[จบ] ยอดหมอพลิกแผ่นดิน

    บทที่ 50 รู้สึกสะเทือนใจอีกครั้ง

    บทที่ 50 รู้สึกสะเทือนใจอีกครั้ง


    “จ้าวเซียนเชิง ทำไมท่านถึงนำคนวิ่งออกมาด้านนอกเล่า?”


    มือปราบที่อยู่ห่างออกไปจำจ้าวผิงได้จึงฝืนยิ้มถาม


    “พวกท่านหมายความว่าอย่างไร?”


    จ้าวผิงเดินเข้าใกล้ขึ้นไปอีกหลายก้าวแล้วค่อยถาม “จะปิดตายหมู่บ้านหรือ?”


    “ใช่แล้ว”


    มือปราบกล่าว “นายอำเภอสั่งมาแล้วว่าไม่ให้ชาวบ้านออกไปไหน รอโรคระบาดหมดสิ้นก่อนถึงจะปล่อยไป”


    “เกรงว่าพวกท่านจะสร้างความตื่นตระหนกแล้ว?” จ้าวผิงขมวดคิ้ว


    ที่เขาเสนอแนะคือการออกประกาศให้ประชาชนเข้าใจและอยู่ในบ้านไม่ออกไปไหน


    ปรากฏว่าหวงเฟิงเหนียนกลับสั่งให้มือปราบมาปิดตายหมู่บ้าน


    แถมตอนนี้ยังอยู่ในช่วงเก็บเกี่ยวด้วย ใครจะยอมอยู่บ้านโดยไม่ออกมากันเล่า หากเกิดความวุ่นวายขึ้นจะจัดการอย่างไร?


    จากนั้นมือปราบก็พูดโดยไม่สนใจจ้าวผิงเลยสักนิด “อีกเดี๋ยวทหารก็จะมาแล้ว ใครกล้าขัดขืน คงต้องขอตัดหัวเสียตรงนั้น”


    “เพียงฆ่าคนดื้อรั้นไม่กี่คนก็ไม่มีใครกล้าขัดแล้ว”


    สวรรค์!


    จ้าวผิงพูดไม่ออก


    เมื่อลองคิดดูแล้ว การใช้กำลังปราบปรามก็ดูเหมือนจะเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดขณะนี้


    หากเกิดการติดเชื้อในวงกว้างขึ้นมาจริง ๆ นั่นจะถือเป็นโรคระบาด หากเชื้อแพร่กระจายออกไป คนที่ตายจะไม่ใช่แค่ผู้ป่วยไม่กี่คน แต่ทั้งหมู่บ้านจะโดนเผา


    จ้าวผิงไม่อยากโดนลากเข้าไปเอี่ยวด้วยเลยต้องจำใจเพิกเฉย


    เดิมทีมีคนที่ไม่ฟังคำโน้มน้าวพวกนั้น พอได้ยินคำสั่งของมือปราบ พวกเขาก็ไม่กล้าออกไปเก็บเกี่ยวที่ทุ่งนา แล้วรีบวิ่งกลับบ้านตามคาด 


    ตอนที่เดินผ่านมือปราบก็อดถามไม่ได้ว่าทำไมต้องปิดหมู่บ้าน


    ซึ่งมือปราบก็บอกตามความจริง


    “อะไรนะ! นี่เป็นความคิดของคนเสเพลอย่างจ้าวผิงหรือ?”


    ชาวบ้านมองมาทางจ้าวผิง ส่งสายตาเคียดแค้นจนกัดฟันกรอด


    “จ้าวผิงคนเสเพล เจ้าทำแบบนี้หมายความว่าอย่างไร?”


    “จะบีบบังคับให้พวกเรากินยาต้มของเจ้าให้ได้เลยใช่หรือไม่?”


    “เจ้าดูตัวเองเถิด เป็นหมอก็ไม่ได้ จะสะเออะมายุ่งทำไม?”


    “ตอนนี้เป็นอย่างไรเล่า ทรมานชาวบ้านจนออกไปเก็บเกี่ยวพืชผลไม่ได้ ถึงเวลาหากไม่มีปัญญาจ่ายภาษี พวกเราคงต้องถูกส่งไปเป็นทหารแนวหน้า นี่เจ้าคิดดูถูกและทำร้ายจนพวกเราตายเลยใช่หรือไม่?”


    แต่ละคนต่างกล่าวโทษจ้าวผิง แล้วยังมีคนเข้ามาหมายจะสั่งสอนด้วย


    โชคดีที่หลี่หู่และอวิ๋นหม่านมาแล้ว


    อีกทั้งยังมีมือปราบด้วย เลยสามารถกันชาวบ้านออกไปได้


    มือปราบเดินไปด้านหน้า จ้องเขม็งและตะคอกใส่ชาวบ้านพวกนั้น “โรคระบาดไม่ได้มีแค่หมู่บ้านพวกเจ้า อย่างหมู่บ้านเฉียนเหมิน หมู่บ้านเกาโหลว ที่นั่นมีชาวบ้านติดเชื้อโรคหวัดจากลมเย็นหลายร้อยคนแล้ว”


    “เป็นเพราะจ้าวเซียนเชิงคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าจึงมาบอกนายอำเภอ ถึงได้มีวิธีการรับมือเช่นนี้อย่างไรเล่า”


    “มิอย่างนั้น หากรอให้เชื้อแพร่กระจายเป็นวงกว้าง พวกเจ้าก็รอโดนไฟเผาทั้งเป็นได้เลย”


    “เขาเป็นผู้มีพระคุณของพวกเจ้าต่างหาก”


    “พวกเจ้าไม่เพียงไม่ขอบคุณเขา ซ้ำยังคิดจะทุบตีจ้าวเซียนเชิงอีก ช่างไม่มีจิตสำนึกเอาเสียเลย”


    คำพูดไม่กี่คำ ทำให้ทุกคนหน้าแดงหูแดงเพราะความอับอายไปหมด


    ชาวบ้านก็เป็นเพียงคนทำไร่ทำนา ไม่ใช่คนสมองกลวงที่จะไม่เข้าใจอะไรเลย


    สองวันนี้เริ่มมีคนรู้สึกไม่สบายแล้ว พอรู้ว่ายาที่จ้าวผิงให้นั้นไม่คิดเงิน พวกเขาก็ไปรับมาดื่ม


    ปรากฏว่าทุกครั้งที่ดื่มจะมีเหงื่อไหลซึมออกมามาก หลังจากนั้นพลังก็เต็มเปี่ยมทำให้กลับมาทำงานได้อย่างแข็งขัน


    ตอนนี้พวกเขาเพียงรับความจริงที่ต้องปิดตายหมู่บ้านไม่ได้


    ที่นายังมีพืชผลที่ไม่ได้เก็บเกี่ยวอยู่เกือบครึ่งหนึ่ง จึงทำได้เพียงระบายความโกรธลงที่จ้าวผิง


    “ข้าสามารถเป็นพยานให้พ่อหนุ่มจ้าวได้ ยาที่เขาต้มนั้นได้ผลจริง ๆ ”


    อาสะใภ้สี่ก้าวออกมา “ก่อนหน้านี้ข้าติดโรคหวัดจากลมเย็น หนาวสั่นไปทั้งตัวแถมยังไอด้วย พ่อหนุ่มจ้าวต้มยาให้ข้าหลายขนาน ข้าถึงค่อย ๆ หายดี”


    “เขาสามารถรักษาโรคระบาดได้จริง ดังนั้นพวกเราทุกคนควรจะฟังคำแนะนำของเขา เก็บตัวอยู่ในบ้านอย่างว่าง่าย ไม่ออกไปข้างนอก”


    “พูดน่ะง่าย แต่ที่ทุ่งนายังมีธัญพืชที่ไม่ได้เก็บเกี่ยวอีกมากมาย เช่นนี้จะทำอย่างไรต่อเล่า?”


    มีเพียงเสียงบ่นพึมพำเสียงเบา “หากเก็บเกี่ยวไม่ได้ พวกเราจะเอาอะไรมาจ่ายภาษีเล่า?”


    “ตอนนี้จะเข้าฤดูหนาวแล้ว หากไม่มีธัญพืชจะทนผ่านฤดูหนาวได้อย่างไร?”


    “หรือต้องมีชีวิตรอดจากโรคระบาดเพื่อมาอดตายหรือ”


    “ใช่แล้ว เพิ่งเก็บธัญพืชไปได้ครึ่งเดียวเอง อีกอย่างพวกมันยังกองไว้ในบ้าน เอาออกไปตากแห้งก็ไม่ได้ พืชผลยังเปียกฝนอยู่เช่นนี้ เมื่อเวลาผ่านไปอาจเสียหายได้ ถึงตอนนั้น หากทางการไม่ต้องการ พวกเราจะมีชีวิตอยู่อย่างไรเล่า?”


    “นี่เท่ากับบีบคนเป็นให้ตายนี่!”


    พูดไปพูดมาก็มีคนร้องไห้


    ฮือ ๆ ๆ


    ราวกับอารมณ์เศร้าโศกติดต่อกันได้ คนจำนวนครึ่งหนึ่งเริ่มร้องไห้โยเย มีทั้งปล่อยโฮเสียงดัง ร้องแบบไม่มีเสียง ร้องจนสำลัก ร้องสะอึกสะอื้น น้ำตาไหลดั่งสายฝน 


    มีคนร้องไห้ทุกรูปแบบ จ้าวผิงก็เป็นหนึ่งในนั้น


    ในยุคโบราณ การเป็นชาวบ้านธรรมดาลำบากเหลือเกิน


    สาธารณรัฐประชาชนจีนนั้นดีกว่า


    ภายใต้การนำของพรรค ประชาชนไม่เพียงแต่กินอิ่ม มีเสื้อผ้าอบอุ่นสวมใส่ แต่เยาวชนยังได้เรียนหนังสือฟรี นาน ๆ ทียังได้ออกเดินทาง ดูหนัง และออกเดตในฤดูใบไม้ร่วง


    จ้าวผิงรู้สึกสะเทือนใจ


    ตอนที่เพิ่งทะลุมิติมา ในใจเขาคิดอยากจะร่ำรวยมีอิสระ ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข


    ทว่าหลังจากได้เห็นสภาพความยากลำบากและพอจะเดาสถานะของหลิ่วเมิ่งหรูได้ ก็ทำให้เขารู้สึกถึงวิกฤต จึงได้ชักชวนพวกเซี่ยเฉวียนและคนอื่น ๆ มาสร้างฐานะด้วยกัน


    เพราะตนต้องการจะมีคุณสมบัติที่จะเทียบเคียงและพูดคุยต่อหน้าพ่อตาได้สมศักดิ์ศรี แต่มาตอนนี้ความคิดของจ้าวผิงเริ่มเปลี่ยนไป


    เขาต้องการจะช่วยเหลือชาวบ้าน


    แม้ไม่มีกำลังพอจะเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ของราชวงศ์ต้าเว่ย แต่เขาสามารถเริ่มจากหมู่บ้านซีผิงและหมู่บ้านเซี่ยซุนได้


    อย่างน้อยก็ให้พวกเขาได้กินอิ่มมีเสื้อผ้าอุ่น ๆ สวมใส่ ไม่ต้องกังวลเรื่องการดำรงชีพอีกต่อไป


    สร้างหมู่บ้านที่เจริญรุ่งเรือง


    เขามีเป้าหมายแล้ว


    จ้าวผิงเดินออกมาพูดด้วยน้ำเสียงแจ่มใส “ทุกคนสงบลงก่อน ช่วยฟังที่ข้าจะพูดหน่อย”


    จ้าวผิงเป็นวีรบุรุษปราบเสือ อวิ๋นหม่านลูกศิษย์เขาก็เป็นหัวหน้าหมู่บ้านซีผิง ถือว่าพอมีศักดิ์ศรีอยู่ในหมู่บ้านซีผิงอยู่บ้าง ดังนั้นทุกคนเลยเงียบเสียงลง


    จ้าวผิงถึงค่อยพูดต่อ “ที่พวกท่านไม่ยอมให้ปิดตายหมู่บ้าน คงจะเป็นเพราะเรื่องเก็บเกี่ยวธัญพืชใช่หรือไม่?”


    “ธัญพืชโดนน้ำฝนมาหลายวันแล้ว ถึงแม้จะเก็บเกี่ยวกลับมา ทว่าตอนนี้ฝนก็ยังตกอยู่ อย่างไรก็ไม่มีทางตากให้แห้ง หากเก็บขึ้นมาก็อาจจะขึ้นราเสียด้วยซ้ำ ทางการคงไม่ต้องการ เช่นนั้น จะเก็บเกี่ยวหรือไม่ก็คงไม่ต่างกันเท่าไรนัก”


    “เช่นนั้น ชาวบ้านทุกคนเอาธัญพืชอย่างข้าวงอก*[1] มาขายให้ข้าเถอะ ข้าจะให้ราคาหนึ่งต้าน*[2] หกร้อยอีแปะเท่าเดิม”


    “ส่วนที่ไม่ขึ้นราพวกท่านก็เก็บไว้กินเองหรือจะเอาไปจ่ายภาษีก็ได้”


    เงียบกริบ!


    เมื่อจ้าวผิงพูดจบ ทุกคนต่างตกอยู่ในความเงียบ


    เงียบจนได้ยินเสียงใบไม้ร่วง


    คนแรกที่ทำลายบรรยากาศนี้คือเซี่ยเฉวียน


    เขาดึงแขนจ้าวผิงแล้วเตือนเสียงเบา “จ้าวเซียนเชิง พี่บ้าไปแล้วหรือ ข้าวงอกจะเอามาทำอะไรได้ ซื้อมาท่านก็ต้องเอามาทิ้งอยู่ดี”


    “อีกอย่าง ครั้งนี้ฝนตกทั่วทั้งอำเภออวิ๋นอัน ข้าวของทุกคนคงจะงอกหมดแล้ว ถึงแม้มีใจอยากจะรับซื้อไว้ แต่ท่านมีเงินมากมายขนาดนั้นหรือ?”


    “เซี่ยเฉวียน ท่านไม่ใช่คนหมู่บ้านพวกเรา ไม่จำเป็นต้องเข้ามายุ่ง” มีคนตอบโต้


    เพราะกลัวว่าจ้าวผิงที่โดนโน้มน้าวจะเออออตาม พวกชาวบ้านเลยเริ่มตำหนิเซี่ยเฉวียนทันที


    คนอื่นต่างก็สนับสนุน หมายจะไล่เซี่ยเฉวียนออกไป


    “ทุกคนอย่าเพิ่งวู่วาม อย่าเพิ่งวู่วาม!”


    จ้าวผิงรีบออกมาปลอบขวัญ “ข้าตัดสินใจแล้ว ต่อให้พี่เฉวียนโน้มน้าวอย่างไรก็ไม่ได้ผล”


    “ตอนนี้พวกท่านกลับไปก่อน รอจนฟ้าสว่าง ทุกคนสามารถเอาข้าวงอกมาที่บ้านข้าได้ แล้วข้าจะให้เงินพวกท่าน”


    “พ่อหนุ่มจ้าวช่างเป็นคนใจบุญเสียจริง” ชาวบ้านต่างเอ่ยชื่นชม


    “จริงด้วย ตอนที่พ่อหนุ่มจ้าวคลอดออกมา ข้าเห็นดาวดวงหนึ่งตกจากฟากฟ้า ตอนนั้นยังคิดอยู่เลยว่าเขาคือเทพเจ้าเหวินฉวี่ซิงลงมาเกิด เป็นอย่างที่คาดจริงด้วย”


    “เทพเจ้าเหวินฉวี่เป็นจอหงวน พ่อหนุ่มจ้าวเล่าเรียนหนังสือมาที่ไหน ท่านจำผิดหรือเปล่า?”


    “เจ้าจะใส่ใจอะไรมากมาย แค่รู้ว่าเขาไม่ใช่คนธรรมดาก็พอแล้ว”


    “ใช่ ๆ ๆ เรื่องนี้ข้าเห็นด้วย”


    ชาวบ้านยกย่องจ้าวผิงอย่างเอิกเกริก แล้วก็ทยอยจากไปพร้อมรอยยิ้ม


    ปัญหาเรื่องธัญพืชแก้ไขได้แล้ว พวกเขาไม่กลัวว่าจะโดนขังอยู่ในบ้านอีก แต่กลับอยากจะนอนแผ่อยู่บนเตียงมากกว่าด้วยซ้ำ


    ไม่แน่อาจจะทำลูกได้อีกคนเลย รอจนอายุแปดขวบสิบขวบก็เอามาใช้งานได้แล้ว


    มือปราบขอบคุณจ้าวผิงด้วยสายตา ก่อนจะควบม้าออกไปประกาศที่หมู่บ้านอื่นต่อ


    จ้าวผิงเลยพาทุกคนกลับบ้าน 


    แต่หลังจากเดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็พบว่าเซี่ยเฉวียนยังยืนอยู่ตรงนั้นไม่ขยับไปไหน สีหน้ามืดมนไม่มีใครเทียบ เห็นได้ชัดว่ายังโกรธอยู่


    จ้าวผิงก็ไม่ได้ปรับสีหน้าเช่นกัน เขาพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “พี่เฉวียน ข้าเป็นเจ้านายหรือท่านเป็นเจ้านายกันแน่ หรือว่าคำพูดของข้าไม่จำเป็นต้องเชื่อฟังแล้ว?”


    เท่านั้น เซี่ยเฉวียนถึงได้รู้สึกตัว ตอนนี้เขาเป็นทาสของจ้าวผิง ถ้าทำให้อีกฝ่ายรำคาญขึ้นมาจริง ๆ จุดจบคงเป็นการเอาตนไปขาย ต่อให้ตอนนั้นจะเสียน้ำตาไปมากเพียงไหนก็ไม่อาจมีใครมาพบเห็น


    อย่างไรก็ตาม เขายังแกล้งทำใจกล้า “จ้าวเซียนเชิง ไม่ใช่ว่าข้าไม่ฟังคำพูดของท่าน ที่จริง...”


    ไม่รอให้เขาพูดจบ จ้าวผิงก็ล้วงตั๋วเงินออกมาจากหน้าอก


    “ท่านดูเถิดว่านี่อะไร?”


    “ตั๋วเงิน?”


    เซี่ยเฉวียนเป็นคนที่ผ่านอะไร ๆ มาไม่น้อย เมื่อเห็นตั๋วเงินหนึ่งพันตำลึงทั้งหมดสิบสองใบ ลูกตาเขาก็แทบจะถลนออกมา


    “จ้าวเซียนเชิง ท่านเอาตั๋วเงินมากมายขนาดนี้มาจากไหนหรือ?”


    “เรื่องที่ไม่ควรถามก็อย่าถามเลย” จ้าวผิงพูดเสียงเรียบ “ในฐานะที่เป็นผู้คุ้มกัน หน้าที่ของท่านคือคุ้มครองความปลอดภัยและฟังคำสั่งของข้า”


    “เรื่องใดถ้าข้าอยากให้ท่านรู้จะบอกเอง เช่นนั้นก็จงระวังปากตัวเองด้วย”


    “ขอรับ” เซี่ยเฉวียนรับปากด้วยสีหน้าที่เคร่งขรึมขึ้นมา 


    “อืม” จ้าวผิงพยักหน้ารับ เขาพึงพอใจกับการตักเตือนนี้มาก


    ตอนนี้เพิ่งก่อร่างสร้างตัว แต่เซี่ยเฉวียนถึงกับกล้าฝ่าฝืนคำสั่งเขา อีกทั้งยังทำหน้าบูดบึ้งอีก หากอยู่ในกองทัพ คงโดนลงโทษถึงขั้นเอาชีวิตแล้ว


    จ้าวผิงไม่อยากให้เรื่องเช่นนั้นเกิดขึ้น


    อีกอย่างที่เอาตั๋วเงินออกมาก็เพียงเพราะอยากจะทดสอบพวกเซี่ยเฉวียน ดูว่าคนหลายคนนี้จะลอบฆ่าเขาเพื่อเงินหรือเปล่า


    หลังจากพาพรรคพวกกลับมาที่บ้าน จ้าวผิงก็หลบอยู่ในห้องก่อนเริ่มวางแผนการ



    [1] ข้าวงอก : ข้าวกล้องที่มีจมูกข้าวงอกออกมา

    [2] ต้าน (石) : มาตราวัดปริมาตรของจีนโบราณ ใช้เป็นหน่วยในการตวงข้าวสารหรือธัญพืช


     


    คล้ายกับเรื่อง[จบ] ยอดหมอพลิกแผ่นดิน ที่คุณอ่าน