ข้าเป็นเพียงบัณฑิตที่บังเอิญบรรลุเซียน

    ตอนที่ 43

    ในวินาทีที่เงื้อมดาบยักษ์ซึ่งห่อหุ้มด้วยปราณสีเทาทะมึนทะยานเข้าหาปากของบัณฑิตหนุ่มด้วยความเร็วที่ตั้งใจจะ "ปิดปาก" กวนประสาทนั่นให้สนิทไปตลอดกาล ผู้คุ้มกันร่างยักษ์แผดเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งจนเห็นฟันเหลืองๆ ทุกซี่ เขาเห็นลู่ชิงยืนนิ่งสนิท ดวงตาเหม่อลอยคล้ายกับคนที่สติหลุดลอยออกไปเที่ยวนอกโลกเพราะความหวาดกลัวขีดสุด 

    "ตายซะ! ไอ้หนอนตำราหน้าจืด!" เขาคำรามลั่น จินตนาการถึงภาพเลือดสดๆ ที่จะสาดกระเซ็นเปรอะชุดปะชุนนั่นให้กลายเป็นสีแดงฉาน
    ทว่า... สำหรับลู่ชิงที่ผ่านการ "เคี่ยวเข็ญ" (หรือพูดตรงๆ คือการถูกกลั่นแกล้งจากหวังซิวให้เป็นเป้านิ่ง) จากการฝึกซ้อมกับฉินอวี้มาตลอดทาง การเคลื่อนไหวระดับปราณอาวุธที่เจ้าตัวภูมิใจนักหนานี้ ในสายตาของเขามันช่างอืดอาดเชื่องช้าประหนึ่งหอยทากตะคริวกินที่กำลังเดินทอดน่องบนกองโคลน ลู่ชิงไม่ได้ขยับตัวหลบหลีกให้เสียกระบวนท่าแม้แต่น้อย เขาเพียงแค่เบี่ยงไหล่เพียงชิดเชื้อด้วยท่วงท่าที่ดูเป็นธรรมชาติที่สุด ราวกับกำลังหลบแมลงวันตัวหนึ่งที่บินเซมาชน 

    "เปรี้ยง!!!" 

    เสียงปะทะกัมปนาทนั้นไม่ได้เกิดจากคมดาบกระทบเนื้อ แต่มันคือเสียงมวลอากาศที่ถูกบีบอัดและสะท้อนกลับอย่างรุนแรงจนเกิดแรงลมพายุกวาดเอาฝุ่นละอองกระจายไปทั่ว ผู้คุ้มกันคนนั้นรู้สึกเหมือนดาบของตนไม่ได้ฟันลงบนร่างคน แต่มันฟันลงบนขุนเขาเหล็กกล้าที่มองไม่เห็น และในพริบตาต่อมาเขาก็รู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหมุนคว้างกลับตาลปัตรอย่างน่าพิศวง 

    "เอ๊ะ...?" 

    ความสับสนเกิดขึ้นเพียงเสี้ยววินาที เมื่อเขารู้สึกตัวอีกที เขาก็ไม่ได้ยืนอยู่ที่ลานหน้าจวนที่ลมโกรกสบายอีกต่อไป แต่ร่างยักษ์ของเขากลับนอนหงายท้องพุงชี้ฟ้าอยู่ ภายใน โถงกลางจวนที่ลึกเข้าไปหลายสิบก้าว ร่างของเขากระแทกเข้ากับเครื่องเรือนไม้แกะสลักราคาแพง แจกันหยก และตั่งไม้ที่ผู้ตรวจการเคยนั่งเสวยสุขจนพังพินาศยับเยิน เลือดอุ่นๆ พุ่งทะลักออกจากปากพร้อมกับฟันหน้าสองซี่ที่หลุดออกมาเริงระบำอยู่บนพื้น เขาจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าถูกโจมตีตอนไหน รู้เพียงว่าตอนนี้ร่างกายของเขากลายเป็นส่วนหนึ่งของซากไม้ที่พังยับไปเสียแล้ว 

    ด้านนอกจวน ลู่ชิงค่อยๆ ลดมือที่ดูเหมือนเพิ่งจะสะบัดไล่ฝุ่นออกจากชายเสื้อลงอย่างช้าๆ ใบหน้าของเขายังคงประดับด้วยรอยยิ้มกวนอารมณ์ที่ชวนให้คนเห็นอยากจะถอดรองเท้ามาตบหน้าเป็นที่สุด เขาหันไปมองผู้คุ้มกันอีกคนที่บัดนี้ยืนแข็งทื่อเป็นหินประดุจถูกสาปอยู่ข้างๆ 

    "ไอ้หยา... ท่านผู้คุ้มกัน เพื่อนของท่านนี่ช่างเป็นคนขยันจริงๆ นะขอรับ สงสัยคงจะห่วงทรัพย์สินของท่านผู้ตรวจการมาก ถึงกับรีบพุ่งตัวเข้าไปนอนเฝ้าเครื่องเรือนในโถงกลางด้วยความเร็วแสงขนาดนั้น" ลู่ชิงเอ่ยพลางแคะเล็บอย่างไม่ยี่หระ 

    "แล้วท่านล่ะ? ยืนขาแข็งอยู่ทำไม? ไม่อยากเข้าไปช่วยเพื่อนเก็บเศษแจกันหยกนั่นหรือ? ข้าว่าท่าทางเขานอนนับขื่อหลังคาแบบนั้นคงจะเหงาน่าดูเลยนะ หรือท่านอยากจะให้ข้าช่วย 'ส่ง' เข้าไปแบบทางด่วนพิเศษดีล่ะ?" 

    ผู้คุ้มกันคนที่สองถึงกับขนลุกซู่ไปถึงง่ามก้น เหงื่อเย็นๆ ไหลท่วมแผ่นหลังจนชุ่มโชก เขาพยายามประมวลผลเหตุการณ์เมื่อครู่แต่ในสมองกลับว่างเปล่า เมื่อกี้มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? เขาเห็นเพียงแสงวูบเดียวแล้วคู่หูระดับปราณอาวุธของเขาก็หายวับไปราวกับเล่นกล! 

    ‘ไม่มีทาง! ไอ้บัณฑิตยาจกชุดขาดวิ่นนี่จะเป็นยอดยุทธ์ได้ยังไง? ในตำบลกระจอกๆ ที่มีแต่กลิ่นโคลนสาบควายเช่นนี้ จะมียอดคนแฝงกายอยู่ได้ยังไงกัน! ต้องเป็นเพราะไอ้หมอนี่มันพกของขลังแน่ๆ!’ เขาพยายามสะกดจิตตัวเองด้วยความโง่เขลาที่ยังไม่จางหาย ก่อนจะตัดสินใจเบือนหน้าหนีจากลู่ชิงที่ดู "ลึกลับและอัปมงคล" แล้วเลือกพุ่งเป้าเข้าหา ฉินอวี้ แทน เพราะอย่างน้อยฉินอวี้ก็ดูเหมือน "คนปกติ" ที่เป็นนักสู้ทั่วไปมากกว่า 

    "ไอ้เด็กหน้าหยก! ไปลงนรกแทนเพื่อนข้าซะ!" เขาคำรามลั่นเรียกขวัญกำลังใจพลางรวบรวมปราณสีเทาทั้งหมดที่มี สับดาบยักษ์ลงไปที่ฉินอวี้ด้วยแรงทั้งหมดที่มี หวังจะกู้หน้าคืนมาให้ได้ 

    "เคร้ง!" 

    เสียงฝักกระบี่กระทบกับใบดาบดังเพียงเบาๆ ราวกับเสียงช้อนกระทบจาน ฉินอวี้ไม่ได้แม้แต่จะชักกระบี่ออกจากฝักให้เสียเวลาด้วยซ้ำ เขาเพียงแค่เอียงคอเล็กน้อยหลบคมดาบ แล้วใช้ฝักกระบี่สีนวล "สะกิด" เข้าที่ใต้ราวนมของผู้คุ้มกันคนนั้นเบาๆ ราวกับกำลังหยอกล้อสัตว์เลี้ยง ทว่าผลลัพธ์กลับวินาศสันตะโร! 

    ร่างยักษ์ของผู้คุ้มกันคนที่สองปลิวว่อนตามคู่หูไปติดๆ ในท่าทางที่คล้ายกันประดุจฝาแฝด ร่างของมันลอยข้ามหัวผู้ตรวจการอ้วนที่นั่งอ้าปากค้างอยู่ จนลมจากการปะทะเป่าให้หมวกขุนนางของเขาหลุดกระเด็น ร่างนั้นพุ่งทะลุเข้าไปในโถงแล้วกระแทกเข้ากับเสาจวนต้นยักษ์จนเสาส่งเสียง "ลั่น" ประหนึ่งจะถล่มลงมา ทับลงไปบนร่างของเพื่อนชายคนแรกที่นอนรออยู่ก่อนแล้ว กลายเป็นกองขยะเนื้อยักษ์สองกองที่ดูแล้วชวนเวทนายิ่งนัก 

    ผู้ตรวจการภาษีและขุนนางท้องถิ่นบัดนี้มีสภาพไม่ต่างจากรูปปั้นดินเผาที่ถูกทิ้งไว้กลางแดด จอกสุราทองคำที่ถือค้างไว้ในมือสั่นสะเทือนระริกจนเหล้าหกเลอะเทอะราดรดนิ้วมือจนชุ่ม พวกเขาอ้าปากค้างกว้างจนแมลงวันทั้งตำบลแทบจะพากันเข้าไปจัดงานเลี้ยงข้างในได้ แววตาที่เคยหื่นกามและดูถูกเหยียดหยามบัดนี้ถูกแทนที่ด้วยความสยองขวัญสั่นประสาท 

    ยอดฝีมือระดับปราณอาวุธที่พวกเขาอุตส่าห์ไปจ้างมาด้วยทองคำก้อนยักษ์... กลับถูกจัดการเหมือนฝุ่นผงที่ถูกกวาดทิ้งเพียงแค่ปลายนิ้วสะกิด!


    "โอ้... พ่อบุญธรรม! ท่านพี่! ท่านบรรพบุรุษผู้สูงส่งลงมาจุติ!" 

    ผู้ตรวจการภาษีที่เมื่อครู่ยังนั่งพุงกาง วางท่าราวกะกษัตริย์ครองแผ่นดิน บัดนี้กลับกระโจนพรวดลงจากตั่งไม้ที่พังยับเยิน ร่างอ้วนฉุที่เต็มไปด้วยไขมันเคลื่อนที่ไวดั่งลูกหนังที่ถูกเตะ พุ่งเข้ามากองแทบเท้าลู่ชิงด้วยความเร็วที่เหนือชั้นกว่าตอนเรียกหาเมียน้อยเสียอีก สองมือที่สั่นเทาพยายามจะเอื้อมไปกอดขาบัณฑิตหนุ่มพลางตีหน้าเศร้าเคล้าน้ำตาประดุจญาติผู้ใหญ่เสียชีวิตกะทันหัน 

    "ข้ามันคนชั่วช้า! ข้ามันตามืดบอด! ข้ามันสุนัขในร่างคนชัดๆ!" เขาแผดเสียงคร่ำครวญโหยหวน พลางยกมืออันอวบอ้วนขึ้นตบหน้าตัวเอง แปะ... แปะ... เป็นจังหวะที่เบาหวิวราวกับกำลังปัดแมลงวัน เพราะใจหนึ่งก็อยากสำนึกผิด แต่อีกใจก็กลัวผิวหนังอันบอบบางจากไขมันส่วนเกินจะเจ็บตัวไปมากกว่านี้ 

    "ท่านยอดคน... ได้โปรดเมตตาข้าสักครั้ง ข้าทำไปเพราะโดนปีศาจความโลภสิงร่างแท้ๆ!" 

    ขุนนางท้องถิ่นเห็นนายใหญ่เปลี่ยนโหมดไวดั่งกิ้งก่าเปลี่ยนสี ก็รีบถลันตัวลงมาคุกเข่าเอาหน้าไถพื้นตามไปติดๆ 

    "โอ้ท่านมหาปรมาจารย์! ท่านคือบรรพบุรุษที่ข้าตามหามานานแสนนาน! ข้ามันโง่เขลาที่จำเทพพยากรณ์ในชุดผ้าป่านสุดเท่เช่นท่านไม่ได้!" ทั้งสองคนเหงื่อไหลพรากจนหน้ามันแว่บ ยิ่งชำเลืองเห็นยอดฝีมือระดับปราณอาวุธที่นอนกองเป็นเศษขยะเนื้อปักคาเสาอยู่ข้างใน พวกเขาก็ยิ่งโขกหัวแรงขึ้นจนพื้นอิฐแทบร้าว ใครจะไปกล้าหือต่อล่ะ ในเมื่อกระดูกของพวกเขาน่าจะเปราะบางกว่าตะเกียบที่ใช้กินบะหมี่เสียอีก! 

    ลู่ชิงขมวดคิ้วมุ่นพลางก้มมองก้อนไขมันสองก้อนที่กำลังพินอบพิเทาอยู่แทบเท้า สายตาเขาจ้องมองมือของผู้ตรวจการที่พยายามจะเอื้อมมาแตะชายผ้าป่านปะชุนของเขาอย่างรังเกียจ จนในที่สุดคิ้วที่ขมวดก็ค่อยๆ คลายออก พร้อมกับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่มุมปากซึ่งดูอัปมงคลยิ่งนักในสายตาคนมอง 

    "ไอ้หยา... เมื่อครู่ยังจะสับข้าเป็นพันชิ้นเอาไปคั่วกินอยู่เลย ไฉนตอนนี้ข้ากลายเป็นพ่อบุญธรรมไปเสียแล้วล่ะ?" ลู่ชิงแสร้งทำเป็นเอามือลูบคางอย่างใช้ความคิด 

    "แต่ดูท่าทางท่านจะสำนึกผิดจริงๆ นะเนี่ย ตบหน้าตัวเองเสียดัง... ฮึ่ม... ดังเหมือนเสียงมดเดินบนสำลีเชียว หรือว่าพุงของท่านมันบังจนแขนเอื้อมไม่ถึงใบหน้ากันแน่ขอรับ?" 

    ผู้ตรวจการอ้วนเห็นลู่ชิงดูมีท่าทีผ่อนปรน ก็รีบคลานกระหืดกระหอบเข้าไปหาหีบไม้ใบยักษ์ที่ตั้งอยู่มุมห้องพลางแผดเสียงบอกบ่าวไพร่ที่ยังสั่นเป็นลูกนก 

    "เร็วเข้า! ไปเอาทองคำมา! เอามาให้หมดจวน!"
    เพียงครู่เดียว ทองคำแท่ง เครื่องประดับวาววับ และมุกดาราจำนวนมหาศาลที่ถูกขูดรีดมาจากหยาดเหงื่อชาวบ้านก็ถูกกองลงตรงหน้าลู่ชิงจนตาพร่า 

    "พ่อบุญธรรมขอรับ... นี่คือน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ จากข้า เอาไปเถอะขอรับ เอาไปซื้อชุดใหม่สักหมื่นชุด ซื้อจวนใหม่สักสิบหลัง หรือจะซื้อภูเขาทั้งลูกยังได้เลย! ขอเพียงท่านไว้ชีวิตสุนัขตัวนี้ และช่วยลืมเรื่องภาษีสามเท่าอะไรนั่นไปเสีย... ถือว่าข้าขอร้องด้วยหัวใจที่บอบบาง!" 

    ฉินอวี้ที่ยืนคุมเชิงอยู่ด้านหลังถึงกับใจหายวาบ แววตาเต็มไปด้วยความกังวลขีดสุด 'แย่แล้ว... พี่ลู่ชิงยิ่งเป็นคนประเภทเห็นเงินแล้วตาโต งกจนมดไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอมอยู่ด้วย ถ้าเกิดพี่ท่านหน้ามืดรับเงินนรกนี่ขึ้นมา ข้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน!' 

    ลู่ชิงจ้องมองกองทองตรงหน้า แววตาของเขาเป็นประกายวับวาวประดุจดวงดาวในคืนเดือนดับ เขาเอื้อมมือออกไปช้าๆ นิ้วเรียวยาวสัมผัสไปที่ทองแท่งหนึ่งอย่างแผ่วเบา พลางพึมพำเสียงสั่น 

    "โอ้โห... เหลืองอร่ามบาดตาดีแท้ๆ ถ้าเอาไปซื้อซาลาเปาไส้หมูสับ คงกินได้ไปจนถึงชาติหน้าที่สามเลยนะเนี่ย..." 

    ผู้ตรวจการภาษีเริ่มยิ้มออก หัวใจพองโตด้วยความหวัง 

    "ใช่แล้วขอรับ! รับไปเลยขอรับ พ่อบุญธรรม! เงินพวกนี้มันมีไว้เพื่อท่าน!" 

    ทว่าในจังหวะที่มือของลู่ชิงกำลังจะรวบทองเข้าหาตัว เขากลับชะงักมือไว้เพียงปลายนิ้วสัมผัส รอยยิ้มแสนกลพลันเปลี่ยนเป็นความเย็นเยียบชวนขนหัวลุก เขาชักมือกลับราวกับไปโดนของร้อน พลางสะบัดมือไปมาเหมือนเพิ่งไปแตะต้องสิ่งปฏิกูลที่เหม็นเน่าที่สุดในโลก 

    "เฮ้อ... เสียดายจัง" ลู่ชิงถอนหายใจยาวอย่างอาลัยอาวรณ์ พลางมองผู้ตรวจการด้วยสายตาสมเพช 

    "ถึงข้าจะรักเงินยิ่งกว่าชีวิต และงกยิ่งกว่าใครในปฐพี แต่เงินของท่านน่ะ... มันมีกลิ่นคาวเลือดกับน้ำตาของชาวบ้านเหม็นคลุ้งจนบัณฑิตผู้รักสะอาดอย่างข้าแทบจะอ้วก ทองคำพวกนี้ต่อให้เอาไปหลอมใหม่ร้อยรอบก็ยังสกปรกเกินกว่าที่ข้าจะเอามาซื้อซาลาเปากินให้เสียรสชาติชาติตระกูล!" 

    เขาหันไปยักคิ้วให้ฉินอวี้ที่ยืนถอนหายใจยาวจนหน้าอกแฟบ ก่อนจะหันกลับมาหาขุนนางโฉดทั้งสองที่บัดนี้หน้าซีดเผือดราวกับศพแช่น้ำ 

    "เงินของท่านข้าไม่รับ... เพราะข้ากังวลว่ารับไปแล้ว มืออันงดงามของข้าจะติดเสนียดจัญไรไปเสียก่อน!" 

    รุ่งเช้าวันต่อมา ณ หน้าประตู "ที่ว่าการอำเภออันเล่อ" ท่ามกลางสายหมอกจางๆ ที่กำลังสลายไป แสงอาทิตย์รำไรสาดส่องลงมาเผยให้เห็นภาพที่น่าอัศจรรย์ใจจนชาวบ้านที่เดินผ่านไปมาต้องขยี้ตาซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนตาแทบหลุด
    ปรากฏร่างของชายอ้วนฉุในชุดขุนนางขาดวิ่นและขุนนางท้องถิ่นหน้าจืด นอนหมดสติแหมะอยู่หน้าประตูจวนในท่าทางกอดก่ายกันประหนึ่งคู่รักที่พลัดพราก ทั้งคู่ถูกมัดด้วยเชือกป่านเส้นหนาพ่วงเข้ากับหีบทองคำที่พังยับเยิน บนหน้าผากของพวกเขามีรอยช้ำสีม่วงคล้ำเป็นรูปฝ่ามือขนาดใหญ่ประทับไว้อย่างจงใจ และที่หน้าอกมีกระดาษแผ่นยักษ์แปะไว้ด้วยกาวแป้งเปียก เขียนด้วยลายมือหวัดๆ แต่ทรงพลังจนมดไม่กล้าเดินผ่านว่า 

    "ข้าคือคนบาปที่ลักลอบเก็บภาษีขูดรีดราษฎร บัดนี้ข้าขอมอบตัวพร้อมหลักฐาน เพื่อไปชดใช้กรรมในคุกมืดชั่วนิรันดร์ (ป.ล. ทองคำในหีบนี้กรุณาคืนชาวบ้านหมู่บ้านทุกอีแปะ มิฉะนั้น 'คนส่งของ' จะกลับมาหาท่านนายอำเภออันเล่อในคืนถัดไป... เพื่อสอนมวยท่านโดยเฉพาะ)" 

    ขณะที่ทางด้านนอกเมือง ลู่ชิงกำลังเดินทอดน่องชมนกชมไม้ด้วยท่าทางสบายอารมณ์ ในมือถือซาลาเปาครึ่งลูกที่ซื้อมาด้วยเงินที่หามาได้อย่างสุจริต (จากการเขียนกลอนชมโฉมเมียพ่อค้าจนนางยอมลดราคาให้) เขาฮัมเพลงอย่างมีความสุขหลังจากที่ได้ระบายโทสะและสั่งสอนคนที่ทำให้มารดาของเขาต้องนั่งคิ้วขมวดกังวลเรื่องภาษีมาตลอดหลายวัน 

    "อากาศวันนี้ช่างสดใสจริงๆ เลยนะศิษย์น้องฉิน" ลู่ชิงเอ่ยพลางยัดซาลาเปาเข้าปาก 

    "การเป็นคนดีนี่มันอิ่มใจจริงๆ... เสียดายแค่ทองกองนั้นแฮะ ถ้ามันไม่สกปรก ข้าคงได้ซาลาเปาไส้หมูแดงเพิ่มอีกสักหมื่นลูก" 

    ฉินอวี้ที่เดินตามหลังมาทำได้เพียงส่ายหัวเบาๆ พลางกุมขมับกับความย้อนแย้งของพี่ชายผู้นี้ 

    "ท่านพี่ลู่... ข้าว่าท่านควรห่วงเรื่องที่ท่านเพิ่งจะถล่มจวนผู้ตรวจภาษี ไปมากกว่าห่วงเรื่องซาลาเปานะขอรับ!" 

    แต่ทว่า หลังจากเหตุการณ์อึกทึกครึกโครมในคืนนั้น กลับไม่มีข่าวคราวการเอาความหรือการเคลื่อนไหวใดๆ จากทางการตามมาเลยแม้แต่น้อย ราวกับว่าจวนที่พังยับเยินและขุนนางที่โดนจับมัดประจานหน้า อำเภออันเล่อ นั้นเป็นเพียงภาพลวงตาที่จางหายไปกับสายหมอก

    คล้ายกับเรื่องข้าเป็นเพียงบัณฑิตที่บังเอิญบรรลุเซียน ที่คุณอ่าน