สามวันหลังจากที่มีการปะทะกันระหว่างคาทาริน่า ราตรีแห่งการล้างแค้น และคนแคระนักล่าค่าหัว ที่ป้อมปราการแอสทราวินบ่ายวันนี้คาทาริน่าในชุดหญิงชาวบ้านทั่วไปกำลังนั่งดื่มน้ำชามาร์ควิสราฟาเอล ด้านหลังของเธอมีเจมส์กับแบรด ที่อยู่ในชุดชาวบ้านธรรมดายืนอยู่ นอกจากมาร์ควิสราฟาเอลกับคาทาริน่าก็ยังมีมอแกนเด็กน้อยที่มองคาทาริน่าด้วยความสนอกสนใจ
“พี่สาวสวยจังเลย” เด็กน้อยชมด้วยแววตาที่ใสซื่อ ทำเอาคาทาริน่าต้องยิ้มออกมา
“ขอบคุณนะจ้ะ” เธอขอบคุณเด็กน้อย กลับเป็นมาร์ควิสราฟาเอลที่พูดว่า
“ท่านคาทาริน่าไม่ต้องขอบคุณหรอกครับเด็กคนนี้เจอผู้หญิงคนไหนสวยๆ ก็ชมไปหมด”
เด็กน้อยมอแกนรีบหันไปมองมาร์ควิสราฟาเอลด้วยความไม่พอใจ
“พูดอะไรกันนะปู่ข้าไม่ใช่คนแบบนั้นซะหน่อย และอีกอย่างท่านคาทาริน่าก็สวยจริงๆ นี่”
คาทาริน่ากับมาร์ควิสราฟาเอลต่างพากันยิ้มออกมาเมื่อได้เห็นปฏิกิริยาของเด็กน้อย
“แต่ข้าไม่นึกเลยนะว่าท่านคาทาริน่าจะต้องไปจากป้อมปราการแอสทราวินแล้ว”
มาร์ควิสราฟาเอลพูดกับทาคาริน่าที่ยกน้ำชาขึ้นมาดื่ม นางตอบว่า
“นานๆ ทีจะได้ออกมาข้างนอกข้าเลยอยากจะท่องเที่ยวสักหน่อยนะค่ะ”
มาร์ควิสราฟาเอลพยักหน้าเข้าใจก่อนจะพูดกับเธอว่า
“แต่ละแวกนี้ก็มีแค่ป่าภูเขาแล้วก็ถ้ำนะครับอาจมีทะเลสาบหรือบึงที่บางจุด ซึ่งก็ไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจเท่าไหร่บางทีข้าว่าท่านคาทาริน่าอาจจะพบว่ามันน่าเบื่อก็ได้”
คาทาริน่ายิ้มให้เขาก่อนจะพูดว่า
“ถ้ามันมีแต่สิ่งเหล่านั้นก็เป็นเรื่องดีนะคะนานๆ ทีออกมาท่องเที่ยวชมธรรมชาติก็นับว่าเป็นเรื่องที่ไม่เลวอยู่เหมือนกัน”
“แล้วเรื่องภารกิจในครั้งนี้ท่านคาทาริน่าจะทำยังไงต่อไปครับหรือว่าจะล้มเลิกภารกิจแล้ว”
คาทาริน่าพูดด้วยรอยยิ้ม
“ก็คงต้องเป็นอย่างนั้นล่ะค่ะท่านมาร์ควิสเพราะว่าเป้าหมายรับรู้ถึงการมีอยู่ของพวกเราแล้วเขาคงจะไม่โผล่หน้ามาให้เราเห็นอีก”
มาร์ควิสราฟาเอลพูดด้วยท่าทีที่กลัดกลุ้มว่า
“ต้องขอโทษท่านคาทาริน่าด้วยนะครับที่ผมไม่สามารถเป็นประโยชน์ให้ท่านได้มากกว่านี้”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะท่านมาร์ควิสเพราะได้รับความอนุเคราะห์และความช่วยเหลือจากท่านทำให้ภารกิจครั้งนี้ราบรื่นอย่างไม่น่าเชื่อ”
ขณะที่ทั้งสองกำลังคุยกันอยู่นั่นเด็กน้อยมอแกนก็ถามคาทาริน่าว่า
“ท่านคาทาริน่าจะไปเที่ยวป่าเหรอให้ข้าไปด้วยได้ไหม”
มาร์ควิสราฟาเอลรีบกล่าวเตือนทันที
“นายน้อยอยู่กับปู่ที่นี่แหละอย่าไปรบกวนเวลาพักผ่อนของท่านคาทาริน่าเลย”
มอแกนไม่พอใจ
“เอ๋! ทำไมกันล่ะปู่ทีปู่กับข้าก็มักออกไปข้างนอกบ่อยๆ ไม่ใช่หรอข้ารู้ด้วยนะว่าที่ไหนน่าเที่ยวที่ไหนสวย”
มาร์ควิสราฟาเอลตอบโดยไม่หันไปมองเด็กน้อยว่า
“เพราะท่านคาทาริน่าท่านจะกลับมิราเคนัสที่ท่องเที่ยวก็แค่ผ่านทางเท่านั้น หรือนายน้อยจะตามท่านคาทาริน่ากับมิราเคินัสด้วย”
มอแกนหันไปถามคาทาริน่าว่า
“ท่านจะไปแล้วหรอ?”
คาทาริน่ายิ้มแล้วพยักหน้าให้เด็กน้อย
“จะกลับแล้ว”
มอแกนทำหน้างอถามว่า
“ท่านจะจะมาที่นี่อีกมั้ย?”
“ถ้ามีโอกาสฉันจะมาเยี่ยมเธอที่นี่แน่นอน”
มอแกนทำตาโตรีบร้องว่า
“สัญญาแล้วนะว่าจะกลับมาที่นี่อีก”
คาทาริน่ายิ้มแล้วพยักหน้าอย่างหนักแน่น
“อื้ม! สัญญาเลย”
จากนั้นทั้งสามคนก็ดื่มชาต่ออีกพักนึงแล้วก็พากันเดินออกจากที่พักของมาร์ควิสราฟาเอล แล้วเดินออกจากป้อมปราการแอสทราวินโดยมีมาร์ควิสราฟาเอลกับมอร์แกนเดินตามมาส่งที่หน้าประตู พวกเขากล่าวคำอำลาแล้วก็แยกย้ายกัน
คาริน่านำพาแบรดกับเจมส์เดินจากพวกเขาไปจนรับสายตา มาร์ควิสราฟาเอลถอนหายใจด้วยความโล่งอก ก่อนจะพบว่ามอแกนยังคงยืนอยู่แบบนั้นจึงแซวว่า
“นายน้อยอยากตามพวกเขาไปมากขนาดนั้นเลยหรอครับ”
มอร์แกนตอบตรงๆ ว่า
“เปล่าหรอกข้าแค่อยากแต่งงานกับท่านคาทาริน่าต่างหาก”
มาร์ควิสราฟาเอลทำหน้าพิลึกพิลั่นพูดกับเด็กน้อยว่า
“ข้าว่านายน้อยเลิกคิดแบบนั้นจะดีกว่านะ”
มองแกหันมามองหน้ามาร์ควิสราฟาเอลถามด้วยความไม่เข้าใจว่า
“ทำไมหรอปู่?”
มาร์ควิสราฟาเอลมองหน้าอีกฝ่ายก่อนจะพูดว่า
“ข้าว่านายน้อยถามตัวเองเหอะว่าทำไม”
“เอ๊ะ?”
หลังจากที่พวกคาทาริน่าเดินออกจากป้อมปราการแอสทราวินมาได้ระยะหนึ่งแล้วจนมาถึงที่ขอบชายป่าทั้งสามคนก็หยุดเดิน เป็นคาทาริน่าที่ถามขึ้นว่า
“แบรดได้เรื่องอะไรบ้างไหมจากสิ่งนั้น”
แบรดหยิบของชิ้นหนึ่งออกมามันเป็นเศษชิ้นส่วนของลูกแก้วความทรงจำ ความจริงหลังจากที่มีการปะทะในคืนนั้นแล้วคาทาริน่าได้รู้ว่า คุณสมบัติของแมลงเกาะชะตายังทำงานอยู่ เธอจึงได้กลับไปที่ทุ่งโล่งที่มีการปะทะกันในวันนั้นเพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับอีกฝ่าย เพราะสิ่งที่จะเห็นในล้วนมีแต่สิ่งที่เธอไม่เข้าใจเธอไปหมด ความสามารถต่างๆ ที่เขาแสดงออกมาล้วนแทบไม่พึ่งพาพลังเวทย์ แต่อนุภาพของมันกับเป็นสิ่งที่ไม่สามารถประมาทได้ เพื่อความมั่นใจว่าคราวนี้เขาจะไม่หลุดรอดไปจากเธออีกเธอจึงต้องการข้อมูลเกี่ยวกับมากกว่านี้ และเศษลูกแก้วความทรงจำนี้ก็เป็นสิ่งเดียวที่เหลืออยู่เกี่ยวกับตัวของคนๆ นั้น
ทั้งที่ความจริงแล้วคาทาริน่าสนใจหุ่นไม้นั่นมากกว่าแต่ผลจากแรงระเบิดทำให้มันแหลกจุลจนเหลือเพียงแค่เศษลูกแก้วความทรงจำนี้เท่านั้น
แบรดมองเศษลูกแก้วความทรงจำในมือพร้อมกับขมวดคิ้ว
“ลูกแก้วความทรงจำเสียหายหนักมากแต่นั่นไม่ใช่ประเด็นครับ ประเด็นมันอยู่ที่ว่าสิ่งที่อยู่ในลูกแก้วนั้นข้ากลับไม่เคยได้เห็นอะไรแบบนี้มาก่อน”
คาทาริน่ากับเจมส์ต่างมองเขาด้วยความสงสัย แบรดอธิบายว่า
“สิ่งที่อยู่ในเศษลูกแก้วความทรงจำที่ท่านคาทาริน่าเก็บมานั้นเหมือนจะเป็นข้อความครับ แต่ข้อความเหล่านั้นล้วนเป็นวงกลมกับขีดแนวตั้ง”
“เอ๊ะ?” เจมส์อุทานออกมาในขณะที่คาทาริน่ากับขมวดคิ้ว
“วงกลมกับขีดแนวตั้งพวกนั้นเรียงกันเป็นแถวแล้วเว้นวรรคเหมือนกับตัวอักษร เพียงแต่ว่าบางครั้งเป็นวงกลมหลายวงแล้วถึงมีขีดแนวตั้ง บางครั้งก็เป็นขีดหลายขีดแล้วถึงมีวงกลม บางครั้งก็เป็นวงกลมกับขีดคละกันไม่เป็นสิ่งที่ข้าไม่เคยเห็นมาก่อน คิดว่ายังไงครับท่านคาทาริน่า”
แบรดหันไปถามคาทาริน่า เธอมีสีหน้าครุ่นคิดก่อนจะถามว่า
“ถ้ามีแค่วงกลมกับขีดแนวตั้งเป็นไปได้ไหมที่จะเป็นการเข้ารหัสเพื่อซ่อนข้อมูลที่อยู่ในลูกแก้วความทรงจำ”
แบรดพยักหน้าเห็นด้วยก่อนจะตอบว่า
“เป็นไปได้สูงครับท่านคาทาริน่าเพียงแต่ว่าการเข้ารหัสในรูปแบบนี้เป็นสิ่งที่ข้าไม่เคยเห็นมาก่อนและข้าเองก็ไม่รู้ว่าจะถอดมันยังไง ข้าลองถอดมันดูแล้วแต่ไม่มีอะไรคืบหน้าเลย คาดว่าคงต้องลองส่งให้ทางหน่วยงานเฉพาะของศาสนาจักรลองถอดดู”
คาทาริน่าพยักหน้าบอกว่า
“งั้นตอนนี้ก็เก็บมันเอาไว้ก่อนยังไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น”
แบรดพยักหน้าแล้วเก็บเศษลูกแก้วความทรงจำไว้ในถุงมิติ เจมส์ก็ถามเธอว่า
“แล้วเราจะเอายังไงต่อดีครับท่านคาทาริน่า”
คาทาริน่ายิ้มให้ทั้งสองคนตอบว่า
“ตามที่แบรดบอกว่าเมื่อถึงเวลาแมลงเกาะชะตาก็จะบอกเองว่าตำแหน่งของคนๆ นั้นอยู่ตรงไหนใช่ไหม”
แบรดตอบว่า
“ใช่ครับท่านคาทาริน่า”
“ถ้าอย่างนั้นจนกว่าพวกเราจะรู้ตำแหน่งของเป้าหมายก็พักผ่อนกันซะหน่อยเถอะ พอดีได้ยินมาว่าทางทิศเหนือเยื้องไปทางทิศตะวันตกจากป้อมปราการแอสทราวินมีเมืองเล็กๆ อยู่เมืองหนึ่งพอดีพวกเราจะไปพักผ่อนที่นั่นกัน”
เจมส์ถามขึ้นว่า
“ท่านหมายถึงเมืองไพร์ล็อกที่เคยต้านทานการบุกของทหารดราโกวิชกว่าสองหมื่นนายนั่นหรอครับ”
คาทาริน่าพยักหน้าบอกว่า
“เพราะที่ผ่านมาพวกเราต้องคอยเฝ้าระวังว่าคนๆ นี้จะมาเอาของเมื่อไหร่ทำให้ไม่สามารถพักผ่อนได้อย่างเต็มที่ งั้นคราวนี้เราก็พักผ่อนกันซะหน่อยเถอะ แต่ว่าเพื่อไม่ให้เขารู้ว่าคนของศาสนาจากยังไม่ล้มเลิกที่จะตามของชิ้นนั้นจากเขา ดังนั้นพวกเราจะไปที่เมืองนั้นในฐานะของคนธรรมดาไม่ใช่คนของศาสนจักร”
แบรดกับเจมส์ต่างพยักหน้าเห็นพ้องและเข้าใจแล้วว่าทำไมคาทาริน่าถึงให้พวกเขาแต่งตัวแบบนี้
เวลาเดียวกันที่เมืองไพร์ล็อก
ที่หน้าบ้านของเจคในยามนี้ทุกคนเริ่มได้รับการฝึกฝนที่ไม่เหมือนกัน จูนกับอันนาต้องฝึกการจำแนกสมุนไพรแต่ละชนิด ในขณะที่เจคกับพวกลูกน้องของเขาฝึกผลัดกันจับทุ่มไปมา เรเวนและเนียก็อยู่ในนี้ด้วยโดยที่เนียนั้นฝึกฝึกกับเดซี่ เมื่อวานนี้เออร์วินลูซี่กับเดซี่มาฝึกวิ่งปากัวร์ร่วมกับพวกเจคด้วย ซึ่งผลลัพธ์ก็เป็นที่น่าอัศจรรย์เพราะสองพี่น้องคู่นี้เขาแสดงศักยภาพออกมาได้อย่างน่าทึ่ง ขณะที่พวกเจคนั้นแทบจะตายให้ได้แม้แต่เรเวนก็ไม่ต่างกัน
ส่วนโทมัสตอนนี้ปวดกล้ามเนื้อไปทั้งตัวแม้เมื่อวานจะเป็นแค่การวิ่งธรรมดาไม่ใช่วิ่งปากัวร์เหมือนพวกเจคก็ตาม ซึ่งเออร์วินขณะนี้ก็กำลังสั่งให้โทมัสหัดเขียนตัวเลขแบบอารบิกอยู่
“อาจารย์ครับทำไมต้องเขียนตัวเลขเป็นแบบนี้ด้วยครับ”
เออร์วินตอบเขาก็มองผู้คนผลัดกันจับทุ่มไปมาว่า
“เพราะมันง่ายสำหรับการใช้งานน่ะสิครับ”
โทมัสทำหน้าไม่เข้าใจเพราะในทวีปอาร์เคนัสก็มีตัวเลขใช้งานกันอยู่แล้วเขาจึงไม่เข้าใจว่าทำไมอาจารย์ของเขาคนนี้เธอให้จำรูปแบบตัวเลขที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน
“มันง่ายยังไงครับ?”
“มันง่ายสำหรับการใช้งานในอนาคตครับ”
เออร์วินตอบเหมือนไม่ตอบพร้อมกับหันไปตะโกนว่า
“นี่ตรงนั้นน่ะครับสะโพกของคุณต้องอยู่ต่ำกว่าสะโพกของคู่ต่อสู้นะครับ แล้วก็ตรงนั้นครับอย่าใช้แต่แรงแขนสิครับบิดหมุนสะโพกให้เร็วกว่านี้เพราะแรงมาจากสะโพกนะครับ”
โทมัสมองสิ่งที่อยู่บนสมุดกว่าจะถามเขาอีกว่า
“ว่าแต่อาจารย์ทำไมถึงไม่ให้ผมดื่มโพชั่นด้วยครับ” โทมัสถามพร้อมกับรู้สึกระบมไปทั้งตัวจากการที่วิ่งเมื่อวานตอนเช้า
เออร์วินตอบในขณะที่สายตายังมองการฝึกทุ่มของแต่ละคู่
“เพราะการฝึกให้ชินกับความเจ็บปวดเป็นสิ่งจำเป็นครับ”
ตอนนี้โทมัสเริ่มรู้สึกแปลกๆ กับการสอนของอาจารย์คนนี้เขาไม่เข้าใจว่าทำไมต้องตื่นมาวิ่งตอนตีห้า และไม่เข้าใจว่าทำไมต้องจำระบบตัวเลขแบบใหม่ด้วย และยังมีสิ่งที่เขาได้ยินที่อาจารย์คนนี้บอกว่าโลกกลม ซึ่งเขาบอกว่ามันไม่สมเหตุสมผลกับสิ่งที่เห็นพอเขาถามว่าทำไมโลกถึงกลมคำตอบกลับได้ยินคือ เป็นเพราะแรงโน้มถ่วงแล้วก็ไม่อธิบายอะไรอีก
เออร์วินซึ่งสังเกตได้ว่าเผ่ามารหูสัตว์ทั้งสองนั้นกลับแสดงความสามารถได้อย่างน่าทึ่งและเรียนรู้ได้ไวอย่างไม่น่าเชื่อ ไม่ว่าจะทั้งลูซี่ที่ฝึกอยู่กับเรเวนหรือเดซี่ที่ฝึกอยู่กับเนียก็เข้าใจหลักการที่เขาบอกได้ง่ายๆ จนทำเพียงไม่กี่ทีก็สามารถทำการทุ่มคู่ต่อสู้ลงพื้นได้อย่างถูกต้อง ส่วนเจคนั้นแม้จะดูไม่ชินในตอนแรกแต่เพราะยึดหลักที่เขาสอนว่าช้าคือราบรื่นราบรื่นคือรวดเร็ว ที่เน้นถูกต้องไว้ก่อนก็เริ่มชินและคุ้นเคยเรื่อยๆ
ในหัวของเจคนึกถึงภาพที่เขาถูกเออร์วินจับทุ่มในตอนนั้น เขาเริ่มเข้าใจหลักการแล้วว่าทำไมอีกฝ่ายทั้งที่ตัวเล็กกว่าสามารถจับเขาทุ่มได้ ที่แท้ก็เป็นอย่างที่อีกฝ่ายบอกว่าเขาบุกเข้าไปเหมือนวัวบ้าพลัง ตอนแรกนั้นเขาก็ฝึกอย่างเก้ๆ กังๆ แต่เออร์วินให้คำแนะนำเขาว่า ไม่ต้องรีบให้เน้นความถูกต้องไว้ก่อนฝึกมันประจำและเมื่อมันกลายเป็นความคุ้นเคยเมื่อถึงเวลาใช้งานมันจะเร็วขึ้นเอง สำหรับคำถามที่ว่าการฝึกแบบนี้จะมีประโยชน์อะไรเมื่อต้องเผชิญหน้ากับผู้ใช้เวทย์มนต์ที่แข็งแกร่งกว่าเจคก็ได้คำตอบว่า ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้เวทย์เหมือนที่ทรงพลังแค่ไหนหรือเป็นผู้มีพลังเวทย์ที่อ่อนด้อยโครงสร้างร่างกายทุกอย่างก็เป็นแบบเดียวกัน ดังนั้นการฝึกครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การฝึกทุ่มแต่มันคือการฝึกที่จะรู้ว่าร่างกายมีจุดไหนที่เล่นงานได้จุดไหนที่เล่นงานแล้วจะมีการตอบสนองยังไง
แต่อีกคนที่ไม่น่าเชื่อว่าจะมีทักษะในเรื่องนี้ก็คือรอน เพราะที่ผ่านมาเขามักแสดงความอ่อนด้อยในศักยภาพทางร่างกายอยู่เสมอ ผิดกับเพื่อนเขาสองคนทั้งบาสหรือเดนิสที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพร่างกายที่เหนือกว่าเขา แต่ในการฝึกจับทุ่มนี้พอรู้ถึงหลักการและการวางท่าเขาก็พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว แม้ว่าจะไม่ถูกต้องตามหลักการทั้งหมดแต่ก็ถือว่าเยี่ยมมากสำหรับผู้เริ่มต้น
ส่วนบาสกับเดนิสนั้นสองคนนี้มีปัญหาเหมือนกับลูกน้องเจคหลายๆ คน ที่มักเคลื่อนไหวตามสัญชาตญาณและความคุ้นชิน ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เออร์วินซีเรียสเพราะเขามองว่าคนพวกนี้เป็นมนุษย์และมนุษย์ก็สามารถพัฒนาได้
ส่วนเรเวนนั้นยังต้องแก้ไขอีกเยอะผลลัพธ์ที่เธอจับลูซี่ทุ่มกับลูซี่จับเธอทุ่มต่างกันมากไม่ใช่แค่เรื่องพละกำลังที่ต่างกันระหว่างเผ่าพันธุ์ แต่เพราะเธอยังไม่คุ้นชินกับการใช้แรงจากส่วนอื่น บ่อยครั้งที่เธอมักเผลอใช้แรงจากที่แขนเพียงอย่างเดียว แต่แม้ว่าเธอจะทำผิดพลาดอยู่บ่อยครั้งแต่เธอกลับแสดงท่าทางดื้อดึงอย่างไม่น่าเชื่อ
“นี่อาจารย์ครับแล้วตกลงแรงโน้มถ่วงนี่คืออะไรครับ”
โทมัสถามขณะกำลังเขียนเลขอาราบิก 0-9 แถวแล้วแถวเราบนสมุด เออร์วินตอบทั้งที่สายตายังคงมองการฝึกจับทุ่มของพวกเขา
“คุณเคยสงสัยไหมครับว่าทำไมขาของคุณต้องติดอยู่ที่พื้น ทำไมทุกสิ่งทุกอย่างต้องไปอยู่ที่พื้นตลอด ทำไมยิ่งเราตกลงมาสูงเท่าไหร่ความเสียหายที่ได้รับก็ยิ่งแรงเท่านั้น”
ถามนี้ทำให้โทมัสละสายตาจากสมุดขึ้นมามองเออร์วิน เขารู้สึกงุนงงและไม่เข้าใจว่าอาจารย์จะถามเรื่องนี้ทำไม เพราะนี่ก็เป็นสิ่งที่ปกติที่เป็นเรื่องพื้นฐานที่ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนต้องติดอยู่กับพื้นเพราะพื้นอยู่ข้างล่าง… อยู่ๆ โทมัสก็เหมือนจะคิดอะไรได้
‘พื้นอยู่ข้างล่าง ทำไมพื้นถึงอยู่ข้างล่าง แล้วทำไมเราต้องอยู่ติดกับพื้นตลอด ทำไมเราไม่สามารถลอยไปบนฟ้าได้โดยที่ไม่ต้องใช้เวทย์มนตร์หรือเรือเหาะ’
เป็นครั้งแรกที่โทมัสรู้สึกสงสัยในเรื่องพื้นๆ ที่เขาเห็นปกตินี้ ก่อนเขาจะเห็นเออร์วินหยิบเหรียญทองขึ้นมาหนึ่งเหรียญ เขาดีดเหรียญทองขึ้นฟ้าจนเมื่อเหรียญทองตกลงมาเขาก็รับมันไว้ก่อนจะตอบว่า
“คำตอบของเรื่องนี้ก็เป็นเพราะแรงโน้มถ่วงไงครับ”
“แรงโน้มถ่วง?” โทมัสทวนคำเขายิ่งสงสัยว่าแรงโน้มถ่วงนั้นคืออะไร และทำไมมันถึงทำให้คนและทุกสิ่งต้องอยู่ติดกับพื้น และถ้าสิ่งที่อาจารย์เขาพูดเป็นความจริงก็หมายความว่าทวีปอาร์เคนัสนั้นกลมและมันก็กลมเพราะแรงโน้มถ่วง