เมื่อเห็นดังนั้นผู้หญิงที่ยืนอยู่ด้านข้างก็หน้าเปลี่ยนสี
เธอมีใบหน้าร้อนรนแล้วรีบเข้าไปถามว่า “คุณชิวเป็นอย่างไรบ้างคะ?”
ชิวเตาอวี๋กุมหน้าอกของตัวเองแน่นใบหน้าเจ็บปวด เขาพูดอะไรไม่ออกสักคำ
หัวใจของผู้หญิงคนนั้นร้อนรนเหมือนไฟสุมทรวงเธอเงยหน้าขึ้นมาจ้องเย่จื่ออี๋ด้วยความโกรธ “ไอ้สารเลว นี่แกให้คุณชิวกินอะไรเข้าไปกันแน่?”
เย่จื่ออี๋เองก็คิดไม่ถึงเหมือนกันว่าชิวเตาอวี๋จะมีสภาพเช่นนี้ในตอนนั้นเธอก็ตื่นตระหนกไปเล็กน้อย
“คุณ…รอสักครู่เดี๋ยวฉันขอไปถามคุณซูก่อน”
แต่เธอยังไม่ทันได้ขยับตัว ชิวเตาอวี๋ที่ตัวสั่นสะท้านกลับพูดขึ้นว่า “ไม่…ไม่ต้อง!”
เมื่อพูดจบเขาก็ค่อยๆลุกขึ้นมาจากพื้น แล้วกวาดสายตามองสำรวจร่างกายของตัวเองในแววตาไม่สามารถปกปิดความตื่นเต้นยินดี
“สุดยอดเลยยาสมานใจเม็ดนี้สุดยอดจริงๆ อาการชาจากไวรัสในหัวใจหายไปเป็นปลิดทิ้งแล้ว”
“คุณชิว คุณแน่ใจเหรอคะ?” เมื่อผู้หญิงคนนั้นได้ยินดังนั้นก็มีสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ
ก่อนหน้านี้ชิวเตาอวี๋ยังดิ้นทุรนทุรายอยู่บนพื้นด้วยความเจ็บปวดแต่หลังจากผ่านมาไม่กี่วินาที ทำไมอาการถึงดีขึ้นอย่างกะทันหันแบบนี้?
“อาจจะเป็นเพราะฉันรู้สึกสบายตัวอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนอีกทั้งยังหายใจได้อย่างทั่วปอด ร่างกายเต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง” ชิวเตาอวี๋รู้สึกผ่อนคลายใบหน้าที่เคยซีดขาวก็มีเลือดฝาด
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆแล้วยื่นมือทั้งสองข้างไปทางผู้หญิงคนนั้น “อาลี่ จับมือฉันไว้แล้วลองผลักสิ”
“คุณชิว ร่างกายของคนอ่อนแอเกรงว่าต่อให้เป็นเด็กปลักคุณก็สามารถลงได้” ฟู่ลี่รู้สึกเป็นกังวลมาก
หลังจากที่เขาป่วยเป็นโรคไวรัสในหัวใจสภาพร่างกายของชิวเตาอวี๋ก็ทรุดลง เดิมทีไม่สามารถต้านทานแรงจากภายนอกได้เพียงแค่ถูกตีเบาๆ หนึ่งทีก็อาจจะทำให้เขาได้รับบาดเจ็บสาหัสได้
ดังนั้นตอนที่เธอช่วยดูแลชิวเตาอวี๋แม้กระทั่งอาบน้ำเธอก็ยังต้องช่วยด้วย
ชิวเตาอวี๋ส่ายหน้าเล็กน้อยแล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ไม่เป็นไรถ้าเกิดอะไรขึ้นเธอไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบ เร็วสิ”
“ก็ได้ค่ะ…” เมื่อเห็นชิวเตาอวี๋เร่งเร้าเช่นนั้นฟู่ลี่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ เธอจับมือทั้งสองข้างของอีกฝ่ายแล้วออกแรงผลัก
เธอไม่กล้าใช้แรงมากเกินไปนักหากทำให้ชิวเตาอวี๋ได้รับบาดเจ็บ เธอก็กลายเป็นคนผิดแล้ว
“ออกแรงหน่อยเธอไม่ได้กินข้าวมาเหรอ?” ชิวเตาอวี๋ขมวดคิ้วขึ้นแล้วพูดอย่างไม่พอใจ
“หื้อ?” ฟู่ลี่ตกใจเล็กน้อยแม้ว่าก่อนหน้านี้เธอจะไม่ได้ออกแรงมากนักแต่ไม่มีทางที่ร่างกายของชิวเตาอวี๋จะไม่ขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย
“หรือว่าร่างกายของคุณชิวจะดีขึ้นแล้ว?”
ลมหายใจของเธอกระชั้นขึ้นและไม่ได้ยั้งแรงอีก เธอออกแรงครึ่งหนึ่งเพื่อผลักชิวเตาอวี๋
แต่หลังจากแรงผลักครั้งนี้ชิวเตาอวี๋ก็ไม่ขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย
ฟู่ลี่หน้าเปลี่ยนสีไปก่อนออกแรงผลักเต็มแรง นี่จึงทำให้ชิวเตาอวี๋ขยับตัวเพียงเล็กน้อยเธอเผยสีหน้ายินดีออกมาอย่างอดไม่ได้ “ให้ตายเถอะ คุณชิวคุณหายดีแล้วจริงๆ !”
“ฮ่าๆยาสมานใจเม็ดนี้สุดยอดจริงๆ” ชิวเตาอวี๋ปล่อยมือออก แล้วหัวเราะเสียงดังใบหน้าเต็มไปด้วยความสุข
ร่างกายของเขาสั่นสะท้าน เขารู้สึกตื่นเต้นมากจนไม่สามารถควบคุมตัวเองได้
เขารอวันนี้มานานมากตั้งแต่ที่เขาเป็นโรคไวรัสในหัวใจก็กินเวลาเกือบปีแล้วความเจ็บปวดทั้งทางกายและทางใจรุมเร้าเขาอยู่ทุกเมื่อจนทำให้เขาอยากจะฆ่าตัวตายอยู่หลายครั้ง
ในที่สุดตอนนี้เขาก็สามารถหลุดพ้นกับโรคร้ายและเป็นอิสระได้แล้ว
ฟู่ลี่หัวเราะแล้วยิ้มออกมาด้วยความยินดี “ยินดีกับคุณชิวด้วยนะคะที่ร่างกายหายดีแล้ว!”
“อาลี่ขอบคุณที่เธอช่วยดูแลฉันมาตลอด หลังจากนี้เธอก็ติดตามอยู่ข้างกายฉันเถอะ” ชิวเตาอวี๋ยื่นมือแล้วดึงเขาเข้ามาในอ้อมกอดก่อนพูดขอบคุณด้วยความจริงใจ
ใบหน้าฟู่ลี่แดงซ่านเธอไม่เคยมีความรู้สึกแปลกประหลาดเช่นนี้มาก่อน
หน้าอกร้อนรุ่มเหมือนทำให้เธอรู้ว่าเธอหาที่พึ่งพิงในโลกนี้ได้แล้ว
หลังจากผ่านไปสักพักชิวเตาอวี๋ก็ปล่อยมือลง แล้วหันมามองทางเย่จื่ออี๋ ก่อนหยิบเช็คออกมาจากในเสื้อแล้วเขียนตัวเลขลงไปด้านใน พร้อมยื่นให้เธอ “คุณผู้หญิง นี่คือแปดสิบล้าน ผมเพิ่มให้อีกสามสิบล้านถือว่าเป็นคำขอบคุณที่คุณซูได้ช่วยชีวิตฉันเอาไว้”
เมื่อพูดจบเขาก็หยิบนามบัตรออกมาจากกระเป๋าเสื้ออีกแผ่น
“ฉันมีชื่อว่าชิวเตาอวี๋ เป็นลูกชายของผู้ว่าเฉวียนโจว นี่คือเบอร์โทรศัพท์ของผมนะครับหากคุณซูต้องการติดต่อก็โทรมาที่เบอร์นี้ได้เลย ผู้น้อยแซ่ชิวพอมีตำแหน่งในเฉวียนโจวแห่งนี้อยู่บ้าง”
เย่จื่ออี๋เหลือบสายตามองชิวเตาอวี๋ด้วยความประหลาดใจเธอคิดไม่ถึงเลยว่าอีกฝ่ายจะมีภูมิหลังที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้
ลูกชายของผู้ว่าเฉวียนโจวนี่ถือว่าเป็นเจ้าหน้าที่ราชการรุ่นที่สองเลยไม่ใช่เหรอ
เธอลังเลไปเล็กน้อยสุดท้ายก็รับเช็คและนามบัตรกลับมา
“ฉันจะเล่าเรื่องนี้ให้คุณซูฟังค่ะขอให้สุขภาพของคุณแข็งแรงนะคะ”
“ขอบคุณครับเนื่องจากคุณซูยุ่งอยู่ ถ้าอย่างนั้นฉันก็ไม่รบกวนแล้ว ขอตัวลาก่อนนะครับเดี๋ยวครั้งหน้าจะมาเยี่ยมใหม่” ชิวเตาอวี๋ประสานมือทำความเคารพด้วยรอยยิ้มจากนั้นเขาก็เดินกลับไปที่ลานจอดรถพร้อมฟู่ลี่ แล้วขับออกไปในทันที
เธอมองตามทิศทางของรถเบนท์ลีย์จากนั้นสายตาของเธอก็ถอนกลับมามองเช็คแปดสิบล้านและนามบบัตรที่อยู่ในมือด้วยสายตาสับสน
เพียงแค่เช้านี้ คุณซูทำรายได้สองร้อยแปดสิบล้านแล้วหากเป็นก่อนหน้านี้ นี่เป็นเรื่องที่เธอไม่กล้าคิดกล้าฝันมาก่อน
ไม่เพียงแต่เธอเท่านั้นหากเป็นคนอื่นก็ไม่คิดว่าจะสามารถทำเช่นนี้ได้เหมือนกัน
จากคำพูดของซูฮ่าวคนที่มาซื้อยาของเขาได้นั้นจะต้องเป็นคนที่ร่ำรวยมหาศาล
ก่อนหน้านี้ก็ซุนฮุย เขาเป็นเถ้าแก่ของหงเซ่อเหนียนหัวทั้งยังเป็นคนดูแลถนนทั้งสายนั้น อำนาจของเขาไม่อาจดูเบาได้เลย
ส่วนชิวเตาอวี๋ก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเขาเป็นลูกชายของผู้ว่าเฉวียนโจว ฐานะย่อมไม่ธรรมดา
คนเหล่านี้เป็นคนที่หาตัวจับยากแต่พวกเขากลับต้องมาขอซื้อยาด้วยความนอบน้อม
ทันใดนั้นเธอก็พบว่าตัวเองกับซูฮ่าวนั้นอยู่ห่างกันคนละชั้น
อีกฝ่ายเป็นเหมือนดวงดาวที่สว่างพร่างพราวยามค่ำคืนแสงสว่างของเขานั้นทำให้ดวงดาวที่อยู่ด้านข้างต้องหม่นแสงลงเขาเหมือนกับดวงอาทิตย์ที่ทำให้ดาวเคราะห์โดยรอบต้องโคจรรอบเขาโดยมีเขาเป็นศูนย์กลาง
ยิ่งรู้จักซูฮ่าวก็ยิ่งรู้ว่าระยะห่างของพวกเขานั้นมันห่างไกลกันแค่ไหน
“บางทีฉันอาจจะเป็นแค่เพียงผู้ชมเท่านั้น” เย่จื่ออี๋เงยหน้ามองขึ้นไปทางชั้นบนสุดของบ้านพักทันใดนั้นเธอก็ยิ้มออกมา เหมือนจะคิดตกได้หลายอย่างแล้ว
เธอส่ายหน้าแล้วไม่คิดอะไรมากอีกก่อนจะหันไปพูดเล่นร้องเพลงกับเย่เฉียวเฉี่ยวต่อไป
ชั้นบนสุดของบ้านพักตากอากาศอยู่ภายใต้การควบคุมของซูฮ่าว แสงจิตวิญญาณเจินชี่และพลังวิญญาณจากค่ายกลผนึกวิญญาณผสานกันและถ่ายเทเข้ามาในร่างกายอย่างต่อเนื่องก่อนไหลผ่านเส้นลมปราณทั้งแปดทั่วร่างกายอย่างบ้าคลั่ง
“พรึ่บ…”
หากมีใครอยู่ในสถานที่แห่งนี้จะเห็นว่าพลังที่น่าหวาดกลัวพัดอยู่รอบกายของซูฮ่าวทุกอย่างเปลี่ยนแปลงในทันที แต่ไม่สามารถทำลายได้
ทันใดนั้นสถานการณ์โดยรอบของซูฮ่าวก็เปลี่ยนแปลงไปอากาศบิดเบี้ยว พื้นแผ่นดินสั่นสะเทือน ทุกอย่างสั่นไหวและไม่สงบสุข
ซูฮ่าวขมวดคิ้วขึ้นเป็นปมแน่นแต่เขาก็ยังไม่ขยับเขยื้อนและชักนำแสงจิตวิญญาณเจินชี่และพลังวิญญาณจากค่ายกลผนึกวิญญาณด้วยความเร็วสูงอย่างต่อเนื่อง
เวลาแต่ละนาทีผ่านไปเมื่อครบครึ่งชั่วโมงเขาก็จะพักหนึ่งครั้งแต่ความเร็วในการดูดซับพลังทั้งสองกลับเพิ่มสูงขึ้น
ตอนกลางวัน เย่จื่ออี๋และเย่เฉียวเฉี่ยวขึ้นไปที่ชั้นบนสุดเพื่อเรียกให้ซูฮ่าวไปกินข้าวกลางวัน
แต่ซูฮ่าวไม่หิวอีกทั้งเขายังอยู่ในช่วงสำคัญของการบำเพ็ญเพียร ดังนั้นจึงปฏิเสธไป
จนกระทั่งช่วงพลบค่ำ ซูฮ่าวก็หยุดการบำเพ็ญเพียรเมื่อเขาลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ในแววตาของเขานั้นมีแสงสว่างพาดผ่านออกมา
เขาหายใจออก แล้วค่อยๆ ยืดตัวตรงร่างกายวูบไหวเล็กน้อยแต่ภายในชั่วพริบตาเขาก็มาถึงโซนภูเขาจำลองภายในบ้านพักตากอากาศแล้ว
หลังจากกวาดตามองอย่างละเอียดก็พบว่าใต้ฝ่าเท้าของเขานั้นมีระลอกคลื่นคล้ายมีคล้ายไม่มี ร่างกายวูบไหวแต่กลับไม่ได้จมลง ทั้งร่างกายเหมือนจะลอยอยู่ในอากาศ
“การฝึกฝนเทวจิตอยู่ในขั้นกลางแล้วสามารถก้าวเดินในอากาศในระยะเวลาสั้นๆ หากฝึกสำเร็จในขั้นสูงเป็นไปได้หรือไม่ว่าเขาอาจจะเหาะเหินเดินอากาศได้?” ซูฮ่าวกวาดสายตามองที่ฝ่าเท้าพร้อมสีหน้าประหลาดใจออกมา
หลังจากเขาบำเพ็ญเพียรมาทั้งวันเจิ่นหยวนที่เขาสะสมเพื่อเลื่อนขั้นไปสู่เซียนเทียนระดับปลายนั้นอยู่ที่สองส่วนสี่แล้วซึ่งหมายความว่ามาได้ครึ่งทางแล้ว หากสองวันหลังจากนั้นเขาสามารถบำเพ็ญเพียรด้วยความเร็วระดับนี้ได้เขาจะต้องเข้าสู่ระดับเซียนเทียนขั้นปลายได้อย่างแน่นอน
ในตอนนั้นเทวจิตของเขาก็น่าจะอยู่ในสูงสุดการเหาะเหินเดินอากาศในช่วงระยะเวลาสั้นๆ น่าจะไม่มีปัญหา
“ไปอาบน้ำก่อนก็แล้วกัน” ซูฮ่าวยักไหล่ก่อนเดินเข้าไปในห้องนอนหลักของบ้านพักตากอากาศเพื่ออาบน้ำ
ตอนที่เดินมาถึงห้องโถงของบ้านพักตากอากาศ เย่จื่ออี๋และเย่เฉียวเฉี่ยวก็กำลังนั่งอยู่บนโต๊ะอาหารโดยมีอาหารวางเรียงรายอยู่ด้านหน้า
เมื่อเห็นซูฮ่าว เย่เฉียวเฉี่ยวก็ชี้ไปที่นั่งว่างทันทีเธอพูดออกมาพร้อมรอยยิ้มว่า “พี่ใหญ่ซูฮ่าว รีบมากินข้าวเร็วค่ะ”
ซูฮ่าวชะงักไปเล็กน้อยตอนแรกเขาก็อยากจะปฏิเสธ แต่เมื่อเห็นใบหน้าสับสนของเย่จื่ออี๋ สุดท้ายเขาก็พยักหน้าแล้วเดินไปที่นั่งว่าง
“พี่ใหญ่ซูฮ่าวขาไก่ค่ะ พี่จะได้แข็งแกร่งขึ้นแล้วมาปกป้องพวกเราสองพี่น้อง” เย่เฉียวเฉี่ยวคีบขาไก่อันใหญ่แล้ววางในจานข้าวของซูฮ่าว พร้อมหัวเราะคิกคัก
“ได้สิ เฉียวเฉี่ยวเป็นเด็กดีจังนะ” ซูฮ่าวยิ้มกว้างอย่างมีความสุขแล้วลูบศีรษะของเธอ ก่อนเริ่มขยับตะเกียบกินข้าว
อาหารเย็นมื้อนี้ครึกครื้นมีชีวิตชีวาอย่างมากแม้ว่าพวกเขาจะมีกันแสามคน แต่เพราะว่ามีเย่เฉียวเฉี่ยวอยู่ดังนั้นบนโต๊ะอาหารจึงเต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ
หลังจากมื้อเย็นจบลงซูฮ่าวไม่ได้อยู่ที่บ้านพักตากอากาศภูเขาชิงอวิ๋นอีกเขาขับรถออกไปโดยมีสายตาไม่เต็มใจของเย่เฉียวเฉี่ยวมองตาม
ตอนที่เขาขับผ่านทางแยก เขาเห็นเงาร่างของคนคนหนึ่งที่ยืนพิงประตูรถเบนซ์สีแดงอยู่ เหมือนว่าอีกฝ่ายมายืนรอเขานานแล้ว
เธอคือผู้หญิงคนหนึ่งท่าทางสง่างามผมหน้าม้าของเธอเป็นสีม่วง ส่วนผมที่ไม่ได้จัดแต่งทรงอะไรมากก็ปล่อยสยายกลางหลังโดยไม่ได้มัดเอาไว้ ริมฝีปากบางที่ดูเย็นชายกยิ้มขึ้นเล็กน้อยกอปรกับใบหน้ารูปไข่งดงาม ทำให้ดึงดูดสายตาผู้คนที่พบเห็น
เมื่อเห็นว่าผู้หญิงคนนั้นยื่นมือออกมาเพื่อขวางรถของเขา ซูฮ่าวก็ชะงักไปเล็กน้อย
ผู้หญิงคนนี้มีชื่อว่า ทังเมียวเมียว เพื่อนสนิทของไป๋เหวินหลิง พ่อของเธอเป็นผู้ว่าเขตตงเฉิงแม่ของเธอเป็นผู้ช่วยของรองผู้ว่าเขต ตระกูลของเธอค่อนข้างร่ำรวย
“ทังเมียวเมียวเธอมาที่นี่ได้อย่างไร? เหวินหลิงก็มาที่นี่ด้วยเหรอ?”
“เธอไม่ได้มาด้วย” ทังเมียวเมียวส่ายหน้าแล้วพูดด้วยเสียงเย็นชา “ฉันมาที่นี่ก็เพื่อมาหาคุณ”
ซูฮ่าวขมวดคิ้วแล้วพูดอย่างไม่เข้าใจ “มาหาฉันทำไม?”
“ทำไมน่ะเหรอ?” น้ำเสียงของเย็นชาทังเมียวเมียว ก่อนหยิบรูปภาพจากในรถออกมาหลายใบแล้วโยนใส่ซูฮ่าว
“คุณเป็นอะไรกับผู้หญิงคนนี้?”
ซูฮ่าวมองรูปภาพเหล่านั้นแล้วหรี่ตาลงเล็กน้อย
ภาพเหล่านั้นเป็นภาพที่เขาพาเย่จื่ออี๋และเย่เฉียวเฉี่ยวไปเยี่ยมชมโรงเรียนรวมถึงเขาได้พาเย่จื่ออี๋ไปที่ร้านอาหารเทียนเสิ่นเพื่อเข้าร่วมงานเลี้ยงรุ่นด้วย
ภาพถ่ายส่วนใหญ่นั้นถ่ายจากด้านข้างเห็นได้ชัดว่าเป็นภาพแอบถ่าย
เขาหยิบรูปเหล่านั้นขึ้นมาแล้วหันมองทังเมียวเมียว สายตาเย็นยะเยือก ในแววตามีไอเย็นที่ไม่สามารถปกปิดได้มิด
“นี่เธอสะกดรอยตามฉันเหรอ?”