นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

    ตอนที่ 98 การปลุกพลังทางสายเลือด

            ตอนที่ 98 การปลุกพลังทางสายเลือด

             

             

            จากที่ผู้พันลาลันตาอธิบาย ถ้าปลุกพลังทางสายเลือดสำเร็จคีตาจะได้รับความสามารถพิเศษเสริมเพิ่มจากที่บรรพบุรุษเคยครอบครอง ผู้พันลาลันตาบอกว่าบรรพบุรุษของคีตาคือเทพหมาป่าคมเขี้ยว งั้นถ้าสำเร็จมันก็น่าจะได้รับการเสริมความสามารถเกี่ยวกับเขี้ยวและเล็บ

             

            นิทานคิดเช่นนั้นพลางฝันหวาน เขาสบายใจขึ้นมากจากการที่ผู้พันลาลันตากล่าวว่าไม่มีผลเสียหรืออันตรายอะไร แต่เพื่อความปลอดภัยเขาก็ยังคงขออยู่ในสายตาผู้พันระหว่างที่คีตาปลุกพลัง ยิ่งปลอดภัยเท่าไหร่ยิ่งดี

             

            เทพอสูรหมาป่าคมเขี้ยวเป็นเอกด้านพลังกายและการทำลายล้าง คมเขี้ยวของมันสามารถเจาะทะลวงสรรพสิ่ง ฉีกกระชากสรรพชีวิต

             

            ถ้าคีตาได้พลังแบบนั้นเพิ่มมาละก็ นิทานเช็ดน้ำลาย

             

            หลังจากฟังความเห็นของผู้พันลาลันตาแล้ว เสริมด้วยเหล่าบันทึกราคาแพงที่เขาซื้อมาและตำราที่เขาอ่านได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายของหอสมุดทำให้เขาได้รู้ว่าการหาความรู้จากหลายแหล่งสำคัญเช่นไร 

             

            บันทึกทั่ว ๆ ไปนั้นส่วนมากก็บันทึกองค์ความรู้ที่แพร่หลายมาตั้งแต่ต้นอย่างเรื่องการปลุกพลังทางสายเลือดคืออะไร หากไม่ได้มีกล่าวไว้ถึงเรื่องที่ว่าบรรพบุรุษคืออะไรหรือการปลุกพลังมีเพียงครั้งแรกที่มีโอกาสสูงที่สุดอย่างที่ผู้พันลาลันตาบอก

             

            นอกนั้นก็ยังมีสารานุกรมเกี่ยวกับเทพอสูรในสมัยก่อน หลาย ๆ ตัวไม่ได้รับการยอมรับโดยทั่วไป บ้างก็ว่าเป็นเพียงตำนาน บ้างก็ว่าเป็นเพียงเรื่องแต่งเท่านั้น เทพอสูรเหล่านั้นจึงถูกไม่ได้จดบันทึกไว้ เทพอสูรหมาป่าคมเขี้ยวเป็นเทพอสูรตนหนึ่งที่หลายคนยอมรับถึงการมีอยู่ รวมถึงหลักฐานทางประวัติศาสตร์มากมายที่กล่าวถึงเทพอสูรตนนี้ ข้อมูลของมันจึงแพร่หลายที่สุด

             

            จากที่บันทึกไว้ เทพอสูรหมาป่าคมเขี้ยวเป็นเอกด้านพลังกายและการทำลายล้าง คมเขี้ยวของมันสามารถเจาะทะลวงสรรพสิ่ง ฉีกกระชากสรรพชีวิต เป็นที่นับถือในฐานะหนึ่งในเทพเจ้าของเผ่าครึ่งสัตว์ ตระกูลคมเขี้ยวแห่งเผ่าครึ่งสัตว์ก็ได้รับการสืบเชื้อสายมาจากเทพอสูรตนนี้

             

            นักรบแห่งตระกูลคมเขี้ยวคือผู้เชี่ยวชาญด้านการเข้าปะทะด้วยคมเขี้ยวที่แหลมคมและกายาที่แข็งแกร่ง

             

            ในยุคสมัยนี้ ตระกูลคมเขี้ยวปรากฏอัจฉริยะผู้หนึ่งที่สามารถปลุกพลังทางสายเลือดของเทพอสูรคมเขี้ยวออกมาได้ ปัจจุบันมีอายุเพียง 35ปีเท่านั้น เป็นนักสลักเอกโดยที่ไม่มีการระบุไว้ว่ามีคำแห่งพลังกี่คำในระดับผู้เรียนรู้ คนส่วนมากลือกันว่า 4 คำและพบทางตันจึงทำพิธีสลักคำ หากก็มีข่าวลือว่าเขาค้นพบคำแห่งพลังถึง 5คำจึงขึ้นเป็นนักสลักในวัย 30ปี เป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งเผ่าครึ่งสัตว์ในขณะนี้ ความลับหลายอย่างจึงถูกปกปิดไว้และได้รับการฟูมฟักเป็นอย่างดี 

             

            จากที่เล่าลือกัน ในขณะที่เขาเป็นเพียงผู้เรียนรู้ เขาก็สามารถสังหารนักสลักได้แล้ว

             

            พลังทางสายเลือดของเขาปรากฏขึ้นเมื่อเขาอายุได้ 20ปีบริบูรณ์ พลังนี้ทำให้เขาสามารถงอกเขี้ยวเล็บออกมายาวแกร่งได้ดั่งดาบ และความแหลมคมของมันอยู่ในระดับที่สามารถสร้างบาดแผลแก่นักสลักที่เป็นเอกด้านการป้องกันได้ทั้งที่ตอนนั้นเขาเป็นเพียงแรกเกิด มีข่าวลือหนาหูว่าปัจจุบันนี้ที่เขาเป็นนักสลักเอกแล้วเขี้ยวเล็บของเขาสามารถสังหารได้แม้กระทั่งอริยะ

             

            นิทานไม่รู้ว่าเรื่องที่เล่าต่อกันมาเป็นจริงแค่ไหนหรือพลังที่ได้รับจากการปลุกพลังทางสายเลือดจะมีเพียงแค่นั้นจริงหรือไม่ ตอนนี้ที่เขาสนใจที่สุดก็คือคีตาจะมีพลังเช่นนั้นได้บ้างหรือไม่

             

            ยังมีอีกหนึ่งอัจฉริยะที่ไม่เป็นมิตรกับมนุษย์นัก ในพื้นที่ส่วนหนึ่งของขุนเขาและพฤกษา เขตแดนของเผ่ารูเบียสและเผ่าซือบาส มีทายาทเทพอสูรแมงมุมถักชะตาตนหนึ่งที่สามารถปลุกพลังทางสายเลือดได้ ไม่มีบันทึกแน่ชัดเกี่ยวกับระดับขั้นในการขีดเขียนชะตาและความสามารถที่แน่ชัดนัก หากคนส่วนใหญ่ร่ำลือกันถึงพลังในการบงการโชคลาภ

             

            อีกหนึ่งราชันย์ที่โด่งดังตนหนึ่งคือเต่ายักษ์แห่งมหาสมุทร เต่ายักษ์ตนนี้มีพลังแข็งแกร่งกว่าอริยะเผ่าทรงปัญญาคนไหน ๆ อยู่มานานหลายพันปี ว่ากันว่าสืบเชื้อสายมาจากเทพอสูรเต่าครอบโลกา พลังทางสายเลือดทำให้ร่างกายของมันใหญ่โตราวกับเกาะ

             

            นิทานอ่านบันทึกต่าง ๆ มากมายเกี่ยวกับพลังทางสายเลือดแล้วก็อดตื่นเต้นไม่ได้ จากที่พวกเขาสรุปกันมา นิทานคิดว่ายังไงคีตาก็น่าจะสืบเชื้อสายมาจากหนึ่งในสามเทพอสูร

             

            เทพอสูรหมาป่าคมเขี้ยว

             

            เทพอสูรสุนัขคว้าจันทร์

             

            เทพอสูรจิ้งจอกหอนสุริยัน

             

            ผู้พันลาลันตาลงความเห็นว่าสมควรเป็นเทพอสูรหมาป่าคมเขี้ยวและนิทานก็ค่อนข้างเห็นด้วยเช่นกัน ยิ่งเขาได้อ่านตำนานและความสามารถทางสายเลือดของเผ่าครึ่งสัตว์คนนั้นเขาก็ยิ่งใจเต้นแรง

             

            เทพอสูรอีกสององค์นั้นไม่ค่อยมีบันทึกอะไรมากนัก เทพอสูรจิ้งจอกหอนสุริยันมีบันทึกเกี่ยวกับสายพันธุ์สุนัขจิ้งจอกที่มีความสามารถในการควบคุมเปลวเพลิง แม้จะเป็นเทพอสูรหากก็เป็นสายพันธุ์ย่อยเนื่องจากบรรพบุรุษของเทพอสูรจิ้งจอกหอนสุริยันก็เป็นเทพอสูรเช่นกัน

             

            เทพอสูรจิ้งจอกเทพหางคือหนึ่งในเทพอสูรอันโด่งดังในสมัยบรรพกาล เนื่องด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้สายพันธุ์สุนัขและสุนัขจิ้งจอกจึงมีโอกาสค่อนข้างต่ำมากที่จะปลุกพลังเป็นเทพอสูรจิ้งจอกหอนสุริยัน พลังทางสายเลือดที่ลึกยิ่งกว่าอย่างสายเลือดของเทพอสูรจิ้งจอกเทพหางกดข่มกันเอาไว้ เทพอสูรจิ้งจอกหอนสุริยันจึงเป็นมหาอัจฉริยะที่สามารถขึ้นไปเป็นเทพอสูรได้ในวิถีทางที่แตกต่าง

             

            ความสามารถของทั้งสองต่างกันโดยสิ้นเชิง เทพอสูรจิ้งจอกหอนสุริยันเป็นเอกด้านการควบคุมความร้อนและเปลวไฟ หากเทพหางเป็นเอกด้านหางอันแข็งแกร่งที่บดขยี้ได้ทุกสิ่งของมัน

             

            สำหรับนิทานจะเป็นอันใดเขาก็รับได้ทั้งนั้น ส่วนเทพอสูรตนสุดท้ายที่เกี่ยวข้องกับสายพันธุ์สุนัขคือเทพอสูรสุนัขคว้าจันทร์

             

            เทพอสูรตนนี้มีข้อมูลน้อยจนน่าแปลกใจ แม้แต่ในตำราต่าง ๆ ที่เขาศึกษามาก็เกี่ยวข้องกับเทพอสูรตนนี้น้อยมาก เพียงได้รับการบอกเล่าสืบต่อกันมาเนื่องจากเป็นองค์เทพโบราณแห่งวัฒนธรรมหนึ่งที่สาบสูญ ว่ากันว่ามีพลังเกี่ยวกับดวงจันทร์ หากไม่มีตัวอย่างสายเลือดที่แน่ชัดหรือการปลุกพลังใด ๆ

             

            เขาคงจะโกหกหากเขาจะบอกว่าเขาไม่คาดหวังใด ๆ พลังของสัตว์ที่ปลุกพลังทางสายเลือดได้และสัตว์ที่ปลุกไม่ได้นั้นอยู่คนละระดับกันโดยสิ้นเชิง ยิ่งเป็นสัตว์คู่หูของนักสลักด้วยแล้ว

             

            ผู้ฝึกสัตว์คนใดที่มีสัตว์คู่หูเป็นสัตว์อสูรที่ปลุกพลังทางสายเลือดแล้วมักจะได้รับการยอมรับเป็นอย่างสูงจากผู้ฝึกสัตว์ด้วยกันเอง สำหรับผู้ฝึกสัตว์แล้ว สัตว์คู่หูที่ปลุกพลังได้นั้นสำคัญยิ่งกว่าสิ่งใด สัตว์คู่หูก็คืออาวุธและครึ่งชีวิตของผู้ฝึกสัตว์ และผู้ฝึกสัตว์ที่มีสัตว์คู่หูที่แข็งแกร่งย่อมแข็งแกร่งตามไปด้วย เป็นสมการง่าย ๆ อันแสนพิเศษสำหรับผู้ฝึกสัตว์โดยเฉพาะ

             

            เปรียบได้ง่าย ๆ กับนักดาบที่ได้รับดาบที่แข็งแกร่งยิ่งมา พลังของเขาย่อมเพิ่มพูนขึ้นมหาศาล หากสัตว์คู่หูกลับเหนือไปยิ่งกว่านั้น ด้วยความสามารถในการประสานรู้ใจและการกลุ้มรุมโจมตีทำให้สัตว์คู่หูนั้นเป็นมากกว่าอาวุธ

             

            เขาข่มตาหลับอย่างยากลำบาก หวังให้วันพรุ่งนี้มาถึงไว ๆ เขาจะได้ทดลองให้คีตาได้ดื่มโลหิตสรรพชีวิตเสียที

             

            ———————————————————————————————————————————————

             

            “พร้อมแล้วนะ?” ผู้พันลาลันตาพูดขึ้น

             

            พวกเขาขณะนี้อยู่ในห้องฝึกซ้อมห้องหนึ่งของหน่วยพิทักษ์เมือง ผู้พันลาลันตาได้ทำการจองห้องนี้ไว้เป็นพิเศษเพื่อโอกาสนี้ รอบด้านถูกลงอาคมมากมายเพื่อสกัดกั้นทั้งการมองเห็นและเสียง ปิดกั้นทุกข่าวที่อาจแพร่หลุดไป แม้แต่การเดินทางมาเช้านี้ของนิทานก็ยังได้รับการปิดบังตัวตน

             

            ผู้พันลาลันตาในเช้านี้ยังคงมีสภาพเฉกเช่นเดียวกันกับเมื่อคืน ผมเผ้ายุ่งเหยิง มีรอยคล้ำใต้ตา สีหน้าอิดโรย หากนิทานกลับรู้สึกได้ถึงความกระปรี้กระเปร่าและพลังกายที่ดูจะเยอะขึ้นกว่าเมื่อคืน

             

            คีตาขณะนี้นั่งนิ่งอยู่กลางห้อง นิทานเอาเบาะไปวางรองให้มันนั่ง ตอนแรกเขาก็เตรียมตัวมาเสียดิบดี คิดว่าผู้พันลาลันตาอาจจะทำการวางข่ายอาคมหรือใช้สมบัติบางชิ้นเพื่อเร่งพิธีหรืออะไรก็ตามที่มันจะดูยิ่งใหญ่กว่านี้

             

            หากนอกจากห้องที่ดูจะถูกผนึกอย่างดี คีตาก็แค่นั่งนิ่งอยู่บนเบาะด้วยสีหน้าง่วงนอนมองไปมองมาเท่านั้น

             

            หมดอารมณ์ตื่นเต้นกันพอดี นิทานบ่นอุบ

             

            “คีตา พร้อมนะ” นิทานถามไปทางคีตาที่มองซ้ายมองขวา ในปากของมันคาบไว้ด้วยขวดบรรจุโลหิตสรรพชีวิต

             

            “โฮ่ง!”

            พร้อม! พร้อม!

             

            นิทานหันไปพยักหน้าให้ผู้พันลาลันตา เธอจึงยกมือขึ้นเล็กน้อย นิทานรู้สึกได้ถึงบรรยากาศรอบตัวที่เปลี่ยนแปลงไป เหล่าอาคมรอบห้องเรืองแสงขึ้นน้อย ๆ หากนิทานอยู่ภายนอกเขาจะพบว่าอากาศรอบด้านเกิดเป็นกำแพงไฟขนาดใหญ่ล้อมรอบพวกเขาเอาไว้จนมิด ไม่อาจมีสิ่งใดลอดผ่าน

             

            “กระดกเลย” เมื่อคีตาได้ยินนิทานกล่าวเช่นนั้น มันก็ใช้อุ้งเท้าตวัดเปิดขวด แล้วจึงยกปากกระดกรวดเดียวหมดขวด

             

            นิทานมองภาพนั้นอย่างตื่นเต้นในขณะที่ผู้พันลาลันตาหาววอด

             

            “เอ่อ ไม่ตื่นเต้นหน่อยเหรอครับ” นิทานหางตากระตุก คีตาในตอนนี้สภาพไม่ได้เปลี่ยนแปลงใด ๆ มันเพียงอ้าปากเรอออกมาเล็กน้อย ลิ้นยาวเลียหยดเล็ก ๆ ในขวดอย่างเอร็ดอร่อย

             

            “โฮ่ง!”

            รสสตรอว์เบอร์รี!

             

            “ตื่นเต้นทำไม ปลุกพลังได้อยู่แล้ว ปลุกพลังได้แหง ๆ” ผู้พันลาลันตาหาววอด ตอบเสียงตาย

             

            จะให้กำลังใจก็ให้จริงใจกว่านี้หน่อยก็ได้มั้ง นิทานหางคิ้วกระตุก

             

            หากส่วนหนึ่งเขาก็เข้าใจผู้พันลาลันตา โอกาสปลุกพลังของสัตว์ป่าเช่นคีตาต่ำเตี้ยแค่ไหนเขาก็รู้ดี เรียกได้ว่าไม่ต้องไปหวังเลยยังดีเสียกว่า แค่ได้รับการเสริมสมรรถภาพร่างกายมาก็ดีเยี่ยมมากแล้ว เขาจึงไม่แปลกใจแต่อย่างใดที่ผู้พันลาลันตาจะไม่มีท่าทีคาดหวังแม้แต่น้อย

             

            แม้จะเป็นเช่นนั้นแต่นิทานก็ยังอดคาดหวังไม่ได้อยู่ดี ปลุกพลังทางสายเลือดเลยนะ! ใครบ้างจะไม่ชอบอะไรที่มันน่าตื่นเต้นแบบนี้

             

            หากคีตากลับยังคงไร้ปฏิกิริยา มันเพียงกระดิกหางไปมาพลางเลียปากของตนไปมาอย่างเอร็ดอร่อย ผ่านไปหลายนาทีก็ยังคงไร้การตอบสนองใด

             

            นิทานเห็นเช่นนั้นก็ทอดถอนใจ แม้จะเตรียมใจไว้แล้วแต่ก็ยังอดเสียดายไม่ได้อยู่ดี

             

            “เอาน่า ฉันรู้สึกได้ว่ามวลกล้ามเนื้อของมันแน่นขึ้นนะ ขนก็ดูเหมือนจะฟูขึ้นด้วย” ผู้พันลาลันตาพยายามปลอบใจ

             

            นิทานลองสังเกตดูดี ๆ จึงเห็นว่าเป็นอย่างที่ผู้พันลาลันตาพูด คีตาดูจะร่างแน่นขึ้นเล็กน้อย เขี้ยวและเล็บของมันดูจะแข็งขึ้นกว่าปกติ ผิวหนังคล้ายหนาขึ้นและขนดูพองฟูมากยิ่งกว่าเดิม

             

            ได้รับการเสริมสมรรถภาพร่างกายจริงด้วยแฮะ น่าจะเรื่องพละกำลังกับความอึดเป็นหลัก แล้วไอขนฟูขึ้นนี่อะไร? นิทานถอนหายใจพลางเดินเข้าไปหาเจ้าสุนัขแสนรักของตน

             

            “คีตา เป็นไงบ้าง รู้สึกเจ็บตรงไหนมั้ย” นิทานลูบหัวของมันพลางจับร่างกายของมันไปมา พยายามตรวจสอบความเปลี่ยนแปลงและหาความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้น

             

            “โฮ่ง!”

            ไม่เจ็บ! แข็งแรงขึ้นด้วย!

             

            คีตาลองออกเดินวนไปมา กระโดด วิ่ง ทำท่าทางต่าง ๆ ไปมา นิทานที่อยู่กับมันเป็นประจำทุกวันสามารถเห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจน ทุก ๆ อย่างของมันดูจะได้รับการพัฒนาอย่างแท้จริง

             

            “โฮ่ง!”

            ตัวเบามากเลย!

             

            คีตากระโดดไปมาอย่างตื่นเต้น นิทานเห็นดังนั้นก็ยิ้มออกมา มองตามเจ้าหมายักษ์ที่กระโดดไปมา

             

            ร่างกายน่าจะพอ ๆ กับสัตว์อสูรแล้วล่ะมั้ง ไม่ต้องเสริมพลังก็น่าจะสู้กับสัตว์อสูรระดับเดียวกันได้แล้ว นิทานวิเคราะห์

             

            “โห ดูแข็งแรงขึ้นเยอะเลยนะ” ผู้พันลาลันตายิ้มน้อย ๆ เธอเดินไปลูบคีตาที่ยังคงตื่นเต้นอยู่ ขณะเดียวกันก็หันไปปลอบใจนิทานที่ดูจะจ๋อยไม่น้อย

             

            “อย่างอแงน่า นายก็รู้ว่าโอกาสมันน้อยแค่ไหน มันยากยิ่งกว่าทำพิธีสลักคำครั้งที่สองอีกนะ” ผู้พันลาลันตาหัวเราะ

             

            “ครับ” นิทานเพียงส่ายหน้าไปมาอย่างเสียดาย เขาถอนหายใจน้อย ๆ แต่ในเมื่อไม่ได้ก็คือไม่ได้ ไม่มีเหตุผลอะไรให้ต้องพะวง

             

            “โฮ่ง!”

            นิทาน! นิทาน! ดูสิ!

             

            ขณะที่นิทานกำลังคิดว่าจะออกเดินทางกี่โมงดี คีตาก็เรียกเขาขึ้นมาทางกระแสจิตเสียก่อน เมื่อเขาหันไป เขาจึงชะงักไปน้อย ๆ

             

            “ปกติมันทำแบบนั้นได้เหรอ” ผู้พันลาลันตาเสียงสั่นน้อย ๆ นิทานส่ายหน้าไปมา เขากลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ

             

            คีตาในเวลานี้จมูกของมันเรืองแสงขึ้นน้อย ๆ แสงจากจมูกของมันฉายไปด้านหน้าอย่างสว่างไสว เป็นจุดเด่นอันชัดเจน

             

            นิทานพลันนึกถึงตำนานหนึ่งที่เขาเคยอ่านมาจากเรื่องเล่าทั่วโลก เรื่องของกวางตัวหนึ่งที่จมูกเรืองแสงสีแดง สามารถเหาะเหินไปมาทั่วโลกได้ในเวลาเพียงข้ามคืนของช่วงสิ้นปี

             

            คีตาดูจะไม่สนใจแม้แต่น้อย มันเล่นจมูกของตนไปมา ฉายไปทางนู้นทีทางนี้ที

             

            ผู้พันลาลันตาหรี่ตาลง เธอจับจ้องไปที่จมูกของมันแล้วจึงสังเกตเห็นบางอย่าง

             

            “รอยสลักรูปจันทร์เสี้ยว?” ผู้พันลาลันตากวักมือเล็กน้อย ร่างของคีตาที่ส่ายจมูกฉายแสงไปมาก็หยุดนิ่งอยู่ด้านหน้าเธอ เธอชี้ไปที่จมูกของมันให้นิทานดู

             

            “จริงด้วย? ไปโดนอะไรมาเนี่ย” นิทานฉงน เขาไม่เคยจำได้ว่าคีตามีแผลเป็นเช่นนี้มาก่อน ยิ่งตรงที่เด่น ๆ อย่างจมูกด้วยแล้ว

             

            ผู้พันลาลันตาครุ่นคิดเล็กน้อยแล้วจึงพูดออกมา

             

            “สืบสายเลือดจากเทพอสูรสุนัขคว้าจันทร์เหรอ? ไม่เคยเห็นมาก่อนเลยแฮะ” ผู้พันลาลันตาพึมพำ

             

            “แปลว่าปลุกพลังสำเร็จเหรอครับ!” นิทานกล่าวอย่างตื่นเต้น คีตาที่ดิ้นหลุดออกมาได้แล้วยังคงสนุกสนานกับจมูกของมัน มันลองเอาอุ้งเท้าปิดแสงจากจมูกของตน หากก็ยังเห็นแสงลอดออกมาน้อย ๆ

             

            “ไม่รู้แฮะ ปกติจะมีอะไรที่ชัดเจนกว่านี้นะ บางทีอาจจะเพราะสายเลือดไม่เข้มข้นพอหรืออะไรบางอย่าง” ผู้พันลาลันตาส่ายหน้า

             

            นิทานได้ยินเช่นนั้นก็คอตกอีกครั้ง เขาอุตส่าห์มีความหวังน้อย ๆ หากก็ดูเหมือนจะไม่ใช่อยู่ดี เมื่อเขาหันไปหาคีตาอีกครั้ง จึงเห็นว่ามันเริ่มสามารถบังคับจมูกของตนได้แล้ว มันปิด ๆ เปิด ๆ ไปมาอย่างสนุกสนาน

             

            นิทานมองภาพนั้นด้วยสีหน้าปั้นยาก แม้คีตาจะได้รับการเสริมสมรรถภาพร่างกายแต่สิ่งที่ดันเสริมมาแทนพลังทางสายเลือดที่เขาต้องการคือแสงไฟนำทางที่ปลายจมูก 

             

            แต่มันชอบก็คงดีแล้วล่ะมั้ง? นิทานถอนหายใจ ท่าทางสนุกสนานของคีตาก็พอจะปลอบใจเขาได้บ้าง

             

            “ดีออก ฉันว่าบางทีอาจจะปลุกพลังได้แต่เป็นสายเลือดอื่นก็ได้นะ” ผู้พันลาลันตายิ้มมุมปาก หางคิ้วของเธอสั่นน้อย ๆ

             

            นิทานได้ยินเช่นนั้นก็ดีใจ รีบมองหน้าผู้พันลาลันตาอย่างคาดหวัง ในสายตาของเขาอริยะอย่างผู้พันลาลันตาย่อมรู้อะไร ๆ มากกว่าเขา เธออาจจะรู้จักเทพอสูรผู้แข็งแกร่งตนอื่นที่เขาไม่รู้ก็ได้ แสงที่จมูกของคีตาอาจหมายความว่ามันได้รับพลังของเทพอสูรตนนั้นมา

             

            เมื่อเห็นสีหน้าคาดหวังของนิทาน ผู้พันก็หน้าสั่นไหวไปมา ปากกระตุกน้อย ๆ ราวกับกำลังพยายามกลั้นอารมณ์บางอย่าง เธอพูดออกมาด้วยเสียงสั่นเครือ

             

            “เทพอสูรหมาโคมไฟ” ผู้พันลาลันตาหุบยิ้ม มองสีหน้านิ่งค้างของนิทาน มือหนึ่งปิดปากอย่างสุดกลั้น


    คล้ายกับเรื่องนิทานคีตา กาลครั้งนั้น ที่คุณอ่าน

    ถึงเกิดอีกครา...ก็ขอเป็นมหาจอมเวท : Rendel The Great Magic

    ถึงเกิดอีกครา...ก็ขอเป็นมหาจอมเวท : Rendel The Great Magic

    นิยาย แฟนตาซี
    73K 77
    อสูรพลิกฟ้า ( Against the Gods )

    อสูรพลิกฟ้า ( Against the Gods )

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    58.22M 2245
    ไปต่างโลกก็ต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ (Isekai wa Smartphone to Tomoni)

    ไปต่างโลกก็ต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ (Isekai wa Smartphone to Tomoni)

    นิยาย แฟนตาซี
    4.85M 1262
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    เทพกระบี่มรณะ (chaotic sword god) 混沌剑神

    เทพกระบี่มรณะ (chaotic sword god) 混沌剑神

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    4.63M 2739
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

    สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    791K 1635
    คัมภีร์จักรพรรดิพิชิตฟ้า 【จบแล้ว】

    คัมภีร์จักรพรรดิพิชิตฟ้า 【จบแล้ว】

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    3.87M 2416
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271