ยอดเขาสายฟ้า ที่แท้ก็คือประภาคารที่ทำจากเหล็กกล้าสูงจากพื้น 100 ชั้น ชั้นที่ 90 - 100 สร้างจากวัสดุทองแดงซึ่งเป็นสื่อนำไฟฟ้า พื้นที่โดยรอบของตึกกางเขตอาคมโบราณถึง 2 ชั้น ชั้นในกางเขตอาคมทำหน้าที่รวบรวมเมฆฝนขนาดมหึมา จากนั้นใช้ยอดตึกที่สร้างจากทองแดง เป็นตัวเหนี่ยวนำสายฟ้าจากก้อนเมฆเหล่านั้น ให้ผ่ามายังประภาคารที่ขังนักโทษ ส่วนอาคมชั้นนอกทำหน้าที่ปกป้องอันตรายจากไฟฟ้า ที่มีความรุนแรงหลายร้อยล้านโวลล์ไม่ให้หลุดรอดออกมายังภายนอก
เมื่อเข้าใกล้ยอดเขาสายฟ้า มีสำนักงานใหญ่ของตึกลงทัณฑ์ตั้งอยู่ ตึกสูงใหญ่ 10 ชั้น มีกองกำลังอารักขานับพันพกกระบี่ สวมชุดคลุมสีแดงเข้ม ใส่หน้ากากสีดำปกปิดใบหน้า เผยให้เห็นดวงตาและริมฝีปาก ศิษย์ของตึกลงทัณฑ์เมื่อพาหวางเหลียนมาถึง ก็พาเขาเข้าไปในตึกทันที
ด้านในมีชายหนุ่มสวมชุดสีขาวใส่หน้ากากสีเงินยืนต้อนรับอยู่ "พี่กวนซิง ข้านำราชนิกุลหวางเหลียนมารายงานตัว ขอรับ" มันพยักหน้ารับรู้ แล้วสั่งให้ปลดทรัพย์สินติดตัวทุกชนิดออกมาวางไว้บนโต๊ะยาว
หลี่หมิงลังเลที่จะถอดแหวนมังกรให้มัน "เอ่อ.ข้า" กวนซิงทำหน้าตาดุร้ายตะคอกใส่ "แหวนมิติที่อยู่บนนิ้วของเจ้า ถอดออกมาให้ข้าเดี๋ยวนี้ " หลี่หมิงจึงจำใจ ต้องถอดแหวนออกวางไว้บนโต๊ะ
มันหยิบแหวนขึ้นมาส่องดู ว่าข้างในมีสิ่งของใดเก็บเอาไว้บ้าง "อ้อ.มีเงิน 200 เหรียญทอง เสื้อผ้า 2 ชุด ยาสมานแผล 1 ขวด และกระบี่อีก 1 เล่ม" มันเบะปากดูถูก "พวกไป๋ฮู่ มันกระจอกจริงๆ"
แล้วนำแหวนมิติไปใส่ในช่องลิ้นชัก บนชั้นเก็บของขนาดใหญ่ที่วางชิดติดกำแพงตึก แล้วใช้ยันต์คุ้มกันเพลิงอัคคีปิดตู้ลิ้นชัก ถ้าหากคนนอกเปิดออก โดยไม่มีอักขระพิเศษปลดผนึก คนผู้นั้นจะถูกเพลิงโลกันตร์เผาไหม้ร่างจนกลายเป็นขี้เถ้า
หลังจากนั้นกวนซิงได้สั่งให้เสี่ยวเฉาเจ้าหน้าที่ตึกลงทัณฑ์ พาราชนิกุลหวางเหลียนไปเปลี่ยนเป็นชุดนักโทษ แล้วพาผ่านเขตอาคมเข้าไปยังทางขึ้นประภาคาร ที่นั่นมีผู้อาวุโสระดับเซียนของตึกลงทัณฑ์ เป็นบุคคลลึกลับมีฉายาว่ายอดยุทธ์หน้ากากเหล็ก มันถูกโซ่สีดำมะเมื่อมล่ามไว้ โดยผูกยึดร่างติดไว้กับเสาประภาคาร มันมีหน้าที่เฝ้าทางเข้าออก
เมื่อเข้าด้านในจึงพบกับผู้อาวุโสไห่ตงฉี ซึ่งเป็นผู้ดูแลประภาคารสายฟ้าแห่งนี้ มันยิ้มแย้มจนตาหยี "อ้อ.มากันแล้วเหรอ ข้ารอเจ้าตั้งแต่บ่ายแล้วนะ มา.มา.ให้ข้าตรวจร่างกายของเจ้าอีกที" มันไม่สนใจว่าเด็กหนุ่มจะยินยอมหรือไม่ รีบเข้ามาล้วงมาค้นจนทั่วตัว "เรียบร้อยดี เอาล่ะ.ก่อนจะขึ้นไปข้างบนต้องดื่มยาสกัดกั้นสิบทิศ ซึ่งเป็นตัวยาปิดกั้นชีพจร ทำให้ผู้ดื่มไม่อาจใช้ลมปราณ แปรเปลี่ยนจากผู้ฝึกตนกลับกลายเป็นปุถุชนธรรมดา" เมื่ออธิบายจบ มันหยิบถ้วยยาส่งให้หวางเหลียนดื่ม เขาไม่ปฏิเสธรีบดื่มลงคอจนหมดถ้วย มันยิ้มแย้มจนแก้มปริที่ราชนิกุลหนุ่ม ไม่ขัดขืนเหมือนคนอื่น แล้วเรียกผู้คุมคนหนึ่งให้พาหวางเหลียนไปคุมขังยังชั้นที่ 80
ในขณะเดินขึ้นไปยังชั้นบน เขาได้ยินเสียงร้องโอดโอยของนักโทษจำนวนมาก ที่ทนทุกข์ทรมานจากทัณฑ์สายฟ้า ทำให้หลี่หมิงบังเกิดความอยากรู้ขึ้นมา เขาสอบถามผู้คุมข้างกายแต่มันนิ่งเงียบไม่ยอมตอบ
"เชอะ! คิดว่าข้าจะง้อเจ้าหรือไง" หลี่หมิงจึงใช้ตามังกรดำทำการตรวจสอบ จึงรู้ว่าแต่ละชั้นจะมีนักโทษอยู่แค่คนเดียวเท่านั้น ในหอประภาคารแห่งนี้มีนักโทษทั้งหมด 43 คน ส่วนใหญ่จะอยู่แค่ชั้น 45 เท่านั้น ส่วนตาแก่เหวยคังถูกกุมขังอยู่ที่ชั้น 62 แต่ที่น่าสนใจก็คือพวกมันเกือบทุกคนล้วนแต่ใช้วรยุทธได้ตามปกติ ยกเว้นนักโทษ 5 คนที่ถูกขังไม่เกินชั้น 7 ที่ดูเหมือนจะไร้ซึ่งวรยุทธ
เมื่อขบคิดถึงเรื่องราวที่วูซูสื่อเสียนกระทำต่อตน ทำให้เขาล่วงรู้ถึงเจตนาร้าย
'จ้าวตำหนักเทพ จงใจจะสังหารข้าซินะ ถึงได้ส่งข้าไปยังหอคอยชั้นที่ 80 ส่วนตาแก่เหวยคังทำผิดร้ายแรง นอกจากจะไม่ต้องกินยาสกัดกั้นสิบทิศแล้ว ยังถูกขังชั้นต่ำกว่าข้าเกือบ 20 ชั้น ฮ่า.ฮ่า.คอยดูเถิด ถ้าข้าสำเร็จยุทธเหนือกว่าเจ้าวันใด วันนั้นจะเป็นวันตายของเจ้า' หลี่หมิงสาบานอยู่ในใจ
"ถึงห้องของเจ้าแล้ว" ผู้คุมสั่งเขาให้เข้าไปข้างใน หลังจากปิดห้องขังแล้ว มันได้เปิดกลไกที่ปกป้องห้องนี้ออก ทำให้ห้องขังชั้นที่ 80 กลายเป็นชนวนสายฟ้าวิ่งผ่านไปซะแล้ว
เพียงชั่วครู่หลังจากปลดผนึก สายฟ้าหลายร้อยล้านโวลล์ได้แล่นผ่านห้อง ทำให้ร่างของหลี่หมิงกระตุกอย่างรุนแรง เสื้อผ้าที่สวมใส่ไหม้เกรียมในทันที "โอย.เจ็บเหลือเกิน ปวดแสบปวดร้อนไปทั้งเรือนร่าง เราคงทอดร่างนอนตายไปแล้ว ถ้าดื่มยาสกัดกั้นสิบทิศลงไป" ที่แท้หลี่หมิงใช้เวทย์ลวงตาหลอกลวงผู้อาวุโสไห่ตงฉี รวมทั้งยังหลอกกวนซิงเรื่องแหวนมิติอีกด้วย
เมื่อเขาคลายมนต์จึงได้เห็นแหวนมังกร ยังสวมอยู่ที่นิ้วเหมือนเดิม "ฮ่า.ฮ่า.เจ้าพวกโง่ แหวนของข้าไม่ได้ถูกยึดไปซะหน่อย ส่วนยาสกัดกั้นสิบทิศข้าก็ไม่ได้กิน ตอนนี้มันถูกเก็บไว้ในขวดยาอย่างดี วันหน้ามันอาจจะมีประโยชน์ต่อข้าก็ได้ " เขาแย้มยิ้มอย่างมีความสุข แล้วจึงหยิบตำราวิชาปรับสมดุลปราณพื้นฐานออกมาอ่าน เมื่อจำจนขึ้นใจแล้วจึงเริ่มฝึกปรือ
หลี่หมิงค่อยๆดึงลมปราณในร่างออกมาทีละน้อย ให้ไหลไปตามเส้นชีพจรตั้งแต่จุดเริ่มต้น ตันเถียนบนมายังตันเถียนกลางลงมายังตันเถียนล่าง จากนั้นวนไปที่เดิมอีกหลายครั้งจนคล่อง แล้วจึงถ่ายเทลมปราณไปที่แขนและขา จากสิบเป็นร้อยเป็นพันเป็นหมื่นจนชำนาญ
จากนั้นจึงเพิ่มลมปราณให้มากขึ้นๆจนในที่สุด ลมปราณของสัตว์อสูรในร่างนับพันปี ได้ใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการหมุนเวียนกงล้อแห่งชีวิตให้เคลื่อนไหว ซึ่งมันเป็นเรื่องง่ายเหลือเกินสำหรับเขา เมื่อเส้นลมปราณทุกจุดในร่างใหญ่กว่าคนทั่วไปถึง 2 เท่า เนื่องจากตอนนี้ร่างกายของเขามีหัวใจถึง 2 ดวงนั่นเอง ซึ่งนี่คือความลับอันยิ่งใหญ่ที่เขาปกปิดเอาไว้ แม้แต่เซียนโอสถตุ้นหยางเกินยังเสียท่าให้กับเวทย์ลวงตาของเขาเลย