ซ่า... ซ่า...
เเดดจัดยามเที่ยงวันอาบไล้ผืนน้ำสีเขียวให้ทอประกายพราวระยับราวกับกระเบื้องหินอ่อน ตั้งเเต่บุญกลอนจำความได้ ธารน้ำตกเส้นนี้ก็ไหลหลั่งไม่เคยขาดหาย ยกเว้นค่ำคืนนั้น รัตติกาลวิปริตเเห่งจันทราสีเลือดเดือดระอุ ด้วยอำนาจลี้ลับยากเกินจะพรรณนา ได้กลั่นสายน้ำไหลเย็นให้เหือดเเห้งในพริบตา
" เฮ่อ... " ได้มายังธารน้ำตกอันร่มรื่นเเละเย็นฉ่ำสมใจ เล็กน้ำกลับสังเกตได้ถึงห้วงอารมณ์ของบุญกลอนเหมือนยังไม่ดีขึ้นเลย พี่ท่านเอาเเต่ทอดถอนใจอยู่อย่างนั้นเนิ่นนาน ช่วงเวลาส่วนใหญ่ของทั้งคู่จึงล่วงเลยไปด้วยความอึดอัดอึมครึม
เล็กน้ำพบว่าเหนือผิวน้ำตกเเห่งนี้อุดมด้วยฝูงเเมลงปอบินว่อนละลานตา โฉบเฉี่ยวว่องไวราวกับพวกมันอยู่ในเเนวรบ ตัวไหนเริ่มเหนื่อยล้าจะร่อนลงเกาะบนหินกลมมนที่โผล่พ้นกระเเสน้ำไหลเเรง บางตัวเเลนดิ้งบนผิวน้ำนิ่งริมลำธารเหมือนกับไร้น้ำหนัก เล็กน้ำยิ้มบาง เพราะชื่นชอบอะไรเเบบนี้ ภาวะเพลิดเพลินท่ามกลางเเมกไม้เขียวขจี พาให้เขาไม่อาจละสายตาได้
อึดใจนั้นเอง ประกายของเล็กน้ำวูบไหว ในเวลาเดียวกันระลอกความตื่นเต้นก็ก่อตัวขึ้น วังน้ำใสไหลเเรงท่ามกลางแก่งหิน มัจจุราชใต้ผืนน้ำผละจากฝูงคล้ายกับสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง ลำตัวเรียวยาวราวศอก อวดเเผงเกล็ดเเวววาวยามเเหวกว่าย ไม่มีการจดจ้องหรือรอคอยเเต่อย่างใด พุ่งพรวดรวดเร็วจนผิวน้ำเเหวกออกเป็นท้องคลื่น เเลเหมือนดอกศรหลุดจากเเหล่งที่ยิงมาจากเบื้องล่าง
ห้วงจังหวะเเห่งความเป็นตาย กาลเวลาเสมือนถูกสะกดให้เชื่องช้า ปลาพวงใหญ่เเบกความเเน่วเเน่ไว้เต็มหลัง เเหวกม่านธาราจากก้นลำธาร ขณะใกล้จะทะยานขึ้นมาจูบเเผ่นน้ำใต้ทองเเมลงปออยู่รอมร่อ ม่านตาเล็กน้ำหดเเคบ ลมหายใจคล้ายถูกกลืนหาย
ทว่าชั่วพริบตานั้น เพียงเส้นยาเเดงผ่าเเปดที่เครื่องจักรสังหารใกล้เข้าถึงตัว ผิวน้ำใต้ท้องเเมลงปอเว้าลงเป็นเเอ่งเล็กๆ ส่งเเรงตึงผิวให้พ่นหยดน้ำออกมาหยาดหนึ่ง เจ้าปลาพลาดเเล้ว ฮุบได้เพียงหยาดน้ำน้อยนิดหยดนั้น
เจ้า ' คอปเตอร์ ' สีเเสดเเจ็ดเเจ๋ยังไม่หนีไปไหนใกล ปีกบางเป็นโครงข่ายกระพือถี่เร็วตรึงตัวเองอย่างมั่นคง ขณะที่ดวงตากลมใหญ่ก็กลอกกลิ้งหลุกหลิกราวกับกำลังเย้ยเยาะ ก่อนจะหันหัวบินจากไปอย่างไม่สะทกสะท้าน ทว่าสิ่งที่เฝ้ารออยู่อีกด้านคือเงามืดดำประหนึ่งห้วงลึกของจิตใจมนุษย์
ควับ!
ปลาพวงอีกตัวสะบัดหางสุดเเรงพุ่งทะยานขึ้นจากผิวน้ำ ตัวนี้ขนาดลำตัวลดหลั่นกว่าตัวก่อนหน้าเล็กน้อย มันอ้าปากกว้างเเล้วงับเจ้าคอปเตอร์ตัวน้อยเอาไว้ในชั่วอึดใจ เเดดจ้าสาดลงเเผงเกล็ดสีเงินวาววับขณะตีวงโค้งอย่างงดงาม จากนั้นดำดิ่งลงใต้ผืนน้ำ โดยมีปลาพวงใหญ่ตัวก่อนหน้าว่ายขนาบอยู่เคียงข้าง คล้อยหลังฉุดกระชากทีสองทีก็เเบ่งสันกันไปตัวละครึ่ง
" ฮ่า! ฮ่า! หากไม่เห็นกับตา ใครเล่าจะคิดได้ว่าเจ้าพวกนี้เเบ่งหน้าที่กันหาอาหาร ตัวหนึ่งล่อหลอก ส่วนอีกตัวเข้าจู่โจมในฉับพลันด้วยความเเม่นยำ " บุญกลอนตบพนักเเขนเก้าอี้เสียงดังสนั่น อารมณ์ขุ่นมัวเหมือนจะเริ่มเบาบางลง " เจ้าดูพวกมันสิ ลิขิตฟ้าหรือจะสู้มานะบากบั่น ส่วนสิ่งใดจะจริงหรือสิ่งไหนลวง เเม้กระทั่งใช้ทั้งชีวิตนี้ ก็อาจจะไม่มีวันล่วงรู้ได้เเน่ชัด "
คล้อยหลังถ้อยคำกำกวมของบุญกลอนจางไป เล็กน้ำกะพริบตาปริบๆ นิ่งงันอยู่ครู่หนึ่ง หลังผ่านไปหลายลมหายใจ เรียวปากบูดบึ้งเสมือนเสือยิ้มยากจึงจะยกม้วน วรรคท้ายประโยคนั้นคมกริบราวกับใบมีดเฉือนใจ " พี่กลอนหมายถึง... หากมุ่งมั่นมากพอจะสามารถเอาชนะสัญชาตญาณได้หรือ "
บุญกลอนทำราวกับไม่ได้ยินอีกฝ่ายพูดเลยเเม้เเต่น้อย " เจ้าว่าปลาสองตัวรุมเเมลงปอเเค่ตัวเดียว เอาเปรียบกันเกินไปหรือไม่ ต่อให้มันมีปีกโบยบินได้ก็ตาม "
" เอ่อ ข้าว่า... " ก่อนที่ถ้อยวาจาวรรคต่อไปจะหลุดออกมา เล็กน้ำพลันเบิกตาโพลง ในห้วงใจถูกคลื่นความตื่นตระหนกกวาดกระหน่ำ ให้ต้องพับเก็บเเก่นความคิดถัดไปไว้ประเดี๋ยวหนึ่ง เขาลืมนึกไปเสียสนิท ' นารัน ' เด็กหนุ่มเจ้าของร่างนี้ เเต่เดิมมีนิสัยใจคอเช่นไร รวมถึงยามมันปฏิบัติต่อบุญกลอนเล่า!?
' ให้ตายเถอะ ข้าลืมจุดบอดพวกนั้นได้ยังไง อาจเป็นเพราะภาวะผ่อนคลายในสภาพเเวดล้อมใหม่ เเถมยังมีสาวสวยคอยห่วงใย หรือในยามนี้ร่างกายเเละจิตใจไม่ต้องถูกเคี่ยวกรำเหมือนที่ผ่านมา '
เล็กน้ำขบคิดได้เร็วไว เหล่านี้คือปัจจัยร่วมสำคัญทำให้เผลอไผลปล่อยกายใจได้ทั้งสิ้น เล็กน้ำเร่งทำความเข้าใจอัตลักษณ์เดิมทันที พอกระจ่างได้ส่วนหนึ่งก็เบาใจ เด็กน้อยผู้นี้เฉลียวฉลาดเกินวัยไปไกลลิบ อีกทั้งยังมุทะลุราวกับสะเก็ดไฟเเลบเเล่น
" เหตุใดเงียบเสียงเเล้ว คนฉลาดเฉลียวเช่นเจ้า ไม่น่ามาสิ้นท่ากับเชาว์ปัญหาเล็กน้อยข้อนี้ " บุญกลอนยิ้มพราย นัยน์ตาลุ่มลึกขณะจ้องมองมา คลับคล้ายอยากค้นหาบางอย่างบนวงหน้าละอ่อนใส
" ท่านปั่นหัวข้าอีกเเล้ว " เล็กน้ำสูดหายใจลึก หวังใช้กลิ่นอายบริสุทธิ์อันฉ่ำเย็น ปลดปล่อยหัวสมองให้โปร่งโล่ง " ข้าคิดว่าธรรมชาตินี้ช่างโหดร้ายเเละไร้ซึ่งความเมตตา "
" หืม เพราะ? "
" อืม... เพราะมันเหมือนจะไม่เคยสนใจเลย ว่าอะไรจะคงอยู่ต่อไปหรือสิ่งใดจะถูกกลืนหาย ไม่เเน่ว่าทั้งสองสิ่งนั้นคือความปรารถนาเดียวที่มันต้องการสูงสุด " เล็กน้ำสาธยาย
" เจ้าเติบใหญ่เเล้วจริงๆ เเต่ยังตอบได้ไม่ตรงคำถามนะ " บุญกลอนเซ้าซี้
" ในวัฏจักรเเห่งธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ ได้ปรากฏสิ่งหนึ่งที่ไม่อาจมองข้ามได้ "
บุญกลอนเลิกคิ้ว " จะเกิดอะไรขึ้น หากข้าละเลยมัน"
" ท่านก็จะตาย... "
ชายซูบผอมบนเก้าอี้กล คล้ายตกตะลึงไปชั่วขณะ เเสงในตาของมันวูบไหวเหมือนใคร่จะรู้ให้ได้ " สิ่งใดกัน "
" ลำดับขั้นเเห่งความจริงเเท้ " เล็กน้ำกล่าวเสียงเรียบ ทว่าเมื่อฉุกคิดได้ เขาถึงกับกังขาในคำกล่าวนี้ของตนเองเสียดื้อๆ สีหน้าฝืดฝืนค่อยๆ เหลือบมองบุญกลอนบนเก้าอี้ เขาพบว่ายามนี้อีกฝ่ายนิ่งเงียบดุจรูปปั้น ราวกับถ้อยคำนั้นของเขาได้แปรเปลี่ยนเป็นหอกเเหลม ทิ่มเเทงจิตสำนึกจนเเตกเป็นเสี่ยง
" พี่กลอน ก็เเค่คำพูดเรื่อย... "
บุญกลอนตัดบทดังฉับ จากนั้นกล่าวเสียงเข้มขณะตวัดสายตามองมา " เเค่พูดเรื่อยเปื่อยเรอะ! ไม่จริงเลย เจ้าพูดได้ถูกต้องเเล้ว เเถมข้าเองยังไม่เคยได้ยินคำกล่าวเเบบนี้มาก่อน ลำดับขั้นเเห่งความจริงเเท้ น่าสนใจ... ช่างน่าสนใจ... "
" ช้างสามารถเอาชนะเจ้าป่าอย่างเสือได้ ทว่ากลับเเพ้พ่ายโดยปริยายให้กับฝูงมดตัวจ้อย ธรรมชาติครอบครองทุกสรรพสิ่ง เเต่ในอีกด้านหนึ่ง ตัวมันเองก็เปรียบเสมือนเขาวงกฎอันสุดซับซ้อนเช่นกัน ความลึกซึ้งยากหยั่งคาดได้ส่งผลให้ลำดับขั้นเเห่งความจริงเเท้นั้นไม่เเน่นอน หมุนเวียนเปลี่ยนกันไปตลอดเวลาดั่งวงจรเเห่งฤดูกาล "
เล็กน้ำยิ้มกริ่มได้ใจ ดวงตาเปล่งประกายอิ่มเอิบ ราวกับตนเองเป็นผู้เนรมิตสรรพสิ่งด้วยสองมือ ทว่าทันใดนั้นเอง ในสำนึกกลับสั่นไหวหวาดหวั่นดั่งหุ่นไม้โดนชักเชิดครอบงำ เขาตกใจมาก พลันกล่าวปรารภกับตนเองด้วยจิตใจเลื่อนลอยสับสน ' เกิดอะไรขึ้นกับข้า! เหตุใดถึงได้พูดออกไปเเบบนั้น! '
เสียงครึกครักดังตะกุกตะกัก ในยามที่บุญกลอนพยายามเคลื่อนเก้าอี้เข้าใกล้ มันตระหนกตกใจเล็กน้อยที่อีกฝ่ายยืนเเข็งทื่อไม่ไหวติง " เงียบไปนานเลย เจ้าไม่เป็นอะไรนะ "
" ข้าไม่เป็นไรพี่กลอน " เล็กน้ำเอ่ยเสียงเเผ่ว
เมื่อพบว่าเด็กหนุ่มไม่มีสิ่งใดให้ต้องกังวล บุญกลอนส่งยิ้มบางให้ จากนั้นเเหงนหน้ามองฟ้าสีครามด้วยเเววตาลึกซึ้งอบอวน ริ้วสายลายเมฆขาวเรียงตัวเป็นชั้นๆ พลันถูกกักเก็บเอาไว้ในดวงตาเเวววาวคู่นั้น " เเล้วเจ้าคิดว่าใครเป็นผู้สร้างเขาวงกตอลังการนี้ "
" ข้าก็ไม่อาจรู้ได้ " หลังตอบกลับไปอย่างกระชับ เล็กน้ำก็ได้จังหวะเปลี่ยนเรื่องเเล้ว " ในเมื่อลุงเพิ่มกล่าวได้ถูกต้อง เเต่ทำไมข้าถึงรู้สึกว่าท่านยังคาใจ "
" หึ หึ ด้วยวัยของเจ้า ย่อมไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่จะสนใจตนเองเเละสิ่งเล็กน้อยรอบกาย เเต่สำหรับคนพิการแบบข้านั้นต่างไป ความเพลิดเพลินหนึ่งเดียวก็คือการรอรับข่าวสารความเป็นไปในหมู่บ้านจากพ่อบุญสรวง หลังจากท่านพักผ่อนเข้านอน ข้าเเละเจ้าฉิมจะนำทุกอย่างมาปะติดปะต่อเพื่อเชื่อมโยงเส้นใยเเต่ละเส้น ไปจนถึงประสานทุกร่องรอยเข้าด้วยกัน พอได้สืบค้นเเล้ว บางครั้งสิ่งที่ซ่อนอยู่อาจทำให้เจ้าคาดไม่ถึงเลยทีเดียว ข้าไม่อาจบอกได้ว่ารู้จักทุกคน เเต่กล้าพูดได้เลยว่าเข้าใจหมู่บ้านนี้ดีที่สุด! "
ประโยคทิ้งท้ายของบุญกลอนพอผ่านหู เล็กน้ำพลันหรี่ตาเเคบ หลังจากได้รับฟังอีกมุมหนึ่งอันน่าตกตะลึงของชายพิการเเล้ว ภายใต้ความนับถือเป็นพี่น้อง ได้ปรากฏเค้ารอยหวาดหวั่นซึมออกมาจากก้นบึ้งหัวใจ กลิ่นอายเเปลกประหลาดที่ร่างพิการแผ่ซ่านในห้วงเวลานี้ ราวกับเงามืดกลืนกินสรรพสิ่งยามพลบค่ำ เเละเหมือนมีบางอย่างหยั่งรากลึกภายในเรือนกายอีกฝ่าย เเม้จะเป็นกลางวันเเสกๆ เเต่เส้นขนของเขาก็ลุกซู่ชูชันไปทั้งตัว