หลี่ซวนพุ่งทะยานเข้าปะทะกระบี่กับนางโดยใช้พลังเต็มสิบส่วน ทว่าสตรีตรงหน้าในยามนี้หาได้ออมมือให้เหมือนดั่งรอบก่อน ๆ นางระเบิดอานุภาพพลังออกมาจนถึงขีดสุดอย่างไร้ความปรานี!
เพร้ง! เพร้ง! เพร้ง!
เสียงคมกระบี่กระทบกันดังสนั่นหวั่นไหวสะเทือนเลื่อนลั่น รุนแรงยิ่งกว่าทุกการประลองที่ผ่านมา ทุกกระบวนท่าแผ่ซ่านด้วยไอวิญญาณอันหนักหน่วงที่ทะลักล้นออกมาจากตัวกระบี่ ทั้งสองต่างประมือหักล้างกันอย่างดุเดือด คอยสอดส่องหาช่องว่าง จุดบอด และชิงจังหวะเอาเปรียบซึ่งกันและกันอย่างไม่มีใครยอมใคร... ทว่าผ่านไปไม่นาน ความแตกต่างด้านประสบการณ์การต่อสู้ก็เริ่มปรากฏเด่นชัดขึ้น
แม้หลี่ซวนจะแข็งแกร่งเหมือนสัตว์ประหลาด มีพละกำลังและพลังวิญญาณมหาศาลเหนือกว่าผู้บำเพ็ญระดับลมปราณแรกเริ่มขั้นปลายทั่วไปอยู่หลายขุม แต่เมื่อต้องมาประมือกับผู้ที่มีวรยุทธ์แกร่งกล้าและมีประสบการณ์การต่อสู้มากล้นกว่าตนหลายเท่า ซ้ำยังมีระดับพลังสูสีกันอย่างฉืออิง ชั้นเชิงและประสบการณ์เชิงกระบี่ของเขากลับยังคงเป็นรองอยู่หลายส่วน หากไม่ใช่เพราะเขากำลังรีดเร้นพลังขั้นปลายและใช้พละกำลังกายเต็มสิบส่วนคอยค้ำจุน เกรงว่าคมกระบี่ของนางคงเฉือนผ่านร่างเขาไปนับครั้งไม่ถ้วนแล้ว!
ในยามนี้ หลี่ซวนทำได้เพียงถอยร่นตั้งรับพายุกระบี่อันล้ำลึก และในจังหวะที่เขาเสียจังหวะเล็กน้อย คมกระบี่ของฉืออิงก็เฉี่ยวผ่านผิวแก้มของเขาไปอย่างฉิวเฉียด เกิดเป็นรอยแผลบางเฉียบที่มีหยาดโลหิตซึมออกมาพร้อมกับความรู้สึกแสบแปลบ
เหล่าศิษย์สำนักเฟิงหยวนที่นั่งลุ้นอยู่ข้างสนามต่างพากันกัดฟันกรอดด้วยความลุ้นระทึก...
อวี่ฟ่านส่งเสียงเอ่ยขึ้นด้วยท่าทีติดตลกปนจริงจัง "เหตุใดแม่นางแสนงดงามผู้นั้น ถึงได้แข็งแกร่งปานสัตว์ประหลาดเช่นนี้เล่า? หากใครโชคดีได้นางไปเป็นภรรยา... คงโดนนางซ้อมจนน่วมตายเข้าสักวันกระมัง!"
"พะ... พี่อวี่! ท่านพูดจาเช่นนี้หมายความว่าเช่นไรกัน? ตอนนี้พวกเราต้องช่วยกันส่งเสียงเชียร์ให้กำลังใจหลี่ซวนสิ!" จางเหว่ยรีบหันมาโวยใส่ทันควัน
และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง บนลานประลอง หลี่ซวนอาศัยจังหวะก้มตัวหลบคมกระบี่ที่พุ่งเข้ามา ทว่าฉืออิงกลับรวดเร็วยิ่งกว่า นางตวัดมืออีกข้างตบเข้าใส่ใบหน้าของหลี่ซวนอย่างเต็มแรง!
เพี้ยะ!
เสียงดังสนั่นไปทั่วบริเวณ แรงตบนั้นหนักหน่วงเสียจนร่างของชายหนุ่มเซถอยหลังไปหลายก้าว ใบหน้าด้านซ้ายขึ้นรอยฝ่ามือสีแดงฉานเห็นเด่นชัด!
ผู้คนรอบสนามอ้าปากค้าง ตาโตด้วยความตะลึงงัน แม้แต่อวี่ฟ่านและจางเหว่ยก็ยังเผลอยกมือขึ้นปิดปากด้วยความตกใจ พร้อมกับส่งสายตาเวทนาไปให้หลี่ซวนทันที
"อุ้ย... แฮะ ๆ ดูท่าทางเสี่ยวหลี่น้อยของเราคงเดินทางมาสุดทางแค่นี้เสียแล้วกระมัง แต่สามารถสู้มาได้ถึงรอบชิงก็นับว่ายอดเยี่ยมมากแล้ว... ว่าแต่ฝ่ามือเมื่อครู่นั่นหนักหน่วงชะมัด ข้าว่าไม่ตายคามือนางก็บุญแล้วล่ะ" อวี่ฟ่านเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงน่าเวทนา
"ขะ... ข้าเห็นด้วยกับท่านทุกประการ" จางเหว่ยพยักหน้ารัว ๆ พร้อมสีหน้าซีดเผือด
หลี่ซวนเซถอยหลังพลางกุมแก้มข้างที่เจ็บชา สมองของเขาวูบไปชั่วขณะด้วยความรู้สึกแปลกใหม่ที่เพิ่งเคยสัมผัสเป็นครั้งแรกในชีวิต
‘นี่มันเรื่องอันใดกัน... ข้า... ข้าโดนผู้หญิงตบหน้าเนี่ยนะ?’ หลี่ซวนคิดในใจอย่างไม่อยากจะเชื่อ
ด้านฉืออิงเมื่อเห็นท่าทียืนอึ้งกุมแก้มของหลี่ซวน นางก็เผยรอยยิ้มบาง ส่งสายตาหวานเย้ายวนหว่านเสน่ห์ใส่เขา "ดูเหมือนว่า... ท่านคงจะไม่เคยโดนสตรีลงมือทำร้ายมาก่อนสินะ?"
นางเอ่ยเสียงหวานหยดย้อย ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเตือนสติด้วยน้ำเสียงจริงจัง "หากท่านยังกล้าประมาทเพียงเพราะเห็นว่าคู่ต่อสู้เป็นสตรีล่ะก็... อาจจะเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่ได้ง่าย ๆ เลยนะ และอีกอย่างหนึ่งที่ข้าต้องเตือนท่าน..."
สิ้นเสียงนั้น ร่างของฉืออิงก็หายวับไปจากจุดเดิม พริบตาเดียวก็มาปรากฏตัวอยู่เบื้องหลังของเขาด้วยความเร็วอันน่าเหลือเชื่อ!
"อย่าเผลอคิดเรื่องอื่นในระหว่างการต่อสู้!" นางตวาดเสียงกร้าว พร้อมกับตวัดกระบี่ฟันลงใส่แผ่นหลังของเขาอย่างเต็มกำลัง!
หลี่ซวนสะดุ้งเฮือก สัญชาตญาณการต่อสู้พุ่งพล่าน เขาหมุนตัวกลับมาใช้กระบี่ต้านรับไว้ได้ทันท่วงที!
เพร้งงง—!
แรงปะทะมหาศาลซัดจนร่างของชายหนุ่มกระเด็นถอยร่นไปหลายสิบก้าว หลี่ซวนกัดฟันกรอด ลากคมกระบี่ขูดไปกับพื้นศิลาจนเกิดประกายไฟยาวเหยียดเพื่อช่วยลดแรงกระแทก ก่อนจะดีดตัวตั้งหลักยืนหยัดขึ้นมาได้อีกครั้ง
ทว่าฉืออิงไม่คิดจะเปิดโอกาสให้เขาได้พักหายใจ นางพุ่งทะยานเข้าประชิดตัวในพริบตา!
หลี่ซวนเห็นดังนั้นมุมปากก็ยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย แม้ใบหน้าด้านซ้ายจะยังแดงแจ๋ก็ตามที เขาตัดสินใจโยนกระบี่ในมือขึ้นไปบนท้องฟ้าทันที!
ฉืออิงชะงักฝีเท้าด้วยความระแวง นางเหลือบสายตามองตามกระบี่ที่ลอยขึ้นไปบนฟ้าเพียงแวบเดียว ก่อนจะตวัดสายตากลับลงมาเพื่อตั้งรับ
ทว่า... สิ่งที่รออยู่กลับไม่ใช่คมกระบี่ แต่เป็นหมัดหนักหน่วงที่พุ่งตรงมาจ่ออยู่ตรงหน้าของนางแล้ว!
ฟึ่บ!
ฉืออิงหลบหมัดนั้นไปได้อย่างฉิวเฉียด!
แต่แม้ฉืออิงจะมีสัญชาตญาณยอดเยี่ยมจนสามารถเบี่ยงตัวหลบหมัดนั้นไปได้ แล้วกำลังจะอาศัยจังหวะนี้สวนกลับ ทว่า...
ดวงตาสีฟ้าครามของหลี่ซวนในยามนี้ พลันแปรเปลี่ยนเป็นสีครามเข้ม!
[เร่งปฏิกิริยาเพิ่มขึ้นครึ่งเท่า!]
พริบตานั้น ความเร็วในการเคลื่อนไหวของหลี่ซวนก็พุ่งทะยานขึ้นถึงขีดสุด กลายเป็นความเร็วที่เหนือล้ำจนหายากนักที่ผู้บำเพ็ญระดับลมปราณแรกเริ่มในตอนนี้จะเทียบเคียงเขาได้!
ปั้งงง—!
หลี่ซวนเหวี่ยงแขนซัดหมัดเข้าที่หน้าท้องของฉืออิงอย่างรุนแรงชนิดที่มองตามแทบไม่ทัน!
"แฮ่ก...!" ฉืออิงสำลักออกมาคำโต จุกจนแทบจะกระอักเลือดสด ๆ ออกมา ทว่าก่อนที่นางจะทันได้ตั้งตัว หมัดที่สองด้วยความเร็วเหลือเชื่อก็ซัดตรงเข้าใส่ใบหน้าของนางทันที!
ฉืออิงตระหนักถึงอันตราย นางรีบยกสองแขนที่มืออีกข้างถือกระบี่อยู่ขึ้นมาไขว้กันป้องกันใบหน้าไว้
ปั้ง!
ท่อนแขนเรียวเล็กทั้งสองข้างที่ต้องรับพลังเต็มสิบส่วนของหลี่ซวนไปเต็ม ๆ ถูกแรงกระแทกซัดจนร่างปลิวลอยละลิ่ว กลิ้งไปกับพื้นสนามประลองหลายตลบ ท่อนแขนของนางถึงกับเจ็บชาและปวดร้าว ทว่านางก็ยังกัดฟันดีดตัวพลิกกายลุกขึ้นมาตั้งหลักได้อย่างรวดเร็วด้วยความทุลักทุเล
ทว่า เมื่อนางเงยหน้าขึ้นมา... ก็ต้องสบเข้ากับดวงตาสีครามเข้มลึกล้ำที่จ้องมองมาดั่งมัจจุราช!
และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง กระบี่ที่ถูกโยนขึ้นฟ้าก็ร่วงหล่นลงมาตกลงในมือของหลี่ซวนพอดี เขาตวัดกระบี่ฟันลงมาใส่ร่างของนางทันที!
ฉืออิงหน้าถอดสี รีบรวบรวมพลังทั้งหมดประสานมือใช้วิชาป้องกันสูงสุด "กำแพงกระบี่!"
พริบตานั้น กระบี่ของนางพลันแยกออกเป็นภาพลวงตาสี่เล่ม ประสานรับคมกระบี่ของหลี่ซวนไว้ได้อย่างเฉียดฉิว!
เพร้ง!
หลี่ซวนหรี่ตาลงด้วยความตกตะลึง ‘ภาพลวงตาอีกแล้วงั้นหรือ? หรือทั้งหมดคือของจริงกัน’
ทั้งสองปะทะกันอย่างดุเดือดอยู่ชั่วอึดใจ พลังวิญญาณอันรุนแรงและสูสีกันระเบิดออกจนเกิดคลื่นกระแทกซัดร่างของทั้งคู่กระเด็นถอยหลังแยกออกจากกันไปคนละทาง
ยามนี้ ทั้งหลี่ซวนและฉืออิงต่างยืนหอบหายใจ จ้องหน้ากันเขม็งโดยไม่แม้แต่จะกะพริบตา...
ฉืออิงรู้สึกตื่นตะลึงในใจ เมื่อครู่จู่ ๆ หลี่ซวนก็ระเบิดความเร็วที่เหนือจินตนาการออกมาอย่างกะทันหัน เร็วเสียจนต่อให้นางจะรวบรวมสมาธิและใช้วิชาลับเสริมจิตสัมผัสเพื่อจับการเคลื่อนไหวแล้ว ก็ยังแทบจะตามความเร็วของเขาไม่ทัน! หากนางไม่ใช่ยอดอัจฉริยะผู้ผ่านการฝึกฝนจากสำนักให้รับมือสถานการณ์แบบนี้มานับครั้งไม่ถ้วน เกรงว่าคงพลาดท่าพ่ายแพ้ไปตั้งแต่โดนหมัดแรกแล้ว
ส่วนทางด้านหลี่ซวน เขาลอบสำรวจสภาพร่างกายของตนเอง ดวงตาสีครามเข้มได้แปรเปลี่ยนกลับคืนสู่สภาพปกติแล้ว
สำหรับการใช้ความสามารถของดวงตาในระดับพลังปัจจุบัน เขาสามารถใช้งานมันได้ราว ๆ สามครั้ง แม้จะฟังดูเหมือนใช้ได้น้อย แต่ก็มีประโยชน์มหาศาลในการพลิกวิกฤติในสถานการณ์คับขัน หากหักลบกับที่ใช้ไปก่อนหน้านี้ ครั้งแรกคือตอนคัดลอกวิชาของจ้าวเทียนเหอ และครั้งที่สองคือการเร่งปฏิกิริยาเมื่อครู่นี้ เท่ากับเขาใช้ไปแล้วสองครั้ง ส่วนระยะเวลาพักฟื้นของดวงตาคู่นี้ จากที่เขาลองใช้มาหลายคราก็พบว่าอยู่ที่ประมาณสองชั่วยาม จึงจะกลับมาใช้งานได้ครบสามครั้งเหมือนเดิม
เหล่าศิษย์จากทุกสำนักต่างเบิกตาค้าง ตกตะลึงกับการปะทะกันเมื่อครู่ มันรวดเร็วเสียจนสายตาของพวกเขามองตามแทบไม่ทัน หากการเคลื่อนไหวอันดุดันเหล่านั้นไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงบนเวทีประลอง แต่กลับพุ่งเป้าหมายมาที่พวกตนล่ะก็... ไม่อยากจะคิดเลยว่าในระดับลมปราณแรกเริ่ม จะมีผู้ใดสามารถต้านทานการโจมตีของสัตว์ประหลาดทั้งสองคนนี้ได้
ตัดกลับมาบนลานประลอง ทั้งสองยังคงยืนหยัดหยั่งเชิงรักษาระยะห่าง
ฉืออิงใช้มือเรียวเช็ดคราบโลหิตที่มุมปากเบา ๆ นางเงยหน้าขึ้น ส่งสายตาหวานเชื่อมเย้ายวนเปี่ยมด้วยเสน่ห์ไปให้หลี่ซวน ก่อนจะเอ่ยปากเย้าแหย่
"ท่านไม่คิดจะบุกเข้ามาต่อแล้วงั้นหรอกหรือ?"
หลี่ซวนยืนนิ่ง สีหน้าเรียบเฉยไร้ระลอกคลื่น แม้แก้มซ้ายจะหายแดงจากการโดนตบกลับเป็นปกติแล้วก็ตาม
"สหายแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ หากข้าบุ่มบ่ามเข้าไปสุ่มสี่สุ่มห้า... ไม่ใช่ว่าท่านจะตบหน้าข้าจนชาอีกรอบหรอกหรือ"
"ฮิ ๆ..." ฉืออิงหัวเราะคิกคัก "ท่านนี่นะ... เหตุใดสีหน้ากับคำพูดถึงได้ไม่เข้ากันเอาเสียเลย" นางค่อย ๆ หุบยิ้มลง แววตาแปรเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมาทันที "เอาล่ะ... รอบนี้คงเป็นการปะทะตัดสินกันในรอบสุดท้ายแล้ว หากสามารถต้านกระบวนท่าของข้าได้ทั้งหมด ข้าฉืออิง จะยอมรับความพ่ายแพ้แต่โดยดี!" นางกล่าวประกาศกร้าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นทรงพลัง
หลี่ซวนถึงกับเลิกคิ้วขึ้นด้วยความงุนงง ‘หรือเมื่อครู่ยังไม่ใช่พลังที่แท้จริงของนางกันแน่?’
ทว่าในวินาทีต่อมา ฉืออิงก็ยกมือขึ้นปลดปิ่นปักผมประดับอัญมณีสีชมพูอ่อนลายดอกไม้บนศีรษะออก เส้นผมสีดำสนิทสลวยยาวสยายพลิ้วไหวไปตามสายลม ขับเน้นความงามหยาดเยิ้มของนางให้โดดเด่นยิ่งขึ้น จนทำให้ศิษย์ชายส่วนใหญ่ที่กำลังมองการต่อสู้นี้ถึงกับใจเต้นกันไม่น้อย
จากนั้น นางก็นำปิ่นปักผมอันนั้นขึ้นมาสูดดมกลิ่นอายที่แผ่ออกมาเบา ๆ... ทันใดนั้นเอง! ละอองแสงสีแดงปนชมพูเรืองรองก็ลอยฟุ้งกระจายออกมาจากปิ่นปักผม ซึมซาบเข้าสู่จมูกของนาง พร้อม ๆ กับกลุ่มไอวิญญาณสีชมพูจาง ๆ ที่แผ่พุ่งปกคลุมวนเวียนอยู่รอบกายของนางจนทั่ว!
ทันทีที่เหล่าศิษย์สำนักหยุนซานบนอัฒจันทร์เห็นภาพนั้น ต่างก็พากันอุทานออกมาด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด!
"นั่นมัน...!"
"วิชากลิ่นเกสร! วิชาลับที่อนุญาตให้เฉพาะสตรีฝึกฝนเท่านั้น! ศิษย์พี่ฉืออิงฝึกฝนมันสำเร็จแล้วจริง ๆ หรือเนี่ย!"
เหล่าผู้บำเพ็ญจากสำนักอื่นที่พอจะล่วงรู้ถึงชื่อเสียงอันน่าสะพรึงกลัวของวิชานี้ ต่างก็หน้าถอดสี เหงื่อไหลซกด้วยความตื่นตระหนก
"วิชากลิ่นเกสรนั้น... หรือว่ามันคือวิชาที่ผู้อาวุโสสตรีท่านหนึ่งของสำนักหยุนซานใช้สร้างชื่อเมื่อหลายร้อยปีก่อนน่ะ?" ศิษย์สำนักหนึ่งโพล่งขึ้นด้วยความตกใจ
ในขณะที่ศิษย์สำนักเฟิงหยวนผู้หนึ่งซึ่งนั่งอยู่ไม่ไกลจากอวี่ฟ่าน กล่าวขึ้นมาด้วยความสงสัย
"วิชาที่นางกำลังใช้อยู่คือวิชาอันใดกัน? เหตุใดสีหน้าของทุกคนถึงได้ดูตกใจขนาดนั้น?"
อวี่ฟ่านเมื่อได้ยินก็ทำหน้าใจดีเตรียมจะอธิบายให้รุ่นน้องในสำนักฟัง และกำลังจะอ้าปาก ทว่ายังไม่ทันได้เปล่งเสียง ก็มีเสียงเข้มทุ้มต่ำแทรกขึ้นเสียก่อน
"วิชากลิ่นเกสร... เป็นวิชาต้องห้ามที่สืบทอดมาจากการหลอมรวมสำนักเมฆาครามและสำนักบุปผาสวรรค์เข้าด้วยกันจนกลายเป็นสำนักหยุนซานในปัจจุบัน แม้จะรวมสำนักกันแล้ว แต่ศิษย์ฝ่ายชายส่วนใหญ่จะเลือกฝึกฝนวิชาสายสำนักเมฆาคราม ส่วนสตรีจะเลือกฝึกวิชาสายสำนักบุปผาสวรรค์... และสำหรับสตรีที่เป็นศิษย์หลักของสำนักหยุนซานซึ่งมีจำนวนน้อยนิด แทบทุกคนล้วนครอบครอง 'ปิ่นปักผมวิเศษ' ที่สกัดจากกลิ่นเกสรดอกไม้หายากนับร้อยชนิด"
"เมื่อผู้ใช้นำปิ่นปักผมนั้นมาสูดดมเพื่อกระตุ้นวิชากลิ่นเกสร... โลกภายนอกรอบตัวจะพลันดับมืด ราวกับสติถูกตัดขาด เหลือเพียงการจดจ่อขั้นสูงสุดต่อเป้าหมายที่อยู่ตรงหน้าเพียงอย่างเดียว สมาธิและจิตใจจะนิ่งสงบ ศักยภาพทางกายเนื้อจะถูกรีดเร้นออกมาจนถึงขีดจำกัดสูงสุด เป็นวิชาอันตรายที่ช่วยให้ผู้ใช้รับมือกับคู่ต่อสู้ระดับเดียวกันหลายคนพร้อมกันได้อย่างไร้ความหวาดหวั่น แต่การจะฝึกฝนวิชานี้จนใช้งานได้จริง ผู้ฝึกจำต้องทนรับฤทธิ์ของเกสรดอกไม้นับร้อยชนิดให้ได้เสียก่อน ซึ่งคนที่จะสามารถอดทนข้ามผ่านมันมาได้นั้น... มีอยู่น้อยคนนัก"
"ทว่า... เมื่อฤทธิ์ของกลิ่นเกสรจางหายไป ผลข้างเคียงที่ตามมาจะรุนแรงมหาศาล ทั้งอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรงจนแทบยืนหยัดไม่ไหว หรืออาการมึนเมาฤทธิ์เกสรจนอาจถึงขั้นหมดสติสลบไสลไปในทันที!"
เสียงเข้มขรึมนั้นเอ่ยอธิบายร่ายยาวออกมาอย่างแม่นยำ ซึ่งผู้ที่เอ่ยแทรกขึ้นมามิใช่ใครอื่น... แต่คือ 'จินซวน' ศิษย์หลักอันดับหนึ่งแห่งสำนักเฟิงหยวนที่นั่งเงียบสงบมาโดยตลอดนั่นเอง!
ศิษย์ผู้นั้นสะดุ้งรีบประสานมือคารวะ "อะ... เช่นนี้เอง! ขอบคุณศิษย์พี่จินซวนที่ชี้แนะขอรับ!"
อวี่ฟ่านที่ถูกแย่งซีนถึงกับชักสีหน้า หันไปมองจินซวนด้วยความหมั่นไส้เล็กน้อย "เฮ้! ท่านนี่นะ... แย่งบทพูดอธิบายเท่ ๆ ของข้าไปเสียดื้อ ๆ เลยรึไง?"
จินซวนเพียงปรายตาเหลือบมองอวี่ฟ่านแวบหนึ่ง อวี่ฟ่านที่เจอสายตากดดันนั้นเข้าก็ถึงกับสะดุ้ง รีบทำเป็นผิวปากเนียนไม่รู้ไม่ชี้ หันกลับไปจ้องมองลานประลองต่อทันที
ตัดกลับมาบนเวทีประลอง...
ยามนี้ นัยน์ตาสีดำขลับของฉืออิงแปรเปลี่ยนเป็นประกายระยิบระยับด้วยหลากหลายสีสันรวมกันจนแยกไม่ออกว่าเป็นสีใด แผ่รังสีความน่าสะพรึงกลัวออกมาทั่วสารทิศ
หลี่ซวนเห็นท่าทีไม่สู้ดี เขารีบกระชับกระบี่ในมือตั้งรับด้วยท่าทีเคร่งเครียดระแวดระวังถึงขีดสุด
ฉืออิงก้าวเดินเข้ามาหาเขาอย่างเชื่องช้าทีละก้าว ๆ ทว่าทุกย่างก้าวกลับทรงพลังกดดันจนอากาศรอบตัวสั่นไหว นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกใด ๆ
"วิชาสำนักหยุนซาน กระบี่…กำเนิดบุปผา!"