ห้องฝึกใต้ปราสาท
“ตอนนี้ความเชี่ยวชาญด้านวิญญาณของเจ้าอยู่ที่ระดับแก่นแท้แห่งวิญญาณสินะ”ปราชญ์วิญญาณกล่าวเพียงแค่จ้องมองเขาก็รับรู้ได้ทันทีว่าลูกศิษย์ของเขาตอนนี้บรรลุถึงขั้นไหนแล้ว
“ขอรับท่านอาจารย์”
“ก่อนที่เจ้าจะเข้าสู่แดนเทพรกร้าง...เจ้าจะต้องเข้าสู่เจตจำนงแห่งวิญญาณให้ได้” ปราชญ์วิญญาณพูดถึงเงื่อนไขของตนเองออกมา
หากลูกศิษย์ของเขาคิดจะต่อสู้กับแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งใหม่ภายในแดนเทพรกร้างย่อมต้องมีพลังที่มากกว่าเดิมเพราะว่าในการต่อสู้ที่ผ่านมาอูหลินเฟิงได้ใช้หลายสิ่งหลายอย่างออกไปแล้วดูจากนิสัยของนักวางกลยุทธ์ฝ่ายตรงข้ามย่อมต้องหาทางรับมือวิชาของอูหลินเฟิงแน่นอนโดยเฉพาะทักษะจิตซ่อนเร้นของลุค ที่ตอนนี้เป็นวิชาที่รับมือได้ยากที่สุด
“เจตจำนงแห่งวิญญาณนั่นไม่ใช่ระดับที่จะสามารถบรรลุได้ง่ายๆ นะขอรับ” ระดับความเชี่ยวชาญต่างๆ หากเป็นชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ธรรมดาในด้านที่ถนัดมากที่สุด บางคนบรรลุเพียงครึ่งก้าวเจตจำนงแต่นี่ท่านอาจารย์บอกว่าเขาจะต้องบรรลุเจตจำนงให้ได้ก่อนจะเข้าแดนเทพรกร้างเป็นสิ่งที่แทบเป็นไปไม่ได้เลย
“ด้วยระดับความสามารถด้านพลังวิญญาณของเจ้ายังมีผู้ที่บรรลุเจตจำนงแห่งวิญญาณเช่นข้าคอยสอนเจ้าย่อมสามารถบรรลุเจตจำนงแห่งวิญญาณได้อย่างรวดเร็ว”ปราชญ์วิญญาณต้องการกดดันลูกศิษย์ของตนแท้จริงแล้วปราชญ์วิญญาณก็ไม่ได้หวังว่าอูหลินเฟิงจะสามารถบรรลุได้ถึงขั้นเจตจำนงหากบรรลุได้ถึงเพียงขั้นครึ่งก้าวเจตจำนงก็เพียงพอแล้วแต่เขาจำเป็นที่จะต้องสร้างเงื่อนไขที่สูงเพื่อกดดันอูหลินเฟิง
“ใช้ทุกสิ่งทุกอย่างของเจ้าออกมาครั้งนี้ข้าจะเป็นคู่มือให้ด้วยตนเอง” ปราชญ์วิญญาณว่าพร้อมกดระดับของตนให้ระดับลมปราณเหลือเพียงระดับหกขั้นนต้นพลังจิตและวิญญาณระดับหกขั้นสูง พลังทุกด้านเทียบเท่าอูหลินเฟิงพลังระดับนี้น้อยกว่าจอมอสูรทั้งสองของอูหลินเฟิงเสียอีก
ถึงจะเห็นแบบนั้นแต่อูหลินเฟิงกลับไม่ได้โง่ชายตรงหน้าคือชิกิงามิระดับพิเศษที่ถูกสร้างขึ้นอย่างประณีตโดยปราชญ์วิญญาณตัวจริงแต่ถึงอย่างนั้นกลับยังสามารถดำรงตำแหน่งปราชญ์ที่แข็งแกร่งที่สุดในทวีปปราณฟ้าแห่งนี้โดยไม่มีปราชญ์คนอื่นล้มเขาได้อูหลินเฟิงเร่งพลังวิญญาณทั้งหมดออกมาทันที ตราประจำตระกูลเนี่ยปรากฏบนหน้าผากพลังวิญญาณมหาศาลพวยพุ่งออกจากร่างของอูหลินเฟิง แต่ถึงเป็นแบบนั้นใบหน้าของปราชญ์วิญญาณยังคงสงบนิ่งเหมือนเดิม
วิชายันต์ชิกิงามิดัดแปลงชิกิงามิ ประสาน ดวงจิตวิญญาณแฝด ชิกิงามิ ลุค
วิชาวิญญาณเชื่อมประสานวิญญาณประสานกาย หมาป่าขนเพลิงแปดหาง
สัตว์อสูรทั้งหมดของเขาได้ออกมาไม่ว่าจะเป็นเสี่ยวหยุน (วิหคมรณะ) เสี่ยวปิน (อสรพิษเกล็ดหยก) กังปี้ (วานรแขนยักษ์)หมาป่าขนเพลิงรวมร่างกันโดยทันที ใช้สัตว์อสูรทั้งสี่แข็งแกร่งที่สุดออกมาทันทีและยังประสานจิตวิญญาณแฝดลุค ลงไปยังร่างของภูตวิหคขาวทันทีใช้พลังที่แข็งแกร่งของตัวเองออกมาทั้งหมดโดยไม่เก็บงำไว้แม้แต่น้อย
“เจ้านำข้าออกมาสู้กับอาจารย์เนี่ยนะ”ลุคกล่าวพร้อมกับที่ยิ้มออกมา “ออกมาก็ได้สู้กับอาจารย์เลยแฮะ น่าสนุก”ลุคกล่าวอย่างชอบใจ แม้เขาจะไม่คิดว่าตนจะสามารถชนะอาจารย์ได้แต่เมื่อมีโอกาสได้สู้กับคนเก่งๆ เขาย่อมอยากลองดูสักครั้ง
เหมือนว่าตลอดเวลาตั้งแต่เด็กที่ลุคทำได้เพียงขโมยของหลบซ่อนและหนี ไม่อาจต่อสู้กับผู้อื่นได้เพราะไม่อาจใช้พลังจิตแบบอื่นได้พอสามารถสู้ได้แล้ว เหมือนจะมีความชื่นชอบในการต่อสู้ขึ้นมาอย่างมากเลยทีเดียว
“ถ้าเช่นนั้นก็มาลองกันเลย”ทันทีที่จบคำพูดของอูหลินเฟิง ร่างของทุกคนก็หายไปด้วยวิชาจิตซ่อนเร้นของลุคหายไปจากสายตาของปราชญ์วิญญาณโดยทันที
ปราชญ์วิญญาณกลับไม่ทำอะไรอื่นเพียงแค่ยกมือ แล้วดีดนิ้วไปยังอากาศทางด้านขวาของตนเองเกิดแรงอัดอากาศอย่างรุนแรงพุ่งตรงไปยังความว่างเปล่า
ตูม!!
ร่างของเสี่ยวปินอสรพิษเกล็ดหยกหลุดออกมาจากจิตซ่อนเร้นของลุคเสี่ยวปินที่มีเกล็ดอันแข็งแกร่งถึงกับสลบทันทีที่โดนการโจมตีนั้น
‘อะไรกันมองทะลุจิตซ่อนเร้นได้??’ ลุคสื่อสารกับอูหลินเฟิงผ่านดวงวิญญาณ
‘เขาได้ฉายาว่าปราชญ์ที่แข็งแกร่งที่สุดนะเรื่องแค่นี้ไม่เห็นน่าแปลกใจเลย’ อูหลินเฟิงพยายามสังเกตถึงวิธีการใช้พลังของปราชญ์วิญญาณเมื่อกี้ไม่ใช่การใช้กำลังกายดีดอากาศ แต่ตอนที่ปราชญ์วิญญาณกำลังจะดีดมีพลังแปลกๆรอบๆ นิ้วของปราชญ์วิญญาณ
ปราชญ์วิญญาณได้นำมือซ้ายขวายกขึ้นทันใดนั้นหมัดของกังปี้และหางของหมาป่าแปดหางถูกหยุดไว้กลางอากาศโดยกำแพงที่มองไม่เห็นไม่อาจเข้าถึงตัวของปราชญ์วิญญาณได้เลยแม้แต่น้อยจากนั้นปราชญ์วิญญาณก็ดีดนิ้วอีกครั้งจากมือทั้งสองข้างเกิดแรงอัดอากาศตรงไปหาสองสัตว์อสูร กังปี้สลบโดยทันทีหมาป่าขนเพลิงแปดหางโดนโจมตีจนไม่อาจประสานร่างกายได้อีกต่อไปกลายเป็นหมาป่าแปดตัว
ควันสีดำที่มีพลังมหาศาลของชนชั้นจอมอสูรได้พวยพุ่งออกมาเหนือหัวของปราชญ์วิญญาณปราณมรณะของเสี่ยวหยุนสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งที่สุดของอูหลินเฟิง โจมตีตรงๆ ไปยังปราชญ์วิญญาณที่มีระดับพลังต่ำกว่าปราชญ์วิญญาณทำเพียงยกมือขึ้นเหนือหัวของตนเกิดกำแพงที่ไม่อาจมองเห็นการโจมตีของจอมอสูรที่แข็งแกร่งที่สุดก็ไม่อาจทะลวงกำแพงล่องหนของปราชญ์วิญญาณได้ถูกปราชญ์วิญญาณโจมตีกลับไปอีกตัว เพียงไม่ถึงสิบวินาทีสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งของอูหลินเฟิงเสียท่าโดนโจมตีสลบทุกตัว
ปราชญ์วิญญาณขยับตัวออกจากจุดเดิมเป็นครั้งแรกพุ่งตัวไปยังจุดที่ลุคซ่อนอยู่โดยจิตซ่อนเร้น ดีดมือครั้งเดียวไปยังหน้าผากของลุคจิตซ่อนเร้นของเขาที่ซ่อนตัวของอูหลินเฟิงและตัวเขาได้หายไป
“โอ๊ย”ลุคร้องพร้อมกับนำมือกุมหัวของตน จากนั้นก็สะบัดมือส่งแรงอัดอากาศส่งตัวของอูหลินเฟิงที่อยู่ไม่ไกลกระเด็นไปชนกำแพง
“โอ๊ยยย”
“แข็งแกร่งเกินไปแล้ว”ลุคกล่าวออกมาอย่างตกตะลึงขนาดการซ่อนจิตโดยสมบูรณ์ของเขาปราชญ์วิญญาณยังสามารถมองได้อย่างทะลุปรุโปร่งป้องกันการโจมตีได้โดยไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย
“แต่มีบางอย่างแปลกๆ”อูหลินเฟิงพูดออกมาหลังจากเห็นการลงมือของอาจารย์
เขาได้ใช้เนตรวิญญาณมองรูปแบบการใช้พลังวิญญาณของปราชญ์วิญญาณแต่ว่าสิ่งที่เขาเห็นคือมีพลังวิญญาณเป็นจุดๆ เล็กอยู่รอบๆ มือของอาจารย์ และเมื่ออาจารย์โจมตีจุดเล็กๆ เหล่านั้นจะขยายออกมาโจมตีพวกเขาทั้งหมด
“ใช่ตั้งแต่ต้นจนจบเขาไม่ได้ใช้พลังวิญญาณของตนเองเลยแม้แต่น้อย” ลุคเห็นด้วยปราชญ์วิญญาณไม่เหมือนกับอูหลินเฟิง เพราะตอนอูหลินเฟิงลงมือหรือใช้พลังวิญญาณจะเร่งพลังวิญญาณของตนเองออกมาจนสามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจน
ตั้งแต่ต้นจนจบเขาไม่สามารถสัมผัสถึงพลังวิญญาณของปราชญ์วิญญาณได้เลยปราชญ์วิญญาณไม่เคยแสดงพลังวิญญาณของตัวเองออกมาเลยแม้แต่น้อยเหมือนกับครั้งแรกที่เขาเห็นอาจารย์ใช้ยันต์สร้างภูตวิหคขาว ตอนนั้นไม่มีคลื่นพลังจากร่างของปราชญ์วิญญาณเช่นกัน
“นี่คือเจตจำนงแห่งวิญญาณ” เสียงของปราชญ์วิญญาณอธิบายกับลูกศิษย์ของตนเอง
“ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้ย่อมมีวิญญาณสิงสถิตอยู่ข้าไม่ได้ใช้พลังวิญญาณของตัวเองเลยแม้แต่น้อย แต่ใช้เจตจำนงแห่งวิญญาณหยิบยืมอณูวิญญาณที่สถิตอยู่รอบสิ่งต่างๆ ใช้แทนพลังของตัวเองใช้อณูวิญญาณรับรู้ถึงการคงอยู่ของพวกเจ้าแทนการมองเห็นใช้เจตจำนงแห่งวิญญาณควบคุมจิตวิญญาณแห่งสายลมสร้างเป็นกำแพงที่มองไม่เห็นและชักนำอณูวิญญาณโจมตีไปยังสัตว์อสูรแต่ละตัวของเจ้ายังสามารถใช้อณูวิญญาณเหล่านั้นทำให้การเชื่อมต่อของหมาป่าแปดหางไร้ความเสถียรข้าที่มีพลังอย่างจำกัดไม่จำเป็นจะต้องใช้พลังลมปราณและพลังวิญญาณในร่างกายของตนแม้แต่นิดเดียวเพื่อต่อสู้กับพวกเจ้า”ปราชญ์วิญญาณอธิบายยิ่งอูหลินเฟิงได้ฟังก็ยิ่งรับรู้ว่าอาจารย์ของตนยอดเยี่ยมมากเพียงใด
“นี่คือขั้นที่เจ้าจะต้องบรรลุหากต้องการเข้าสู่แดนเทพรกร้าง”ปราชญ์วิญญาณแสดงพลังที่เขาต้องการให้ลูกศิษย์ของตนเองไปถึงหากทำได้แม้แต่ในสถานการณ์ที่พลังวิญญาณของตัวของหมดก็ยังสามารถต่อสู้ต่อไปได้
“สุดยอดจริงๆไม่จำเป็นต้องเสียพลังวิญญาณของตัวเองแม้แต่น้อยหากบรรลุระดับนี้ได้ก็สามารถต่อสู้ได้ในสถานการณ์ที่พลังวิญญาณหมดลง”อูหลินเฟิงกล่าว ไม่ใช่เพียงแค่นั้น หากสามารถบรรลุแก่นแท้แห่งวิญญาณได้ย่อมสามารถคงสภาพการประสานของหมาป่าแปดหางและสามารถคงสภาพร่างชิกิงามิของลุคให้นานยิ่งขึ้นเพราะตอนนี้เขาสามารถคงสภาพทั้งสองอย่างได้เพียงสิบนาทีเท่านั้นยิ่งใช้ออกมาพร้อมกันเวลายิ่งน้อยลงไปอีก
“ข้าให้เวลาเจ้าฟื้นพลังวิญญาณห้านาทีหลังจากนั้นเราจะเริ่มกันใหม่เจ้าจะต้องสังเกตถึงวิธีการใช้พลังของข้าให้ได้มากที่สุด”ปราชญ์วิญญาณให้เวลาอูหลินเฟิงเพียงห้านาที เพราะเขารู้ว่าอูหลินเฟิงต้องใช้เวลาเท่าไรสำหรับการฟื้นฟูหลังวิญญาณที่เสียไป
“ขอรับท่านอาจารย์”อูหลินเฟิงตอบรับพร้อมกับนั่งขัดสมาธิ ฟื้นฟูพลังวิญญาณของตนเองให้ได้มากที่สุด
เมื่อผ่านไปห้านาทีจนเขาสามารถฟื้นฟูพลังวิญญาณได้สมบูรณ์แล้วปราชญ์วิญญาณโบกมือเพียงครั้งเดียวสัตว์อสูรที่สลบอยู่ก็ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง
“ข้าพร้อมแล้วขอรับอาจารย์”อูหลินเฟิงว่าขณะเร่งพลังวิญญาณของตน และให้สัตว์อสูรทุกตัวเตรียมต่อสู้อีกครั้ง
“มาลองดูกันอีกรอบ”ปราชญ์วิญญาณก็รวมอณูวิญญาณรอบๆ ตัวโจมตีไปยังอูหลินเฟิงอีกครั้ง