เมื่อหญิงสาวกลุ่มนั้นเดินมาถึงเสียงดังเจี้ยวจ้าวพร้อมคำถามยิงเข้าใส่ซิ่วซิ่นไม่หยุดและไม่เผยช่องให้นางได้แก้ต่างเลยแม้แต่น้อยลี่หยางที่ยืนอยู่ด้านข้างนางก็หลุดหัวเราะออกมาแล้วจึงทำให้ซิ่วซิ่นเริ่มทนไม่ไหว
“เงียบก่อนแล้วฟังข้าให้ดี” นางกดเสียงลงต่ำและเอ่ยมันออกมาให้หญิงสาวเหล่านั้นได้ยินซึ่งสถานการณ์เจี้ยวจ้าวเมื่อครู่ก็เงียบสนิทในทันที
“ข้าไม่ได้จะกลับมารับงาน”
“ตั้งแต่ท่านพี่ออกไปพวกข้าก็คิดถึงแต่ท่านตลอด ใช่ไหม” ซูฮวาที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้ากลุ่มหันไปเอ่ยถามและเสียงขานตอบก็ดังกลับมาในทันที “ใช่ ๆ”
“เพราะท่านพี่ช่วยสอนพวกข้าพวกข้าถึงได้เก่งขึ้นถึงเพียงนี้”
“ใช่ ๆ” เสียงขานเห็นด้วยดังเสริมขึ้นทั้งๆ ที่ไม่ได้เอ่ยถาม
“เพราะ-”ระหว่างที่ซูฮวาจะว่าต่อ เสียงของสตรีที่ซิ่วซิ่นต้องการจะมาพบก็ดังแทรกขึ้น
“ไม่คิดว่าจะเป็นเจ้าจริงๆ ซิ่วซิ่น”สตรีสาวที่ได้รับชื่ออี้จี ค่อย ๆ เดินเข้ามาใกล้ซิ่วซิ่น ในระหว่างนั้นลี่หยางก็ให้สัญญาณกับเหล่าหญิงสาวที่เข้ามารุมล้อมซิ่วซิ่นเมื่อครู่ว่ากลับไปทำหน้าที่ของตนได้แล้วพวกนางก็แยกย้ายกันไปตามคำสั่งของลี่หยาง
ความงดงามของสตรีตรงหน้าเทียบไม่ได้กับเหล่าหญิงสาวเมื่อครู่นี้เลยเป็นความงามที่มิอาจเทียบเท่า ทรวดทรงโค้งเว้าได้รูป เสื้อผ้าและเครื่องประดับที่สวมใส่ก็ช่วยเสริมให้นางยิ่งงดงามขึ้นไปอีกหนึ่งระดับ
มันเป็นความงามที่แม้แต่เพศเดียวกันจ้องมองแล้วยังมิอาจละสายตาไปไหนได้เลยแม้ซิ่วซิ่นจะเคยเห็นนางอยู่บ่อยครั้งก็ตาม แต่มันก็ยังไม่ชินเสียที
“ซิ่วซิ่น...ซิ่วซิ่น”นางคว้าข้อมือจากนั่นเขย่าเบา ๆ หวังดึงซิ่วซิ่นออกจากภวังค์
“อ...อะโทษที”
“เห็นว่าเจ้ามาที่นี่เพื่อคุยกับข้าแล้วเจ้าต้องการจะคุยเรื่องใดกัน”
“ใช่...นั่นไงข้าอยากจะ-”หลังจากที่ซิ่วซิ่นออกจากภวังค์และเริ่มตั้งสติได้ก็พูดตอบกลับไปจากนั้นก็ถูกเสียงทุ้มต่ำของชายหนุ่มขัดขึ้น
“ท่านลี่หยางนี่ก็ผ่านมาหลายเดือนแล้ว อี้จีของที่นี่ยังไม่รับงานอีกหรือ”ต้นเสียงมาจากทางประตู ชายหนุ่มค่อย ๆ เดินเข้ามายังโถงกลางซึ่งเขาก็มีผู้ติดตามเดินขนาบข้างมาด้วยสองคน
ชายหนุ่มหันมาสบตาซิ่วซิ่นสลับกับซูเม่ยราวกับว่าเขากำลังเปรียบเทียบนางทั้งสองที่ยืนอยู่ข้างกัน “หรือว่าเจ้าคืออี้จีของที่นี่กัน” และสุดท้ายก็หยุดสายตาไว้ที่ซูเม่ย
จากนั้นเขาเดินตรงเข้ามาคว้าข้อมือของนางเอาไว้ในทันที
“ต้องใช้ดวงจิตอสูรมากเท่าใดจึงจะได้ตัวสตรีนางนี้มาครอบครองกัน”
“นี่เจ้ากำลังทำผิดกฏของหอนางโลมแห่งนี้อยู่ปล่อยมือนางเดี๋ยวนี้!” ลี่หยานเอ่ยทักพลางพยายามปัดมือ ชายหนุ่มไม่สนใจลี่หยานเลยแม้แต่น้อยมือที่ยื่นเข้ามาใกล้ถูกปัดออก
ซูเม่ยพยายามขัดขืนทว่าถูกแรงของชายหนุ่มต้านเอาไว้
“ข้ามีดวงจิตอสูรมากพอจะซื้อหอนางโลมแห่งนี้ได้เหตุใดข้าถึงจะซื้อตัวนางไม่ได้กันล่ะ จริงหรือไม่หมิงเจ๋อ” เขาหันหน้าไปทางผู้ติดตาม
“จริงขอรับนายน้อยเฉียนหลิน” บทสนทนาเหล่านี้ดังพอที่จะดึงดูดความสนใจของคนทั่วบริเวณห้องโถงเอาไว้ได้หลากหลายสายตาจับจ้องมายังพวกเขา
ซิ่วซิ่นที่ทนดูต่อไปอีกไม่ไหวแล้วก็ออกแรงปัดมือที่คว้าแขนซูเม่ยออกไปก่อนจะผลักนายน้อยเฉียนหลินให้ถอยห่าง
“ไม่ว่าเจ้าจะเป็นใครเจ้าก็ไม่ควรทำเช่นนี้ในหอนางโลม” นางกดเสียงลงต่ำ คิ้วทั้งสมองขมวดเข้าหากันด้วยโทสะ
“โฮ...เจ้าช่างเปี่ยมไปด้วยความกล้าเสียจริงนะ แม่นาง… อย่างเจ้ามันก็คงจะมีราคาอยู่ไม่กี่ดวงจิตอสูรหรอก”
ซิ่วซิ่นกระชับหมัดและขบฟันแน่นท่าทีของนางส่งออกมาจนซูเม่ยที่ยืนอยู่ด้านหลังต้องบอกให้นางเย็นลงก่อน
“ที่เจ้าพูดออกมาเช่นนี้เจ้าคงจะไม่รู้จักข้าคนนี้” ซิ่วซิ่นฉีกยิ้มออกมาก่อนจะหัวเราะในลำคอ สอง สามครา “ทำไมข้าจะไม่รู้จักกันเฉียนหลิน นายน้อยเพียงหนึ่งเดียวของตระกูลเฉียนที่ฝึกวิชายุทธมาตั้งหลายปีแต่ก็ยังอยู่ในระดับขั้นกำราบทั่วพิภพถึงแม้จะมียาบ่มเพาะชั้นเลิศเพียงใดแต่ยาเหล่านั้นคงจะไม่ช่วยคนไร้พรสวรรค์เช่นเจ้าหรอก”
“นี่เจ้า!” นายน้อยตะโกนออกมาเสียงดังก่อนจะชี้นิ้วไปยังซิ่วซิ่น“เห็นทีเจ้าคงจะต้องเจ็บตัวก่อนถึงจะรู้ว่าตัวเองพูดอะไรออกมา”
เขาโคจรพลังปราณทั่วร่างละอองสีน้ำตาลเริ่มปรากฏออกมาให้เห็น มือซ้ายวาดครึ่งวงกลมจากด้านซ้ายขึ้นเหนือหัวมือขวาวาดครึ่งวงกลมจากขวาลงสู่พิภพ จากนั้นดึงมือกลับประกบกันที่จุดศูนย์กลาง
“ทักษะลับตระกูลเฉียนลำดับที่1”
ละอองปราณทั่วร่างโคจรมารวมกันอยู่ที่ฝ่ามือก่อนจะพุ่งออกไปในทิศทางเดียวกับฝ่ามือเป็นรูปจันทร์เสี้ยวหวังให้คลื่นละอองปราณนี้เข้าเป้าที่กลางตัวของซิ่วซิ่น
“ครึ่งจันทราผู้พิทักษ์”