บทที่ 11 อย่าให้ข้าได้ร้าย
หางเฟิ่งได้ยิ่งกำหมัดแน่นเป็เพราะเขาเองที่ไม่ได้มาร่ำลาก่อนจากไปเขาที่เฝ้าแต่ปวดร้าวคิดถึงมารดาที่ล่วงลับ เขาเองไม่รู้เลยว่านางจะเ็ปถึงเพียงนี้ ต่อจากนี้เขาเองจะเป็คนมอบความสุขให้แก่นาง
“องค์หญิงเชื่อใจกระหม่อมได้เลยพะย่ะค่ะ กระหม่อมจะเติมเต็มให้องค์หญิงเอง”
“ไปกันเถอะนี่ก็ใกล้จะถึงเวลากินข้าวแล้ว เช้ารุ่งขึ้นข้ามีธุระที่ต้องเข้าวังหลวงเ้ารอข้าอยู่ที่เรือนแห่งนี้ได้หรือไม่ หากมีผู้ใดกล้ารังแกหรือต่อว่าเ้า เ้าอย่าได้เกรงกลัวโปรดมาบอกแก่ข้า จะจัดการมันผู้นั้นเอง”
“กระหม่อมมิกล้าหรอก กระหม่อมจะคอยองค์หญิงอยู่ที่เรือนอย่างเจียมเนื้อเจียมตัวพะย่ะค่ะ”
“เ้าพูดกับข้าเหมือนปกติเถอะ ข้ามิใช่องค์หญิงที่สูงส่งอันใดเพียงแต่เป็องค์หญิงที่ถูกเขี่ยทิ้งเท่านั้น”
“ได้ขอรับ หากเป็พระประสงค์ของท่าน” หนิงเอ๋อเดินนำไปที่เรือนกับหางเฟิ่ง ส่วนองครักษ์หลิวเมื่อกลับมาก็ไม่รู้ว่าไปอยู่ที่ใด
รุ่งเช้าของอีกวัน
หนิงเอ๋อแต่งชุดที่ฮองเฮานำมาให้จากวังหลวงเป็ชุดสีอ่อนหวานงดงาม แต่มันไม่ถูกใจหนิงเอ๋อหากนางแต่งกายเช่นนี้เข้าไปที่วังหลวงเกรงกลัวว่าทุกคนจะข่มนางได้ นางจึงให้ฟางลี่เว่ยจัดชุดที่นางเลือกเองมาสวมใส่ ชุดสีแดงแสดแม้ไม่มีเครื่องประดับหรูหราแต่เมื่ออยู่บนร่างกายของหนิงเอ๋อช่างเข้ากับสีผิวที่ขาวผ่องใสของนางยิ่งนัก
“ถึงเวลาแล้วเราไปกันเถอะ” หนิงเอ๋อได้บอกกับองครักษ์หลิวแต่ทว่าจู่ๆ ที่หน้าเรือนก็มีเสียงดังโวยวาย บ่าวรับใช้ก็รีบวิ่งมาบอกกับหนิงเอ๋อทันที
“องค์หญิงบัดนี้เกี้ยวจากราชวังมารอรับองค์หญิงที่หน้าเรือนแล้วพะย่ะค่ะ”
“คงเป็เสด็จแม่สินะที่ส่งมา” หนิงเอ๋อคิดว่าคงเป็ฮองเฮาเพราะไม่มีผู้ใดในวังหลวงจะมายินดีกับการที่นางเข้าวังหลวงในครั้งนี้
“มิใช่หรอกพะย่ะค่ะ กระหม่อมได้ยินทหารบอกว่าฮ่องเต้ประทานมาให้มารับตัวองค์หญิงพะย่ะค่ะ” เมื่อหนิงเอ๋อได้ยินนางแทบไม่อยากจะเชื่อตนเองยิ่งนัก นางเดินออกไปก็พบกับเกี้ยวที่นางไม่เคยพบเห็น เกี้ยวที่ตกแต่งอย่างสมฐานะไหนจะทหารที่ยกเกี้ยวมาอีกมากมายรวมทั้งนางกำนัลที่ถูกส่งมารับใช้อีก8 คน ทำให้หนิงเอ๋อฉงนใจยิ่งนัก
“ฟางลี่เว่ยท่านช่วยดูหน่อยสิว่าข้ามิได้ตาฟาดใช่หรือไม่”
“ไม่หรอกเพคะ ที่คือสิ่งที่ฝ่าามอบให้ท่านจริงๆ เดินทางกับเถอะเพคะ”
“ข้าว่าหากใต้หล้าแห่งนี้ไม่เกิดภัยแล้งก็คงจะเกิดพายุฝนลงมาอย่างแน่นอน บิดาที่ไม่เคยเหลียวแลข้าั้แ่ข้าลืมตาดูโลกจนบัดนี้ข้าอายุได้18ปี นี่มันมิใช่เื่แปลกหรอกหรือ หรือว่าจะทำให้ข้าตายใจและนำข้าไปฆ่าทิ้งกันแน่” หนิงเอ๋อพูดออกมาด้วยความน้อยใจ
“โธ่ องค์หญิงของหม่อมฉันท่านคิดมากไปเองเพคะ ฝ่าาทรงรักและเมตตาองค์หญิงมากนะเพคะ เสด็จแม่ของท่านก็เป็ที่โปรดปราณของฝ่าา แต่ที่ฝ่าาทรงทำเช่นนี้ก็เพราะเป็ห่วงความปลอดภัยขององค์หญิง” แม่นมได้เข้ามาจับแขนองค์หญิงให้นางได้ก้าวเท้าขึ้นเกี้ยวเพื่อออกเดินทาง วันนี้หนิงเอ๋อได้เดินทางไปที่วังหลวงพร้อมแม่นมฟางลี่เว่ย และองครักษ์หลิว ส่วนหางเฟิ่งนั้นได้รอหนิงเอ๋ออยู่ที่เรือน
ไม่นานเกี้ยวของหนิงเอ๋อก็ได้เดินทางไปยังวังหลวง นางจับมือตนเองแน่นบีบไปมาเพื่อเก็บความตื่นเต้นนี่ไว้ วันนี้เป็ครั้งแรกในชีวิตของนางที่ได้เข้ามาในวังหลวง เมื่อเดินทางเข้ามาในหมู่บ้านก่อนถึงเมืองหลวง หนิงเอ๋อชะเง้อหน้าออกไปนอกหน้าต่างเพื่อมองดูแต่ก็ต้องพบกับสายตาดูิ่และคำกล่าวนินทาทุกสองข้างทาง ไม่ว่าผ่านไปกี่ปีนางก็ยังคงเป็กาลกิณีของบ้านเมืองนี่สินะ
“นี่พวกเ้าดูสิ หากเป็ข้าข้าคงไม่มีหน้ามาวังหลวงเช่นนี้หรอกนะ “ ชาวบ้านนางหนึ่งพูดขึ้น
“อย่าว่าแต่เ้าเลย หากเป็ข้าข้าคงไม่กล้ามีชีวิตอยู่ถึงขนาดนี้หรอก ข้าขอตายดีกว่า”
“ข้าเองก็เช่นกัน หากเป็ข้าข้าจะไม่เสนอหน้ามาวังหลวงหรอก เหมือนมาตอกย้ำให้ราชวงศ์เสื่อมเสีย เพราะนางทำให้มารดาของตนเองต้องมาตายั้แ่วันที่นางลืมตาดูโลก ดวงกาลกิณีของนางยังทำให้องค์รัชทายาทองค์ก่อนต้องเสียพระชนม์ เป็ข้าข้าจะใช้ชีวิตสำนึกผิดไปจนวันตายมิกล้าใช้ชีวิตอย่างสงบสุขหรอก” เสียงระงมที่ชาวบ้านต่างซุบซิบนินทา ไม่ว่าจะเป็ผู้ใดก็ได้ยิน หนิงเอ๋อพยายามควบคุมอารมณ์ของตนเองแต่ทว่าตอนนี้มันถึงขีดสุดของนางแล้ว
“หยุดเกี้ยวเดี๋ยวนี้” หนิงเอ๋อเดินออกมาจากเกี้ยวที่ตอนนี้ทหารได้วางลงตรงทางเดิน ชาวบ้านที่พากันซุบซิบนินทาก็พากันนิ่งเงียบทันที เพราะไม่คิดว่าหนิงเอ๋อจะได้ยินหรือกล้าทำอะไรที่ทำให้ตนเองเสียหาย แต่ทว่าชาวบ้านคิดผิดคนอย่างหนิงเอ๋อมิยอมที่จะให้ผู้ใดต่อว่านางได้อีกต่อ
สายตาหนิงเอ๋อจับจ้องไปที่ชาวบ้านและเดินตรงไปหาอย่างโมโหแววตาของนางบัดนี้เต็มไปด้วยความเคียดแค้น เมื่อชาวบ้านเห็นจึงพากันนั่งลงกับพื้นดินทันที
“เหตุใดพวกเ้าถึงนิ่งเงียบไปล่ะ เมื่อครู่ข้าได้ยินพวกเ้าพูดจาใส่ร้ายข้า พูดจาิ่เกียรติของข้าอยู่อย่างไม่หวั่นเกรง ตอนนี้เหตุใดถึงนิ่งเงียบกันเช่นนี้ เอาสิตอนนี้ข้าอยู่ตรงหน้าพวกเ้าแล้วพูดมาสิว่าข้ามันเป็เช่นไร” หนิงเอ๋อพูดออกไปแต่ไม่มีผู้ใดกล้าตอบนางแม้สักผู้เดียว
“หึ หึ เก่งนักมิใช่รึ เ้าเมื่อครู่เ้าบอกหากเป็ข้า เ้าจะไม่ขออยู่บนโลกแห่งนี้ใช่หรือไม่ เอาอย่างนี้ดีหรือไม่เดี๋ยวข้าจะส่งเ้าไปลงนรกเอง” หนิงเอ๋อดึงดาบที่อยู่ในมือขององครักษ์หลิวกวาดลงบนบ่าของชาวบ้านจนทำให้นางจึงกับใสั่นกลัวและล้มลงฉี่ราด ก่อนจะเอ่ยขอชีวิตจากหนิงเอ๋ออย่างกลัวตาย
“อะ องค์หญิงหม่อมฉันผิดไปแล้วเพคะ โปรดไว้ใช้ชีวิตหม่อมฉันด้วย” คำพูดติดขัดและสั่นสะท้านได้ออกจากปากของนางที่เมื่อครู่ยังปากเก่ง
“เ้ากล้วตายเป็ด้วยหรือ เมื่อครู่เ้ายังพูดจาโอหังใส่ข้าอยู่เลย” หนิงเอ๋อขยับดาบเข้าใกล้คอนางผู้นั้นมากกว่าเดิม
“หม่อมฉันผิดไปแล้ว ขอองค์หญิงโปรดอภัยหม่อมฉันไม่รู้จักสูงต่ำ” สตรีผู้นี้ยังคงพูดออกมาอย่างไม่เป็คำ แม่นมเห็นดังนั้นก็รีบเข้ามาห้ามองค์หญิงเพราะไม่อยากให้เกิดเื่ไม่ดีขึ้นอีก
“องค์หญิงเพคะ หม่อมฉันว่าเราควรเร่งเดินทางไปที่วังหลวงเถิดนะเพคะ ในเมื่อนางรู้สำนึกแล้วองค์หญิงก็ควรจะปล่อยนางไปอย่าได้ใส่ใจคำพูดของคนพวกนี้เลย หากองค์หญิงใส่ใจคำพูดของพวกคนต่ำต่อยพวกนี้ องค์หญิงจะถูกลือต่างๆ นาๆ อีกมากมายนะเพคะ อย่าให้มือขององค์หญิงของหม่อมฉันต้องแปดเปื้อนเลย ส่วนเ้าหากต่อจากนี้เ้ากล้ามาต่อว่าองค์หญิงอีกข้าจะไม่ให้องค์หญิงไว้ชีวิต ได้ยินที่ไหนข้าจะสั่งทหารตัดคอเ้าที่นั่น” แม่นมรีบดึงดาบออกจากมือของหนิงเอ๋อและส่งให้องครักษ์หลิวทันที สตรีผู้นั้นรีบก้มหัวลงพื้นเพื่อเป็การขอบคุณที่องค์หญิงได้ไว้ชีวิตตน
“ขอบพระทัยองค์หญิงเพคะ ที่ไว้ชีวิตหม่อมฉันต่อจากนี้หม่อมฉันจะไม่พูดถึงเื่ขององค์หญิงอีกเลยเพคะ” หนิงเอ๋อไม่พูดอะไรนางเดินหันหลังขึ้นเกี้ยวและเดินทางต่อ