"กิจการแผ่นดินคนหนึ่งดูแล กิจการแผ่นดินอีกคนก็ดูแลด้วย คนหนึ่งเพราะนั่งในตำแหน่งนั้นอีกคนเพราะรักคนที่นั่งในตำแหน่งนั้น”
"ท้องพระโรงคือสนามรบ เพียงแต่สนามรบนี้ ไม่ใช้ดาบ ใช้ถ้อยคำ ไม่ไหลเืไหลหมึก
คนหนึ่งนั่งอยู่บนที่สูงสุดและถามอีกคนยืนอยู่ข้างและตอบ ระหว่างคำถามและคำตอบ ไม่มีใครมองเห็นความเข้าใจกันนั้น
แต่ความเข้าใจนั้นลึกกว่าแผนการใดๆ เพราะมันคือสิ่งที่สองคน ใช้เวลาหลายปี ฝึกขึ้นมาโดยไม่ต้องพูดกัน"
☽ รุ่งสางหลังฝน ☽
พระตำหนักส่วนพระองค์รุ่งสางวันที่สิบหก
ฝนหยุดตกก่อนรุ่งสาง
แต่กลิ่นของมันยังอยู่กลิ่นดินชื้น กลิ่นหินที่เพิ่งโดนน้ำกลิ่นของอากาศที่สะอาดกว่าเดิมในแบบที่มีเฉพาะหลังฝนฟ้าคะนอง
เฉินหยาน ลุกขึ้นในตอนตีสี่ตามเคย
แต่วันนี้ไม่ได้เดินไปที่โต๊ะทำงานทันที
เขาเปิดหน้าต่างพระตำหนักยืนมองออกไปที่สวนสนที่ยังหยดน้ำอยู่ ใบสนสีเขียวเข้มขึ้นกว่าเดิมเพราะน้ำฝนพื้นดินที่มีแอ่งน้ำเล็กๆ สะท้อนแสงดาวที่เริ่มจางลง
"ฝนเมื่อคืน ชำระล้างทุกสิ่ง"
เขาคิดประโยคนั้นในใจแล้วก็รู้สึกว่ามันไม่จริงทั้งหมด ฝนล้างได้แค่สิ่งภายนอกสิ่งที่อยู่ข้างในนั้นไม่มีน้ำฝนไหนล้างออกได้
รวมถึงสิ่งที่เขาคิดซ้ำอยู่สามครั้งก่อนนอนซึ่งยังอยู่ที่เดิม ไม่ไปไหน
"ฝ่าา" เสียงของหลิงเซวียนดังขึ้นเบาๆ จากนอกม่าน "น้ำร้อนพร้อมแล้วพะย่ะค่ะ"
"เข้ามา"
หลิงเซวียนเดินเข้ามาพร้อมถาดน้ำร้อนชาใบใหม่ที่ชงเสร็จแล้วและจดหมายราชการสามฉบับที่มาถึงในตอนดึกและรอให้เฉินหยานอ่านในตอนเช้า
"มาจากไหนบ้าง" เฉินหยานถามโดยไม่หัน ดวงตายังมองออกไปที่หน้าต่าง
"ฉบับแรกจากกรมพิธีกรรมพะย่ะค่ะ เื่พิธีบูชาฟ้าในเดือนห้าฉบับที่สองจากเ้าเมืองแคว้นหนานโจว รายงานสถานการณ์น้ำท่วมใน่ฤดูฝนและฉบับที่สามจาก—" หลิงเซวียนหยุดชั่วครู่ "จากหยูกั๋วกงพะย่ะค่ะ"
เฉินหยานหันรับจดหมายฉบับที่สามโดยไม่ได้รับสองฉบับแรกก่อน
หลิงเซวียนวางสองฉบับที่เหลือลงบนโต๊ะก้มหัวต่ำเพื่อซ่อนรอยยิ้มที่แอบขึ้นมา
จดหมายของเซียวจ้านหยูสั้นมากตามนิสัยของเขา
「ฝ่าา ฝนตกเมื่อคืน รายงานฉบับเต็มเื่ชายแดนเหลียนหยางจะถวายตอนเช้า ข้าพระองค์ขอให้ฝ่าาทรงพระสำราญ เซียวจ้านหยู」
ประโยคสั้นๆที่เป็ทางการ
แต่บรรทัดแรกนั้น"ฝนตกเมื่อคืน"
ไม่มีราชการอะไรต้องรายงานเื่ฝนเซียวจ้านหยูไม่เคยเขียนสิ่งที่ไม่จำเป็
"เขาจำได้"
เฉินหยานพับจดหมายวางลงบนโต๊ะ หยิบชาขึ้นดื่ม
"เช้านี้มีประชุมราชการอะไรบ้าง" เขาถาม
"เก้าโมงเช้า ประชุมกับเสนาบดีทั้งหกพะย่ะค่ะ เื่งบประมาณกรมเกษตรและเื่แก้ไขกฎหมายภาษีสำหรับพ่อค้าต่างแดน สิบเอ็ดโมง มีผู้แทนจากแคว้นซีหยวนเข้าเฝ้า และบ่ายสาม ฝ่าามีนัดเยี่ยมพระมารดาที่ตำหนักฉางเซิง"
"การประชุมเื่งบประมาณเกษตร" เฉินหยานพูด นั่งลงที่โต๊ะหยิบจดหมายกรมพิธีกรรมขึ้นมา "ใครเป็คนเสนอเื่นี้"
"เสนาบดีกรมเกษตร ท่านจูเหวินโจว พะย่ะค่ะ"
"จูเหวินโจว" เฉินหยานพูดซ้ำ เปิดอ่านจดหมายพิธีกรรม "และท่านอยู่ฝ่ายไหน"
หลิงเซวียนไม่ตอบทันทีคิดอยู่สักครู่ แล้วพูดตรงๆ ในแบบที่เขาพูดได้เพราะอยู่กันมานานพอ
"ท่านจูไม่ได้อยู่ฝ่ายใดอย่างชัดเจนพะย่ะค่ะแต่มีความสัมพันธ์กับตระกูลหลิวผ่านทางเขยของท่าน"
"ดังนั้นการเสนอเื่งบประมาณเกษตรอาจเป็การเปิดทางให้ตระกูลหลิวเข้ามามีส่วนได้ส่วนเสียในการจัดสรรงบ"
"เป็ไปได้"
"และเื่แก้ไขกฎหมายภาษีพ่อค้าต่างแดน"
"ตระกูลเฟิงมีเรือค้าขายสายใต้พะย่ะค่ะถ้ากฎหมายแก้ไขในทิศทางที่เอื้อต่อพ่อค้าสายใต้ตระกูลเฟิงจะได้ประโยชน์โดยตรง"
เฉินหยานวางจดหมายลงมองหน้าต่างที่แสงรุ่งสางเริ่มสาดเข้ามา
"การประชุมเดียวกัน เื่สองเื่ที่เอื้อประโยชน์ให้สองตระกูลคนละฝ่าย"
"ใช่พะย่ะค่ะ"
"ซึ่งอาจหมายความว่า—"
"ตระกูลหลิวและเฟิงอาจกำลังร่วมมือกันในเื่บางอย่างพะย่ะค่ะ" หลิงเซวียนพูด "ซึ่งน่าแปลก เพราะโดยปกติสองตระกูลนี้ไม่ค่อยลงรอยกัน"
เฉินหยานนิ่งสักครู่
"หรืออาจเป็เพราะมีบางสิ่งที่ทั้งสองตระกูลกลัวพอกันจนต้องรวมตัวกัน"
"เช่น การที่หยูกั๋วกงกลับมา"
"ใช่" เฉินหยานพูด ยืนขึ้น เดินไปล้างหน้า "ให้เพิ่มหยูกั๋วกงเข้าในรายชื่อผู้เข้าร่วมประชุมเช้าวันนี้"
"พะย่ะค่ะ"
☁ ประชุมราชการและาทางคำพูด ☁
ท้องพระโรงประชุมเฉิงเต๋อเตี้ยนยามชื่อ
ท้องพระโรงประชุมเล็กกว่าท้องพระโรงหลักแต่อบอวลด้วยบรรยากาศที่หนักแน่น
โต๊ะยาวตรงกลางเฉินหยานนั่งที่หัวโต๊ะ เสนาบดีทั้งหกนั่งสองข้างและที่ปลายโต๊ะมีที่นั่งที่ไม่มีชื่อระบุ ที่นั่งของที่ปรึกษาพิเศษ
เซียวจ้านหยูนั่งที่ปลายโต๊ะตรงข้ามจักรพรรดิ ท่าทางที่สงบแต่สายตาที่สังเกตทุกคนรอบโต๊ะพร้อมกัน
เสนาบดีทั้งหกของราชวงศ์หรงเฉา:
เสนาบดีกรมคลัง หยางเหวินเต๋า อายุหกสิบห้า ผมขาวทั้งหัว แต่ดวงตาที่ยังคมอยู่เป็เสนาบดีที่ดำรงตำแหน่งนานที่สุดในรัชกาลปัจจุบัน ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดอย่างเปิดเผยแต่ทุกคนรู้ว่าถ้าจะให้เขาเลือกข้างจริงๆเขาจะเลือกฝั่งที่ทำให้คลังสมบัติเต็มที่สุด
เสนาบดีกรมพิธีกรรม ซุนหรงจิน อายุห้าสิบเก้า ใบหน้าที่ดูเคร่งขรึมตลอดเวลาเชี่ยวชาญพิธีกรรมทุกอย่างในราชวงศ์ แต่ไม่ค่อยมีอิทธิพลทางการเมืองมากนักซึ่งทำให้เขาเป็คนที่ทุกฝ่ายพยายามดึงมาเป็พันธมิตรเพราะไม่เป็ภัยต่อใคร
เสนาบดีกรมา เฝิงต้าหยวน อายุห้าสิบสาม บิดาของอัครมเหสีเฟิงซื่อหยินใบหน้าที่ทะมัดทะแมงจากวัยหนุ่มที่ผ่านสนามรบมาแต่ปัจจุบันอยู่ในห้องประชุมมากกว่าสนามรบ
เสนาบดีกรมนครบาล จ้าวชิงหยวน อายุหกสิบใบหน้าที่อ่อนโยนผิดคาดสำหรับตำแหน่งที่ดูแลกฎหมายและความสงบเรียบร้อยแต่ทุกคนในราชสำนักรู้ว่าความอ่อนโยนนั้นเป็หน้ากากที่สวมไว้มาสี่สิบปี
เสนาบดีกรมเกษตร จูเหวินโจว อายุห้าสิบเจ็ด ผมดำปนเทา ท่าทางที่ดูสุภาพเป็คนที่พูดน้อยในที่ประชุม แต่ทำงานในเื้ัมาก
เสนาบดีกรมโยธา เว่ยจิ้นเฉา อายุห้าสิบ เพิ่งได้รับแต่งตั้งเมื่อสองปีก่อนยังคงแสดงตนเป็กลางในทุกเื่ ทำให้ทุกฝ่ายพยายามโน้มน้าวเขา
"เื่งบประมาณกรมเกษตร" เฉินหยานเปิดประชุมเสียงที่เรียบแต่ทำให้ทุกคนในห้องตั้งใจฟัง "จูเหวินโจวรายงาน"
จูเหวินโจวลุกขึ้นถือกระดาษ
"รายงานถวายฝ่าา การเกษตรในปีนี้ประสบกับปัญหาสามอย่างพะย่ะค่ะ หนึ่งน้ำในแคว้นเหนือน้อยกว่าปกติ ทำให้ผลผลิตข้าวลดลงร้อยละสิบห้า สองราคาเมล็ดพันธุ์สูงขึ้นเพราะพ่อค้าจากตะวันออกเฉียงเหนือตุนไว้ สามคลองชลประทานในแคว้นจงยวนมีปัญหาตะกอนดินอุดตัน้างบประมาณพิเศษสำหรับการขุดลอก"
"งบที่ขอ" เฉินหยานถาม
"รวมสามเื่พะย่ะค่ะ สองล้านสี่แสนเหรียญทอง"
ห้องเงียบชั่วครู่
"สองล้านสี่แสน" หยางเหวินเต๋าเสนาบดีกรมคลังพูด เสียงที่เรียบแต่มีน้ำหนัก "ในขณะที่งบกลางปีเพิ่งถูกปรับลดลงสองอาทิตย์ก่อน"
"การปรับลดงบกลางปีเป็เื่ของกรมอื่น ไม่ใช่เกษตรพะย่ะค่ะ" จูเหวินโจวพูด
"แต่งบรวมของปีนี้ไม่ได้เพิ่มขึ้น" หยางเหวินเต๋าพูด "ถ้าให้เกษตรสองล้านสี่แสน กรมอื่นต้องลด"
"กรมไหนลด" เฟิงต้าหยวนเสนาบดีาพูดขึ้น เสียงที่ดูราวกับว่าถามแบบไม่สนใจแต่ทุกคนรู้ว่าเขากำลังจับตาว่าคำตอบจะเป็อะไร
ห้องเงียบทุกคนระวัง ไม่มีใครอยากพูดชื่อกรมตัวเองก่อน
เฉินหยานนั่งมองทุกคนด้วยความสงบ
จากนั้นเขาหันไปทางเซียวจ้านหยูที่นั่งเงียบที่ปลายโต๊ะมาตลอด
"หยูกั๋วกง ท่านคิดอย่างไร"
ทุกคนหันมามองเซียวจ้านหยูพร้อมกัน
เซียวจ้านหยูไม่รีบดวงตาที่ผ่านทุกคนรอบโต๊ะแล้วหยุดที่เฉินหยาน
"ข้าพระองค์คิดว่าตัวเลขสองล้านสี่แสนนั้นถูกต้องพะย่ะค่ะ" เขาพูดเสียงที่ชัดเจนและตรง "ปัญหาชลประทานในแคว้นจงยวนนั้นมีมาสามปีแล้วถ้าไม่แก้ในปีนี้ ปีหน้าจะใช้งบมากกว่านี้สองเท่า และถ้าผลผลิตข้าวลดลงต่อเนื่องราคาอาหารในเมืองหลวงจะสูงขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่ความไม่สงบในย่านประชาชน"
"แล้วงบมาจากไหน" หยางเหวินเต๋าถาม
"งบสำรองทหารม้าภาคเหนือพะย่ะค่ะ" เซียวจ้านหยูพูดตรงๆ "ปีที่แล้วกองทัพเหนือใช้งบจริงน้อยกว่าที่ขอไว้สี่แสนเหรียญและปีนี้สถานการณ์ชายแดนคลี่คลายแล้วงบสำรองอีกสองล้านสามารถย้ายมาใช้ในงบเกษตรได้โดยไม่กระทบการรบ"
เฝิงต้าหยวนขมวดคิ้ว
"กองทัพเหนือเป็กองกำลังสำคัญ ถ้าลดงบ—"
"ข้าพระองค์เป็แม่ทัพเหนือพะย่ะค่ะ" เซียวจ้านหยูพูดเบาๆ "ข้าพระองค์รู้ดีกว่าใครในห้องนี้ว่าอะไรจำเป็และอะไรสำรองไว้เกิน"
ห้องเงียบอีกครั้ง
เฝิงต้าหยวนไม่พูดต่อทุกคนรู้ว่าจะเถียงเื่นี้กับแม่ทัพที่เพิ่งจัดการปัญหาชายแดนสำเร็จนั้นไม่ฉลาด
"และเื่พ่อค้าตุนเมล็ดพันธุ์" เฉินหยานพูดดูเหมือนถามจูเหวินโจว แต่สายตาอยู่ที่เซียวจ้านหยู
"้าคำสั่งลงโทษพะย่ะค่ะ" จูเหวินโจวพูด
"ชื่อพ่อค้ากลุ่มนั้น"
จูเหวินโจวลังเลเสี้ยววินาทีแล้วพูด "กลุ่มพ่อค้าที่เกี่ยวข้องส่วนใหญ่มาจากตระกูลสินค้าเหลียนพะย่ะค่ะซึ่งมีสาขาใหญ่ที่—"
"ที่แคว้นหนานิพะย่ะค่ะ" เซียวจ้านหยูพูดทับ ยิ้มเบาๆที่ไม่มีความอบอุ่น "ซึ่งผู้ว่าแคว้นหนานิคนปัจจุบันคือท่านเฉิงหยูซิน บุตรชายคนโตของท่านจูเหวินโจว"
ทุกคนในห้องนิ่ง
จูเหวินโจวหน้าซีด
เฉินหยานมองเขาเสียงที่ราบเรียบโดยไม่มีอารมณ์ใดๆ
"ท่านจูเหวินโจว มีอะไรจะชี้แจงไหม"
"ข้า ข้าพระองค์ไม่ทราบเื่นี้พะย่ะค่ะ"
"ไม่ทราบ" เฉินหยานพูดซ้ำ เสียงที่เหมือนจะเชื่อแต่สายตาไม่ใช่ "งั้นตอนนี้ท่านทราบแล้ว ดำเนินการสอบสวนตระกูลสินค้าเหลียนและรายงานข้าภายในสิบวัน ถ้าพบว่ามีการกระทำผิดกฎหมายผู้เกี่ยวข้องทุกคนจะถูกลงโทษตามกฎหมายพาณิชย์ ไม่ว่าจะเป็ใคร"
"พะย่ะค่ะ" จูเหวินโจวพูดเบาๆ หน้าที่ยังซีดอยู่
การประชุมดำเนินต่อไปอีกสองชั่วยามผ่านเื่แก้ไขกฎหมายภาษีที่เฉินหยานให้"ศึกษาเพิ่มเติมสามเดือนก่อนนำเสนออีกครั้ง"ซึ่งทุกคนรู้ว่าหมายถึงไม่ผ่าน แต่ไม่บอกตรงๆผ่านเื่พิธีบูชาฟ้าที่เฉินหยานอนุมัติตามปกติและผ่านเื่น้ำท่วมในหนานโจวที่จัดการส่งงบกู้ภัยออกไปทันที
ในทุกเื่เฉินหยานตัดสินใจชัดเจน ไม่ลังเล ไม่ต้องถามซ้ำ และในเื่ที่ซับซ้อนเขาหันมาถามความเห็นเซียวจ้านหยูก่อนตัดสินใจ
ไม่ใช่เพราะไม่รู้แต่เพราะ้าให้ทุกคนในห้องเห็น ว่าคำของหยูกั๋วกงนั้น เขาฟัง
หลังประชุมเสร็จเสนาบดีทยอยออกไป
เฝิงต้าหยวนเดินออกไปพร้อมกับจ้าวชิงหยวนเสนาบดีนครบาลสองคนพูดกันเบาๆ ที่ระเบียงเสียงที่ไม่ได้ยินแต่ท่าทางที่บอกว่ากำลังพูดเื่ที่ไม่อยากให้ใครได้ยิน
หยางเหวินเต๋าเดินออกไปคนเดียวช้าๆ แต่ดวงตาที่กวาดมองทั่วห้องก่อนออกไป
จูเหวินโจวออกไปเร็วที่สุดใบหน้าที่ยังซีดอยู่
และเซียวจ้านหยูยังคงนั่งอยู่ที่ปลายโต๊ะ
เมื่อทุกคนออกไปแล้วในห้องมีแค่สองคน
"ท่านรู้เื่จูเหวินโจวและตระกูลสินค้าเหลียนมาก่อนประชุม" เฉินหยานพูด ไม่ใช่คำถาม
"รู้จากรายงานของคนที่ข้าพระองค์ส่งไปสืบข้อมูลเพิ่มเติมเมื่อคืนพะย่ะค่ะ" เซียวจ้านหยูพูด
"เมื่อคืนที่ฝนตก"
"พะย่ะค่ะ ข้าพระองค์ส่งคนออกไปสืบก่อนฝนตก ข้อมูลมาถึงตอนดึก"
เฉินหยานมองเขา
"ท่านทำงานเร็ว"
"มีเวลาไม่มากพะย่ะค่ะ ถ้าตระกูลเหอรู้ว่าข้าพระองค์กลับมาพวกเขาจะเริ่มปกปิดร่องรอยทันที"
"ตระกูลเหอกับเื่จูเหวินโจว เกี่ยวกันอย่างไร"
"ยังไม่แน่ใจพะย่ะค่ะ แต่ตระกูลสินค้าเหลียนมีความสัมพันธ์ทางการค้ากับตระกูลเหอมาสิบห้าปี" เซียวจ้านหยูพูด "อาจเป็แค่ความบังเอิญ หรืออาจไม่ใช่"
"ข้า้ารู้ว่าใช่หรือไม่ใช่"
"ข้าพระองค์จะหาคำตอบให้พะย่ะค่ะ"
เฉินหยานพยักหน้าลุกขึ้น เดินไปที่หน้าต่างมองออกไปที่ลานกลางพระราชวังที่ยังเปียกอยู่จากฝนเมื่อคืน
"ท่านว่าเฝิงต้าหยวนกับจ้าวชิงหยวนพูดอะไรกันตอนออกไป"
เซียวจ้านหยูลุกขึ้นเดินมายืนข้างๆเฉินหยาน ห่างพอประมาณ มองออกไปทางเดียวกัน
"สองคนนั้นไม่ค่อยพูดคุยกันในที่สาธารณะพะย่ะค่ะการที่เห็นพูดกันวันนี้ผิดปกติ" เขาพูดเบาๆ "ข้าพระองค์เดาว่าพวกเขากังวลเื่ที่ฝ่าาให้ศึกษากฎหมายภาษีเพิ่มสามเดือนซึ่งแปลว่าจะไม่ผ่านง่ายๆ"
"เฝิงต้าหยวน้าให้กฎหมายนั้นผ่าน"
"เรือสายใต้ของตระกูลเฟิงพะย่ะค่ะ"
"และจ้าวชิงหยวน"
"ท่านจ้าวมีสัมพันธ์กับตระกูลเหอผ่านทางภรรยาคนที่สองพะย่ะค่ะ" เซียวจ้านหยูพูดเสียงที่เรียบราวกับว่ากำลังรายงานสภาพอากาศไม่ใช่รายงานว่าเสนาบดีนครบาลมีความสัมพันธ์กับตระกูลที่กำลังถูกสงสัย
เฉินหยานหันมามองเขา
"ท่านรู้เื่นี้มานานแค่ไหน"
"สามปีพะย่ะค่ะ"
"และไม่รายงาน"
"ไม่มีหลักฐานว่าท่านจ้าวทำอะไรผิดจากความสัมพันธ์นั้นพะย่ะค่ะการมีเครือญาติกับใครไม่ใช่ความผิด"
"แต่ท่านเฝ้าดูอยู่"
"เสมอพะย่ะค่ะ"
เฉินหยานมองออกไปที่ลานเปียกสักพักหนึ่ง
"ท่านเฝ้าดูทุกคน" เขาพูดเบาๆ ราวกับพูดกับตัวเอง "ทุกคนที่อยู่ใกล้ข้า"
"นั่นคืองานของข้าพระองค์พะย่ะค่ะ"
"ข้ารู้" เฉินหยานพูด ไม่หัน "ข้าแค่นึกขึ้นมาว่าท่านเฝ้าดูทุกคน แต่ใครเฝ้าดูท่าน"
เซียวจ้านหยูไม่ตอบทันที
ความเงียบที่ไม่ใช่ความเงียบของคนที่ไม่มีอะไรจะพูดแต่เป็ความเงียบของคนที่กำลังประมวลผลสิ่งที่ได้ยิน
"ฝ่าาพะย่ะค่ะ" เขาพูดในที่สุด เสียงที่เบาลงจนแทบเป็การกระซิบ
เฉินหยานหันมองเขา
"เขาพูดว่า—"
ดวงตาสีน้ำตาลเข้มที่มองเขากลับในแสงเช้าที่สาดเข้ามาจากหน้าต่าง มีบางสิ่งที่ซ่อนอยู่ลึกกว่าที่เห็น
เฉินหยานไม่พูดอะไรอีกหันกลับไปมองลานเปียก
แต่ในอกมีบางสิ่งที่กระเพื่อมขึ้นเล็กน้อย เหมือนหยดน้ำฝนที่ตกลงในสระน้ำนิ่ง
???? ตลาดต้าชิงและข้าวต้มในตอนเช้า ????
ตลาดต้าชิงสายๆ ของวันเดียวกัน
ขณะที่การประชุมราชการดำเนินอยู่ในพระราชวังเมืองหยวนจิงข้างนอกดำเนินชีวิตต่อไปตามปกติ
ตลาดต้าชิงใน่สายหลังฝนนั้นคึกคักเป็พิเศษอากาศที่เย็นและสดชื่นกว่าปกติทำให้คนออกมาจับจ่ายมากขึ้น
ร้านข้าวต้มหม้อดินของป้าเฉิน อยู่ในตรอกเล็กๆห่างจากถนนใหญ่เข้ามาสิบก้าว กลิ่นข้าวต้มที่ต้มจากตีห้าและยังคงอุ่นอยู่ตลอดเช้าลอยออกมาล่อใจคนเดินผ่าน
เด็กชายอายุสิบสอง นั่งอยู่หน้าร้านถือชามข้าวต้มในมือ กินอย่างตั้งใจราวกับว่าไม่ได้กินมาหลายวัน
ป้าเฉินมองเด็กชายด้วยสายตาที่เคยชิน
"เฉินเหมา" นางเรียก "กินช้าๆ ไม่มีใครแย่ง"
เด็กชายที่ชื่อ เฉินเหมา ยกหัวขึ้น ดวงตากลมใสที่มีรอยฝุ่นอยู่ที่แก้ม
"อร่อยมากท่านป้า"
"รู้แล้ว ทุกวันก็พูดแบบเดียวกัน" ป้าเฉินพูดแต่ตักข้าวต้มเพิ่มให้อีกชาม
ร้านข้าวต้มเล็กๆนี้เป็จุดนัดพบของคนที่ไม่้าให้ใครรู้ว่ากำลังนัดพบ
ทางตอนหลังของร้านมีห้องเล็กสองห้องที่ป้าเฉินให้เช่าราคาถูกสำหรับคนที่้าพูดในที่ส่วนตัว
ในห้องแรก อิงหลาน นั่งตรงข้ามชายคนหนึ่งที่นางไม่เคยพบมาก่อน
ชายคนนั้นอายุราวสี่สิบใบหน้าธรรมดาจนจำไม่ได้ แต่งตัวเหมือนช่างไม้แต่มือที่ไม่มีรอยตะปูบอกว่าไม่ใช่ช่างไม้
"ท่านคือ ฮวนเจิ้ง ใช่ไหม" อิงหลานถาม เสียงต่ำ
"แล้วแต่ว่าท่าน้าให้ข้าเป็ใคร" ชายคนนั้นตอบ ยิ้มเล็กน้อย
"ท่านหยูกั๋วกงส่งมา"
"ท่านหยูกั๋วกงไม่ส่งใครท่านเป็คนที่รู้จักผู้คนหลายคนที่เลือกจะช่วยเหลือท่านด้วยใจตัวเอง" ฮวนเจิ้งพูดแก้คำอย่างระมัดระวัง
อิงหลานเข้าใจถ้าถูกจับได้ ไม่มีใครเป็ "คนของหยูกั๋วกง" ทุกคนเป็"คนที่เลือกทำเอง"
"ท่าน้าข้อมูลอะไร"
"ตระกูลเหอ" อิงหลานพูด "โดยเฉพาะเส้นทางการเงินในหกเดือนที่ผ่านมา"
ฮวนเจิ้งพยักหน้าเบาๆ
"ห้าวัน ข้าจะส่งข้อมูลผ่านทางปกติ"
"สี่วัน"
"สี่วันก็ได้" เขาพูด ยิ้มที่ไม่เปลี่ยน "แต่ราคาสูงขึ้น"
"ตกลง"
???? ตำหนักฉางเซิงและพระมารดา ????
ตำหนักฉางเซิงยามเซิน
ตำหนักฉางเซิงอยู่ในส่วนที่เงียบที่สุดของพระราชวังล้อมรอบด้วยต้นสนและต้นแปะก๊วยอายุร้อยปี บรรยากาศที่ต่างจากส่วนอื่นๆของพระราชวังราวกับว่าเวลาในที่นี้เดินช้ากว่าที่อื่น
พระมารดาหรง หลี่เหวิน อายุห้าสิบแปด พระมารดาของเฉินหยาน
ผมขาวสนิทที่มัดเรียบใบหน้าที่เคยงามและยังคงมีร่องรอยของความงามนั้น ดวงตาที่คมกว่าอายุที่เห็นนั่งอยู่ที่โต๊ะน้ำชาในสวนเล็กๆ หน้าตำหนัก
เฉินหยานเดินเข้ามาคนเดียวไม่มีขันที ไม่มีทหารองครักษ์ เป็ธรรมเนียมที่เขากำหนดเองว่าในการมาพบพระมารดาเขาจะมาในฐานะลูกชาย ไม่ใช่จักรพรรดิ
พระมารดาหรงยิ้มเมื่อเห็นเขา
"หยาน" นางเรียกชื่อเล็กที่ไม่มีใครในพระราชวังกล้าเรียก "นั่งลง"
เฉินหยานนั่งลงตรงข้ามพระมารดารับถ้วยชาที่นางเทให้
"วันนี้ดูเหนื่อยนิดหน่อย" พระมารดาหรงพูด มองใบหน้าลูกชาย
"ประชุมราชการมาั้แ่เช้า"
"หยูกั๋วกงกลับมาแล้วใช่ไหม" นางถามตรงๆ
"ใช่"
"เขาไม่เป็ไรไหม"
เฉินหยานมองพระมารดาสังเกตคำถามที่ตรงไปกว่าที่คาด
"ได้รับาเ็เล็กน้อยที่ไหล่"
"เล็กน้อยตามคำบอกของเขา หรือตามคำบอกของแพทย์หลวง"
"ตามคำบอกของแพทย์หลวง"
"งั้นก็ไม่เป็ไรพอดู" พระมารดาหรงพูด ดื่มชา "เขาไม่เคยบอกว่าตัวเองเจ็บมากหรอกลูกรู้ดี"
เฉินหยานนิ่ง
"แม่รู้จักเขามานานแค่ไหน" เขาถาม
"ั้แ่เขายังเป็ทหารธรรมดา" พระมารดาหรงพูด ยิ้มเบาๆ "ก่อนที่ลูกจะขึ้นครองราชย์แม่เห็นเขาเดินเข้าพระราชวังมารายงานตัวครั้งแรก ตอนนั้นเขาอายุยี่สิบสองผ่านสมรภูมิมาสี่แห่ง าเ็สามที่ แต่ยืนตรงและมองตาแม่ตรงๆ โดยไม่กลัว"
"และแม่คิดอะไร"
"แม่คิดว่าคนนี้น่าสนใจ" นางพูด "แล้วก็คิดว่าถ้าลูกได้คนแบบนี้อยู่ข้างๆ ก็น่าจะปลอดภัย"
เฉินหยานมองพระมารดาด้วยสายตาที่อ่านค่าไม่ออก
"แม่พูดเหมือนว่าเลือกคนข้างกายให้ข้า"
"แม่เลือกคนที่แม่เชื่อใจให้ลูก" พระมารดาหรงพูดตรงๆ "มันต่างกัน"
"ข้าเลือกเองได้"
"ลูกเลือกเขาเองด้วย" นางพูด "แม่แค่เห็นก่อน นั่นแหละ"
ทั้งสองนั่งดื่มชาในความเงียบที่สบายเสียงนกในสวนสนและเสียงลมในใบแปะก๊วย
"มีเื่ในวังที่แม่ต้องรู้ไหม" พระมารดาหรงถามเสียงที่เปลี่ยนโทน เป็เสียงของคนที่รู้ดีว่าพระราชวังมีอะไรซ่อนอยู่เสมอ
"มีพะย่ะค่ะ แต่ยังไม่ถึงเวลาที่ต้องให้แม่รู้ทั้งหมด"
"แต่แม่ควรระวังบางอย่าง"
"ให้แม่ระวังเื่ที่มีคนมาขอคำปรึกษา หรือมาขอให้แม่ช่วยเื่ราชการใน่นี้"
พระมารดาหรงพยักหน้าดวงตาที่คม
"หมายถึงตระกูลใดตระกูลหนึ่งที่จะมาหาแม่"
"หมายถึงทุกตระกูลพะย่ะค่ะ"
"เข้าใจ" นางพูด แล้วยิ้มเล็กน้อย "ลูกรู้ไหมว่าแม่เป็ห่วงอะไรที่สุดในสิบปีที่ผ่านมา"
"ราชการ" เฉินหยานเดา
"ไม่ใช่" พระมารดาหรงพูด "แม่เป็ห่วงว่าลูกจะไม่มีใครที่พูดความจริงให้ฟัง"
เฉินหยานนิ่ง
"คนในพระราชวังทุกคนพูดในสิ่งที่คิดว่าลูกอยากได้ยินหรือพูดในสิ่งที่เป็ประโยชน์กับตัวเองหายากมากที่จะหาคนที่พูดความจริงแม้ว่ามันจะเ็ป"
"หยูกั๋วกง" เฉินหยานพูดเบาๆ
"ใช่" พระมารดาหรงพูด "นั่นแหละที่แม่เห็นั้แ่วันแรก"
"ท้องพระโรงมีกฎเกณฑ์มากมายว่าใครนั่งที่ไหน ใครพูดก่อนใคร แต่ไม่มีกฎข้อไหนที่บอกว่า
เมื่อไหรที่หัวใจสองดวงจะเต้นในจังหวะเดียวกัน
และนั่นแหละคือสิ่งเดียว ที่ท้องพระโรงไม่อาจกำกับได้"
..สุสาส์นราคะ..