ก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ]

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 72 ความลับ

            เมื่อได้ยินคำของเหลยป้าเทียนเสิ่นเสวียนพลันกระตุกยิ้มมุมปากแล้วเดินเข้าไปด้านใน

            เริ่นเสี้ยวเทียนยืนอยู่ด้านนอกมองเสิ่นเสวียนเดินเข้าไปด้านในด้วยสีหน้าสับสนเขาไม่เข้าใจเลยว่าเสิ่นเสวียนกล่าวอะไร หรือกล่าวได้ว่าสิ่งที่เสิ่นเสวียนกล่าวออกมาเขาไม่รู้เรื่องเลยแม้แต่น้อยแต่เสิ่นเสวียนรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร

            เขาเองไม่ได้นิ่งเฉย เดินตามเสิ่นเสวียนเข้าไปทันที

            เมื่อเข้าไปภายในห้องโถง เสิ่นเสวียนเดินตรงไปนั่งเก้าอี้โดยไม่เกรงใจซึ่งอยู่ข้างๆ เหลยก่วนที่กลายเป็นคนทึ่มไปแล้ว

            เขาไม่ได้น่าเห็นใจเลย ในโลกนี้ทุกคนต่างต้องรับผิดชอบต่อคำพูดและการกระทำของตนเอง

            เมื่อเห็นเสิ่นเสวียนและเริ่นเสี้ยวเทียนนั่งลงแล้วเหลยป้าเทียนก็นั่งลงในตำแหน่งผู้นำเช่นกัน

            “เจ้าหนุ่มเจ้ารักษาได้หรือ”

            เหลยป้าเทียนถามขึ้นทันที

            “จิตวิญญาณของคุณชายไม่เพียงพอรักษาไม่ได้ แต่อาการของท่านไม่ใช่เรื่องยาก”

            “รักษาอย่างไร”

            เหลยป้าเทียนมองเสิ่นเสวียนด้วยแววตาเป็นประกายอาการเจ็บปวดนี้รบกวนชีวิตเขามาหลายสิบปีแล้ว หากสามารถรักษาให้หายดีได้พลังยุทธ์ของเขาจะก้าวหน้าขึ้นไปอีกมิเช่นนั้นเขาอาจต้องย่ำอยู่กับที่ไปชั่วชีวิต ไม่มีทางก้าวหน้าได้เลย

            “การรักษาไม่ใช่เรื่องยากแต่ข้าต้องรู้ถึงต้นตอเสียก่อน”

            “ต้นตอ คือ...ข้าไม่ปิดบังเลยแล้วกัน มันเป็นอาการเจ็บป่วยของข้ามาตั้งแต่เด็ก รบกวนการใช้ชีวิตของข้ามาครึ่งชีวิตแล้วหากเจ้ารักษาได้ ตระกูลเหลยจะปฏิบัติต่อเจ้าในฐานะแขกระดับสูง”

            “แล้วเรื่องของคุณชายล่ะ”เริ่นเสี้ยวเทียนที่อยู่ข้างๆ ถามขึ้น

            “เขาทำเองก็ต้องรับผิดชอบตนเองพวกเจ้าทั้งสองช่วยข้าสั่งสอนเขาแล้ว ข้าซาบซึ้งใจยิ่งนัก”

            เหลยป้าเทียนยิ้มพลางกล่าวหากคนตระกูลเหลยคนอื่นๆ มาเห็นเหลยป้าเทียนทำอย่างนี้ต้องตกใจจนอ้าปากค้างอย่างแน่นอนเหลยป้าเทียนได้ชื่อว่าเป็นคนหวงลูกมากๆ ไม่อย่างนั้นเหลยก่วนไม่มีทางหยิ่งผยองเช่นนี้ได้ทว่าตอนนี้คนหวงลูกอย่างเหลยป้าเทียนกลับกล่าวเช่นนี้ออกมา

            “เฮ้อ ท่านผู้นำตระกูลเหลยไม่จริงใจเลยนะในเมื่อท่านไม่เปิดเผยออกมา ข้าก็ไม่มีอะไรต้องบอกแล้ว แต่ข้าต้องขอบอกท่านว่า เมื่อความเจ็บปวดนี้ลุกลามไปถึงกระดูกสันหลังข้อที่สิบแปดนั่นคือวันที่ท่านจะตาย”

            เสิ่นเสวียนกล่าวอย่างสบายๆ

            “คือ...”

            เหลยป้าเทียนเม้มปากเล็กน้อย

            “ดูเหมือนจะปิดบังอะไรเจ้าไม่ได้เลยแต่ก่อนที่ข้าจะบอกให้เจ้ารู้ เจ้าทำให้ข้าเชื่อก่อนได้หรือไม่ว่าเจ้าสามารถรักษาข้าได้จริงๆ”เห็นได้ชัดว่าเหลยป้าเทียนกำลังจะบอกความลับบางอย่าง

            “ท่านมีสิทธิ์ยื่นข้อเสนอกับข้าด้วยหรืออย่างไรก็ตาม ให้ท่านได้เห็นคงไม่เป็นไร”

            เสิ่นเสวียนกล่าวเสียงเย็นจากนั้นพลันมีคลื่นพลังมิติสั่นสะเทือนขึ้นรอบๆ ร่างของเขา

            “กรร!!!”

            เสียงมังกรคำรามดังขึ้นเบื้องหน้าของเสิ่นเสวียนเสียงของมันสะท้อนกึกก้องไปทั้งห้องโถง

            และในตอนนี้กระบี่เล่มหนึ่งปรากฏขึ้นในมือของเสิ่นเสวียนแล้ว

            กระบี่ยาวสามฉื่อสามชุ่น กว้างหนึ่งฉื่อสองชุ่นตรงด้ามกระบี่มีรอยเว้าประดับอัญมณีสีดำเอาไว้ พลังทั้งหมดมีต้นกำเนิดมาจากอัญมณีเม็ดนั้นจากนั้นก็กระจายไปตามกระบี่ราวกับชีพจรในร่างของมนุษย์

            กระบี่มังกรคำราม!

            “ศาสตราวิเศษขั้นปฐพี!”

            ทันทีที่กระบี่มังกรคำรามปรากฏขึ้นเหลยป้าเทียนจ้องไปทางกระบี่มังกรคำรามไม่วางตา แล้วจึงค่อยตั้งสติกลับมาได้

            “เจ้าเป็นใครกันแน่”

            ทั่วทั้งแคว้นชิงหยุน ศาสตราวิเศษขั้นปฐพีมีอยู่เพียงไม่กี่ชิ้นเท่านั้นและทุกชิ้นยังกลายเป็นของล้ำค่าประจำตระกูลอีกด้วย ไม่มีการสืบต่อไปยังภายนอก แต่การพกติดตัวมาได้อย่างที่เสิ่นเสวียนทำความยิ่งใหญ่ของเขาหาใช่สิ่งที่ตนจะจินตนาการได้ในตอนนี้

            “นี่คือศาสตราวิเศษที่ข้าสร้างขึ้นเองท่านว่าข้ามีสิทธิ์ไหม”

            เสิ่นเสวียนมองอีกฝ่ายพลางกล่าวเสียงเรียบ

            ในพริบตาที่กล่าวทำให้เสิ่นเสวียนดูสูงส่งยิ่งขึ้นไปอีกสูงมากจนมิอาจเอื้อมถึงแล้ว

            เริ่นเสี้ยวเทียนที่นั่งอยู่ไม่ไกลรับรู้ได้อย่างล้ำลึกการปรากฏขึ้นของศาสตราวิเศษขั้นปฐพีทำให้เขาต้องทำความเข้าใจเสิ่นเสวียนใหม่อีกครั้งการครอบครองศาสตราวิเศษและการสร้างศาสตราวิเศษแยกเป็นสองประเภทอย่างชัดเจน ลูกหลานคนสำคัญของตระกูลใหญ่บางตระกูลได้ครอบครองศาสตราวิเศษไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้แต่การสร้างศาสตราวิเศษขึ้นมาแสดงให้เห็นว่าเสิ่นเสวียนเป็นนักสร้างศาสตราวุธที่สามารถสร้างศาสตราวิเศษขั้นปฐพีได้คนหนึ่ง

            กระทั่งถึงตอนนี้เขาจึงได้พบว่าเสิ่นเสวียนที่อยู่ตรงหน้าเขาผู้นี้น่ากลัวยิ่งกว่าที่เขาคิดไว้เสียอีก!

            ตั้งแต่กระบี่มังกรคำรามปรากฏขึ้นแววตาของเหลยป้าเทียนฉายความละโมบออกมาอย่างปิดไม่มิด แต่หลังจากได้ยินคำของเสิ่นเสวียนทำให้เขาล้มเลิกความคิดอยากใช้กำลังไปหากเป็นอย่างที่เสิ่นเสวียนกล่าวมาจริงๆ ฐานะของเสิ่นเสวียนต้องอยู่เหนือกว่าเขามากอย่างแน่นอน

            น่าเหลือเชื่อ น่าเหลือเชื่อยิ่งนัก

            “ร้ายกาจ!ร้ายกาจ!”

            เหลยป้าเทียนพยักหน้าพลางกล่าวออกมาแค่นั้นน้ำเสียงของเขาเปี่ยมไปด้วยความตกใจ

            “ตอนนี้ท่านสามารถเล่ามาได้แล้ว”

            เสิ่นเสวียนแสดงฐานะนักสร้างศาสตราวุธของตนเองออกไปแล้วกล่าวได้ว่าตอนนี้ดูมีสง่าราศีขึ้นมาไม่น้อย ก่อนหน้านี้เหลยป้าเทียนมีฐานะได้เปรียบกว่าอย่างเห็นได้ชัด

            ทว่าในตอนนี้เสิ่นเสวียนนำหน้าเขาไปแล้ว

            ความจริงแล้วเขาไม่ได้รู้สึกอะไรต่อฐานะนี้ของตนเองเลยแค่นักสร้างศาสตราวุธคนหนึ่งเท่านั้น ผู้บำเพ็ญเพียรคนไหนไม่สามารถสร้างศาสตราวุธได้บ้างแล้วเขาก็สร้างได้เพียงศาสตราวิญญาณเท่านั้น แม้จะไม่ยอดเยี่ยมแต่ก็นับว่าหายาก ทว่าในสายตาของเหลยป้าเทียนและคนอื่นๆคงได้ชื่อว่าเป็นตัวประหลาดไปแล้ว

            “เจ้าหนุ่มตามข้ามา”

            เหลยป้าเทียนปรายตามองเสิ่นเสวียนอีกครั้งทำลายกำแพงความแค้นสุดท้ายภายในใจ แล้วเดินนำเข้าไปยังเรือนด้านใน

            เสิ่นเสวียนลุกขึ้นแล้วเดินตามเข้าไป

            “สหาย เจ้าว่าข้าตามเข้าไปดีไหม”เริ่นเสี้ยวเทียนดึงเสิ่นเสวียนไว้ก่อนจะถาม

            “เจ้าอยากตามก็ตามมาได้”

            เริ่นเสี้ยวเทียนครุ่นคิดเล็กน้อยแล้วเดินตามเสิ่นเสวียนเข้าไปด้วย

            เรือนด้านในคือลานด้านหลังของตระกูลเหลยทว่าตอนนี้ลานด้านหลังว่างเปล่าร้างผู้คน พวกเขาเดินยาวไปถึงด้านหลัง ผ่านลานกว้างที่แยกตัวออกมาแล้วเหลยป้าเทียนก็นำทั้งสองคนเข้าไปภายในเรือน

            ตอนนี้ภายในเรือนมืดสนิทไม่มีแสงสว่างใดๆเลย ลึกเข้าไปในเรือนมีร่องรอยของคลื่นพลังปรากฏอยู่ หลังจากใช้พลังจิตวิญญาณตรวจสอบแล้วจึงพบว่ามันคือหินสีดำก้อนใหญ่ขนาดกว้างยาวประมาณสามฉื่อ

            “เพราะข้าดูดซับพลังของมันจึงส่งผลร้ายต่อร่างกายหวังว่าท่านนักสร้างศาสตราวุธจะช่วยได้”

            เหลยป้าเทียนกล่าวออกไป ไม่ได้มีท่าทีของผู้กุมอำนาจเหมือนกับก่อนหน้านี้แล้วตอนนี้เขายืนอยู่ตรงหน้าเสิ่นเสวียนราวกับคนรุ่นหลังคนหนึ่ง

            เสิ่นเสวียนเดินไปตรงหน้าหินสีดำก้อนนั้นด้วยสีหน้าเรียบเฉยจากนั้นจึงยกมือขึ้นสัมผัสหินก้อนนั้นเบาๆ

            หลังจากได้สัมผัสมันแล้ว ความเย็นยะเยือกทะลวงผ่านกล้ามเนื้อเข้าสู่ร่างกายเสิ่นเสวียนสัมผัสได้ถึงพลังของมันจึงกระตุกยิ้มมุมปากขึ้นทันที

            “ของดี แต่ท่านไม่ซื่อสัตย์ช่างเถอะ พวกเราไปดีกว่า!”

            เสิ่นเสวียนหันไปกล่าวกับเริ่นเสี้ยวเทียนจากนั้นก็หันหลังเดินกลับไป ทิ้งให้เหลยป้าเทียนยืนอยู่ตรงนั้นเพียงลำพัง

            “เจ้าหนุ่มช้าก่อน!”

            เหลยป้าเทียนเรียกเสิ่นเสวียนไว้ทันที

            “นี่เป็นเพียงจุดชักนำเท่านั้นดูที่ด้านล่าง”

            เมื่อกล่าวจบ พลังมากมายแผ่กระจายออกมาจากร่างของเหลยป้าเทียนพลังเหล่านี้เป็นเหมือนคลื่นพลังเชื่อมต่อเข้ากับบางสิ่งบางอย่างภายในเรือน หลังจากนั้นภายในเรือนที่มืดสนิทก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไปเริ่นเสี้ยวเทียนและเสิ่นเสวียนสังเกตไปรอบๆ ด้วยความรู้สึกมหัศจรรย์

            มิติแปรเปลี่ยน!

            เมื่อทุกอย่างเบื้องหน้าสงบลงพวกเขาก็เข้ามาอยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่พิเศษแห่งหนึ่งแล้ว

            แม่น้ำสีดำสายหนึ่งไม่รู้ไหลมาจากไหนและจะไหลไปที่ใดพื้นที่พวกเขายืนอยู่ยังเป็นดินสีดำอีกด้วย

            ทว่าสิ่งที่ทำให้พวกเขาตกใจที่สุดก็คือเบื้องหน้าพวกเขามีภูเขาสีดำสูงประมาณสามสิบจั้งตั้งตระหง่านอยู่ ซึ่งเป็นของชนิดเดียวกับหินสีดำก่อนหน้านี้ไม่ผิดเพี้ยน

            “หินเฮยเย่าที่มีขนาดเท่าภูเขา?”

            เสิ่นเสวียนมองภูเขาสีดำลูกนั้นด้วยความรู้สึกขบขันอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา