เย็นวันนั้นผู้มาจากอีกโลกเริ่มเข้าใจว่าพ่อเทพบุตรโจวซื่อไห่ไม่ได้เก่งกาจทุกเื่ มีอีกหลายอย่างที่คนรับใช้ส่วนตัวทำไม่ได้รวมทั้งการดูแลเครื่องแต่งกายให้กับเ้าบ่าว ทหารรับใช้ทั้งสองนายคืออัศวินขี่ม้าขาวโดยเฉพาะอาฟู่ซึ่งครอบครัวมีอาชีพเกี่ยวกับพิธีมงคลเป็มือวางอันดับหนึ่งทำงานได้อย่างแคล่วคล่อง
ตามประเพณีมนัสต้องเดินทางมาจากบ้านบังเอิญตัวเองไม่มีบ้านเหมือนชาวบ้านทั่วไปจำเป็ต้องใช้เกวียนในการแต่งองค์ทรงเครื่อง เย็นนี้เขาสวมเสื้อตัวในทำจากผ้าต่วนทับด้วยเสื้อตัวนอกซึ่งเป็เสื้อกั๊กสีเขียว จากนั้นเป็เสื้อคลุมชุดแพรสีแดงชายเสื้อสีขาวประดับลวดลายนกกระเรียนสีทองยาวถึงตาตุ่ม ไม่สามารถถอดใส่ได้เองเพราะกระดุมอยู่ด้านหลังรวมทั้งมีหมวกปีกกว้างสีแดงลวดลายฟ้าขาว โครงสร้างทำจากไม้เวลาสวมค่อนข้างเจ็บหัว
แม้ติดปัญหาสถานที่ไม่เอื้ออำนวยรวมทั้งเ้าบ่าวไม่ให้ความร่วมมือเท่าที่ควร แต่อาฟู่ก็ยังจัดการทุกอย่างเสร็จทันเวลาเมื่อมนัสมีโอกาสส่องกระจกสำรวจหน้าตา เขาหันมาทำหน้าหงิกใส่ผู้ช่วยเหลือคนสำคัญ
“ข้าไม่ถักเปียได้ไหม”
“ผู้ชายแคว้นเสียมทุกคนต้องถักเปียคืนนี้เป็คืนสำคัญของท่านแม่ทัพ ถ้าท่านไม่ถักข้าคงโดนนายกองลงโทษ”
“ก็รู้ว่าทุกคนถักเปียแต่ทำไมข้าต้องถักทรงนี้”
“ทรงนี้สำหรับผู้เป็เ้าบ่าวท่านแม่ทัพเป็เ้าบ่าวไม่ใช่หรือ”
ระหว่างอธิบายอาฟู่ใช้สองมือจัดแต่งเปียเห็นว่าเรียบร้อยรีบะโลงมาจากเกวียน เพื่อยืนมาดมั่นเคียงข้างโจวซื่อไห่กับเพื่อนอีกคนพวกเขาทั้งสามถือเป็ตัวแทนทหารหวางซื่อ เข้าร่วมพิธีส่งตัวเข้าหอของท่านแม่ทัพ เนื่องมาจากจัดงานครั้งที่สามเข้าไปแล้วจึงตัดสินใจใช้บ้านสกุลเส้าเฟยไม่ใช่โรงเจ ผู้มาร่วมงานมีเพียงแขกสำคัญไม่กี่ราย เนื่องมาจากท่านแม่ทัพไม่มีญาติพี่น้องสักรายทำให้มีสมาชิกร่วมขบวนเพียงสี่รายรวมทั้งตัวเอง
มนัสลงจากเกวียนสีหน้าขาดความมั่นใจสิ่งแรกที่ทำคือเพ่งมองศีรษะลูกน้องแต่ละราย โจวซื่อไห่ผมหนาดกดำถักเปียทรงไหนก็สวยอาฟู่ผมบางแบนลีบเปียพ่อคุณค่อนข้างต๊อกต๋อย ทหารอีกคนผมฟูทั้งหัวใช้หนังยางมัดรวบหมอนี่รังแคเยอะมากไม่รู้มีเหาหรือไม่ ผู้ชายทุกคนในงานเลี้ยงล้วนแต่ถักเปีย พาดไว้บนไหล่ซ้ายอวดลวดลายความสวยงาม
เื่นี้จะไม่มีปัญหาแม้แต่นิดเดียวถ้าอาฟู่ไม่บังเอิญถักเปียสองหางลายก้างปลา ถักเก็บผมั้แ่ด้านหน้าดูเป็สาวมั่นหลังหัวแบ่งผมออกเป็สองส่วนเท่ากัน เ้าบ่าวรอบสามจึงดูสวยน่ารักราวกับเ้าหญิงแต่คนแคว้นเสียมกลับเอ่ยชมว่าหล่อเหลาปานเทพมู่เฉิน เล่นเอาเ้าตัวเดินขาสั่นเกือบหกล้มหัวทิ่มเสื้อผ้าอาภรณ์ที่ตนสวมใส่รุ่มร่ามเหลือเกิน หมวกปีกกว้างก็หนักใกล้เคียงหมวกเหล็กทหารข้อดีประการเดียวคือไม่รู้สึกหนาวเหมือนทุกวัน
เมื่อก้าวเท้าขึ้นสู่บันไดปูนสูงสี่ขั้นสายตาเหลือบเห็นเสาอาคารทั้งสองต้น เย็นนี้มีการประดับโคมแดงมากกว่าเดิม โดยเฉพาะทางเข้าห้องรับแขกซึ่งใช้จัดงานจุดนี้เองที่มนัสค้นพบความลับสำคัญ แผ่นผ้าสีแดงแปะบนเสาใหญ่ทั้งสองฝั่งเขียนตัวอักษรสีดำไล่ลงมาด้านล่างด้วยคำว่า มอม้า งองู คอควาย และลอลิง แผ่นผ้าอีกฝั่งเขียนคำว่าสอเสือ มอม้า รอเรือ และสอเสือ เมื่ออ่านรวมกันปรากฏเป็คำว่า ‘มง-คล-สม-รส’
ตัวอักษรอาจดูแปลกตาคล้ายภาษาขอมแต่ให้อาจอีกแปดสิบครั้งเขาอ่านเหมือนเดิมทุกครั้งหมายความว่าแคว้นเสียมที่ตัวเองพลัดหลงเข้ามา ในอีกไม่กี่ร้อยปีข้างหน้าจะกลายเป็…กลายเป็…กลายเป็?
“ท่านแม่ทัพมาแล้ว”
เมื่อก้าวเท้าผ่านเสาใหญ่ได้ไม่กี่ก้าวมีเสียงทักทายส่งมาจากแขกสำคัญ ซึ่งนั่งรวมกันอยู่บนโต๊ะอาหารตัวใหญ่ที่สุดห้องรับแขกบ้านสกุลเส้าเฟยถูกปรับปรุงใหม่ ข้าวของทั้งหมดหายไปมีโต๊ะจีนเข้ามาแทน แต่ให้เรียกโต๊ะจีนก็คงไม่ถูกสักเท่าไรที่นี่แคว้นเสียมควรเรียกโต๊ะเสียมเหมาะสมกว่า ในห้องรับแขกมีโต๊ะเสียมอยู่รวมกันสิบสองโต๊ะ
“ท่านแม่ทัพเชิญทางนี้”
เสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลังส่งมาจากชายสูงวัยมนัสรีบทำตามเพราะรู้ดีอีกฝ่ายเป็ใคร เจิ้งมู่ซานแม่ทัพใหญ่กองกำลังป้องกันอาณาเขตเรียกสั้นๆ ว่าทหารหวางเย่ผู้ดูแลปกป้องกำแพงแม่ทัพเจิ้งเปรียบได้กับตัวแทนผู้ใหญ่ฝ่ายเ้าสาว วันนี้เขาควงฮูหยินตัวเองมาออกงานสำคัญโดยพ่วงลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนมาด้วยอีกราย และเธอคนนี้ทำให้มนัสหัวใจแทบสลาย
“ลูกสาวข้าชื่อผิงมู่ซานยังไม่คำนับท่านแม่ทัพอีกหรือ” ฝ่ายพ่อตำหนิด้วยสายตา
“คารวะท่านแม่ทัพ”
“ไม่ต้องคารวะข้าหรอกคุณหนูนั่งแบบเดิมดีกว่า”
เมื่อสาวสวยทำท่าคำนับพร้อมกับก้มหน้ามนัสใจหายวาบรีบปฏิเสธท่าทางลนลาน พร้อมกับหันหน้าไปทางอื่นแต่แอบมองด้วยหางตา ฮูหยินแม่ทัพเจิ้งเห็นเข้าพอดีจึงเอ่ยปากถามเ้าบ่าวชิงแก้ตัวว่าคนกันเองไม่ต้องมีพิธีรีตอง
แม่นางผิงมู่ซานผิวขาวราวกับไข่ปอกตาโตแก้มป่องยิ้มสวยฟันสวยทุกอย่างสวยหมด เธอผู้นี้สวมเสื้อเกาะอกสีครีมตัวเล็กนิดเดียวพร้อมเสื้อคลุมลายดอกโบตั๋นผืนบางทะลุเนื้อใน มนัสคิดว่าเป็ชุดออกงานของผู้หญิงแคว้นเสียมเมื่อออกข้างนอกจะมีผ้าคลุมหนาๆ ทับอีกชั้น ผู้หญิงคนอื่นสวมใส่ชุดนี้ไม่มีปัญหา คนที่มีปัญหาเห็นจะเป็ลูกสาวแม่ทัพเจิ้ง
หน้าอกหน้าใจของผิงมู่ซานไม่ธรรมดาโดยเฉพาะตอนสวมชุดออกงานซึ่งเน้นโชว์สัดส่วน มนัสเห็นของดีเต็มๆสองตาก็พลันเศร้าใจ ถ้าไม่ได้แต่งงานกับคุณหญิงดุจดาว ขอเป็สาวผิวเนียนรูปร่างสูงโปร่งคนนี้ไม่ได้หรือทำไมต้องเป็ลูกสาวเพื่อนแม่ไม่เข้าใจสักนิด ว่าแต่แม่คุณหายตัวไปไหนั้แ่่เช้าหรือหนีงานแต่งไปอยู่แคว้นอื่นกับสาวใช้วัยรุ่น
“อุ่ย!มาั้แ่ตอนไหน”
เพราะมัวแต่กังวลใจเกี่ยวกับเปียคู่บวกตะลึงความสวยน่ารักลูกสาวแม่ทัพเจิ้ง ทำให้มนัสไม่ทันเหลียวมองโต๊ะตัวถัดไปลูกสาวแม่ทัพเว่ยนั่งคุยกับแขกสำคัญอีกราย พร้อมส่งสายดุดันเกรี้ยวกราดให้แก่เ้าบ่าวผู้ที่กำลังใหวาดผวาแทบครองสติไม่อยู่ สายตาแม่นางหลินเส้าเฟยตอนอารมณ์ไม่ดีช่างเหมือนสายตายายการะเกดไม่มีผิดเพี้ยน
“ท่านพี่…ท่านต้องมานั่งกับข้า”
เหมือนมีแม่พระมาโปรดก็ไม่ปาน ขณะที่เ้าสาวทำหน้าเหมือนอยากกินไส้ ลูกสาวแม่ทัพเจิ้งรีบลุกขึ้นยืนอวดผิวสวยใสผิงมู่ซานประคับประคองหลินเส้าเฟยกลับมาที่โต๊ะก่อนนั่งลงฝั่งตรงข้ามซึ่งเป็ฝั่งผู้หญิง ช่วยกู้วิกฤตจากเรือนร่างตัวเองโดยไม่ตั้งใจสองสาวนั่งคุยกันกะหนุงกะหนิงตลอดเวลา แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างสองเรา
มนัสแอบมองผู้เข้าร่วมพิธีรอบที่สามหลินเส้าเฟยสวมเสื้อแพรสีแดงสดเหมือนกัน ประดับลวดลายนกกระเรียนสีทองเหมือนกันทุกอย่างเหมือนกันเพียงแต่ลวดลายใหญ่กว่ากัน สื่อความหมายบางอย่างให้คนแปลกหน้าอย่างเขารู้ตัว
ชุดเธอกับชุดเขามาจากร้านเดียวกันแน่นอนทำพิธีสองครั้งแรกเธออาจใช้ตัวเดิมลวดลายเหมือนกันแต่พอครั้งที่สามเธอจำเป็ต้องตัดชุดใหม่ และคงรีบเป็พิเศษเมื่อรู้ว่าเขาแข็งแรงเพียงพอจึงหายตัวไปตลอดทั้งวันเพื่อจัดการชุดนี้ เพื่อรักษาหน้าตาตัวเองและวงศ์ตระกูลทั้งๆ ที่เธอไม่ได้ทำอะไรผิดแม้แต่นิดเดียว
ผู้เป็เ้าบ่าวพลอยเศร้าใจกะทันหันตลอดสามอาทิตย์หลินเส้าเฟยเจอแต่เื่ร้ายๆ ต่อจากนี้ไปเธอจะเจอเื่ร้ายๆยิ่งกว่า ผู้ชายที่เธอร่วมหอลงโรงไม่ใช่สามีตัวเอง เป็ใครคนหนึ่งซึ่งไม่เคยอยากแต่งงานกับเธอความรู้สึกผิดเริ่มก่อตัวขึ้นมาในใจ โชคร้ายเขาในตอนนี้เขาทำอะไรไม่ได้สักอย่างได้แต่นั่งหน้าตูมยอมรับสภาพที่กำลังเกิดขึ้น
“ท่านเป็อะไรถึงเงียบไป” เห็นคนใกล้ตัวหน้ามุ่ยแม่ทัพเจิ้งจึงเอ่ยถาม
“พอดีผม…เอ๊ย! ข้าไม่สบายนิดหน่อย”
“มาเป็อะไรเอาตอนนี้” คนถามหน้ามุ่ยตามกัน “คืนนี้ท่านห้ามป่วยเด็ดขาด เ้าสาวนั่งรออยู่ทั้งคนไม่เห็นหรือ”
“ข้าไม่แข็งแรงจริงๆข้าอยากเลื่อนพิธีออกไปก่อน ข้ากลัวทำงานนี้ล่ม”เห็นช่องเอาตัวรอดมนัสรีบแถทันที
“ข้ากับฮูหยินก็กลัวท่านทำงานล่มจึงจัดเตรียมของสำคัญไว้ให้ท่าน”
คำพูดคู่สนทนาทำให้มนัสเลิกคิ้วสูงเ้าตัวแปลกใจกว่าเดิมเมื่อเห็นคนเสิร์ฟอาหาร นำถ้วยเล็กๆใบหนึ่งมาวางตรงหน้าตัวเอง ตามคำสั่งท่านแม่ทัพใหญ่ทหารหวางเย่ ถ้วยใบนั้นมีน้ำซุปสีเข้มประมาณครึ่งถ้วย
“ซุปไหอัน…ท่านต้องดื่มให้หมด”
ผู้าุโคะยั้นคะยออย่างออกนอกหน้าฮูหยินของตัวเองยังช่วยผสมโรงอีกราย ผู้เป็เ้าบ่าวหยิบถ้วยขึ้นซดเพื่อรับไมตรีมีอยู่เื่หนึ่งที่มนัสเข้าใจอย่างลึกซึ้ง คนแคว้นเสียมอาจหางเสียงไม่หวานเหมือนคนไทยคำพูดห้วนๆ คล้ายคลึงคำสั่งมากกว่าคำชี้แนะ แต่มันก็เป็แค่สำเนียงกับวิธีการพูดเท่านั้นทุกคนล้วนแต่จริงใจไม่มีเสแสร้งปิดบังอำพราง
“ยาถ้วยนี้รสชาติดีมาก”เ้าบ่าวเป็ฝ่ายชวนคุยบ้าง
“ไม่ใช่ยาแต่เป็ยาโด๊ป” แม่ทัพเจิ้งยิ้มให้ด้วยสายตา
“ยาโด๊ป!”
“ทำจากไข่ลิงดำหายากมากสั่งนำเข้าจากแคว้นพุกามเท่านั้น รับรองว่าท่านจะคึกคักไปอีกสามวัน ข้าเคยกินครั้งเดียวตอนแต่งงานพอเห็นขาอ่อนฮูหยินเท่านั้นแหละ ข้าะโเข้าไปฉีกเสื้อผ้านางแล้ว…”
เมื่อตัวเองเริ่มระลึกชาติสมัยวัยรุ่นแม่ทัพเจิ้งหันมาจี๋จ๋าใส่ผู้เป็ภรรยา พร้อมกับเอ่ยถึงฤทธิ์เดชซุปไข่ลิงดำซึ่งทำให้ตัวเองมีลูกสาวสวยน่ารักปานนี้ คำพูดหลายคำทำให้สาวๆ เขินหน้าแดงรวมทั้งเ้าสาวป้ายแดงผู้ไม่ประสีประสา เมื่อท่านแม่ทัพเอ่ยสรรพคุณเสร็จเรียบร้อยผู้เป็เ้าบ่าวคว้าเหล้าจีซูเทกรอกปาก เพื่อระบายความเครียดอันเกิดมาจากเนื้อใน
“ท่านอย่าดื่มเยอะเดี๋ยวเมาเสียก่อน”
“ไม่ได้ข้าต้องดื่ม…ทหารหวางซื่อต้องดื่มเหล้าเก่ง”
“ท่านอยากดื่มข้าดื่มเป็เพื่อนแต่ท่านควรกินอาหารรองท้องบ้าง”
ผู้าุโพยายามเอาน้ำเย็นเข้าลูบพร้อมยื่นชามใส่ซุปร้อนๆ มาให้แกล้มเหล้า บังเอิญมนัสไม่คิดสนใจแม้แต่นิดเดียวชามก่อนที่กินเข้าไปคึกคักถึงสามวัน ซุปชามนี้อาจทำให้คึกคักไปอีกสามเดือน วิธีเดียวในการแก้ปัญหาที่ตัวเองคิดออกคือการดื่มเหล้าให้เมาสลบกลางงาน ก่อนพิธีส่งตัวจะเริ่มหลังพระอาทิตย์ตกดินเขาตัดสินใจกรอกเหล้าเข้าปากสี่จอกติดกัน บังเอิญเหล้าหมดจึงหันมาคว้าขวดที่สองโชคร้ายมีมือเล็กๆ ขาวๆ ชิงคว้าขวดเหล้าตัดหน้า
“การะ…เอ๊ย! หลินเส้าเฟย…เ้าดื่มเหล้าด้วยหรือ”
ผู้ชายสวมเสื้อแพรสีแดงสีหน้าแปลกใจเมื่อเห็นผู้หญิงสวมเสื้อแพรสีแดงคล้ายกัน คว้าจอกเหล้าเทกรอกปากสี่จอกติดกันพอได้สติมนัสแย่งขวดเหล้ามา โชคร้ายคนเสิร์ฟอาหารนำเหล้ามาเพิ่มสองขวดและในครั้งนี้เขาไม่อาจทำเหมือนเดิมได้ เ้าสาวคนงามจ้องมองด้วยแววตาเพชฌฆาตเธอหวงขวดเหล้าในมือราวกับงูจงอางหวงไข่
“เ้าอย่าดื่มเยอะเดี๋ยวเมา”
“ไม่ได้ข้าต้องดื่ม…ภรรยาทหารหวางซื่อต้องดื่มเหล้าเก่ง”
“อยากดื่มข้าดื่มเป็เพื่อนแต่เ้าควรกินอาหารรองท้องบ้าง”
เจอฤทธิ์เดชลูกสาวแม่ทัพลู่เข้าไปเต็มๆมนัสถึงกับสร่างเมากลับมามีสติสตัง เขาพยายามยื่นชามใส่ซุปร้อนๆ ให้เธอ ทว่าฝ่ายสาวไม่สนใจเอาแต่ดื่มหมดจอกพิธีส่งตัวเข้าหอมีวี่แววจะได้จัดรอบสี่ ชายหนุ่มตัดสินใจขอแลกที่นั่งกับผิงมู่ซานเพื่อดูแลคนเมาทั้งที่ตัวเองเมาแอ๋ไม่ต่างกัน การกระทำของคู่บ่าวสาวส่งผลต่อทุกคนในงานเลี้ยง
สมาชิกในบ้านสกุลเส้าเฟยสีหน้าหนักใจทุกคนล้วนเป็ห่วงคุณหนูผู้เปรียบได้กับไข่ในหิน อาฟู่กับเพื่อนพากันแอบมองอยู่ห่างๆส่วนโจวซื่อทำหน้าหงิกจ้องมองจิ้งจกตุ๊กแกคนที่มาร่วมงานพากันนั่งเงียบไม่ยอมพูดจา คาดเดาไม่ออกว่าคิดอะไรในใจ เจิ้งมู่ซานแม่ทัพใหญ่กองกำลังป้องกันอาณาเขตมีแววตารักใคร่เอ็นดูหลานสาวเหมือนเดิมก็จริง แต่บ่นเบาๆ เื่ความไม่เหมาะสมของเ้าสาวคนเดียวที่ยังสดใสร่าเริงก็คือฮูหยินของท่านเจิ้ง
“จำไว้นะ…ตอนเ้าแต่งต้องทำให้ได้อย่างนี้”
ผู้เป็แม่กระซิบเบาๆข้างหูผู้เป็ลูกสาว ผู้ที่ตอนนี้ตัวแดงหน้าแดงลามมาถึงเนินอก เมื่อเห็นมนัสบรรจงเช็ดมุมปากเ้าสาวตัวเองแต่หลินเส้าเฟยกลับสะบัดหน้าหนีแบบไร้เยื่อใย หันมาคว้าเหล้าอุ่นๆ กระดกใส่ปากจอกที่แปด
“ท่านแม่…ข้าทำไม่ได้ ข้าดื่มเหล้าไม่เป็” ผิงมู่ซานสีหน้าหนักใจมาก
“โถ…ลูกรัก หลินเส้าเฟยก็ดื่มไม่เป็”ฮูหยินหยิกแก้มลูกสาวด้วยเอ็นดู ก่อนหันมาสบตาเ้าบ่าวแบบเปิดเผย “ความรักจะสอนทุกอย่างกับเ้า ความรักจะช่วยเปลี่ยนแปลงเ้าข้าพูดถูกใช่ไหมท่านแม่ทัพ”
ผู้เป็เ้าบ่าวทำได้แค่ยิ้มแก้เขินไม่เข้าใจสักนิดฮูหยินแม่ทัพเจิ้งพูดถึงอะไร การดูแลคนเมาไม่ใช่เื่ยากและออกจะง่ายเขาคุ้นเคยเื่พวกนี้ั้แ่ตีนเท่าฝาหอยเนื่องจากคนไทยเมาได้เมาดีวันละหลายเวลา เมาได้ทุกวันไม่มีวันหยุดยกเว้นวันพระผู้หญิงผู้ชายเมาได้หมดขอเพียงมีเหล้ากรอกปากคิดว่าไม่เกี่ยวกับเื่ความรักนะครับฮูหยิน
กว่าพระอาทิตย์จะตกสู่ดินทั้งดวงเหล้าจีซูบนโต๊ะตัวใหญ่วางเกะกะถึงแปดขวดที่นี่เป็เมืองหนาวกลางวันยาวกว่ากลางคืน โชคดีคู่บ่าวสาวไม่พากันเมาหลับเสียก่อนพิธีส่งตัวเข้าหอเป็ไปอย่างเรียบง่าย แม่ทัพเจิ้งกับฮูหยินทำหน้าที่ตัวแทนฝ่ายสาวตัวแทนฝ่ายชายเป็ท่านเ้าเมืองกับฮูหยินซึ่งมนัสกล้าสาบานเจ็ดวัดว่าไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน
ผู้าุโทั้งหมดทยอยออกไปจากห้องเหลือเพียงคู่บ่าวสาวซึ่งหน้าแดงตัวแดงทั้งคู่ สิ่งแรกสุดที่พวกเขาทำร่วมกันก็คือ ช่วยถอดชุดแต่งงานออกจากเรือนร่างอีกฝ่ายที่เคยคิดว่าเสื้อผ้าตัวเองสวมใส่ยากเหลือเกิน ครั้นพอได้ลองถอดชุดสวยของฝ่ายเ้าสาวมนัสถึงกลับตะลึงในความหนักอึ้งของเสื้อผ้า เ้าบ่าวควานหากระดุมเสื้อเ้าสาวค่อนข้างนานมารู้ภายหลังว่าถูกซ่อนอยู่ด้านในสาบเสื้อ ต้องใช้มือล้วงเข้ามาปลดอย่างทุลักทุเล กว่าจะสำเร็จเล่นเอาเหนื่อยจนหอบเสียงดัง
ภายใต้แสงไฟเลือนสลัวจากเทียนสามเล่มคู่บ่าวสาวเหลือแค่เพียงเสื้อตัวในสีขาว หลินเส้าเฟยไม่ได้สวมเสื้อในปกป้องเนินอกมนัสรับรู้โดยบังเอิญระหว่างถอดชุดแต่งงาน ซึ่งถอดยากเหลือเกินจนมือเผลอโดนโดยไม่ตั้งใจ
ปรกติเธอควรมีผ้าคาดอกผูกต้นคอกับสะเอวเหมือนคนขายชาหุ่นเซ็กซี่สวมใส่เป็เสื้อตัวใน ยกเว้นตอนออกงานสวมเสื้อเกาะอกแบบผิงมู่ซานชุดนี้เน้นโชว์เนินอกไม่ควรมีอะไรปิดบัง สาเหตุที่เธอไม่มีผ้าคาดอกคาดเดาไม่ยากเธอเตรียมพร้อมเพื่อเป็เ้าสาวป้ายแดงคืนแรก ปัญหาก็คือตัวเองยังไม่พร้อมเป็เ้าบ่าวแล้วเราทั้งสองจะผ่านคืนนี้ไปด้วยวิธีไหน
แม้ปากจะบอกปาวๆว่าไม่รักไม่ชอบ แต่เขาเป็ผู้ชายส่วนเธอเป็ผู้หญิงชายหญิงอยู่ด้วยกันตามลำพังในห้องนอน แรงดึงดูดตามธรรมชาติเริ่มทำงานทันทีลมหายใจหลินเส้าเฟยดังกว่าปรกติ ดวงตาหวานฉ่ำเพราะพิษสุราในกระแสเืใบหน้าเธอคล้ายมีรอยยิ้มตลอดเวลา กระทั่งตอนเมารอยยิ้มที่เห็นยังคงเหมือนเดิม เพียงแต่แอบแฝงความเขินอายเล็กน้อย
“ข้าว่า…เรานอนกันเถอะ”
บนเตียงนอนขนาดใหญ่ที่แสนอบอุ่นหญิงสาวผู้เป็เ้าของซึ่งตอนนี้กำลังเมาแอ๋ พลันเบิ่งตาโตเมื่อได้ยินคำพูดฝ่ายชายเขากำลังชวนนางใช่หรือไม่ ใจร้อนจังเลยนางตื่นเต้นไปหมดแล้ว เมื่อสายตาเห็นสามีแทรกกายเข้าในผ้านวมหลินเส้าเฟยทั้งแปลกใจและใไปพร้อมกัน หญิงสาวตัดสินใจเอื้อมมือขวาสะกิดหัวไหล่เมื่ออีกฝ่ายหันมามองนางรีบสอบถามทันที
“ท่าน…ท่านจะนอนจริงๆ หรือ”
“จริงสิข้าง่วงแล้ว”
ฝ่ายเ้าบ่าวแกล้งหาวโชว์หนึ่งครั้งเขาหันมาพบหลินเส้าเฟยแสดงอาการประท้วง ในแววตาพบเจอความขุ่นข้องหมองใจ คำถามมากมายแสดงออกผ่านสีหน้ามนัสมองเห็นทุกอย่างและเข้าใจลึกซึ้ง รวมทั้งเข้าใจชัดเจนว่าตัวเองต้องรีบตัดไฟชายหนุ่มดันตัวเองขึ้นมาเคียงข้างผู้เป็เ้าสาว พร้อมเอื้อนเอ่ยคำแก้ตัวซึ่งฟังไม่ขึ้นสักนิด
“วันนี้ข้าไม่ค่อยสบายอยากพักผ่อนก่อนอื่นเรามาตกลงเื่ที่นอน ข้านอนฝั่งนี้ส่วนเ้านอนฝั่งนี้ ข้าเป็ทหารกินง่ายนอนง่ายหลับง่ายเ้านอนเหมือนทุกวันได้เลยไม่ต้องเกรงใจ เ้าเข้านอนได้แล้วพรุ่งนี้ข้าปลุกเ้าเอง”
“แต่…คืนนี้ คืนนี้เป็คืนส่งตัว” น้ำเสียงเธอแสดงอาการน้อยใจเล็กน้อย
“มันก็แค่พิธีโบราณคร่ำครึเ้าไม่ควรหลงเชื่อเื่พวกนี้” เ้าบ่าวกุมมือเ้าสาวขณะพูดคุย“อีกสองวันเราทำพิธีใหม่ก็ได้ ทำสักอาทิตย์ละสามสี่ครั้งก็ยังได้ข้ารู้เ้าทำงานเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน คืนนี้เ้ารีบพักผ่อนเถอะเชื่อข้า”
ระหว่างตัวเองแต่งตัวในม้าเทียมเกวียนมนัสซ้อมบทตอนเข้าพระเข้านางอย่างแข็งขัน ครั้นถึงเวลาเขาพูดได้เพียงไม่กี่ประโยค พาลนึกไม่ออกต้องแต่งเื่ใหม่สดๆร้อนๆ แววตาหลินเส้าเฟยเปรียบได้กับอุปสรรคชิ้นใหญ่ โดยมีอาการเมาเพิ่มเข้ามาเป็สองแรงบวกถ้ายังนั่งกุมมือกันและกันต่อไปเรื่อยๆ รับประกันไม่ได้เลยว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง
เห็นฝ่ายสาวหน้าเจื่อนท่าทางเสียใจเขาตัดสินโอบกอดด้วยความทะนุถนอม พร้อมกับดันร่างภรรยาสาวลงสู่เตียงนอน ช่วยคลุมผ้านวมให้เธออย่างมิดชิดแ่ามนัสบรรจงหอมหน้าผากเบาๆ หนึ่งครั้ง แล้วเดินมาดับเทียนเหลือทิ้งไว้เพียงเล่มเดียวก่อนแทรกตัวเข้าสู่มุมตัวเองอย่างเงียบกริบ โดยไม่ััเรือนร่างบอบบางซึ่งอยู่ใกล้กัน
ชายหนุ่มเริ่มหลับตานอนเหมือนกับทุกวันพร้อมเสียงสะอื้นตลอดเวลาจากหลินเส้าเฟย
-------------------------------
ปล.ท่านแม่ทัพใจร้ายมากคุณหนูร้องไห้แล้วไม่เห็นหรือ