ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบงัน
ทุกคนหันไปมองทางซูฮ่าวอย่างพร้อมเพรียงกันในแววตาแฝงไปด้วยความประหลาดใจ
นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้น?
ห้องส่วนตัวสำหรับบัตรระดับคิง
หางตาของฟั่นถ่งกระตุก เขาเดินไปข้างหน้าแล้วมองการ์ดของซูฮ่าวในสมองเต็มไปด้วยคำพูดจาเหน็บแนมเสียดสี
“บัตร VIP ระดับคิงทำจากทองคำ บัตรจะเป็นสีทองทั้งหมด แต่ของคุณมันเป็นสีดำแล้วคุณจำเป็นต้องมียอดใช้จ่ายห้าสิบล้านถึงจะสามารถเปิดบัตร VIP ระดับคิงได้ แล้วนี่คุณบ้าไปแล้วหรือ?”
คนอื่นๆ ก็หัวเราะเยาะเย้ยออกมาพวกเขารู้สึกว่าซูฮ่าวเสแสร้งมาก สีหน้าของเย่จื่ออี๋เปลี่ยนไปเล็กน้อยเธออยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ทันใดนั้นเธอก็เห็นว่าพนักงานต้อนรับเบิกตากว้างตัวสั่นงันงก และหยุดยืนนิ่งราวกับถูกฟ้าผ่า ดวงตาจดจ้องไปที่แบล็คการ์ดในมือของอีกฝ่ายตาเขม็งเหมือนว่าสมองสูญเสียความสามารถในการควบคุมตัวเองไปแล้ว
“บัตรใบนี้… ”
ฟั่นถ่งไม่สนใจท่าทีที่เต็มไปด้วยความลังเลของพนักงานต้อนรับคนนั้นเขาพูดประชดประชันออกมาว่า “เห็นหรือยัง พนักงานต้อนรับยังรู้สึกว่าคุณโง่มากจนไม่อยากจะสนใจคุณอีก”
เพื่อนร่วมชั้นท่าทางเย่อหยิ่งคนนั้นมองซูฮ่าวด้วยสายตาเยาะเย้ยถากถาง
แต่ใครจะรู้ว่าในวินาทีต่อมาพนักงานต้อนรับคนนั้นก็ยกโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วกดโทรหาหัวหน้าร้านอาหารเทียนเฉินน้ำเสียงของเธอยังสั่นเครืออย่างรุนแรง
“หะ… หัวหน้า ร้าน… ในร้านมีคนนำแบล็คการ์ดของท่านประธานมาใช้…”
“เรื่องเล็กน้อยขนาดนี้ก็ยังโทรมาหาฉันอีกหรือ? ไม่รู้หรือว่าฉันยุ่งมาก… เดี๋ยวก่อน เมื่อกี้เธอพูดว่าบัตรอะไรนะ?”
พนักงานต้อนรับคนนั้นกลืนน้ำลายเสียงดัง “บะ… แบล็คการ์ดของท่านประธาน!”
“ตู๊ดๆ ๆ … ”
สายถูกตัดทันที
พร้อมกับเห็นว่าตัวเลขหน้าลิฟต์พนักงานตรงล็อบบี้มีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆหลังจากผ่านไปสักพัก ประตูลิฟต์ก็ถูกเปิดออก
ชายวัยกลางคนสวมชุดสูท ผูกเนกไทฉีดโคโลญจน์หอมฟุ้ง เดินออกมาจากภายในลิฟต์ ตามมาด้วยผู้จัดการหลายคนที่สวมใส่ชุดหรูหราพวกเขาแทบจะพุ่งตัวมาที่เคาน์เตอร์ต้อนรับด้วยความรีบร้อน น้ำเสียงตะกุกตะกัก
“บะบะบัตรล่ะ?”
พนักงานต้อนรับไม่กล้ารอช้ารีบยื่นแบล็คการ์ดของท่านประธานให้กับหัวหน้าด้วยความรวดเร็ว
หัวหน้ามองบัตรใบนั้นอย่างระมัดระวังสองมือก็สั่นสะท้าน
“ด้านซ้ายและด้านบนล้วนเคลือบด้วยทองนอกจากนี้ยังมีเพชรอีก 0.2 กะรัตอยู่ตรงกลางแบล็คการ์ดภายในยังฝังด้วยชิปอัจฉริยะราคาหลายสิบล้าน นี่คือ… แบล็คการ์ดของท่านประธานไม่ผิดแน่!”
ทุกคนหันหน้าไปมองหัวหน้าด้วยความตื่นตกใจและไม่ค่อยเข้าใจ “แบล็คการ์ดของท่านประธาน? มันคืออะไร?”
“เทียนเฉินกรุ๊ปจะออกแบล็คการ์ดของท่านประธานให้ลูกค้าที่มีเงินหนาและปริมาณการใช้จ่ายที่มหาศาลผู้ที่ได้รับบัตรนี้จะได้รับเชิญจากประธานเทียนเฉินกรุ๊ปด้วยตนเอง” เพื่อนร่วมชั้นที่มีความรู้กว้างขวางอธิบายขึ้นมาด้วยเสียงสั่นเทา
“นั่นก็หมายความว่าแบล็คการ์ดของท่านประธานจะไม่มีข้อจำกัดในการใช้จ่ายผู้ถือบัตรสามารถซื้อสินค้าอะไรก็ได้ ตั้งแต่อัญมณี รถหรูหรือแม้กระทั่งเครื่องบินส่วนตัวในฉวนโจวด้วยบัตรเครดิตใบนี้”
“ในขณะเดียวกันเทียนเฉินกรุ๊ปจะมอบสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ถือครองบัตรรวมถึงทรัพยากรในการเดินทาง พักผ่อน เครื่องบินส่วนตัว และพนักงานบริการตลอด 24 ชั่วโมง”
“สำหรับคนธรรมดาแล้วหากได้รับบัตรใบนี้ก็เทียบเท่ากับคนรวยที่มีเงินหลายพันล้าน เรียกได้ว่าเขาได้เป็น SuperVIP ของเทียนเฉินกรุ๊ปแล้ว”
“จนกระทั่งตอนนี้แบล็คการ์ดของท่านประธานมีผู้ใช้เพียงสิบใบเท่านั้นผู้ถือการ์ดแต่ละใบนั้นมีอำนาจอย่างมากแม้กระทั่งผู้ว่าเมืองฉวนโจวก็ยังไม่มีสิทธิ์ที่จะได้รับบัตรใบนี้เลย”
ทันทีที่สิ้นเสียงล็อบบี้ก็ตกอยู่ในความเงียบ
ทุกคนหันมาสบตากัน ก่อนจะเบิกตากว้างพวกเขาไม่กล้าเชื่อหูของตัวเองเลย
เสี่ยวฟังและคนอื่นๆ หันไปมองทางซูฮ่าวความตกใจบนใบหน้าไม่สามารถอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้
ผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าอายุเพียงยี่สิบกว่าปีเท่านั้นแต่กลับมีบัตรที่แม้กระทั่งผู้ว่าเมืองฉวนโจวก็ยังไม่มีสิทธิ์ได้รับ?
“ให้ตายเถอะหมอนี่เป็นใครกันแน่?” เพื่อนร่วมชั้นอีกคนจ้องมองซูฮ่าวตาเขม็งหัวใจของเขาเต้นกระหน่ำ และพูดอะไรไม่ออก
มิน่าล่ะพนักงานต้อนรับจึงมีสีหน้าตื่นตกใจราวกับฟ้าถล่มไม่ว่าพนักงานคนไหนในเครือเทียนเฉินกรุ๊ปเห็นบัตรใบนี้ พวกเขาก็ต้องตกใจจนมีสีหน้าแบบนี้ทั้งนั้น?
สายตาของผู้จัดการหลายคนยังจดจ้องอยู่ที่แบล็คการ์ดของท่านประธานใบนั้น
บัตรใบนี้เป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจที่หวางเฉิงเทียนเป็นคนมอบให้ด้วยตนเองเมื่อมีคนถือแบล็คการ์ดของท่านประธานมาที่ร้านเทียบเท่ากับหวางเฉิงเทียนมาที่ร้านนี้เอง
หากไม่ใช่คนโง่ก็จะรู้ว่าอำนาจของหวางเฉิงเทียนภายในฉวนโจวนั้นไม่ธรรมดาเลย
แต่คนที่ตกตะลึงมากที่สุดก็คือฟั่นถ่ง ตอนนี้ลูกตาของเขาแทบจะถลนหล่นลงพื้นแล้ว
เขาเคยเรียนรู้เรื่องต่างๆ จากซุนฮุยมามากมาย และรวมถึงเรื่องแบล็คการ์ดของท่านประธานด้วย
ซุนฮุยเคยเตือนเขาอย่างจริงจังว่า ผู้ถือบัตรแบล็คการ์ดของท่านประธานต่อให้เป็นขอทาน ก็ไม่ควรเข้าไปยั่วโมโหเขา
เพราะแบล็คการ์ดของท่านประธานใบนี้เปรียบเสมือนการคุ้มครองจากหวางเฉิงเทียนใครก็ตามที่กล้าดูหมิ่นอีกฝ่าย เท่ากับตั้งใจเปิดศึกกับเขา
คนที่กล้าเป็นปรปักษ์กับหวางเฉิงเทียนมีเพียงประเภทเดียวเท่านั้นคือ—คนตาย!
แต่เขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่าแบล็คการ์ดของท่านประธานในตำนานจะมาอยู่ในมือของซูฮ่าว
อีกฝ่ายเพิ่งจะอายุยี่สิบกว่าปีนี่มันเรื่องล้อเล่นอะไรกัน!
“บัตร… ใครเป็นผู้ถือบัตรใบนี้?” แผ่นหลังของหัวหน้าเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ เขารีบซักถามกับพนักงานต้อนรับ
เมื่อปีที่แล้วหัวหน้าคนหนึ่งที่ทำงานอยู่ในเครือเทียนเฉินกรุ๊ปได้พบกับผู้ถือบัตรแบล็คการ์ดของท่านประธานแต่ในตอนนั้นเขาตื่นเต้นมากเกินไป จึงพูดผิดโดยไม่ระวังวันต่อมาก็พบศพเขาในตรอกร้างแห่งหนึ่ง ศพของเขาถูกหั่นเป็นชิ้นๆสภาพน่าอนาถอย่างมาก
ในวันนี้เขาได้พบกับผู้ถือบัตรแบล็คการ์ดของท่านประธานอย่างไม่ได้ตั้งใจหากทำให้อีกฝ่ายโมโห เกรงว่าจุดจบของเขาคือความตายแล้ว
ดังนั้นตอนนี้ภายในใจของเขาจึงตื่นตระหนกอย่างมากและสามารถใช้คำว่า “สั่นสู้” มาอธิบายได้
ถ้าไม่มีผู้จัดการคอยพยุงตัวเขาเอาไว้อยู่ขาของเขาก็คงจะอ่อนยวบแล้วลงไปนั่งคุกเข่ากับพื้นแล้ว
“เป็น… เป็นคุณผู้ชายแซ่ซูท่านนี้ค่ะ!” พนักงานต้อนรับคนนั้นชี้นิ้วไปทางซูฮ่าว แล้วพูดอย่างระมัดระวัง
“เพียะ!”
หัวหน้าใบหน้าเปลี่ยนสีเขาตบไปที่ใบหน้าของพนักงานต้อนรับอย่างแรง แล้วตะโกนว่า “ใช้นิ้วชี้ชี้ไปทางคุณซูได้อย่างไรมารยาทในการบริการ เธอลืมไปหมดแล้วหรือ?”
“ขะ… ขอโทษค่ะ!” พนักงานต้อนรับคนนั้นหน้าแดงก่ำ แล้วรีบก้มหน้าลงอย่างรวดเร็ว
หัวหน้าไม่ได้สนใจเธออีกต่อไปเขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ และระงับความกลัวภายในจิตใจ ก่อนโค้งคำนับ 90 องศาให้แก่ซูฮ่าวเขาทำความเคารพราวกับอีกฝ่ายเป็นบิดาของเขาเลยทีเดียว
“ยินดีต้อนรับผู้ถือบัตรแบล็คการ์ดของท่านประธานนะครับที่ผ่านมาพนักงานของเราบริการอย่างไม่น่าพึงพอใจนัก หวังว่าคุณซูจะให้อภัยนะครับ”
“จากนี้ไปพวกเราจะบริการให้ดีที่สุดจะไม่มีการคิดยอดการใช้จ่ายของคุณในวันนี้แล้วพวกเราจะแจ้งทางหลังบ้านให้เลือกบริการคุณก่อนเป็นอันดับแรก”
“หากคุณไม่พอใจกับอาหารของทางร้านสามารถบอกให้เชฟทำใหม่ได้ทันที และหากไม่พอใจกับพนักงานคนใดร้านของเราจะปฏิบัติตามคำชี้แนะของคุณ พวกเราจะมอบบทลงโทษหรือไล่พนักงานคนนั้นออกในทันที”
ทุกคนตกตะลึงนิ่งค้าง
มีที่ไหนบริการลูกค้าแบบนี้บ้าง?
นี่มันเป็นเหมือนกับหัวหน้าที่มาตรวจงานลูกน้องชัดๆ!
“พนักงานคนนั้นไม่ได้ทำอะไรผิดคุณไปตบเขาทำไม?” ความสนใจของซูฮ่าวอยู่ที่พนักงานหญิงคนนั้นเขาจ้องหน้าหัวหน้าร้าน ท่าทางไม่พอใจ
หัวหน้าตัวสั่นสะท้านแล้วรีบตบหน้าตัวเอง
“ขะ ขอโทษคุณซู ผมๆๆ … ”
ไม่รู้ว่าเขาตื่นตระหนกมากเกินไปหรือไม่ประโยคด้านหลังเขาพูดตะกุกตะกักอยู่ตลอด
“ครั้งหน้าต้องระวังหน่อยนะอย่าใช้กำลังในการลงโทษพนักงาน” ซูฮ่าวขมวดคิ้วขึ้นแล้วหันไปมองทางพนักงานต้อนรับคนนั้น “เธอไม่เป็นไรใช่ไหม?”
“ไม่… เป็นไรค่ะ… ” เมื่อได้รับการใส่ใจจากผู้ถือบัตรแบล็คการ์ดของท่านประธานพนักงานต้อนรับคนนั้นก็รู้สึกเหมือนว่าตัวเองนั้นฝันไป
ซูฮ่าวครุ่นคิดแล้วหันไปมองทางหัวหน้าพร้อมถามว่า “ฉันเห็นว่าเธอตั้งใจทำงานมาก สามารถเพิ่มเงินเดือนให้เธอหน่อยได้ไหม?”
ก่อนหน้านี้พนักงานต้อนรับคนนี้ได้ฉีกหน้าฟั่นถ่งเรื่องนี้ทำให้เขารู้สึกชื่นชมมาก ดังนั้นจึงถือโอกาสช่วยเธอสักครั้ง
“คุณซูออกปากเองขนาดนี้ก็ต้องได้แน่นอนอยู่แล้วครับ” เขาพยักหน้าก่อนหันไปมองทางพนักงานต้อนรับคนนั้น “ผู้จัดการร้านของเราในตอนนี้ไม่มีความสามารถควรจะลงจากตำแหน่งตั้งนานแล้ววันนี้คุณซูเห็นว่าพนักงานกัวเสี่ยวเล่อมีความรับผิดชอบ ตั้งใจทำงานดังนั้นสมควรให้กัวเสี่ยวเล่อเข้ารับตำแหน่งผู้จัดการแทน”
ภายในสมองของพนักงานต้อนรับกัวเสี่ยวเล่อขาวโพลน
ตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปนั้นเป็นรองเพียงแค่หัวหน้าคนที่เคยได้รับตำแหน่งนี้มีเพียงแค่ญาติของหัวหน้าเท่านั้นหลายปีที่ผ่านมานี้ตำแหน่งอื่นถูกเปลี่ยนไปบ่อยครั้ง แต่มีเพียงแค่ตำแหน่งผู้จัดการที่ไม่เคยเปลี่ยนไปเลย
เธอไม่เคยคิดมาก่อนว่าวันนี้พนักงานต้อนรับตัวเล็กๆ อย่างเธอจะสามารถได้รับตำแหน่งนี้
หัวหน้าหันกลับไปมองผู้จัดการคนอื่นๆแล้วตะโกนขึ้นว่า “พวกคุณเหม่อลอยอะไรอยู่ ยังไม่พากัวเสี่ยวเล่อไปทำเรื่องเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้จัดการอีก”
“ครับๆ ๆ !” ผู้จัดการคนอื่นๆ ก็ไม่กล้าลังเลพวกเขารีบเชิญกัวเสี่ยวเล่อออกไปด้วยความเคารพ
กัวเสี่ยวเล่อตกใจที่ได้รับตำแหน่งอย่างกะทันหันปกติแล้วผู้จัดการเหล่านี้ไม่อยากจะมองหน้าเธอด้วยซ้ำ คิดไม่ถึงเลยว่าวันนี้อีกฝ่ายจะทำตัวเหมือนว่าเธอเป็นเจ้านายของพวกเขา
“ฉัน… ฉันอาจจะไม่มีคุณสมบัติและประสบการณ์ถ้าอย่างนั้นช่างมันเถอะค่ะ… ”
“คุณกัวเสี่ยวเล่อถ่อมตัวเกินไปแล้วคุณสมบัติสามารถเรียนรู้ได้ ประสบการณ์สามารถสั่งสมได้ จะมีใครบ้างที่มีคุณสมบัติและประสบการณ์มาตั้งแต่แรก?” หัวหน้าเห็นกัวเสี่ยวเล่อปฏิเสธ เขาจึงรู้สึกร้อนรนขึ้นมา
หากเรื่องนี้ทำให้ซูฮ่าวไม่พอใจตำแหน่งหัวหน้าของเขาก็ถึงจุดสิ้นสุดแล้วเป็นไปได้อย่างมากว่าอาจจะนำไปสู่หนทางแห่งความตาย
“นี่มัน… ” กัวเสี่ยวเล่อมองหน้าหัวหน้า ก่อนจะหันไปมองซูฮ่าวที่พยักหน้าพร้อมกับรอยยิ้มสุดท้ายเธอก็ตอบตกลง
ก่อนที่จะเดินออกไปเธอก็โค้งคำนับให้แก่ซูฮ่าวแล้วพูดอย่างซาบซึ้งว่า “คุณซูคะ แม้ฉันจะไม่รู้ว่าทำไมคุณถึงตัดสินใจแบบนี้แต่ฉันก็จะไม่ทำให้คุณผิดหวังแน่นอนค่ะ ขอบคุณนะคะ!”
“สู้ๆ นะอย่าลืมกลับไปเยี่ยมครอบครัวในวันหยุดล่ะ!” ซูฮ่าวหัวเราะเสียงดัง
ความจริงแล้วตั้งแต่เขาเดินเข้ามาในล็อบบี้เขาก็สังเกตเห็นกัวเสี่ยวเล่อมานานแล้ว ตอนที่เย่จื่ออี๋กำลังพูดคุยอยู่กับเพื่อนเขาที่กำลังรู้สึกเบื่อๆ ก็ได้ยินกัวเสี่ยวเล่อพูดพึมพำขึ้นมาว่า ‘พ่อสุขภาพไม่ค่อยดีพรุ่งนี้เงินเดือนออก ฉันจะส่งเงินให้เขาไปซื้อเก้าอี้นวด’ ‘หลังจากน้องเรียนพิเศษแล้วก็คะแนนดีขึ้นเรื่อยๆเมื่อถึงตอนนั้นเดี๋ยวฉันส่งค่าเรียนพิเศษไปให้พวกเขาอีก’ ‘ไม่ได้กลับบ้านมาสองปีแล้ววันหยุดครั้งนี้ฉันจะต้องกลับบ้านไปเยี่ยมพวกเขาให้ได้’
คนที่กตัญญูไม่ควรเป็นฝ่ายถูกกระทำบางทีนี่อาจจะเป็นเหตุผลที่แท้จริงที่เขาช่วยเหลือกัวเสี่ยวเล่อ
“คุณซู คุณ… ” กัวเสี่ยวเล่อชะงักไป ดวงตาแดงก่ำ
เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วพยักหน้าอย่างแรง
“แน่นอนค่ะ!”
เมื่อพูดจบ เธอก็โค้งคำนับให้ซูฮ่าวอีกครั้งก่อนเข้าไปรับตำแหน่งพร้อมกับผู้จัดการอีกหลายคน
เย่จื่ออี๋ที่เห็นเหตุการณ์นั้นมุมปากก็โค้งขึ้นกลายเป็นรอยยิ้มที่เข้าอกเข้าใจ
ยามยากไร้ให้พัฒนาตัวเองยามมั่งมีให้ช่วยเหลือสังคม
บางทีเพราะว่าจุดนี้ของซูฮ่าวจึงทำให้เธอกับเฉียวเฉี่ยวรู้สึกสบายใจที่ได้อยู่กับเขา
แต่คนอื่นไม่ได้สนใจเรื่องนี้ในสายตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความริษยา
เพียงแค่คำพูดหนึ่งประโยคก็สามารถทำให้พนักงานต้อนรับเลื่อนขั้นเป็นผู้จัดการได้
ผู้ถือบัตรแบล็คการ์ดของท่านประธาน…น่ากลัวจริงๆ !