คลังอสูรบรรพกาล

    ตอนที่ 89 : ความแข็งแกร่งที่แท้จริง

     

          ‘นี่...’ 

     

           ชิลหรี่ตาจมคนกล้า ก่อนตัดสินจะดีดตัวทิ้งระยะห่างออก ทว่าบุรุษชุดขาวกลับพุ่งตัวเข้าประชิด พร้อมฟาดกระบองไม้ไปยังกลางลำตัว

     

           ฟุบ!! 

     

           กระบองไม้หวดได้เพียงอากาศ พริบตาร่างเงาในชุดคลุมสีเขียวเข้มได้ปรากฏขึ้นด้านหลังบุรุษชุดขาว วาดดาบเข้าโจมตีราวกับสายฟ้าฟาด

     

           เคร้ง!!!

     

           นัยน์ตาสีองุ่นเบิกกว้างด้วยความงุนงงเมื่อเห็นกระบองเหล็กสีเงินปรากฏขึ้นในมือบุรุษชุดขาว เขาไม่เข้าใจว่าชายผู้นี้หันกลับมารับการโจมตีพร้อมเรียกศาสตราวุธอันใหม่ออกมาทันได้อย่างไร

     

           แม้จะมีความขุ่นข้องใจอยู่มาก อย่างไรเวลานี้ก็ไม่เหมาะแก่การใคร่คิด ทันทีใบดาบสีดำได้หักวาดโจมตีไปยังทิศที่แตกต่างถึงสามครั้งในเสี้ยววิ

     

           เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!! 

     

           กระนั้นกระบองเหล็กก็ดูเหมือนจะสามารถวาดรับการโจมตีที่แสนรวดเร็วของชิลได้ทุกครั้งไป

     

           ปะทะกันอยู่หลายนาที ชิลจึงรู้สึกว่ามีบางอย่างแปลกๆ ไม่ว่าจะโจมตีด้วยความเร็วสูงสุด หรือใช้ทักษะลอบจู่โจม บุรุษชุดขาวผู้นี้ก็จะตอบโต้ได้ทันท่วงทีทั้งหมด และดูเหมือนพลังกายที่ได้มาจากกายาอมตะนิรันดร์จะไม่สามารถสร้างข้อได้เปรียบให้เขาแม้เพียงเล็กน้อย

     

           ‘บางทีมโนฝันนี้ อาจถูกสร้างขึ้นจากการรวบรวมข้อมูลทักษะต่อสู้ที่ผ่านมาของข้า สมแล้วที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสมบัติโบราณอันมีจิตสำนึก’ 

     

           ชิลคิดพร้อมวาดดาบเข้าจู่โจมบุรุษชุดขาวอย่างไม่หยุดยั้ง

     

           เคร้ง!! 

     

           ดาบสีดำปัดกระบองเหล็กออกไปด้านข้าง

     

           ขณะนั้น จู่ๆร่างชิลก็ระเบิดกระแสพลังงานสีขาวออกมา สักพักพลังงานสวรรค์อันแข็งแกร่งก็ค่อยๆไหลเข้าไปรวมตัวกันที่แขนขวา ไม่นานพลังงานสีเหลืองก็ปรากฏพร้อมไหลไปรวมกันที่แขนซ้าย

     

           ปัจจุบัน แม้ชิลจะมีห้องโถงพลังงานถึงสองชนิด แต่เขาก็ยังไม่สามารถผสานมันเข้าด้วยกันได้ และหนทางเดียวที่จะใช้พลังงานทั้งสองพร้อมกัน นั่นก็คือการแยกบีบอัดเข้าไปยังส่วนของร่างกายในบริเวณที่ต่างกัน

     

           เมื่อพลังงานปฐพีถูกเปิด จึงทำให้ทักษะกายาอมตะนิรันดร์แสดงความสามารถออกมาถึงขีดสุด ทันทีพลังงานอันแข็งแกร่งได้ไหลบ่ากระจายไปทั่วร่าง พร้อมนัยน์สีองุ่นที่สว่างวาบราวกับแสงจากดวงดาวบนท้องฟ้า

     

           เสี้ยววิ ร่างชิลที่ยืนอยู่ด้านหน้าบุรุษชุดขาวได้หายไปราวกับภาพตัด

     

           แทบจะในทันทีกระบองเหล็กได้วาดผ่านอากาศควงฟาดไปยังด้านหลังเพื่อรับดาบสีดำ ทว่าสิ่งที่รออยู่กลับเป็นเพียงความว่างเปล่า

     

           ห่างออกไปประมาณยี่สิบเมตร จู่ๆก็เกิดคลื่นน้ำรูปจันทร์เสี้ยวซัดเข้ามาด้วยความเร็ว นี่ทำให้บุรุษชุดขาวต้องควงกระบองเหล็กไปมาเพื่อรับการโจมตีจากระยะไกล

     

           ปัง!!! 

     

           คลื่นน้ำอันรุนแรงซัดร่างบุรุษชุดขาวถอยร่นกว่าสามเมตร ก่อนที่ร่างชิลจะมาปรากฏยังจุดอับสายตาพร้อมฟาดดาบตัดไปยังกลางลำคอ

     

           เคร้ง!!

     

           ‘ยังรับได้งั้นรึ’

     

           ชิลฉีกยิ้มกว้างจ้องมองบุรุษชุดขาวที่วาดกระบองเหล็กมารับดาบอันรวดเร็วของเขา

     

           ‘เช่นนั้น แบบนี้ล่ะ’

     

           ชั่วครู่ มือซ้ายที่ถูกคลุมไว้ด้วยพลังงานสวรรค์ได้ยกขึ้นวาดสัญลักษณ์มากมายบนอากาศ ในขณะที่มือขวายังคงใช้ดาบสีดำปัดป้องรุกรับการโจมตีจากบุรุษชุดขาว

     

           หากผู้คนภายนอกมาเห็นฉากนี้เข้า ทุกคนไม่เว้นแม้กระทั่งเหล่าผู้มาเยือนจะต้องตื่นตะลึงจนแทบหยุดหายใจ เพราะวิธีการร่ายอาคมที่ชิลใช้ ถือเป็นศาสตร์ขั้นสูงสุดในหมู่ผู้ใช้อาคมที่ถูกเรียกว่า

     

           สมณะมหาจอมเวท

     

           มันคือการร่ายบทอาคมโดยที่ร่างกายสามารถขยับได้อิสระ ซึ่งส่วนมากผู้ที่ทำได้จะถูกขนานนามว่า มหาจอมเวท

     

           อย่างไรสมณะมหาจอมเวทก็ใช่ว่าจะต้องเป็นผู้มีรากฐานฝึกฝนสูงส่งถึงสามารถทำได้ ตัวแปรสำคัญในการใช้ เพียงแค่ผ่านขึ้นระดับวัฏจักรเคลื่อนย้าย ที่ทำให้ผู้ใช้อาคมพ้นเขตแดนมนุษย์ธรรมดาก็สามารถเริ่มฝึกฝนมันได้แล้ว

     

           ถึงอย่างนั้น ตั้งแต่กำเนิดโลก กระทั่งถือกำเนิดผู้ใช้อาคมคนแรกจนปัจจุบัน ก็ยังมิเคยมีผู้ใช้อาคมระดับวัฏจักรเคลื่อนย้ายคนใดสามารถใช้สมณะมหาจอมเวทได้

     

           โดยผู้ที่ถูกบันทึกไว้ว่ามีอายุน้อยที่สุด ในการสำเร็จสมณะมหาจอมเวทคือสตรีในช่วงอายุสามสิบสามปี ทั้งยังอยู่ในระดับสัมผัสสวรรค์ และมีความเข้าใจในอาคมที่ระดับลึกซึ้ง

     

           ทว่าตอนนี้เด็กหนุ่มในวัยสิบแปดปี ผู้อยู่เพียงระดับวัฏจักรเคลื่อนย้าย กลับฉีกกฎเกณฑ์ของโลกผู้ใช้อาคมทิ้งอย่างไม่เหลือชิ้นดี

     

           ไม่นานสัญลักษณ์มากมายบนอากาศก็ค่อยๆหลอมกันจนกลายเป็นวงกลม สักพักวงกลมนั้นก็กระจายตัวออกเป็นเส้นแสงสีส้ม สร้างรูปร่างคล้ายภาพวาดขึ้น

     

           เพียงไม่กี่วิ ภาพร่างเส้นอาคมรูปคล้ายนักรบเกราะดำที่ชิลพบเมื่อมโนฝันที่แล้วก็ปรากฏด้านข้าง

     

           สิ่งนี้คือบทอาคมที่ถูกเรียกว่าอาคมรังสรรค์ ดังเช่นเมื่อแบนเคยใช้สร้างเส้นอาคมรูปร่างงูจู่โจมอาเคียในป่าพันวิญญาณ

     

           ทว่าอาคมรังสรรค์ก็มีระดับของมัน โดยจะพัฒนาตามความเข้าใจในอาคมวงเวทของผู้ใช้ จึงมิแปลกที่อาคมรังสรรค์ที่ชิลร่ายจะมีความแข็งแกร่งมากกว่าอาคมรังสวรรค์ของแบนราวกับระยะห่างจากสวรรค์และนรก

     

           “เจ้ารู้หรือไม่ว่า ความน่ากลัวของผู้ใช้อาคมที่แท้จริงเป็นเช่นไร” 

     

           ชิลกล่าวเสียงแผ่ว พร้อมใช้กำลังสูงสุดเหวี่ยงดาบดีดร่างบุรุษชุดขาวออกไปในระยะไกล

     

           “หากผู้ใช้อาคมทั่วไปอยู่ต่อหน้าผู้ใช้ทักษะ นั่นหมายถึงความตายชั่วพริบตาของผู้ใช้อาคม อย่างไรนั่นไม่รวมกับผู้ใช้อาคมที่แท้จริงซึ่งสามารถใช้สมณะมหาจอมเวท”

     

           กล่าวจบเส้นอาคมสีส้มรูปร่างนักรบเกราะดำ ก็พลันโดดมาอยู่ด้านหน้าชิลพร้อมฟาดดาบเข้าสกัดกระบองเหล็กที่กำลังพุ่งตรงมาอย่างรวดเร็ว

     

           เคร้ง!!

     

           “นี่มันเพิ่งเริ่ม”

     

           ชิลหันตัวค่อยๆก้าวเดิน พลางยกมือวาดสัญลักษณ์รูปแบบเดียวกันกับเมื่อครู่ไปตามทาง ก่อนไปหยุดนั่งลงบนพื้นหญ้าใกล้ๆ

     

           ด้านหน้า แม้เส้นนักรบเกราะดำจะตกเป็นรอง และไม่สามารถต้านทานบุรุษชุดขาวได้หลายกระบวนท่า ถึงอย่างนั้นมันก็ยังยื้อต่อกรกับบุรุษชุดขาวได้อย่างสูสี โดยไม่ปล่อยให้จุดปะทะเคลื่อนเข้าใกล้ชิลแม้เพียงเล็กน้อย

     

           เมื่อสัญลักษณ์ถูกวาดเสร็จ พริบตาได้ปรากฏเส้นอาคมนักรบเกราะดำอีกตนขึ้น ทันทีเส้นอาคมนักรบเกราะดำตนใหม่ได้โดดเข้าปะทะกับบุรุษชุดขาว ส่งผลให้สถานการณ์ของบุรุษชุดขาวตกเป็นรองอย่างสมบูรณ์

     

           ต้องรู้ว่าแม้เส้นอาคมที่ชิลสร้างจะมีรูปร่างคล้ายนักรบเกราะดำ ทว่าความแข็งแกร่งแตกต่างจากตัวตนดั้งเดิมลิบลับ

     

           เพียงเส้นอาคมนักรบเกราะดำสองตนก็สามารถกดดันบุรุษชุดขาวผู้อยู่ในระดับคลายสมดุล ทั้งยังเป็นตัวตนที่สร้างขึ้นจากการรวบรวมข้อมูลทักษะของชิลให้ถอยร่นได้บางจังหวะ

     

           ‘ข้าเพียงต้องปรับแต่งมันสักเล็กน้อย’

     

           ชิลนั่งยิ้มอย่างสบายอารมณ์ พลางจ้องมองเส้นอาคมนักรบเกราะดำทั้งสองที่กำลังปะทะกับบุรุษชุดขาวอย่างดุเดือด

     

           เคร้ง!! เคร้ง!! เคร้ง!!! 

     

           เสียงปะทะกันอย่างหนักหน่วงระหว่างกระบองเหล็กและเส้นอาคมดาบเกิดขึ้นอย่างไม่หยุดพัก ทว่าจู่ๆ เส้นอาคมสีส้มของนักรบเกราะดำตนหนึ่งก็แปรเปลี่ยนเป็นสีขาว พร้อมกับเส้นรูปดาบในมือได้เปลี่ยนกลายเป็นทวนยาว

     

           เคร้ง!!! 

     

           ทวนยาวโบกสะบัดฟาดไปยังกระบองเหล็ก ส่งร่างบุรุษชุดขาวลอยออกไปมากกว่าสิบเมตร

     

           และทันทีที่บุรุษชุดขาวตั้งตัวพร้อมคิดพุ่งจู่โจมโต้กลับ เส้นอาคมนักรบเกราะดำอีกตนก็ปรากฏด้านหลังพลางฟาดดาบขนาดยักษ์เข้ากลางหลัง

     

           แม้บุรุษชุดขาวจะสามารถไหวตัวรับดาบได้ทัน ทว่าด้วยความรุนแรงจากการจู่โจมครานี้ ทำให้ร่างบุรุษชุดขาวถูกฟันผ่าครึ่งกลายเป็นก้อนเนื้อสองก้อนแยกออกจากกันทันที

     

           เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นรวดเร็วจนไม่อาจมองตามทัน อย่างไรหากสังเกตดีๆจะพบว่า เส้นอาคมนักรบเกราะดำอีกตนที่สังหารบุรุษชุดขาวมีสีเหลือง

     

           ทั้งนี้ชิลได้ใช้พลังงานสวรรค์ของตน ส่งผ่านเข้าสู่เส้นอาคมนักรบเกราะดำตนหนึ่งพร้อมเปลี่ยนโครงร่างอาวุธในมือให้กลายเป็นทวน ตรงกันข้ามเขาได้ส่งพลังงานปฐพีเข้าสู่เส้นอาคมนักรบเกราะดำอีกตนเปลี่ยนโคร่งร่างศาสตราวุธให้กลายเป็นดาบขนาดยักษ์

     

           นี่เป็นการช่วยให้เส้นอาคมนักรบเกราะดำทั้งสองมีความแข็งแกร่งและว่องไวมากขึ้นจนน่าหวาดกลัว

     

           “การปรับแต่งบทอาคม บางทีข้าอาจใช้วิธีนี้ช่วยให้เจ้ากลมหลุดพ้นมื้ออาหารแรกเริ่มได้เร็วยิ่งขึ้น”

     

           ชิลยิ้มพร้อมมองไปยังกองเศษเนื้อบุรุษชุดขาวที่ค่อยๆรวมตัวกันจนกลับมาเป็นรูปร่างมนุษย์อีกครา

     

           “ดูเหมือนข้าต้องเล่นกับเจ้าอีกสักหน่อย”

     

           .

     

           .

     

           ด้านนอก ผู้ร่วมทดสอบที่ยังคงนั่งหลับอยู่กลางลานประลองเหลือเพียง เซทาม ดิชชี่ เทียชา ซาเนียและชิลเท่านั้น

     

          โดยก่อนหน้านี้ เซเลลอฟและผู้ถือครองลำดับที่สี่ ได้ขอหยุดการทดสอบ เนื่องจากไม่สามารถต่อกรกับบุรุษชุดขาวไหว

     

           ตอนนี้ลูกแก้วจินตวิสุทธิ์ได้ส่องแสงสีเหลืองแล้ว นั่นเป็นข้อบ่งชี้ว่า เวลาโดยรวมที่พวกเขาทั้งห้าได้ผ่านพ้นในการทดสอบแรก คือหนึ่งชั่วโมง

     

           แม้เป็นเช่นนั้น ด้านผู้ชมกลับมิมีใครปริปากส่งเสียงพูดคุยวิเคราะห์เกี่ยวกับใครเป็นผู้แข็งแกร่งที่สุดในปีนี้ดังเช่นตอนต้น

     

           เหตุเพราะชิลและซาเนียที่กำลังนั่งหลับอย่างสบายใจอยู่กลางลาน คือสองบุคคลที่ใครหลายคนคิดว่าจักต้องขอหยุดการทดสอบตั้งแต่ห้านาทีแรก

     

           “จากาน ท่านใช้เล่ห์กลในการปรับแต่งลูกแก้วจินตวิสุทธิ์เพื่อช่วยเหลือศิษย์สายตรงของท่านรึ”

     

           ผู้อาวุโสทรีมอสกล่าวด้วยใบหน้าจริงจัง

     

           “นั่นเป็นไปไม่ได้ ข้าคือผู้ตรวจสอบลูกแก้วจินตวิสุทธิ์ก่อนส่งมันลงทดสอบด้วยตนเอง หากท่านว่าท่านจากานคิดคดโกง เช่นนั้นท่านก็กำลังกล่าวหาว่าข้าเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด”

     

           ผู้อาวุโสกีนัสกล่าวขึ้น

     

           ภายในหุบเขาจัตุรัสยักษา ผู้อาวุโสหนึ่งกีนัสขึ้นชื่อเรื่องความเป็นกลาง ทำให้เมื่อมีคำกล่าวเช่นนี้ออกมา จึงมีน้ำหนักพอควรที่จะเชื่อถือ

     

           “ข้าเองก็ยืนยันอีกเสียง อย่างไรผู้ปรับแต่งมโนฝันก็คือข้า ตั้งแต่ปรับแต่งบททดสอบเสร็จสิ้น ข้าก็เพิ่งส่งมอบมันให้แก่ผู้อาวุโสกีนัสเมื่อวาน จึงเป็นไปไม่ได้ที่ลูกแก้วจินตวิสุทธ์ซึ่งอยู่ในแหวนสลักอาคมช่องว่างมิติของข้าตลอด จะถูกท่านจากานดัดแปลง” 

     

           โดมุนกล่าวพลางก้มหัวลงเล็กน้อยอย่างมีมารยาท

     

           “มิยักรู้ว่าท่านจากานจะมีผู้ปกป้องมากมายเช่นนี้”

     

           ผู้อาวุโสทรีมอสกล่าวพร้อมหลับตาลงและมิคิดถามสิ่งใดต่อ

     

           นับจากลูกแก้วจินตวิสุทธิ์ส่องแสงสีเหลืองได้สิบนาที จู่ๆดิชชี่และเทียชาก็ส่งคลื่นจิตวิญญาณขอหยุดการทดสอบ เมื่ออาคมห้วงนิทราถูกคลาย เห็นได้ชัดว่าใบหน้าของพวกเขาแสดงออกถึงความเหนื่อยล้าอันมากล้น ก่อนที่จะผงะไปเล็กน้อยเมื่อพบว่านอกจากเซทาม ยังมีอีกสองคนนั่งอยู่

     

           ทั่วทั้งลานประลองเริ่มตกสู่ความสับสนอีกครา หากเป็นเพียงความโชคดีหรือแค่มีจิตรู้สำนึกสูง ก็ต้องนับว่ามากเกิน เรื่องแบบนี้หากนำไปเล่าให้ผู้คนด้านนอกฟัง แม้แต่เด็กยังไม่เชื่อ

     

           อย่างไรมันก็เกิดขึ้นแล้ว เพียงระดับวัฏจักรเคลื่อนย้ายชั้นต้น กลับคงอยู่ในมโนฝันได้ถึงแสงสีเหลือง และดูเหมือนจะสามารถอยู่ไปจนถึงแสงสีส้มอันเป็นตำนานของหุบเขาอย่างไม่ยากเย็น

     

           เรื่องนี้ในสายตาของฟาลิน เรวาท ลาลาเวีย เซเลลอฟ ครุส และชายชราเคี้ยวสามง่าม นับว่ามิได้มีอะไรน่าแปลกนัก ทว่าในสายตาของผู้ที่มิได้อยู่ในเหตุการณ์การประลองชี้แนะด้านหน้าตำหนักประชุม ย่อมตกตะลึงและงุนงงเป็นธรรมดา ไม่เว้นแม้กระทั่งผู้อาวุโสจากานกับเลโคที่คอยเอาใจช่วยชิลและซาเนียตั้งแต่ต้น

     

           ไม่นานลูกแก้วจินตวิสุทธิ์ก็ค่อยๆส่องแสงสีเหลืองเข้ม ขณะนั้นเซทามผู้เป็นอันดับหนึ่งในการจัดลำดับสามปีซ้อน ได้ปล่อยคลื่นจิตวิญญาณเพื่อขอหยุดการทดสอบ ใบหน้าที่เคร่งเครียดคราแรกค่อยๆผ่อนคลายลงเมื่อรับรู้ว่าอาคมห้วงนิทราได้ถูกปลด

     

           ทว่าทันทีที่ลืมตาพบร่างของชิลและซาเนียนั่งหลับอยู่ด้านข้าง ใบหน้าอันผ่อนคลายเมื่อครู่ก็กลายเป็นน่าเกลียดโดยพลัน มันคิดว่าอย่างไรตนเองก็ต้องได้ที่หนึ่ง จึงเป็นธรรมดาที่จะรู้สึกหงุดหงิดเมื่อเห็นว่ามีผู้อื่นได้ดีกว่า

     

           ความรู้สึกขุ่นเคือง ฉุนฉียว สับสน และงุนงง ก่อตัวขึ้นภายในจิตใจเซทาม มันหันมองไปทางผู้อาวุโสทรีมอสที่นั่งอยู่บนที่นั่งผู้อาวุโส ก่อนลุกขึ้นเดินออกจากลานประลองไปอย่างไม่สบอารมณ์

     

           การขอหยุดการทดสอบของเซทาม ทำผู้คนในลานประลองเดียเบิร์นแทบกลายเป็นบ้าใบ้ นี่เป็นเรื่องที่ยากเกินจะเชื่อว่าศิษย์สายตรงผู้มีรากฐานฝึกฝนต่ำต้อยทั้งสอง จะสามารถคงอยู่ภายในมโนฝันได้นานขนาดนี้

     

           เปรียบราวกับเวลาได้ผลัดจากเดินเป็นวิ่ง พริบตาลูกแก้วจินตวิสุทธิ์ได้เปลี่ยนจากแสงสีเหลืองเข้มเป็นส้ม สร้างความมึนงงให้กับผู้ชมทั้งหมดในลานประลอง

     

           ปัจจุบัน ผู้อาวุโสทุกคนล้วนอ้าปากค้างพร้อมเบิกตากว้างคล้ายพวกเขาเป็นฝ่ายติดอยู่ในโลกความฝันเสียเอง

     

           เมื่อแสงเปลี่ยนนั่นหมายถึงบททดสอบในความฝันรูปแบบใหม่ที่ยากกว่าเดิมถูกสร้างขึ้น อย่างไรดูเหมือนทั้งชิลและซาเนียจะมิได้ลำบากนักเมื่อต้องคงอยู่ในมโนฝันแสงสีส้ม

     

           “นี่พวกเขาคงมิคิดไปถึงแสงสีแดงใช่หรือไม่”

     

           โดมุนกล่าวพลางกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ใบหน้าเขาแสดงออกอย่างชัดเจนว่ามิสามารถอดกลั้นความตื่นเต้นได้

     

           “แสงสีแดงคือมโนฝันด่านสุดท้ายของลูกแก้วจินตวิสุทธิ์ หากพวกเขาสามารถผ่านมันได้ นี่คงเป็นการถือกำเนิดผู้เยาว์ที่มีศักยภาพด้านจิตรู้สำนึกมากที่สุดตั้งแต่หุบเขาจัตุรัสยักษาถือกำเนิด”

     

           ผู้อาวุโสกีนัสหันไปหาผู้อาวุโสจากาน ก่อนหันกลับมาจ้องมองชิลและซาเนียด้วยสายตาคาดหวัง

     

           ตอนนี้ผู้ชมทั่วลานลานประลองเดียเบิร์น ราวกับลืมเลือนกาลเวลา ชั่วขณะที่จ้องมองชิลและซาเนีย แสงสีส้มจางก็ได้เริ่มเข้มขึ้น เข้มขึ้น จนในที่สุดก็แปรเปลี่ยนเป็นสีแดง

     

           ผู้ชมมากกว่าครึ่งเริ่มหายใจติดขัดเป็นพักๆ ราวกับไม่สามารถรับเอาอากาศเข้ามาได้ทั่วท้อง บ้างก็ลืมว่าตนต้องหายใจ บ้างก็นิ่งค้างไร้ความกล้าที่จะขยับตัว อย่างไรอาการแปลกๆที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นเพราะความตื่นเต้นอันมากเกินขีดจำกัด

     

    คล้ายกับเรื่องคลังอสูรบรรพกาล ที่คุณอ่าน