Level up ไปกับระบบวิเศษ 【จบ】

    เล่ม 4 ตอนที่ 111 คิงแบล็คการ์ด

            ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบงัน 


            ทุกคนหันไปมองทางซูฮ่าวอย่างพร้อมเพรียงกันในแววตาแฝงไปด้วยความประหลาดใจ 

            นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้น?

            ห้องส่วนตัวสำหรับบัตรระดับคิง

            หางตาของฟั่นถ่งกระตุก เขาเดินไปข้างหน้าแล้วมองการ์ดของซูฮ่าวในสมองเต็มไปด้วยคำพูดจาเหน็บแนมเสียดสี 

            “บัตร VIP ระดับคิงทำจากทองคำ บัตรจะเป็นสีทองทั้งหมด แต่ของคุณมันเป็นสีดำแล้วคุณจำเป็นต้องมียอดใช้จ่ายห้าสิบล้านถึงจะสามารถเปิดบัตร VIP ระดับคิงได้ แล้วนี่คุณบ้าไปแล้วหรือ?”

            คนอื่นๆ ก็หัวเราะเยาะเย้ยออกมาพวกเขารู้สึกว่าซูฮ่าวเสแสร้งมาก สีหน้าของเย่จื่ออี๋เปลี่ยนไปเล็กน้อยเธออยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ทันใดนั้นเธอก็เห็นว่าพนักงานต้อนรับเบิกตากว้างตัวสั่นงันงก และหยุดยืนนิ่งราวกับถูกฟ้าผ่า ดวงตาจดจ้องไปที่แบล็คการ์ดในมือของอีกฝ่ายตาเขม็งเหมือนว่าสมองสูญเสียความสามารถในการควบคุมตัวเองไปแล้ว

            “บัตรใบนี้… ”

            ฟั่นถ่งไม่สนใจท่าทีที่เต็มไปด้วยความลังเลของพนักงานต้อนรับคนนั้นเขาพูดประชดประชันออกมาว่า “เห็นหรือยัง พนักงานต้อนรับยังรู้สึกว่าคุณโง่มากจนไม่อยากจะสนใจคุณอีก”

            เพื่อนร่วมชั้นท่าทางเย่อหยิ่งคนนั้นมองซูฮ่าวด้วยสายตาเยาะเย้ยถากถาง

            แต่ใครจะรู้ว่าในวินาทีต่อมาพนักงานต้อนรับคนนั้นก็ยกโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วกดโทรหาหัวหน้าร้านอาหารเทียนเฉินน้ำเสียงของเธอยังสั่นเครืออย่างรุนแรง

            “หะ… หัวหน้า ร้าน… ในร้านมีคนนำแบล็คการ์ดของท่านประธานมาใช้…”

            “เรื่องเล็กน้อยขนาดนี้ก็ยังโทรมาหาฉันอีกหรือ? ไม่รู้หรือว่าฉันยุ่งมาก… เดี๋ยวก่อน เมื่อกี้เธอพูดว่าบัตรอะไรนะ?”

            พนักงานต้อนรับคนนั้นกลืนน้ำลายเสียงดัง “บะ… แบล็คการ์ดของท่านประธาน!”

            “ตู๊ดๆ ๆ … ”

            สายถูกตัดทันที 

            พร้อมกับเห็นว่าตัวเลขหน้าลิฟต์พนักงานตรงล็อบบี้มีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆหลังจากผ่านไปสักพัก ประตูลิฟต์ก็ถูกเปิดออก 

            ชายวัยกลางคนสวมชุดสูท ผูกเนกไทฉีดโคโลญจน์หอมฟุ้ง เดินออกมาจากภายในลิฟต์ ตามมาด้วยผู้จัดการหลายคนที่สวมใส่ชุดหรูหราพวกเขาแทบจะพุ่งตัวมาที่เคาน์เตอร์ต้อนรับด้วยความรีบร้อน น้ำเสียงตะกุกตะกัก 

            “บะบะบัตรล่ะ?”

            พนักงานต้อนรับไม่กล้ารอช้ารีบยื่นแบล็คการ์ดของท่านประธานให้กับหัวหน้าด้วยความรวดเร็ว 

            หัวหน้ามองบัตรใบนั้นอย่างระมัดระวังสองมือก็สั่นสะท้าน 

            “ด้านซ้ายและด้านบนล้วนเคลือบด้วยทองนอกจากนี้ยังมีเพชรอีก 0.2 กะรัตอยู่ตรงกลางแบล็คการ์ดภายในยังฝังด้วยชิปอัจฉริยะราคาหลายสิบล้าน นี่คือ… แบล็คการ์ดของท่านประธานไม่ผิดแน่!”

            ทุกคนหันหน้าไปมองหัวหน้าด้วยความตื่นตกใจและไม่ค่อยเข้าใจ “แบล็คการ์ดของท่านประธาน? มันคืออะไร?”

            “เทียนเฉินกรุ๊ปจะออกแบล็คการ์ดของท่านประธานให้ลูกค้าที่มีเงินหนาและปริมาณการใช้จ่ายที่มหาศาลผู้ที่ได้รับบัตรนี้จะได้รับเชิญจากประธานเทียนเฉินกรุ๊ปด้วยตนเอง” เพื่อนร่วมชั้นที่มีความรู้กว้างขวางอธิบายขึ้นมาด้วยเสียงสั่นเทา 

            “นั่นก็หมายความว่าแบล็คการ์ดของท่านประธานจะไม่มีข้อจำกัดในการใช้จ่ายผู้ถือบัตรสามารถซื้อสินค้าอะไรก็ได้ ตั้งแต่อัญมณี รถหรูหรือแม้กระทั่งเครื่องบินส่วนตัวในฉวนโจวด้วยบัตรเครดิตใบนี้”

            “ในขณะเดียวกันเทียนเฉินกรุ๊ปจะมอบสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ถือครองบัตรรวมถึงทรัพยากรในการเดินทาง พักผ่อน เครื่องบินส่วนตัว และพนักงานบริการตลอด 24 ชั่วโมง”

            “สำหรับคนธรรมดาแล้วหากได้รับบัตรใบนี้ก็เทียบเท่ากับคนรวยที่มีเงินหลายพันล้าน เรียกได้ว่าเขาได้เป็น SuperVIP ของเทียนเฉินกรุ๊ปแล้ว”

            “จนกระทั่งตอนนี้แบล็คการ์ดของท่านประธานมีผู้ใช้เพียงสิบใบเท่านั้นผู้ถือการ์ดแต่ละใบนั้นมีอำนาจอย่างมากแม้กระทั่งผู้ว่าเมืองฉวนโจวก็ยังไม่มีสิทธิ์ที่จะได้รับบัตรใบนี้เลย”

            ทันทีที่สิ้นเสียงล็อบบี้ก็ตกอยู่ในความเงียบ 

            ทุกคนหันมาสบตากัน ก่อนจะเบิกตากว้างพวกเขาไม่กล้าเชื่อหูของตัวเองเลย 

            เสี่ยวฟังและคนอื่นๆ หันไปมองทางซูฮ่าวความตกใจบนใบหน้าไม่สามารถอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้ 

            ผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าอายุเพียงยี่สิบกว่าปีเท่านั้นแต่กลับมีบัตรที่แม้กระทั่งผู้ว่าเมืองฉวนโจวก็ยังไม่มีสิทธิ์ได้รับ?

            “ให้ตายเถอะหมอนี่เป็นใครกันแน่?” เพื่อนร่วมชั้นอีกคนจ้องมองซูฮ่าวตาเขม็งหัวใจของเขาเต้นกระหน่ำ และพูดอะไรไม่ออก 

            มิน่าล่ะพนักงานต้อนรับจึงมีสีหน้าตื่นตกใจราวกับฟ้าถล่มไม่ว่าพนักงานคนไหนในเครือเทียนเฉินกรุ๊ปเห็นบัตรใบนี้ พวกเขาก็ต้องตกใจจนมีสีหน้าแบบนี้ทั้งนั้น?

            สายตาของผู้จัดการหลายคนยังจดจ้องอยู่ที่แบล็คการ์ดของท่านประธานใบนั้น

            บัตรใบนี้เป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจที่หวางเฉิงเทียนเป็นคนมอบให้ด้วยตนเองเมื่อมีคนถือแบล็คการ์ดของท่านประธานมาที่ร้านเทียบเท่ากับหวางเฉิงเทียนมาที่ร้านนี้เอง

            หากไม่ใช่คนโง่ก็จะรู้ว่าอำนาจของหวางเฉิงเทียนภายในฉวนโจวนั้นไม่ธรรมดาเลย

            แต่คนที่ตกตะลึงมากที่สุดก็คือฟั่นถ่ง ตอนนี้ลูกตาของเขาแทบจะถลนหล่นลงพื้นแล้ว

            เขาเคยเรียนรู้เรื่องต่างๆ จากซุนฮุยมามากมาย และรวมถึงเรื่องแบล็คการ์ดของท่านประธานด้วย

            ซุนฮุยเคยเตือนเขาอย่างจริงจังว่า ผู้ถือบัตรแบล็คการ์ดของท่านประธานต่อให้เป็นขอทาน ก็ไม่ควรเข้าไปยั่วโมโหเขา 

            เพราะแบล็คการ์ดของท่านประธานใบนี้เปรียบเสมือนการคุ้มครองจากหวางเฉิงเทียนใครก็ตามที่กล้าดูหมิ่นอีกฝ่าย เท่ากับตั้งใจเปิดศึกกับเขา

            คนที่กล้าเป็นปรปักษ์กับหวางเฉิงเทียนมีเพียงประเภทเดียวเท่านั้นคือ—คนตาย!

            แต่เขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่าแบล็คการ์ดของท่านประธานในตำนานจะมาอยู่ในมือของซูฮ่าว

            อีกฝ่ายเพิ่งจะอายุยี่สิบกว่าปีนี่มันเรื่องล้อเล่นอะไรกัน!

            “บัตร… ใครเป็นผู้ถือบัตรใบนี้?” แผ่นหลังของหัวหน้าเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ เขารีบซักถามกับพนักงานต้อนรับ 

            เมื่อปีที่แล้วหัวหน้าคนหนึ่งที่ทำงานอยู่ในเครือเทียนเฉินกรุ๊ปได้พบกับผู้ถือบัตรแบล็คการ์ดของท่านประธานแต่ในตอนนั้นเขาตื่นเต้นมากเกินไป จึงพูดผิดโดยไม่ระวังวันต่อมาก็พบศพเขาในตรอกร้างแห่งหนึ่ง ศพของเขาถูกหั่นเป็นชิ้นๆสภาพน่าอนาถอย่างมาก 

            ในวันนี้เขาได้พบกับผู้ถือบัตรแบล็คการ์ดของท่านประธานอย่างไม่ได้ตั้งใจหากทำให้อีกฝ่ายโมโห เกรงว่าจุดจบของเขาคือความตายแล้ว 

            ดังนั้นตอนนี้ภายในใจของเขาจึงตื่นตระหนกอย่างมากและสามารถใช้คำว่า “สั่นสู้” มาอธิบายได้ 

            ถ้าไม่มีผู้จัดการคอยพยุงตัวเขาเอาไว้อยู่ขาของเขาก็คงจะอ่อนยวบแล้วลงไปนั่งคุกเข่ากับพื้นแล้ว

            “เป็น… เป็นคุณผู้ชายแซ่ซูท่านนี้ค่ะ!” พนักงานต้อนรับคนนั้นชี้นิ้วไปทางซูฮ่าว แล้วพูดอย่างระมัดระวัง 

            “เพียะ!”

            หัวหน้าใบหน้าเปลี่ยนสีเขาตบไปที่ใบหน้าของพนักงานต้อนรับอย่างแรง แล้วตะโกนว่า “ใช้นิ้วชี้ชี้ไปทางคุณซูได้อย่างไรมารยาทในการบริการ เธอลืมไปหมดแล้วหรือ?”

            “ขะ… ขอโทษค่ะ!” พนักงานต้อนรับคนนั้นหน้าแดงก่ำ แล้วรีบก้มหน้าลงอย่างรวดเร็ว 

            หัวหน้าไม่ได้สนใจเธออีกต่อไปเขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ และระงับความกลัวภายในจิตใจ ก่อนโค้งคำนับ 90 องศาให้แก่ซูฮ่าวเขาทำความเคารพราวกับอีกฝ่ายเป็นบิดาของเขาเลยทีเดียว

            “ยินดีต้อนรับผู้ถือบัตรแบล็คการ์ดของท่านประธานนะครับที่ผ่านมาพนักงานของเราบริการอย่างไม่น่าพึงพอใจนัก หวังว่าคุณซูจะให้อภัยนะครับ”

            “จากนี้ไปพวกเราจะบริการให้ดีที่สุดจะไม่มีการคิดยอดการใช้จ่ายของคุณในวันนี้แล้วพวกเราจะแจ้งทางหลังบ้านให้เลือกบริการคุณก่อนเป็นอันดับแรก”

            “หากคุณไม่พอใจกับอาหารของทางร้านสามารถบอกให้เชฟทำใหม่ได้ทันที และหากไม่พอใจกับพนักงานคนใดร้านของเราจะปฏิบัติตามคำชี้แนะของคุณ พวกเราจะมอบบทลงโทษหรือไล่พนักงานคนนั้นออกในทันที”

            ทุกคนตกตะลึงนิ่งค้าง 

            มีที่ไหนบริการลูกค้าแบบนี้บ้าง?

            นี่มันเป็นเหมือนกับหัวหน้าที่มาตรวจงานลูกน้องชัดๆ!

            “พนักงานคนนั้นไม่ได้ทำอะไรผิดคุณไปตบเขาทำไม?” ความสนใจของซูฮ่าวอยู่ที่พนักงานหญิงคนนั้นเขาจ้องหน้าหัวหน้าร้าน ท่าทางไม่พอใจ 

            หัวหน้าตัวสั่นสะท้านแล้วรีบตบหน้าตัวเอง 

            “ขะ ขอโทษคุณซู ผมๆๆ … ”

            ไม่รู้ว่าเขาตื่นตระหนกมากเกินไปหรือไม่ประโยคด้านหลังเขาพูดตะกุกตะกักอยู่ตลอด

            “ครั้งหน้าต้องระวังหน่อยนะอย่าใช้กำลังในการลงโทษพนักงาน” ซูฮ่าวขมวดคิ้วขึ้นแล้วหันไปมองทางพนักงานต้อนรับคนนั้น “เธอไม่เป็นไรใช่ไหม?”

            “ไม่… เป็นไรค่ะ… ” เมื่อได้รับการใส่ใจจากผู้ถือบัตรแบล็คการ์ดของท่านประธานพนักงานต้อนรับคนนั้นก็รู้สึกเหมือนว่าตัวเองนั้นฝันไป

            ซูฮ่าวครุ่นคิดแล้วหันไปมองทางหัวหน้าพร้อมถามว่า “ฉันเห็นว่าเธอตั้งใจทำงานมาก สามารถเพิ่มเงินเดือนให้เธอหน่อยได้ไหม?”

            ก่อนหน้านี้พนักงานต้อนรับคนนี้ได้ฉีกหน้าฟั่นถ่งเรื่องนี้ทำให้เขารู้สึกชื่นชมมาก ดังนั้นจึงถือโอกาสช่วยเธอสักครั้ง

            “คุณซูออกปากเองขนาดนี้ก็ต้องได้แน่นอนอยู่แล้วครับ” เขาพยักหน้าก่อนหันไปมองทางพนักงานต้อนรับคนนั้น “ผู้จัดการร้านของเราในตอนนี้ไม่มีความสามารถควรจะลงจากตำแหน่งตั้งนานแล้ววันนี้คุณซูเห็นว่าพนักงานกัวเสี่ยวเล่อมีความรับผิดชอบ ตั้งใจทำงานดังนั้นสมควรให้กัวเสี่ยวเล่อเข้ารับตำแหน่งผู้จัดการแทน”

            ภายในสมองของพนักงานต้อนรับกัวเสี่ยวเล่อขาวโพลน 

            ตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปนั้นเป็นรองเพียงแค่หัวหน้าคนที่เคยได้รับตำแหน่งนี้มีเพียงแค่ญาติของหัวหน้าเท่านั้นหลายปีที่ผ่านมานี้ตำแหน่งอื่นถูกเปลี่ยนไปบ่อยครั้ง แต่มีเพียงแค่ตำแหน่งผู้จัดการที่ไม่เคยเปลี่ยนไปเลย 

            เธอไม่เคยคิดมาก่อนว่าวันนี้พนักงานต้อนรับตัวเล็กๆ อย่างเธอจะสามารถได้รับตำแหน่งนี้

            หัวหน้าหันกลับไปมองผู้จัดการคนอื่นๆแล้วตะโกนขึ้นว่า “พวกคุณเหม่อลอยอะไรอยู่ ยังไม่พากัวเสี่ยวเล่อไปทำเรื่องเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้จัดการอีก”

            “ครับๆ ๆ !” ผู้จัดการคนอื่นๆ ก็ไม่กล้าลังเลพวกเขารีบเชิญกัวเสี่ยวเล่อออกไปด้วยความเคารพ 

            กัวเสี่ยวเล่อตกใจที่ได้รับตำแหน่งอย่างกะทันหันปกติแล้วผู้จัดการเหล่านี้ไม่อยากจะมองหน้าเธอด้วยซ้ำ คิดไม่ถึงเลยว่าวันนี้อีกฝ่ายจะทำตัวเหมือนว่าเธอเป็นเจ้านายของพวกเขา

            “ฉัน… ฉันอาจจะไม่มีคุณสมบัติและประสบการณ์ถ้าอย่างนั้นช่างมันเถอะค่ะ… ”

            “คุณกัวเสี่ยวเล่อถ่อมตัวเกินไปแล้วคุณสมบัติสามารถเรียนรู้ได้ ประสบการณ์สามารถสั่งสมได้ จะมีใครบ้างที่มีคุณสมบัติและประสบการณ์มาตั้งแต่แรก?” หัวหน้าเห็นกัวเสี่ยวเล่อปฏิเสธ เขาจึงรู้สึกร้อนรนขึ้นมา

            หากเรื่องนี้ทำให้ซูฮ่าวไม่พอใจตำแหน่งหัวหน้าของเขาก็ถึงจุดสิ้นสุดแล้วเป็นไปได้อย่างมากว่าอาจจะนำไปสู่หนทางแห่งความตาย 

            “นี่มัน… ” กัวเสี่ยวเล่อมองหน้าหัวหน้า ก่อนจะหันไปมองซูฮ่าวที่พยักหน้าพร้อมกับรอยยิ้มสุดท้ายเธอก็ตอบตกลง 

            ก่อนที่จะเดินออกไปเธอก็โค้งคำนับให้แก่ซูฮ่าวแล้วพูดอย่างซาบซึ้งว่า “คุณซูคะ แม้ฉันจะไม่รู้ว่าทำไมคุณถึงตัดสินใจแบบนี้แต่ฉันก็จะไม่ทำให้คุณผิดหวังแน่นอนค่ะ ขอบคุณนะคะ!”

            “สู้ๆ นะอย่าลืมกลับไปเยี่ยมครอบครัวในวันหยุดล่ะ!” ซูฮ่าวหัวเราะเสียงดัง 

            ความจริงแล้วตั้งแต่เขาเดินเข้ามาในล็อบบี้เขาก็สังเกตเห็นกัวเสี่ยวเล่อมานานแล้ว ตอนที่เย่จื่ออี๋กำลังพูดคุยอยู่กับเพื่อนเขาที่กำลังรู้สึกเบื่อๆ ก็ได้ยินกัวเสี่ยวเล่อพูดพึมพำขึ้นมาว่า ‘พ่อสุขภาพไม่ค่อยดีพรุ่งนี้เงินเดือนออก ฉันจะส่งเงินให้เขาไปซื้อเก้าอี้นวด’ ‘หลังจากน้องเรียนพิเศษแล้วก็คะแนนดีขึ้นเรื่อยๆเมื่อถึงตอนนั้นเดี๋ยวฉันส่งค่าเรียนพิเศษไปให้พวกเขาอีก’ ‘ไม่ได้กลับบ้านมาสองปีแล้ววันหยุดครั้งนี้ฉันจะต้องกลับบ้านไปเยี่ยมพวกเขาให้ได้’

            คนที่กตัญญูไม่ควรเป็นฝ่ายถูกกระทำบางทีนี่อาจจะเป็นเหตุผลที่แท้จริงที่เขาช่วยเหลือกัวเสี่ยวเล่อ

            “คุณซู คุณ… ” กัวเสี่ยวเล่อชะงักไป ดวงตาแดงก่ำ 

            เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วพยักหน้าอย่างแรง 

            “แน่นอนค่ะ!”

            เมื่อพูดจบ เธอก็โค้งคำนับให้ซูฮ่าวอีกครั้งก่อนเข้าไปรับตำแหน่งพร้อมกับผู้จัดการอีกหลายคน 

            เย่จื่ออี๋ที่เห็นเหตุการณ์นั้นมุมปากก็โค้งขึ้นกลายเป็นรอยยิ้มที่เข้าอกเข้าใจ

            ยามยากไร้ให้พัฒนาตัวเองยามมั่งมีให้ช่วยเหลือสังคม 

            บางทีเพราะว่าจุดนี้ของซูฮ่าวจึงทำให้เธอกับเฉียวเฉี่ยวรู้สึกสบายใจที่ได้อยู่กับเขา

            แต่คนอื่นไม่ได้สนใจเรื่องนี้ในสายตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความริษยา 

            เพียงแค่คำพูดหนึ่งประโยคก็สามารถทำให้พนักงานต้อนรับเลื่อนขั้นเป็นผู้จัดการได้

            ผู้ถือบัตรแบล็คการ์ดของท่านประธาน…น่ากลัวจริงๆ !

    คล้ายกับเรื่องLevel up ไปกับระบบวิเศษ 【จบ】 ที่คุณอ่าน