ลุงเฉินมองภาพตรงหน้าด้วยความตื่นเต้น "เ้าหนู! พิษของเ้าได้ผล"
เหวินซานกลับส่ายหน้า สีหน้าเคร่งเครียด "ไม่... พิษออกฤทธิ์เพียงชั่วครู่เท่านั้น"
สมดังที่คาดไว้ าางูพิษม่วงเติบโตอยู่ท่ามกลางหมอกพิษมาทั้งชีวิต พิษของเขาทำได้เพียงรบกวนประสาทรับรู้ของมันชั่วครู่
เพียงไม่กี่ลมหายใจ ดวงตาสีเหลืองของาางูก็กลับมาดุดันดังเดิม
ฟ่อออออ! มันคำรามกึกก้อง ก่อนพุ่งเข้าหาเหวินซานด้วยความโกรธเกรี้ยวกว่าเดิม เหวินซานเบี่ยงตัวหลบได้ฉิวเฉียด หางขนาดมหึมาฟาดลงบนพื้น ตูม! เศษหินและดินกระเด็นกระจาย เหวินซานถอยออกมาหลายก้าว พลางถอนหายใจเบา ๆ "ดูเหมือน... สุดท้ายก็ต้องใช้วิธีนี้"
เด็กหนุ่มดึงกระบี่ออกจากฝัก ขณะนั้นเองาางูพิษพุ่งเข้ามาด้วยความเร็วมหาศาล แต่เหวินซานกลับไม่ถอย เขาก้าวเท้าเพียงครึ่งก้าว ร่างของเขาก็เคลื่อนออกด้านข้างราวสายลม
ฉัวะ! กระบี่ฟันเฉียงผ่านลำตัวาางู ประกายไฟแลบวาบ แม้เกล็ดแข็งจะป้องกันคมกระบี่เอาไว้ได้ แต่แรงกระแทกกลับทำให้าางูเสียหลักไปชั่วขณะ เหวินซานไม่รีบร้อนโจมตีซ้ำ เขาถอยออกมาทันที ปล่อยให้าางูหันกลับมา ก่อนจะพุ่งเข้าไปอีกครั้ง
ครั้งนี้... กระบี่ของเขาไม่ปะทะกับเกล็ดโดยตรง แต่เปลี่ยนเป็เฉือนผ่านรอยต่อระหว่างเกล็ดแต่ละแผ่น
ฉัวะ! ปลายกระบี่บาดผ่านิัของาางูพิษได้เพียงเล็กน้อย เืสีม่วงไหลซึมออกมาไม่กี่หยด แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้มันส่งเสียงกรีดร้องด้วยความเ็ป ร่างมหึมาสะบัดหางอย่างบ้าคลั่ง ต้นไม้ใหญ่หลายต้นหักโค่นลงตามแรงกระแทก
เหวินซานอาศัยวิชาท่าเท้าหลบหลีกไปพร้อมกับมองหาช่องโจมตี ทุกครั้งที่กระบี่ฟาดออก เป้าหมายของเขามีเพียงจุดเดียว... รอยต่อระหว่างเกล็ด
ในขณะที่หนึ่งคนหนึ่งงูกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด ต้วนต้วนที่อยู่บนไหล่กลับยังคงก้มหน้ากินใบพิษม่วงต่ออย่างไม่สนใจ ไม่นานนัก ใบพิษม่วงครึ่งใบก็ถูกมันกินจนหมด หนอนอ้วนเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะเรอออกมาอย่างพึงพอใจ
"เอิ้ก..." จากนั้นมันก็ใช้ลำตัวถูไถกับไหล่เหวินซานอย่างสบายใจ ราวกับเพิ่งกินอาหารธรรมดามื้อหนึ่ง
ลุงเฉินและเหล่านักล่าสมุนไพรที่เหลือมองภาพตรงหน้าด้วยความตกตะลึง พวกเขาไม่รู้ว่าควรใกับการต่อสู้ของเหวินซาน หรือเ้าหนอนอ้วนที่กำลังกินพิษร้ายแรงเป็ของว่างก่อนดี
าางูพิษม่วงอาศัยจังหวะที่เหวินซานก้าวเข้ามาใกล้ อ้าปากกว้างเผยเขี้ยวพิษทั้งสองข้าง ก่อนพุ่งฉกลงมาอย่างรวดเร็ว เด็กหนุ่มรีบใช้วิชาก้าวสายลมหลบออกด้านข้าง แต่ในจังหวะนั้นเอง ต้วนต้วนที่เกาะอยู่บนบ่าของเขากลับยกหัวขึ้น
"อึ๊บ!"
พรวด!
ของเหลวสีดำข้นสายหนึ่งพุ่งออกจากปากเ้าหนอนอ้วน ตรงเข้าปะทะบริเวณลำคอของาางูพิษม่วง
ฟ่ออออ!
าางูส่งเสียงคำรามลั่น ร่างอันมหึมาชะงักไปทันที จุดที่ของเหลวสีดำัั เกล็ดสีม่วงเข้มพลันหม่นลงอย่างรวดเร็ว ก่อนเปลี่ยนเป็สีดำสนิทราวกับถูกบางสิ่งกัดกร่อนจากภายใน
มันรีบสะบัดลำตัวอย่างบ้าคลั่ง พยายามขับของเหลวสีดำนั้นออก แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรของเหลวสีดำก็ยังคงลุกลามไปตามแนวเกล็ดของมัน
ดวงตาสีเหลืองของาางูเผยแววหวาดหวั่นเป็ครั้งแรก
ฟ่อ!
มันถอยหลังหลายจั้ง ก่อนหันร่างหนีเข้าไปในม่านหมอกอย่างรวดเร็ว
เหวินซานได้แต่ยืนนิ่งอยู่กับที่ สายตาจับจ้องทิศทางที่าางูหลบหนีไป ก่อนก้มมองต้วนต้วนบนบ่าด้วยความตกตะลึง
เขาเห็นกับตาว่าพิษของตนเองทำได้เพียงรบกวนประสาทรับรู้ของาางูชั่วคราว แต่ของเหลวที่ต้วนต้วนพ่นออกมากลับทำให้สัตว์อสูรที่แข็งแกร่งกว่าตนถึงหนึ่งขั้นเลือกถอยหนี
"นี่มัน... "เหวินซานขมวดคิ้วแน่น ความคิดมากมายผุดขึ้นในหัวอย่างรวดเร็ว ของเหลวที่สามารถทำให้สัตว์อสูรขั้นสี่หวาดกลัวจนล่าถอยได้... เขาไม่เคยอ่านพบในตำราเล่มใดมาก่อน
ต้วนต้วนกลับยกอกขึ้นอย่างภาคภูมิใจ ก่อนร้องเสียงสั้น "อึ๊บ!" ราวกับกำลังบอกว่า เื่แค่นี้เป็เื่ธรรมดา
เหวินซานค่อย ๆ เก็บกระบี่เข้าฝัก ก่อนถอนหายใจยาว "ครั้งนี้ ถือว่าโชคดี" เขารู้ดีว่า หากาางูตัวนั้นไม่เลือกถอย ผู้ที่หมดแรงก่อน อาจเป็ตัวเขาเองก็ได้
ลุงเฉินเดินเข้ามาหาเขาช้าๆ ก่อนจะประสานมือคำนับอย่างจริงจัง "สหายเหวิน... ดูเหมือนข้าจะประเมินพวกเ้าต่ำเกินไปเสียแล้ว"
เหวินซานรีบประสานมือตอบกลับทันที "ข้าเพียงแค่โชคดีเท่านั้นขอรับ"
ลุงเฉินหัวเราะขื่นๆ พลางหันไปมองรอยไหม้บนพื้นดินที่าางูทิ้งไว้ "โชคดีอย่างนั้นรึ? ถ้าเป็เช่นนั้นจริง โชคของเ้าก็ช่างเป็สิ่งที่น่ากลัวไม่น้อยเลย"
ต้วนต้วนที่เกาะอยู่บนบ่าเมื่อเห็นทุกคนหันมามองเหวินซานด้วยสายตาชื่นชม มันก็รีบยืดตัวขึ้นพลางร้อง "อึ๊บ!" ราวกับจะบอกให้ทุกคนหันมาชมเชยมันด้วย เหวินซานเหลือบมองเ้าหนอนอ้วนบนบ่าแล้วนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง
ลุงเฉินมองขึ้นไปยังท้องฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนสี ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า "อีกไม่ถึงครึ่งวัน พวกเราก็จะถึงหมู่บ้านร้างแล้ว คืนนี้พวกเราจะพักค้างแรมกันที่นั่น" เมื่อได้ยินเช่นนั้น นักล่าสมุนไพรหลายคนก็มีสีหน้าเปลี่ยนไปทันที เห็นได้ชัดว่าไม่มีใครอยากจะย่างกรายเข้าไปในสถานที่นั้น แต่ก็ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยปากคัดค้านคำสั่งของลุงเฉิน
เมื่อดวงอาทิตย์คล้อยต่ำลงจนใกล้ลับขอบฟ้า หมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งก็ค่อยๆ ปรากฏกายผ่านม่านหมอกหนาทึบ หลังคาเรือนหลายหลังยุบตัวลงตามกาลเวลา วัชพืชเถาวัลย์ขึ้นสูงเกือบถึงหน้าต่าง
ลมเย็นยามค่ำคืนพัดผ่านหมู่บ้าน ทำให้บานประตูไม้ที่ผุกร่อนส่งเสียงครวญครางดัง "เอี๊ยด... เอี๊ยด..." อยู่ตลอดเวลา
เหวินซานก้าวเท้าเดินเข้าไปในหมู่บ้าน ทันทีที่เขาผ่านซุ้มประตูเข้าไป เขาก็ต้องชะงักฝีเท้าลงทันที เพราะตรงบริเวณลานกลางหมู่บ้านมีโครงกระดูกของมนุษย์ร่างหนึ่งนั่งพิงบ่อน้ำอยู่ กระดูกนั้นยังคงอยู่ในท่านั่งราวกับเ้าของร่างเสียชีวิตลงในทันที
ลุงเฉินถอนหายใจยาว ก่อนกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม "แต่ก่อนหมอกพิษของหุบเขาหมื่นพิษไม่รุนแรงถึงเพียงนี้ แม้จะต้องระมัดระวังอยู่บ้าง แต่คนในหมู่บ้านยังสามารถอาศัยอยู่ได้ตามปกติ และพวกนักล่าสมุนไพรอย่างพวกเราก็แวะพักที่นี่อยู่เสมอ"
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงหนักอึ้ง
"แต่แล้ววันหนึ่ง... หมอกพิษกลับทวีความรุนแรงขึ้นอย่างไม่มีสาเหตุ ราวกับมีบางสิ่งปลุกมันให้ตื่นขึ้น"
"ไม่เพียงหมู่บ้านแห่งนี้เท่านั้น หลายหมู่บ้านที่ตั้งอยู่รอบหุบเขาก็ถูกหมอกพิษกลืนกิน ผู้คนตายคาบ้าน แม้แต่ผู้ฝึกตนที่เข้ามาช่วยก็ยังเอาชีวิตไม่รอด"
ลุงเฉินกำหมัดแน่น "บางคนลือกันว่า ใต้หุบเขาหมื่นพิษมีบางสิ่งตื่นขึ้น... ส่วนบางคนก็ว่ามีผู้ฝึกตนผู้แข็งแกร่งบุกเข้ามาแล้วทำให้สมดุลของพื้นที่แห่งนี้พังทลาย แต่ความจริงเป็เช่นไร... ไม่มีผู้ใดรู้"
เหวินซานชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาฉายแววประหลาดใจ "ลุงเฉิน รบกวนให้ทุกคนกินโอสถต้านพิษเพิ่มอีกหนึ่งเม็ดด้วยขอรับ หมอกพิษบริเวณนี้เข้มข้นกว่าระหว่างทางมาก" เขาหันมองหมู่บ้านที่ถูกหมอกสีเทาปกคลุม ก่อนกล่าวต่อ "ข้าจะลองเดินสำรวจหมู่บ้านสักรอบ"
ลุงเฉินพยักหน้าช้า ๆ "ก็ดี พวกเราจะพักที่นี่ในคืนนี้ หากพบสิ่งผิดปกติ รีบกลับมาทันที"
"ขอรับ" เหวินซานตอบรับ ก่อนพาต้วนต้วนเดินลึกเข้าไปภายในหมู่บ้านที่เงียบสงัด
เหวินซานเดินสำรวจดูอย่างละเอียด บ้านหลังแรกมีหญิงชราคนหนึ่งนอนอยู่บนเตียง ร่างกายแห้งกรังจนเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูก ข้างกายของนางยังมีถ้วยข้าว บ้านหลังที่สองมีเด็กชายตัวเล็กคนหนึ่งนั่งกอดตุ๊กตาไม้ไว้ในอ้อมอกแน่น สิ่งที่แปลกประหลาดที่สุดคือไม่มีร่องรอยของการต่อสู้ และไม่มีาแฉกรรจ์ใดๆ ราวกับทุกคนในหมู่บ้านนี้เสียชีวิตลงพร้อมๆ กันในคราวเดียว
เหวินซานย่อตัวลงตรวจสอบศพ ิัของผู้ตายทุกคนเปลี่ยนเป็สีม่วงคล้ำ เส้นเืสีดำปูดโปนไปทั่วร่าง
ในขณะที่เขากำลังจะลุกขึ้น ต้วนต้วนร้องขึ้น "อึ๊บ!" มันรีบกระดืบตรงเข้าไปในบ้านที่ดูใหญ่โตที่สุดของหมู่บ้าน แล้วใช้หัวดันลิ้นชักไม้ใบหนึ่งให้เปิดออก "ครืด..." เหวินซานจึงเปิดมันออกมาดู พบว่าภายในมีสมุดปกหนังเก่าคร่ำคร่าอยู่หนึ่งเล่ม แม้ขอบของสมุดจะถูกความชื้นกัดกร่อนไปบ้าง แต่ตัวอักษรบนหน้ากระดาษยังคงอ่านได้ชัดเจน
เด็กหนุ่มค่อย ๆ เปิดอ่านหน้าแรกอย่างระมัดระวัง ซึ่งมีข้อความจารึกไว้ว่า บันทึกของหัวหน้าหมู่บ้านหลิว
เหวินซานพลิกอ่านบันทึกนั้นต่อ "วันนี้... คนในหมู่บ้านเริ่มล้มป่วยอีกสามคน... สัตว์ป่าตายมากขึ้น น้ำในลำธารเริ่มมีกลิ่นแปลก ๆ ข้าคิดว่าเป็โรคระบาด แต่หมอที่เชิญมากลับบอกว่านี่คือพิษ"
เขายิ่งเร่งเปิดหน้าถัดไป จนกระทั่งถึงหน้าสุดท้ายของสมุด ลายมือที่ปรากฏเริ่มสั่นไหวอย่างเห็นได้ชัด ราวกับผู้เขียนกำลังใกล้สิ้นใจเต็มที ข้อความนั้นเขียนไว้ว่า "มันไม่ใช่ภัยธรรมชาติ ใครก็ตามที่อ่านบันทึกนี้ อย่าเข้าไปทางเหนือ..." ข้อความขาดหายไปเพียงเท่านี้ เหมือนเ้าของสมุดหมดลมหายใจไปเสียก่อนที่จะเขียนจบ
เหวินซานปิดสมุดบันทึกนั้นลงช้าๆ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด
ในคืนนั้น ไม่มีใครในกลุ่มสามารถนอนหลับได้สนิท ทุกคนต่างผลัดเปลี่ยนกันเฝ้ายามด้วยความระแวดระวัง ส่วนเหวินซานนั้นส่งจิตเข้าไปในมิติ เด็กหนุ่มดูแลสมุนไพรและจัดการสิ่งต่าง ๆ อยู่พักใหญ่ กระทั่งทุกอย่างเรียบร้อย เขาจึงถอนจิตกลับสู่ร่าง หลับตานั่งพักอย่างสงบ
เช้าวันรุ่งขึ้น กลุ่มนักล่าสมุนไพรออกเดินทางต่อ ยิ่งเข้าใกล้ใจกลางหุบเขามากเท่าไร ร่องรอยของมนุษย์ก็ยิ่งปรากฏให้เห็นมากขึ้น แต่ทั้งหมดนั้นกลับเป็ร่องรอยแห่งความตาย ระหว่างซอกหินน้อยใหญ่ มีศพของผู้ฝึกตนสวมชุดสีสันแตกต่างกันไปนอนกระจัดกระจายอยู่ บ้างคนเสียชีวิตในขณะที่ยังถือกระบี่ไว้แน่น ขณะที่บางศพเพิ่งเสียชีวิตไปได้ไม่นานนัก
ลุงเฉินถอนหายใจยาวพลางกล่าวว่า "พวกนี้... มาจากหลายสำนัก" เหวินซานกวาดสายตาสังเกตตราสัญลักษณ์บนแขนเสื้อของศพเ่าั้ พบว่ามีไม่ต่ำกว่าห้าสำนัก ทั้งจากสำนักกระบี่ สำนักอสูร แม้แต่ผู้ฝึกตนอิสระก็ยังต้องมาจบชีวิตลงที่นี่
เหวินซานเดินตรวจดูทีละศพ จนกระทั่งสายตาของเขาไปสะดุดเข้ากับแผ่นไม้สีเขียวแผ่นหนึ่งที่ตกอยู่ใต้ก้อนหิน เขารีบก้มลงหยิบมันขึ้นมา เมื่อเห็นตัวอักษรที่สลักอยู่ หัวใจพลันเต้นแรงขึ้น มันคือป้ายประจำตัวของศิษย์สายใน "ซูอวิ๋นเหอ" ตรงมุมป้ายมีรอยแตก ราวกับถูกกระแทกอย่างแรง
เหวินซานกำป้ายนั้นไว้แน่นในมือ เขากวาดสายตาไปรอบด้านเพื่อค้นหาค้นหาศพที่น่าจะเป็ศิษย์พี่ของเขา เพราะรูปร่างสัดส่วนไม่ตรงกัน เขาตรวจดูศพทีละร่าง จนทั่วทั้งบริเวณ แต่ก็ยังไม่พบแม้แต่ร่างของซูอวิ๋นเหอ
ในจังหวะนั้น เหวินซานกลับแย้มยิ้มออกมา ทำให้ลุงเฉินที่เฝ้ามองอยู่ถึงกับงุนงง "เ้าหัวเราะอะไรกัน?"
เหวินซานกำป้ายไม้ในมือไว้แน่น "ศิษย์พี่ยังไม่ตาย" ทุกคนในกลุ่มหันมามองเขาด้วยความประหลาดใจ
เหวินซานจึงกล่าวต่อด้วยความมั่นใจ "ข้าก็ได้ตรวจสอบศพทุกศพแล้ว ไม่มีศพใดที่เป็นางเลย" เขาก้มมองป้ายไม้ในมืออีกครั้ง รอยแตกนั้นยังดูใหม่ คราบเืที่ติดอยู่แม้จะแห้งไปแล้วแต่ก็ยังไม่เก่าถึงขั้นผ่านไปหลายวัน นั่นแสดงว่าซูอวิ๋นเหอเคยมาที่นี่จริงๆ แต่หลังจากนั้นนางกลับหายตัวไป
เหวินซานกำป้ายประจำตัวในมือแน่น สายตามองลึกเข้าไปในม่านหมอกอันมืดครึ้ม ตอนที่เข้ามา เขาเพียงคิดจะหาสมุนไพรสำหรับการหลอมโอสถ
แต่เมื่อป้ายประจำตัวของซูอวิ๋นเหอปรากฏอยู่ตรงหน้า เขาก็รู้ว่าไม่อาจเมินเฉยได้อีก"ศิษย์พี่ซู... ขอเพียงท่านยังมีชีวิตอยู่ ข้าจะตามหาท่านให้พบ"