ตอนที่38 ผจญภัยในโลกโบราณ 4
โยวจี้กำลังจะร่อนลงบนหน้าผา
“อย่าเพิ่งลงโยวจี้เจ้าไปบินวนให้ทั่วเกาะเสียก่อน” หลิวเย่ท้วงติงขึ้นมา
“ขอรับเจ้านาย”โยวจี้ผงกหัวรับคำสั่ง
ขณะบินวนเหนือเกาะหลิวเย่ใช้สัมผัสสวรรค์เพื่อสำรวจตรวจตราว่ามีอะไรอยู่ในเกาะแห่งนี้กันแน่
“เอ๊ะ.....นั่นอะไร? บินไปดูเร็ว!”หลิวเย่ชี้มือไปข้างหน้าระยะไกลเมื่อเขามองเห็นกระท่อมหลังเล็กๆ หลังหนึ่งบนเนินเขา
เมื่อพวกเขาเข้ามาใกล้กระท่อมโยวจี้ค่อยๆร่อนลงจอดอย่างใจเย็น
“เจ้านาย ข้าเข้าไปดูด้วยได้ไหม?”โยวจี้ถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นเหมือนเจ้านายของมัน
หลิวเย่กลอกตาไปมาอย่างยอมใจกับนกอินทรีตัวนี้“ตกลง”
“แค๊ก แค๊กแค๊ก” มีเสียงไอเบาๆ เล็กๆ แหลมๆ เหมือนเสียงเด็กดังออกมาจากข้างในกระท่อมนั้น
“แอ๊ดดด”หลิวเย่ผลักประตูไม้เก่าใกล้พังเข้าไป
ภาพที่คนและนกเห็นคือเด็กชายอายุราว 7-8 ขวบนอนตัวงอและไอเป็นระยะอยู่บนเตียงคนเดียวเสื้อผ้าที่สวมใส่ดูเหมือนเป็นผ้าไหมชั้นดีแต่เก่าและสกปรกมาก ใบหน้ามอมแมมมองดูแล้วหดหู่ใจ
จากสัมผัสสวรรค์ของหลิวเย่ที่เขาสำรวจก่อนลงมาเขาไม่พบใครอีกเลยนอกจากเด็กน้อยคนนี้
“นี่นี่เจ้าหนู” หลิวเย่เข้าไปเรียกเด็กน้อยและพบว่าเด็กน้อยคนนี้ถูกพิษ “ลืมเลือน”เหมือนกับเจ้าเมืองซู
เด็กชายนอนสลึมสลือไม่ได้สติ
เขาหยิบยาน้ำอมฤตสีเหลืองรักษาโรคออกมา
แล้วส่งพลังปราณบังคับให้น้ำอมฤตไหลลงปากผ่านลงลำคอและกระจายไปทั่วร่างกายของเด็กชาย
จากนั้นหลิวเย่ใช้พลังปราณอีกสายขับยาพิษลืมเลือนออกมาทางผิวหนัง
กลิ่นเหม็นของยาพิษคล้ายผักเน่าโชยคลุ้งทั่วกระท่อม
“โอ๊ะ!.....เหม็นเสียจริง”เสียงโยวจี้บ่นพึมพำเบาๆ
หนึ่งก้านธูปต่อมา
เด็กชายบนเตียงค่อยๆลืมตาตื่นขึ้นมาและหันหน้าไปซ้ายขวา เมื่อเขาเห็นหลิวเย่ พลันมีน้ำตาเอ่อท่วมท้นและไหลรินออกมาจำนวนมาก“ท่านลุง” เสียงแหบแห้งจากการขาดน้ำมานานดังขึ้น
“โอ้...อย่าเรียกข้าว่าลุงเลยข้ายังไม่แก่ เรียกพี่ชายก็พอนะเจ้าหนู” หลิวเย่ส่ายหัวอย่างขุ่นเคืองแล้วหยิบขวดน้ำพลาสติกที่นำมาจากโลกปัจจุบันเปิดออกให้เด็กน้อยจิบน้ำ
“พี่ชายข้าขอขอบคุณท่าน” เด็กน้อยเมื่อได้จิบน้ำก็มีมารยาทที่ดีต่อหลิวเย่ทันที
“อืม เจ้าเป็นใคร? แล้วมาทำอะไรอยู่ที่นี่คนเดียว?”หลิวเย่ถามด้วยความสงสัยพลางหยิบซาลาเปาออกมาจากมิติพื้นที่ให้เด็กน้อย
“วู้บ วู้บ”โยวจี้ได้กลิ่นหอมเหมือนอาหารมันเริ่มหิวอีกแล้วจึงใช้หัวถูไถแขนของหลิวเย่พลางอ้อนอย่างน่าสงสาร
“โอเค โอเคเดี๋ยวข้าเอาให้” หลิวเย่จำใจหยิบซาลาเปาออกมาเพิ่มอีกสองลูกให้กับโยวจี้มันรีบจิกกินอย่างรวดเร็ว
“ข้าข้าจำอะไรไม่ได้เลยพี่ชาย” เด็กน้อยสายตาว่างเปล่ามีสีหน้าเศร้าสร้อย
“ก่อนหน้านี้ก็จำอะไรไม่ได้เลยเหรอ?” เด็กน้อยพยักหน้าแล้วก้มหน้าลง
“แล้วเจ้าอยู่ที่นี่มานานหรือยัง”หลิวเย่ถามย้ำอีกครั้ง
“ข้าไม่รู้เหมือนกันพอข้ารู้สึกตัวขึ้นมา ข้าก็เห็นพวกท่านนี่แหละ”เด็กน้อยตอบอย่างจริงใจและจ้องมองใบหน้าพวกเขา
หลิวเย่ครุ่นคิดในใจว่าจะเป็นฝีมือของพวกอาณาจักรเล่ยไหม?
ยาพิษเหมือนกันกับเจ้าเมืองซูแบบนี้!
และยังมีมีดน้ำพลังปราณที่พุ่งทำร้ายพวกเขา!
ดูไปแล้ว.....อาณาจักรเล่ยน่าจะมีนักเวทมนตร์เก่งๆถึงสามารถทำแบบนี้ได้
หลิวเย่ใช้พลังปราณขับไล่ความสกปรกของเสื้อผ้าใบหน้า และผมของเด็กน้อยออก
พลันปรากฏใบหน้าของเด็กชายที่ขาวผ่องดูหล่อเหลาตั้งแต่เด็ก คิ้วโก่งเข้มดำ ผิวขาวเนียน ดูมีสง่าราศรีคล้ายลูกขุนนางหรือผู้มีฐานะสูงศักดิ์
หลิวเย่ถอนหายใจที่จะมีเพื่อนร่วมเดินทางเป็นเด็กชายเพิ่มอีกคน“เอาล่ะ ในเมื่อพวกเราได้พบกันแล้ว ข้าคงต้องพาเจ้าไปด้วย”
“ไปกันเถอะโยวจี้พวกเราออกไปดูผลการต่อสู้ที่ทะเลกัน” หลิวเย่ชักชวนทุกคนออกที่ทะเล
………
อีกด้านหนึ่งที่เมืองหลวงอาณาจักรหยาง
หลังจากที่หลิวเย่จากไปโดยไม่ได้บอกกล่าวแก่ใครองค์หญิงหยางเป่าเจี๋ยเงียบเหงาและซึมเศร้ามากกว่าเดิม
“เฮ้อ ท่านจะไปทำไมไม่บอกลากันบ้าง” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้าและทอดสายตามองท้องฟ้าไกลออกไป
“องค์จักรพรรดิเสด็จ”เสียงขานของขันทีประจำตัวจักรพรรดิดังนี้หน้าตำหนักขององค์หญิง
“องค์หญิงเพคะองค์จักรพรรดิเสด็จมา” นางกำนัลที่ยืนเฝ้าอยู่ข้างๆเอ่ยเตือนองค์หญิงที่ยังคงนิ่งเฉย
“อืม”หยางเป่าเจี๋ยรับคำแล้วหันหลังกลับมาอย่างเชื่องช้า
จักรพรรดิถอนหายใจเล็กน้อยเมื่อมองเห็นความเศร้าจางๆที่ขาดมีชีวิตชีวาของธิดาตน
“คารวะเสด็จพ่อ”องค์หญิงทำความเคารพเต็มพิธีแล้วยืนก้มหน้าสงบนิ่งอยู่ข้างๆ
จักรพรรดิยืนมือไขว้หลังแล้วพูดด้วยเสียงเข้มต่ำ“เจ้ารู้ความผิดของตนเองแล้วใช่ไหม?”
“ลูกทราบแล้วเพคะ”หยางเป่าเจี๋ยตอบรับเสียงเบา
“ดีข้าจะกักบริเวณเจ้าตลอดไปจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย”
“เสด็จพ่อ!!!” องค์หญิงท้วงติงขึ้นทันที
“เฮ้อ เจี๋ยเจี๋ยเจ้าควรรู้ไว้ว่าเจ้าไม่ใช่ธิดาคนทั่วไป เจ้าเป็นเพียงธิดาองค์เดียวของเรา การที่อาณาจักรเล่ยเหิมเกริมถึงขั้นกระทำการเช่นนี้เจ้ายังจะห่วงแต่เที่ยวเล่นอย่างนั้นเหรอ?”จักรพรรดิหยางเป่าย้อนถามองค์หญิงด้วยความโมโห
“ลูกรู้แล้วเพคะลูกขออภัยที่คิดน้อยเกินไป” หยางเป่าเจี๋ยรีบขอโทษอย่างรวดเร็ว
“ใครปล่อยให้องค์หญิงออกไปจะถูกโทษประหารทันที”จักรพรรดิประกาศเสียงดังแจ้งกับทุกคนในตำหนัก
“เพคะ” “พะยะค่ะ”เสียงรับคำดังก้องตำหนัก
กล่าวเสร็จแล้วจักรพรรดิเดินออกจากตำหนักขององค์หญิงหยางเป่าเจี๋ยทันทีและกลับห้องทรงงานพลางบอกให้ขันทีตามแม่ทัพเส้าซือกงมาพบ
“คารวะองค์จักรพรรดิ”แม่ทัพทำความเคารพอย่างเต็มพิธี
“แม่ทัพเส้า อาการของเจ้าเป็นเช่นไรบ้าง?”จักรพรรดิหยางเป่าสอบถามอาการแม่ทัพด้วยความห่วงใย
“กราบทูลองค์จักรพรรดิอาการของข้าดีขึ้นมากแล้วพะยะค่ะ”
“อืม ดีแล้วเจ้าคิดเห็นเช่นไรกับชายผู้นั้น?”
“กราบทูลตามตรงในการปะทะกันครานั้น ขณะที่หมัดของเขากำลังกระแทกหน้าอกของข้าดูเหมือนว่าเขายั้งพลังไว้ส่วนหนึ่ง ไม่เช่นนั้น ข้าคงได้รับบาดเจ็บมากกว่านี้”แม่ทัพเส้าบอกเล่าความจริงเมื่อนึกย้อนกลับไปยังเหตุการณ์ปะทะกันวันก่อน
“แสดงว่าเขามีความแข็งแกร่งมากกว่านี้อีก?” จักรพรรดิถามย้ำ
“ข้าคิดว่าพลังของเขาที่แสดงออกมาในวันนั้นอาจไม่ถึงสองส่วนด้วยซ้ำไปพะยะค่ะ” แม่ทัพเส้าครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนตอบอย่างไม่แน่ใจ
“อืมหากเขาไม่ได้มีเจตนาร้ายกับอาณาจักรเรา แค่เฝ้าระวังไว้ก็พอ เจ้าจงไปสืบเรื่องชายหนุ่มผู้นั้นรวมถึงมือสังหารและสายลับในวัง หากพวกมันขัดขวาง จงสังหารมันเสียให้สิ้น” จักรพรรดิหยางเป่าสั่งการเสียงเข้มต่ำ
………
ทางด้านหลิวเย่และเด็กชายที่นั่งอยู่บนหลังอินทรียักษ์
ในตอนนี้หลิวเย่มองเห็นภาพสลดใจอย่างยิ่งศพลอยเต็มพื้นผิวน้ำทะเล ไม่ว่าจะเป็นซากศพของม้าน้ำหรือเงือก
ห่างออกไปมีภาพของสองเผ่าเผชิญหน้ากันหลังจากผ่านการต่อสู้มาอย่างดุเดือดฟากหนึ่งม้าน้ำมีจำนวนมากกว่าเงือกเป็นสองเท่าและหัวหน้าเงือกขาวที่สวมมงกุฎมีบาดแผลทั่วร่างกายและมีท่าทางบอบช้ำมาก
“ข้าบอกเจ้าไปแล้วว่าเจ้าไม่สามารถเอาชนะข้าได้”ฮ้ายหม่าตอกย้ำความพ่ายแพ้ของเหรินหยู
“ฮ่า ฮ่า ฮ่าหากเจ้าไม่ใช้วิธีสกปรก เจ้าจะเอาชนะข้าได้อย่างไร?”เหรินหยูหัวเราะเยาะเย้ยตนเองที่หลงกลอีกฝ่าย นางสงสัยน้ำผลไม้ที่สุ่ยหลงส่งมาให้ดื่มเมื่อวันก่อนออกเดินทางมาต่อสู้กันนั่นคือภายหลังจากดื่มน้ำผลไม้นั่นไปแล้วนางอ่อนแรงลงเรื่อยๆไม่สามารถใช้พละกำลังได้อย่างเต็มที่
“ในเมื่อเจ้าพ่ายแพ้แล้วอย่าได้โยนความสกปรกใส่ข้า” ฮ้ายหม่าตวาดเสียงดังลั่นปฏิเสธข้อกล่าวหา
“ฮึข้ามันโง่เอง” เหรินหยูก้มหน้ายอมรับความผิดพลาดของตนเอง
ในเวลานี้เกิดน้ำหมุนวนห่างออกไปราวสิบจั้งแล้วมีชายชราและชายหนุ่มรูปงามค่อยๆโผล่ออกมาจากกลางอุโมงค์น้ำวนตามด้วยกองทหารจำนวนหนึ่ง
“คารวะองค์ราชา”“คารวะองค์ราชา”
เผ่าม้าน้ำและเผ่าเงือกเมื่อมองเห็นชายชราพวกเขาต่างทำความเคารพ
“ในเมื่อการต่อสู้ได้สิ้นสุดลงแล้วในอีกร้อยปีต่อจากนี้ให้เผ่าม้าน้ำเป็นผู้ดูแลสมบัติแห่งท้องทะเลเหอหยาง” ฮวงสุ่ยเฉิน
ราชาเผ่ามังกรบิน ซึ่งเป็นเผ่าราชาแห่งท้องทะเลเหอหยาง ได้ประกาศเสียงก้องจากนั้นโยนตรีศูลไปให้ฮ้ายหม่าที่กระโดดลอยตัวออกมารับ
“ขอบคุณองค์ราชา”ฮ้ายหม่าทำความเคารพและดีใจกับประกาศแห่งชัยชนะของเผ่าม้าน้ำ
เหรินหยูเหลือบมองสุ่ยหลงชายหนุ่มรูปงามที่ยืนอยู่ด้านหลังราชามังกรน้ำ เขามีแววตาขอโทษสื่อมายังนาง
นางหัวเราะเบาๆเยาะเย้ยตนเองที่โง่เขลานัก“ทูลลาองค์ราชา พวกเรา.....กลับ!”
หลังจากเหรินหยูและกองทหารที่เหลือหันหลังกลับไปฮ้ายหม่ายืนมองด้วยความสะใจกับผลการตัดสินนั้นและพอใจกับความพ่ายแพ้ของเหรินหยู
หลิวเย่จ้องมองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความสนใจเขาพบว่าชายชรานั้นมีระดับการฝึกฝนถึงขอบเขตแกนเสมือนระดับต้นในขณะที่เขาอยู่ในระดับกลางแล้ว เขาจึงเปิดเผยออร่าอย่างตรงไปตรงมา
“ท่านผู้กล้าเพียงแค่เฝ้าสังเกตการณ์ อาจดูไม่สง่างามนัก” เสียงชายชราดังก้องขึ้นพลางเงยหน้ามองไปยังตำแหน่งของอินทรียักษ์ที่บินโฉบไปมาเขาสัมผัสได้ถึงแรงกดดันจากพลังปราณที่เหนือกว่าตน
“ฮ่า ฮ่า ฮ่ายินดีนักที่ท่านเอ่ยทักทาย” หลิวเย่หัวเราะที่ไม่คาดคิดว่าชายชราจะเอ่ยขึ้นในเวลาเช่นนี้
“ในเมื่อท่านมาแล้วเชิญเยี่ยมชมอาณาจักรข้าเถิด” ฮวงสุ่ยเฉิน หรี่ตามองหลิวเย่อย่างพิเคราะห์เขาสงสัยที่หลิวเย่มาทำอะไรที่นี่
“ตกลง!”หลิวเย่แปลกใจกับคำเชิญที่ดูเป็นมิตรจากชายชราเขาพยักหน้าตอบตกลงและตามพวกเขาเข้าไปอุโมงค์น้ำวนนั้น
ครึ่งก้านธูปต่อมา
พวกเขามาถึงอาณาเขตพระราชวังใต้ทะเลมีโดมขนาดใหญ่สีฟ้าอ่อนโอบล้อมรอบอาณาเขตบ้านเรือนของชาวเมืองและพระราชวัง
ในอาณาเขตของโดมนี้ดูเหมือนว่าจะมีพลังฉีไหลเวียนอยู่บางเบาและนั่นทำให้หลิวเย่ไม่จำเป็นต้องใช้พลังปราณป้องกันเด็กชายที่เดินตามหลังของเขาตามด้วยโยวจี้ที่กวาดสายตามองรอบตัวด้วยความสนใจเหมือนเจ้านายของมัน
เมื่อองค์ราชาขึ้นนั่งบนตั่งทองโดยมีฮวงสุ่ยหลงยืนอยู่ข้างๆ ฮวงสุ่ยเฉินได้หันไปสั่งข้ารับใช้ด้านล่าง
“พวกเจ้าจงนำชาไข่มุกที่ดีที่สุดมาต้อนรับแขกผู้มีเกียรติของข้า”
“ขอบคุณองค์ราชา”หลิวเย่เองก็ไม่เสียมารยาทที่ดีเช่นกัน
“ท่านมาจากที่ใดเหรอ?” ฮวงสุ่ยเฉินจ้องตามองหลิวเย่เขม็ง
“ข้ามาจากที่นั่น”หลิวเย่ไม่ได้ตอบตามตรง เขาเพียงแค่ยกนิ้วชี้ชี้ด้านบน เป็นการบอกว่ามาจากแผ่นดินใหญ่
“อย่างนั้นรึแล้วท่านมีนามว่าอันใด?”ฮวงสุ่ยเฉินหัวเราะเบาๆกับท่าชี้นิ้วของเขาและถามเสียงเรียบ
“ข้ามีชื่อว่าหลิวเย่” หลิวเย่บอกชื่อตามตรง
“อะไรที่ทำให้ท่านมาชมประเพณีการตัดสินสิทธิครอบครองนี้?” ฮวงสุ่ยเฉินถามหลิวเย่ตรงไปตรงมา
“อืมอันที่จริงข้าแค่ผ่านมาและผ่านไป ไม่คิดว่าจะประสบกับเหตุการณ์โดยบังเอิญ”หลิวเย่บอกตามตรงและสบตากับชายชราอย่างจริงจัง
“เฮ้อ.....ท้องทะเลแห่งนี้จำเป็นต้องมีการควบคุมดูแลที่เข้มงวด”ฮวงสุ่ยเฉินพิจารณาหลิวเย่แล้วพบว่าเขาไม่ได้มีความโลภหรือกระหายเลือดที่จะเข่นฆ่าแต่อย่างใดเขาจึงพูดตอบตามตรง
“ควบคุมถึงขั้นต้องต่อสู้เสียเลือดเนื้อขนาดนี้เชียวหรือ?” หลิวเย่ยังถามด้วยความสงสัยใคร่รู้
“อะไรก็ตามหากมีมากเกินไปก็ไม่ดี มีน้อยเกินไปก็ไม่ดี”
“หมายความว่า?” หลิวเย่งุนงงมากกว่าเดิม
“มันเป็นเช่นนี้เผ่าม้าน้ำและเผ่าเงือกล้วนมีการขยายประชากรได้รวดเร็วเป็นจำนวนมากในระยะเวลาอันสั้นส่งผลต่อความสมดุลแห่งห่วงโซ่อาหารของท้องทะเล การให้สิทธิดูแลครอบครองสมบัตินั้นเป็นเพียงยุทธวิธีหนึ่งในการปราบปรามพวกเขาให้อยู่ในกรอบเท่านั้น”ในเวลานี้ฮวงสุ่ยเฉินสนทนากับหลิวเย่เสมือนคนรู้จักกันที่บอกเล่าเรื่องราวต่างๆ
“อืม”หลิวเย่พยักหน้าสนใจในคำตอบนั้น เมื่อฮวงสุ่ยเฉินเห็นเขายังคงตั้งใจฟังเขาจึงสาธยายเพิ่มเติม
“สมบัตินี้พวกเรามีหน้าที่เฝ้ารักษามาหลายพันปีแล้วไม่มีใครรู้ว่ามันคืออะไร มีเพียงคำบอกเล่าจากรุ่นสู่รุ่นให้ปกป้องมันไว้ ผู้พิทักษ์จะคัดเลือกจากเผ่าที่แข็งแกร่งที่สุดให้ทำหน้าที่นี้และให้สิทธิในการครอบครองสมบัติเล็กน้อยที่พวกเขาหาได้ในท้องทะเลไม่ว่าจะเป็นไข่มุก ปะการังสีทอง สมุนไพรแห่งท้องทะเล และอีกมากมาย”
“แล้วเผ่าที่พ่ายแพ้เล่า?”
“พวกเขาสามารถหากินได้ตามปกติแต่ไม่มีสิทธิครอบครองสมบัติเล็กน้อยเหล่านั้นในท้องทะเลนี้”
“แล้วสมบัติที่ว่านั่นอยู่ที่ใดกัน?”
“อยู่ในอาณาจักรแห่งนี้หากท่านมีวาสนาท่านจะพบเจอมันเอง” ฮวงสุ่ยเฉินถอนหายใจพลางมองหลิวเย่อย่างจริงใจ
“อืม.....น่าสนใจ!” หลิวเย่อึ้งกับคำตอบนั้น
“สุ่ยหลง พาท่านผู้มีเกียรติเที่ยวชมรอบๆอาณาจักรของเรา”ชายชราหันหน้ามาสั่งการกับสุ่ยหลง
“น้อมรับคำสั่งเสด็จปู่”สุ่ยหลงพยักหน้าตอบรับหน้าที่นั้นพลางหันหน้าไปหาหลิวเย่และผายมือ “เชิญท่าน!”
หลิวเย่จับมือเด็กชายให้ลุกขึ้นเดินตามหลังสุ่ยหลงโดยมีโยวจี้เดินตามหลังอีกที
พวกเขาเดินไปรอบๆอาณาเขตของพระราชวังและออกไปยังบริเวณที่อยู่ของชาวเมือง
บ้านเรือนดูแปลกตาเป็นรูปทรงกลมคล้ายเห็ดอ้วนใหญ่รูปร่างหน้าตาชาวมังกรน้ำก็คล้ายมนุษย์ แต่มีครีบคล้ายปลาบริเวณหูทั้งสองข้างใช้ภาษาสื่อสารเฉพาะ แต่หลิวเย่ใช้การสัมผัสสวรรค์ที่สัมผัสจิตวิญญาณทำให้เขาเข้าใจคำพูดของพวกเขาได้อย่างง่ายดาย
เมื่อพวกเขาเดินมาถึงใจกลางนครใต้น้ำซึ่งอยู่จุดศูนย์กลางของโดมขนาดใหญ่นี้มีแท่งเสาประดับมุกทรงแปดเหลี่ยมสูงสิบจั้ง(ห้าเมตร) ตั้งวางอยู่บนกลีบดอกบัวสีทองเหลืองอร่ามมีแผงกั้นห่างออกจากกลีบดอกบัวนั้นราวสองจั้ง(หนึ่งเมตร) ที่แห่งนี้พวกเขาเรียกกันว่า“บรรพชนเจียวซิง”
หลิวเย่ยืนจ้องมองเสาแปดเหลี่ยมประดับมุกนี้ด้วยความสนใจเขาสัมผัสได้ถึงคลื่นน้ำที่อ่อนโยนไหลออกมาโอบล้อมรอบตัวเขาทำให้เกิดความอบอุ่นใจอย่างประหลาด
แต่ที่น่าประหลาดใจมากกว่านั้นนั่นคือเด็กชายที่หลิวเย่พามาด้วย คล้ายตกอยู่ในห้วงภวังค์ เด็กน้อยก้าวเดินตรงหน้าไปเรื่อยๆผ่านแผงกั้นด้านหนึ่งที่เปิดช่องกว้างหนึ่งจั้งไว้
สุ่ยหลงหรี่ตามองเด็กน้อยความด้วยแปลกใจ
หลิวเย่มองเห็นเหตุการณ์นี้เช่นกันเขาจ้องมองแผ่นหลังของเด็กน้อยอย่างประหลาดใจ
เด็กชายก้าวไปถึงดอกบัวแล้วยื่นมือออกไปสัมผัสกลีบบัวอย่างนุ่มนวลแผ่วเบา
กลีบบัวเหมือนรับรู้การสัมผัสที่อ่อนโยนนั้นพลันขยับเคลื่อนไหวช้าๆ
หลิวเย่ สุ่ยหลงและทุกคนที่เห็นภาพนั้นต่างพากันตื่นตะลึงงัน
นี่มัน! เกิดอะไรขึ้น?!
เด็กคนนี้เป็นใครกัน?!
อย่าลืมว่า! เสาสวรรค์แห่งนี้ไม่มีใครสามารถเข้าใกล้ได้เลย!!!
ทันใดนั้นมีสายน้ำสองสายพุ่งออกมาจากเสาแปดเหลี่ยมแล้วเข้าอุ้มเด็กชายเข้าไปยืนภายในกลีบดอกบัวเด็กน้อยยืนโอบกอดแท่งเสาแปดเหลี่ยมนั้นเหมือนกับกำลังกอดใครสักคน
“อ๊า! นี่มันเกิดอะไรขึ้น?” สุ่ยหลงประหลาดใจจนเปล่งเสียงออกมา
“พวกเจ้าไปเชิญเสด็จปู่โดยเร็ว!!!” เขาสั่งการทหารรับใช้ทันที
นี่มัน!....เกิดเหตุการณ์แปลกประหลาดอะไรขึ้นเขารับรู้เรื่องราวคำบอกเล่าของบรรพบุรุษเพียงแค่บางส่วนเท่านั้น แต่ผู้ที่ได้ขึ้นเป็นองค์ราชาจะมีสิทธิรับรู้ทุกเรื่องราว
เพียงสิบลมหายใจองค์ราชาก็เดินทางมาถึงเขาตะลึงงันนิ่งไปชั่วครู่เมื่อเห็นเสาบรรพชนเจียวซิงตอบรับการโอบกอดของเด็กชาย
“นี่! นี่!มันเป็นไปตามตำนานจริงๆ” คำอุทานดังออกมาจากปากขององค์ราชา
“เสด็จปู่...มันหมายความว่าอย่างไร?” สุ่ยหลงถามอย่างสงสัย
“ตำนานเล่าว่าเมื่อใดที่บรรพชนตอบรับใครสักคนที่มีโชคชะตาเมื่อนั้นจะมีผู้ปกครองที่ทรงธรรมกำเนิดขึ้น เขาจะนำพาความสันติสุขมาสู่มวลสรรพสิ่งพวกเราเผ่ามังกรน้ำถือได้ว่าเป็นเผ่าที่ซื่อสัตย์และจงรักภักดีที่สุดจึงได้รับเลือกให้อารักขาเสาบรรพชนแห่งนี้มารุ่นสู่รุ่น”เสียงอันสั่นเครือด้วยความปลื้มปิติยินดีขององค์ราชาดังขึ้น
“คารวะองค์จักรพรรดิ”เสียงขององค์ราชาดังก้องไปทั่วบริเวณอาณาจักรมังกรบินพวกเขาที่เหลือต่างพากันคุกเข่าคำนับเช่นเดียวกับราชาฮวงสุ่ยเฉิน
“คารวะองค์จักรพรรดิ!”