรู้แล้วล่ะว่าเมืองต้วนอี้เหมาะกับการสร้างตึกยา”
“ทำไมเหรอครับ”
ตงฟางพยักหน้ารับฟังพี่ซิงเยียนอธิบายภูมิประเทศของเมืองต้วนอี้ที่อยู่ทางตอนใต้ของเมืองหลวงให้ฟัง ทำให้เขารู้ว่ามันเป็นสถานที่เต็มไปด้วยสมุนไพรมากมาย เหมาะแก่การสร้างตึกยาเป็นอย่างมาก นอกจากพวกเขาจะสามารถขายยาได้แล้ว ยังมีโอกาสซื้อสมุนไพรส่งกลับมาหลอมเป็นเม็ดยาที่หอประมูลสวรรค์เก้าชั้นฟ้าได้อีกด้วย การเปิดตึกยาในสถานที่แห่งนั้นจึงเป็นเหมือนการสำรองสมุนไพรไปในตัว หากเมืองหลงไห่ขาดแคลนสมุนไพร
“ถ้าอย่างนั้นเราวางแผนเดินทางกันเลยครับ ยิ่งเร็วยิ่งดี”
“งั้นเอาเป็นอีก 2 วันไหม”
“ได้ครับ อีก 2 วันเราจะเดินทางไปยังเมืองต้วนอี้”
ซิงเยียนรีบป้อนข้าวตงฟางจนหมดโต๊ะ ทว่าเธอกลับไม่ได้เดินจากไปไหน ทำเพียงหยิบเสื้อผ้าที่เธอสั่งตัดมาเป็นพิเศษออกมาให้ตงฟางลองสวมใส่
หลายวันมานี้ตงฟางบอกว่าจะต้องเปลี่ยนไปใช้ตัวตนใหม่ชั่วคราว เพื่อทำให้แผนของเขาเดินหน้า จึงพับเก็บชื่ออสรพิษตงฟางลงไปก่อน
ส่วนเรื่องหุ้นส่วนต่างๆที่แบ่งกันกับพี่ซิงเยียน 50 % เขาให้พี่ซิงเยียนเขียนเป็นเอกสารชื่อของเธอทั้งหมด แม้มันจะดูโง่ก็ตามเขากลับไม่คิดแบบนั้น เนื่องจากการเป็นผู้มีพลังจิตทำให้เขาไม่เคยเชื่อใจใคร การที่เขาจะเชื่อใจคนได้มีเพียงอย่างเดียวคือการใช้พลังจิตตรวจสอบจนมั่นใจว่าเขาคนนั้นจะไม่หักหลัง อีกอย่างการใช้ชื่อพี่ซิงเยียนทั้งหมดก็เพราะว่ามันจะทำให้พวกสืบสาวเรื่องราวเบื้องหลังของหอประมูลสวรรค์เก้าชั้นฟ้าหยุดลงตรงที่พี่ซิงเยียน
หากเขามีชื่อเป็นผู้ถือครองร่วมกัน แม้เขาจะปลอมชื่อก็ตาม พวกมันจะต้องเสาะหาตัวของชื่อที่ถือครองธุรกิจร่วมกับพี่ซิงเยียนให้จนได้ ไม่แน่พวกมันอาจจะคิดไปถึงตัวตนของตงฟางที่ใช้ชื่อปลอมเขาจึงไม่ปลอมตัว ยอมให้พี่ซิงเยียนทั้งหมด หากพวกมันสืบจนไปเจอเข้ากับการซื้อทาสที่เขากำลังจะทำ อาจก่อให้เกิดปัญหากับแผนของเขาได้
“หล่อจังเลยนะ ผมยาวรวบตึงสวมใส่ชุดสีดำมีฮูดปิด อย่างกับพวกนักฆ่ารับจ้างจากเมืองหลวงเลย เอาล่ะชิ้นส่วนสุดท้าย…”
ตงฟางยืนนิ่งจนพี่สาวซิงเยียนแต่งตัวให้เขาจนเสร็จกระทั่งหน้ากากสีเงินสวมปิดทับใบหน้าตงฟางก็กลายเป็นนักฆ่าอย่างสมบูรณ์
“วูว คืนนี้ใส่ชุดนี้นอนได้ไหมจ๊ะ” ตงฟางถึงขั้นยกมือขึ้นมากุมขมับกับนิสัยแปลกๆของพี่ซิงเยียน
“ผมกลัวจะนอนไม่ได้น่ะสิ”
“ฮิฮิ เอาล่ะ ต่อไปนี้ไปตงฟางจะต้องใช้ชื่อปู้อี๋เป็นคนคุ้มกันพี่สาวนะ”
“ปู้อี๋ เอาชื่อนี้แน่นะครับ”
“จ้ะ เอาล่ะ ลุงซิงหยุนรออยู่หน้าหอประมูลแล้ว ไปเร็ว”
“ครับ”
ตงฟางเดินออกจากห้องหลอมยาไปพร้อมกับพี่ซิงเยียน โดยการเดินของเขาอยู่ด้านหลังห่างไปเพียง 2 ก้าวเท้านั้น ทุกการก้าวเดินของพี่ซิงเยียนล้วนพร้อมกันกับเขา แม้จะมีการหยุดเท้าและการก้าวเปลี่ยนทิศทาง การก้าวเท้าของตงฟางกลับก้าวตามได้อย่างเป็นธรรมชาติจนเป็นเหมือนเงาตามตัว
ทุกคนที่เห็นชายชุดดำเดินตามคุณหนูของพวกเขาต่างก้มหัวเพราะซิงเยียนกระจายเรื่องนักฆ่าจากเมืองหลวงที่จ้างมาเป็นคนคุ้มกันให้ทุกคนได้รู้แล้ว ทำให้ตงฟางได้รับความเคารพพอสมควร
พรึ่บ~!
สองเท้าก้าวกระโดดขึ้นไปเกาะหลังรถม้าที่ลุงซิงหยุนนั่งรออยู่ก่อนแล้ว ตงฟางไม่คิดจะนั่งข้างในเพราะหน้าที่ของเขาเป็นคนคุ้มกัน เขาจึงเลือกยืนอยู่บนท่อนไม้เล็กๆที่ยื่นอยู่ส่วนหลังของรถม้า ทำตัวเหมือนกับว่าเขาเป็นเพียงรูปปั้นติดเอาไว้ด้านหลังรถม้าเท่านั้น
“ลุงซิงหยุน ผมไม่เป็นอะไร”
ตงฟางใช้โทรจิตติดต่อกับลุงซิงหยุนที่อยู่ในรถม้า เขาต้องใช้โทรจิตก็เพราะว่าการเปิดเผยเสียงของเขาอาจจะคุ้นหูของใครหลายๆคน เขาจึงจะเป็นนักฆ่าที่เงียบไม่พูดจา รอฟังคำสั่งเท่านั้น
โดยสถานที่พวกเขาสองคนกำลังมุ่งหน้าไปคือร้านขายทาสที่ใหญ่เป็นอันดับ 1 ของเมืองหลงไห่ เขาได้พูดเรื่องต้องการทาสกับพี่ซิงเยียนมาก่อนหน้าหลายวัน ทำให้ลุงซิงหยุนออกหน้าให้ว่าเขาจะเป็นคนพาตงฟางไปซื้อเพื่อไม่ให้เตะตาใคร กระทั่งรถมาวิ่งมาถึงตึกขนาดใหญ่หลังหนึ่ง ตงฟางจึงมองเข้าไปด้วยความรู้สึกหดหู่เพราะสถานที่ตรงหน้าเขาคือสถานที่รวบรวมผู้คนที่กลายเป็นทาส
“ไปกันเถอะ” ลุงซิงหยุนก้าวเดินเข้าไปด้านในตึกทาสกับตงฟาง ปล่อยให้คนขับรถม้ารออยู่ด้านนอก
เคล้ง!
เสียงโซ่กระทบลูกกรงดังขึ้นเบาๆพอให้ได้ยินเสียงสะท้อนก้องมาจากระยะไกล ตงฟางจึงใช้ตาทิพย์ของเขาสำรวจตึกทาสแห่งนี้จนพบเข้ากับชั้นมากมายที่อยู่บนดินและอยู่ใต้ดิน
ดูเหมือนว่าทาสจะมีระดับในการขายแยกตามชั้นของมัน ยิ่งชั้นที่อยู่ใต้ดินลึกลงไปยิ่งราคาถูก ยิ่งชั้นที่อยู่ชั้นสูงสุดก็ยิ่งราคาแพง ไม่เพียงเท่านั้นชั้นที่สูงขึ้นไปอีกยังมีลูกสาวตระกูลที่ล้มละลายอยู่อีกด้วย ทำให้ตงฟางรู้สึกทึ่งมากที่การค้าทาสเป็นเรื่องที่ผู้คนยอมรับ
“นายท่านซิงหยุน ลมอะไรหอบท่านมาถึงตึกทาสขอข้าเนี๊ย”
เจ้าของตึกทาสรีบวิ่งเข้ามาต้อนรับด้วยท่าทางรีบร้อนพลางแสดงสีหน้าดีอกดีใจที่เจ้าของหอประมูลสวรรค์เก้าชั้นฟ้าเดินทางมายังตึกทาสของมัน การมีผู้ร่ำรวยเดินทางมาใช้งานสถานที่ของมัน จะต้องมีทาสระดับสูงถูกซื้อตัวไปเป็นจำนวนมากอย่างแน่นอน
“ข้าอยากได้ทาส”
“นายท่านซิงหยุน เชิญด้านบนก่อน ด้านบนมีทาสมากมายพวกมันน่าจะตรงตามที่ท่านต้องการ”
ตงฟางเดินตามชายทั้งสองไปตามทางเดินถูกปูด้วยพรมสีแดงกระทั่งมาถึงบันได้สูงพวกเขาก็เริ่มก้าวขึ้นไปช้าๆไม่เร่งรีบ พลางรับฟังคำอธิบายเกี่ยวกับทาสที่ตึกแห่งนี้ขาย
“นายท่านตึกทาสของเรามีทาสหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นทาสต่อสู้ ทาสแรงงาน หรือจะเป็นทางกามอารมณ์ ทุกๆอย่างถูกจัดแยกชั้นไว้อย่างดี หรือจะเป็นลูกหลานตระกูลใหญ่เราก็มีขาย พวกนางจะอยู่ชั้นสูงที่สุดของทางเรา”
“งั้นข้าจะขอดูทาสนักสู้” ตงฟางบอกให้ลุงซิงหยุนพูดกับเจ้าของตึกทาสให้มุ่งหน้าไปยังชั้นที่มีทาสนักสู้ เขาไม่ได้ต้องการทาสกามอารมณ์ แม้มันจะเป็นอาวุธสุดแกร่งไว้ปราบคุณชายก็ตามหากทาสหญิงสาวคนนั้นทั้งเก่งและทั้งสวยมาก แต่มันจะเป็นดาบสองคมสำหรับเขา หากพี่ซิงเยียนรู้ว่าเขาซื้อทาสสวยกลับไป เขาจะต้องถูกโกรธแน่นอน จึงมุ่งไปที่การซื้อทาสนักสู้ ผู้ที่เคยผ่านการเรียนทักษะและบ่มเพาะพลังมาก่อน
หากเขาซื้อตัวชาวบ้านไปมันจะเป็นเหมือนการซื้อไก่ไปฝึกว่ายน้ำให้เหมือนเป็ด แม้มันจะมีโอกาสว่ายน้ำได้ก็ตาม แต่ก็เป็นไปได้ยากมากๆ เขาจึงจะซื้อทาสนักสู้ไปใช้งานแทน การฝึกชาวบ้านให้เป็นนักฆ่าตงฟางมองว่าเสียเวลาเกินไป เขาซื้อนักฆ่าไปฝึกเป็นชาวบ้านจะดีกว่า
“นายท่าน หากท่านต้องการนักสู้ ข้าขอแนะนำชายผู้นี้เลย แม้ตัวของเขาจะเหลือเพียงแค่แขนข้างเดียว แต่ระดับพลังของเขาเป็นถึงระดับผันแปรขั้นที่ 9 นับได้ว่าหายากมากๆที่ระดับนี้จะกลายเป็นทาส”
ตงฟางมองไปยังชายผมยาวนั่งลึกอยู่ในห้องขังที่พวกเขาเดินทางเข้ามาถึง แต่ตงฟางกลับคิดว่ามันน่าสงสัยเกินไปที่ชายผู้เป็นระดับผันแปรวิญญาณขั้น 9 จะกลายเป็นทาส ในเมืองหลงไห่ผู้คนที่มีพลังระดับผันแปรวิญญาณขั้น 9 นับได้ว่าเป็นคนของตระกูลใหญ่เลยก็ว่าได้ เขากลับถูกจับเป็นทาสตงฟางจึงบอกให้ลุงซิงหยุนถามถึงประวัติของชายคนนี้