ตอนที่ 9 ประทัดคืนส่งท้ายปีดังกังวานรอบทิศ (1)
คำพูดของเหยียนจื่อม่อทำให้สายตาของคนตระกูลจางหยุดนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนจางซื่อจะเหลือบมองนางอย่างตื่นเต้นแวบหนึ่ง “เ้า...เ้าได้เจอบุตรสาวของข้าแล้วจริงหรือ นางคิดถึงพวกเราจริงๆ ใช่หรือไม่”
เหยียนจื่อม่อเห็นท่าทางลืมตัวของจางซื่อก็ยกมุมปากเล็กน้อย เืย่อมข้นกว่าน้ำอย่างที่คิดจริงๆ การให้ความสำคัญเช่นนี้เป็สิ่งที่ตนไม่มีวันได้รับ ต่อให้ยอมถูกกดขี่ข่มเหงเพียงใด ในสายตาของจางซื่อนางเป็เพียงของขาดทุน[1]และตัวกาลกิณี...ทว่าโชคดีที่นางได้เกิดใหม่ สิ่งเหล่านี้จึงไม่จำเป็ต้องใส่ใจนัก
“ถึงอย่างไรนางก็เป็เืเนื้อเชื้อไขของท่าน แน่นอนว่าต้องคิดถึงท่านเป็ธรรมดา”
ปกติเหยียนจื่อหลิงจะพยายามหลีกเลี่ยงความสงสัยและไม่เคยเป็ฝ่ายเอ่ยถึงเื่ของตระกูลจางก่อนมาตลอด ทว่าเหยียนจื่อม่อจะปล่อยให้นางทำเป็ไม่สนใจง่ายๆ ได้เยี่ยงไร นาง้าให้เหยียนจื่อหลิงลิ้มรสความทุกข์ทรมานและตราบาปที่ตนต้องประสบพบเจอมาทั้งหมด
“ม่อเอ๋อร์! ให้ข้าพบพี่สาวของเ้าได้หรือไม่ ข้า...”
“ท่านย่อมรักและห่วงใยบุตรสาวตามประสามารดา มิฉะนั้นคงไม่สลับตัวข้าั้แ่แรก ข้าจะนำคำพูดของท่านกลับไป ส่วนนางจะมาพบท่านเมื่อไร ข้าก็ไม่อาจช่วยอะไรมากกว่านี้ได้แล้ว”
ใบหน้าจางซื่อซีดลงเล็กน้อย ในตอนนั้นตนเป็คนคิดเื่สลับตัวเด็กสองคนจริงๆ ทว่าถึงกระนั้นนางยังพยักหน้าและโค้งคำนับพร้อมเอ่ยเสียงแ่ “ได้...ได้เลย!”
จางจิ่วจินที่ก้มหน้าตัวสั่นอยู่ข้างๆ เหลือบมองเหยียนจื่อม่อครู่หนึ่งก่อนจะรีบก้มศีรษะลงอีกครั้ง ไฉนเขาถึงไม่เคยคิดมาก่อนว่าเด็กสาวผู้นี้จะมีเสน่ห์มากขึ้นได้อีก อาภรณ์หรูหราบนกายนางขับให้นางดูราวกับดอกสุ่ยเซียน[2]โดยแท้
แม้ว่าสายตาของเขาจะไม่แสดงออกชัดเจน ทว่าเหยียนจื่อม่อกลับสังเกตเห็นประกายในแววตาได้เป็อย่างดี รอยยิ้มบนใบหน้านางยังคงสว่างไสวไม่แปรเปลี่ยน แต่เล็บที่ค่อนข้างยาวแทบจะจิกเข้าไปในเนื้อเสียเดี๋ยวนั้น
“แม้พวกท่านอาศัยอยู่ที่นี่จะทำให้มีที่หลบลมฝนและมีอาหารให้กินจนอิ่มท้อง แต่เื่เงินทองยังคงขาดแคลนอยู่บ้าง ข้าพอมีเงินติดตัวเล็กน้อย พวกท่านนำไปใช้ก่อน หากไม่เพียงพอข้าจะให้คนนำมาให้อีก”
ตอนเหยียนจื่อม่อเดินออกไปได้วางถุงเงินลงบนโต๊ะเล็กด้านข้างเอาไว้ด้วย หลังนางจากไปแล้วจางซื่อก็รีบเปิดดูอย่างรวดเร็ว ก่อนจะพบว่าข้างในมีเศษเหรียญอยู่จำนวนไม่น้อย
เมื่อขึ้นมานั่งบนรถม้า เหยียนจื่อม่อสังเกตเห็นว่าสาวใช้ข้างกายมีท่าทีผิดปกติอยู่บ้าง อีกฝ่ายมองนางเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่กลับลังเลที่จะเอ่ย เหยียนจื่อม่อจึงกล่าวพร้อมรอยยิ้มบาง “มีอะไรจะพูดอย่างนั้นหรือ”
“คุณหนูดูเหมือนจะอารมณ์ดีนะเ้าคะ”
เจี่ยวเย่ว์เป็สาวใช้ที่เกิดในตระกูลเซี่ยเช่นกัน เนื่องจากเจี่ยนซื่อเกรงว่าบุตรสาวกลับมาจะถูกเอารัดเอาเปรียบ ทุกคนที่ถูกจัดสรรให้เข้ามาทำงานต่างๆ ในศาลาลั่วเสวี่ยจึงมีภูมิหลังไม่ธรรมดาทั้งสิ้น นอกจากนี้ยังเพื่อช่วยให้เหยียนจื่อม่อปรับตัวเข้ากับตระกูลเซี่ยได้เร็วขึ้น
“เ้าอยากรู้หรือไม่ว่าเหตุใดข้าถึงไม่คิดเล็กคิดน้อยกับคนตระกูลจางถึงเพียงนี้”
เหยียนจื่อม่อเอ่ยพลางยกมุมปากเล็กน้อย เจี่ยวเย่ว์เป็สาวใช้ที่เกิดในตระกูล จึงรู้เื่ราวภายในจวนเป็อย่างดี แม้เื่ที่ตระกูลจางสลับตัวเด็กในตอนนั้นจะถูกลบออกไป ทว่าไม่อาจปิดบังคนในจวนได้ ต่อให้ตระกูลเหยียนประกาศต่อโลกภายนอกว่าคนทั้งสองเป็ฝาแฝดกัน แต่ภายในใจของคนในตระกูลย่อมรู้ความจริงอย่างแน่นอน
“บ่าวล่วงเกินแล้วเ้าค่ะ”
“ไม่เป็ไร ข้าเพียงอยากดูละครเท่านั้น”
เหยียนจื่อม่อรู้จักนิสัยของเจี่ยวเย่ว์ดี และไม่มีเจตนาปิดบังอะไร ท้ายที่สุดนาง้าคนที่สามารถใช้งานได้ ถึงกระนั้นก็ไม่อาจเปิดเผยข้อมูลมากเกินไป
…ยามนี้เจี่ยวเย่ว์ยังไม่ใช่เจี่ยวเย่ว์ในชาติก่อน พวกนางเพิ่งรู้จักกันได้ไม่นาน ถึงแม้ท่านแม่จะเป็เ้านายของอีกฝ่าย แต่หากเผยความคิดออกไปทั้งหมด ไม่แน่ว่าอาจทำให้ท่านแม่ไม่พอใจได้
ในตอนนี้สิ่งที่เหยียนจื่อม่อต้องทำมีเพียงล่อลวงคนตระกูลจางให้ปลดปล่อยความโลภอันไร้ที่สิ้นสุดออกมา จากนั้นรอให้ถึงเวลาที่เหมาะสม ครอบครัวนี้จะกลายเป็จุดอ่อนร้ายแรงของเหยียนจื่อหลิง หากอีกฝ่าย้าเป็บุตรสาวสายตรงของจวนโหว ก็ต้องถามนางก่อนว่ายินยอมหรือไม่
เชิงอรรถ
^ คำเรียกลูกสาวในสมัยก่อน เนื่องจากต้องแต่งงานออกไป และต้องเสียสินเดิมตอนแต่งงานด้วย^ ดอกนาร์ซิสซัสหรือดอกแดฟโฟดิล มีชื่อภาษาไทยว่าดอกดารารัตน์