บทที่ 87 พลังเพิ่มขึ้น
“อย่าให้ข้าจับเจ้าได้อีก ถ้าข้าจับได้ ข้าจะมัดเจ้าให้แน่น แล้วค่อยทุบเจ้าให้เละ” เมื่อนึกถึงความกวนประสาทของฉินชู เฉียนหลิงอู่ก็สบถด่าทอ
เฉียนหลิงอู่ได้รับบาดเจ็บ หอกของนางแทงเข้าที่ไหล่ของจื่อหลวน ส่วนคมพลังอัดจากดาบโค้งของจื่อหลวนก็แทงเข้าที่ท้องของนาง เป็นเหตุให้ล่าถอย
เมื่อนึกถึงจื่อหลวน เฉียนหลิงอู่ก็สงสัยว่าจะมีผู้ฝึกตนขั้นที่หกหวางเจ่อที่ไม่รู้จักในพื้นที่ปกครองของราชวงศ์เฉียนได้อย่างไร สิ่งนี้ไม่ควรเกิดขึ้นอย่างยิ่ง เฉียนหลิงอู่แน่ใจได้ว่าจื่อหลวนไม่ได้เป็นสมาชิกของสี่สำนักมหาอำนาจ เพราะหากมีผู้ฝึกตนขั้นที่หกหวางเจ่อในสี่สำนักมหาอำนาจ สถานการณ์คงเปลี่ยนไปนานแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นสำนักไหนในสี่สำนักมหาอำนาจ หากมีผู้ฝึกตนขั้นที่หกหวางเจ่อ ก็จะได้ขึ้นเป็นใหญ่เหนือสามสำนักที่เหลือไปโดยปริยาย
เฉียนหลิงอู่ตั้งใจที่จะรักษาบาดแผลให้หายก่อน แล้วค่อยหาวิธียึดหุบเขาเทียนเซียง สำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน นางไม่ต้องการให้สี่สำนักมหาอำนาจรู้ หากพวกเขารู้ว่ามีผู้ฝึกตนขั้นที่หกหวางเจ่อไร้สำนักไร้สังกัด พวกเขาจะต้องยอมจ่ายข้อแลกเปลี่ยนมหาศาลเพื่อเอาชนะใจแน่นอน ขืนปล่อยให้เป็นเช่นนั้น มันจะเป็นภัยคุกคามต่อราชวงศ์เฉียน
อีกสิ่งหนึ่งที่เฉียนหลิงอู่กังวลก็คือฉินชู เขามาจากตระกูลเลือดศักดิ์สิทธิ์ นางไม่รู้ว่าเลือดศักดิ์สิทธิ์เป็นพลังแบบไหน
“ไอ้พวกสารเลว” เฉียนหลิงอู่รู้สึกว่าตัวเองถูกหลอก ถูกโม่เต้าจื่อหลอก ถูกจื่อหลวนหลอก ยิ่งกว่านั้น ถูกฉินชูหลอกอีก ซ้ำยังหนีไปซบอกศัตรู กวนประสาทจนไม่อาจอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้
ณ สำนักชิงหยุน จวนที่พำนักของโม่เต้าจื่อ ตอนนี้หลิงหยุนจื่อ หลัวเจิน และลู่หยวนก็อยู่ที่นั่นด้วย
“ศิษย์ลุง เฉียนหลิงอู่ทำตัวไร้จรรยาบรรณเกินไป ทั้งที่เป็นผู้ฝึกตนขั้นหวางเจ่อ แต่กลับมาจับฉินชูที่มีตบะอยู่แค่ขั้นเจินหยวน” ลู่หยวนโกรธมาก
“ฉินชูโดดเด่นเกินไป เขาเข้าถึงวิถีกระบี่ขั้นเจี้ยนหลิง ครอบครองพลังเจตนำจงแห่งกระบี่ ต้นกล้าอย่างเขาจะเป็นภัยคุกคามต่อราชวงศ์เฉียนเมื่อเขาเจริญเติบโตขึ้น ทันทีที่จงฮั่นและเฉียนชิงหนีไป ความลับของสำนักชิงหยุนก็ไม่ใช่ความลับอีกต่อไป ดังนั้นพวกเขาจึงเริ่มลงมือ แต่ฉินชูไม่น่าจะเป็นอันตราย อาจจะลำบากหน่อย แต่เขาจะไม่ตาย” โม่เต้าจื่อพูดขึ้น
“พวกเขาจะไม่ฆ่าฉินชู เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดในอนาคตหรอกหรือ” หลัวเจินถามอย่างเป็นห่วง
“น่าจะไม่ ทักษะหอกของเฉียนหลิงอู่นั้นยอดเยี่ยม พลังแห่งจำนงหอกก็รุนแรงทรงพลัง แต่ยังเข้าไม่ถึงวิถีหอกขั้นเชียงหลิง ดังนั้นนางน่าจะต้องการเรียนรู้สภาวะวิถีกระบี่ขั้นเจี้ยนหลิงจากฉินชู จากนิสัยของฉินชู เขาคงไม่ปล่อยให้เฉียนหลิงอู่ได้ดั่งใจอยากแน่นอน ดังนั้นสถานการณ์ของเขาน่าจะปลอดภัยดี” โม่เต้าจื่อคาดการณ์
หลัวเจินถอนหายใจ “พวกเราไม่สามารถทำอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้เลย ช่วยฉินชูก็ไม่ได้ เรื่องนี่มันน่าสะเทือนใจยิ่งนัก”
“พวกเราทำอะไรไม่ได้ทั้งนั้น ทำได้เพียงแค่พยายามทำให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น” หลิงหยุนจื่อพูดขึ้น
ฉินชูกับจื่อหลวนพักอยู่ที่หุบเขาเทียนเซียง ในระหว่างวัน ฉินชูออกไปเก็บหญ้าหอมนภา ตกกลางคืนก็เข้าฌานบ่มเพาะพลังปราณ นอกจากนี้ ฉินชูยังรู้เรื่องเกี่ยวกับจื่อหลวนเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
อันที่จริง จื่อหลวนก็ไม่ค่อยรู้เรื่องของตัวเองเท่าไร ตั้งแต่เริ่มจำความได้ นางอาศัยอยู่ที่ยอดเขามี่หยุน ตอนที่โบราณสถานชิงหวางปรากฏขึ้นมา นางบังเอิญหลุดเข้าไป จากนั้นก็ฝึกตนอยู่ในโบราณสถานชิงหวาง จนตบะกล้าแกร่งมากพอที่จะจำแลงกายเป็นมนุษย์ได้ ร่างที่แท้จริงของนางคือนกจื่อหลวน หรือที่รู้จักกันตามตำนานเรื่องเล่าว่าเป็นวิหคศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นนางจึงตั้งชื่อตัวเองว่าจื่อหลวน
ในเมื่อจื่อหลวนบอกเกี่ยวกับตัวเองให้ฟัง ฉินชูก็ไม่ได้ปิดบังสถานะตัวเองเช่นกัน เขาเล่าเกี่ยวกับภูมิหลังของตัวเองและสถานการณ์ของสำนักชิงหยุนออกมาอย่างหมดเปลือก
“ถ้าอย่างนั้น เจ้าคิดจะออกไปใช้ชีวิตข้างนอกหรือไม่” จื่อหลวนมองฉินชูพร้อมกับถามขึ้น
“แน่นอน ก่อนหน้านี้ข้าไม่รู้สถานการณ์ของตัวเอง ข้าคิดว่าตัวเองถูกทอดทิ้ง จึงไม่ได้รู้สึกผูกพันกับพ่อแม่เท่าไร ถ้าพวกเขาไม่ต้องการข้า ข้าก็ไม่ต้องการเช่นกัน แต่ตอนนี้ข้ารู้แล้ว มันเป็นความเข้าใจผิด พวกเขาคิดว่าข้าตายแล้ว ทั้งที่ถูกไล่ฆ่า แต่ยังอุตส่าห์ทำป้ายหลุมฝังศพให้ข้า เห็นได้ชัดว่าพวกเขายังห่วงใยข้าอยู่ ข้าจึงต้องออกตามหาพวกเขาและบอกพวกเขา ว่าอันที่จริงข้าก็เป็นห่วงพวกเขาเช่นกัน “ฉินชูพูดขึ้น
จื่อหลวนพยักหน้าให้ฉินชู “ไม่ต้องกังวล เจ้าหาพวกเขาเจอแน่ ตระกูลเลือกศักดิ์สิทธิ์จะต้องอยู่นอกแคว้นแน่นอน เมื่อเจ้าออกไป ข้าก็จะออกไปด้วย ใต้หล้านี้กว้างใหญ่ เจ้าต้องออกไปเปิดหูเปิดตา”
หลังจากรวบรวมหญ้าหอมนภาได้เพิ่ม ฉินชูก็เก็บใส่แหวนมิติเก็บของ เขาเก็บหญ้าหอมนภาได้เป็นจำนวนมาก แต่ก็ไม่อาจโลภมากเก็บตามอำเภอใจ เพราะนั่นอาจทำร้ายการแพร่พันธุ์ของหญ้าหอมนภา
ฉินชูเริ่มฝึกวิชากระบี่และวิชากายยุทธ์ตอนกลางวัน บ่มเพาะพลังปราณในตอนกลางคืน พูดคุยกับจื่อหลวนในเวลาว่าง นับว่าเป็นชีวิตที่สมบูรณ์
สองเดือนผ่านไปเพียงชั่วพริบตา ตบะของฉินชูพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว ตอนนี้เขาบรรลุขั้นที่สามเจินหยวนระดับที่แปดแล้ว
หลังจากตบะของเขาพัฒนาขึ้น ฉินชูก็เริ่มฝึกต่อสู้จริงกับจื่อหลวน
การฝึกต่อสู้จริงกับจื่อหลวนผู้มีทักษะดาบแปลกๆ ช่วยให้ฉินชูพัฒนาทักษะการต่อสู้เป็นอย่างมาก
การฝึกการต่อสู้กับฉินชูก็ช่วยให้จื่อหลวนพัฒนาตัวเองได้เป็นอย่างดี เพราะฉินชูเข้าถึงสภาวะวิถีกระบี่ขั้นเจี้ยนหลิงได้ หลอมรวมจิตเป็นหนึ่งเดียวกับกระบี่ ทำให้ค้นพบจุดอ่อนของวิชาดาบได้ มีแต่ค้นพบจุดอ่อนของวิชาดาบของตัวเองเท่านั้น ถึงจะทำให้จื่อหยวนพัฒนาตัวเองได้ดียิ่งขึ้น
หลังจากฝึกวิชากระบี่จบลง ฉินชูรู้สึกว่าถึงเวลาที่จะต้องกลับไปสำนักชิงหยุนแล้ว หลังจากที่เขาหนีออกมาจากเฉียนหลิงอู่ได้ เวลาก็ยังคงเดินไปเรื่อยๆ เขาควรกลับไปบอกข่าวของตัวเองกับโม่เต้าจื่อ หลัวเจิน และคนอื่นๆ แม้ว่าเฉียนหลิงอู่จะแข็งแกร่งมากจนโม่เต้าจื่อและคนอื่นๆ ไม่สามารถช่วยอะไรเขาได้ แต่พวกเขาจะต้องเป็นห่วงฉินชูอยู่อย่างแน่นอน
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ฉินชูก็บอกเรื่องนี้กับจื่อหลวน
“ข้าอยากอยู่ฝึกต่อที่นี่ แต่ก็ยังมีบางสิ่งที่ต้องทำ” ฉินชูมองจื่อหลวนพลางพูดขึ้น
“ไม่เป็นไร เอาไว้เจ้าออกจากชิงหยุน ค่อยมาหาข้า ถ้าข้าไม่ต้องการอยู่ที่นี่ต่อ ข้าจะแวะไปทักทายเจ้าที่สำนักชิงหยุน” จื่อหลวนพูดกับฉินชู
“ตกลง! ถ้าเป็นเช่นนั้น พวกเราคงไม่ถึงขั้นขาดการติดต่อจากกัน ถ้างั้น ข้าขอตัวไปก่อนแล้วกัน” ฉินชูกล่าวลาจื่อหลวน
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จื่อหลวนก็มาส่งฉินชูออกจากหุบเขาเทียนเซียงด้วยตัวเอง เนื่องจากมีคนจากสี่สำนักมหาอำนาจโอบล้อมอยู่ เมื่อเห็นฉินชูจากไปอย่างปลอดภัย จื่อหลวนก็กลับเข้าไปที่หุบเขาเทียนเซียงตามเดิม
เมื่อหันกลับไปมองหุบเขาเทียนเซียง อยู่ๆ ฉินชูก็รู้สึกขอบคุณจื่อหลวนจากใจ นางปรากฏตัวขึ้นมาช่วยเขาในยามวิกฤติ อีกทั้งช่วยปลดปล่อยเขาออกจากความทุกข์ยาก
เมื่อนึกถึงความทุกข์ยาก ฉินชูก็นึกถึงเฉียนหลิงอู่ขึ้นมาทันที แม้ไม่ถึงขั้นรังเกียจ แต่ก็ไม่มีคนดีในราชวงศ์เฉียน ดังนั้นเขาควรหาวิธีรับมือเฉียนหลิงอู่เสียก่อน
ฉินชูไม่ต้องการถูกบังคับจากใคร เฉียนหลิงอู่เอาแต่บังคับเขา เพื่อต้องการข้อมูลเกี่ยวกับสภาวะแห่งวิถีกระบี่ขั้นเจี้ยนหลิง เขาไม่ต้องการให้นางได้ดั่งใจอยาก ยิ่งกว่านั้นมันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเข้าถึงได้ ตามคำกล่าวของโม่เต้าจื่อ การเข้าถึงสภาวะนี้จำเป็นต้องมีพลังวิญญาณกล้าแกร่ง ถ้าพลังไม่แข็งแกร่งพอ ก็ไม่สามารถเข้าถึงได้
เมื่อออกจากหุบเขาเทียนเซียง ฉินชูก็มาถึงเมืองใกล้ๆ เขาซื้อแผนที่และหาทางกลับไปยังสำนักชิงหยุน เขาพบว่าระยะทางจากหุบเขาเทียนเซียนไปสำนักชิงหยุนนั้นไม่ใกล้เลย แม้ว่าหุบเขาเทียนเซียงจะตั้งอยู่ท่ามกลางระหว่างสี่สำนักมหาอำนาจก็ตาม
สี่สำนักมหาอำนาจนัดหมายกันหลังจากนี้ ตอนนี้ผ่านมาสามเดือนแล้ว ดูจากเวลาที่เหลือ ฉินชูคิดว่าตัวเองสามารถบรรลุตบะขั้นที่สี่ได้อย่างไม่มีปัญหา เขาไม่รู้ว่าตัวเองจะชนะหรือไม่ เขาคิดว่าหากเป็นซั่งซูอวี๋คงเอาชนะได้อย่างไม่ยาก เมื่อนึกถึงนาง ตอนนี้เขาไม่รู้เลยแม้แต่น้อยว่านางมีชีวิตเป็นอย่างไร