หนิงเทียน จักรพรรดิเซียนพฤกษา (จบ)

    เล่มที่ 1 ตอนที่ 25 มุกอสูรหยิน

            ภายในตำหนักธรณีค่อนข้างแออัดไม่นานก็มีการทะเลาะวิวาทเกิดขึ้น

            ศิษย์คนหนึ่งบังเอิญสัมผัสกับพืชพรรณเหล่านั้นโดยไม่ตั้งใจทำให้เขาถูกผลักไสออกไปและเกิดปฏิกิริยาลูกโซ่

            ลวดลายบนพื้นเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาดอกไม้ ต้นหญ้า ต้นไม้ และเถาวัลย์ในห้องโถงก็มีลักษณะต่างไปโดยพลันราวกับกลไกลึกลับกำลังเริ่มทำงาน

            “ระวัง! รีบออกไปเดี๋ยวนี้” อวี๋เฟยเยี่ยนออกคำเตือนให้ศิษย์สำนักทะยานเวหาบางคนรีบวิ่งหนี

            ศิษย์จากสำนักเชียนเฉ่ามีจำนวนมากที่สุดหลังจากกลไกในตำหนักเริ่มเคลื่อนไหว ในไม่ช้าก็มีคนเสียชีวิตอย่างน่าอนาถ

            หนิงเทียนพยายามหลบเลี่ยงอย่างระมัดระวังยุทธศาสตร์ครองสวรรค์รู้สึกถึงการถูกคุกคาม ทว่าแผนที่จิตวิญญาณในเส้นลมปราณแรกกลับคาดเดาไม่ได้ทั้งยังนำทางหนิงเทียนผ่านบงกชสีมรกต จนเขาสามารถขยับร่างหนีได้ทันเวลา

            แสงแห่งจิตวิญญาณในห้องโถงกะพริบไหวราวกับคบเพลิงที่กำลังลุกไหม้ปกคลุมผู้บำเพ็ญทั้งหลาย

            ดอกไม้ ต้นหญ้า ต้นไม้และเถาวัลย์เหล่านั้นเคลื่อนไหวราวกับมีลมหายใจ ทั้งยังไล่คร่าทุกชีวิตโดยรอบ

            เวลาเพียงหนึ่งก้านธูปในห้องโถงใหญ่มีผู้เสียชีวิตเกือบร้อยคน และสุดท้ายก็เหลือเพียงสามสิบหกคนเท่านั้นโดยหนิงเทียนสังเกตว่าในห้องโถงมีต้นไม้เก้าต้น ดอกไม้เก้าดอก ต้นหญ้าเก้าต้นและเถาวัลย์เก้าเส้น ซึ่งจำนวนดังกล่าวสอดคล้องกับจำนวนผู้รอดชีวิตทุกประการ

            ยิ่งไปกว่านั้น พืชพรรณเหล่านี้ยังสลับสับเปลี่ยนกันไปมาเพื่อแยกผู้รอดชีวิตทั้งหมดออกจากกัน

            ผู้บำเพ็ญสามสิบกว่าคน บ้างก็กำลังนั่งสมาธิบ้างก็ครุ่นคิดหาวิธี บ้างก็พยายามไขปริศนา

            หนิงเทียนเงยหน้ามองส่วนบนสุดของตำหนักแผนที่จิตวิญญาณในเส้นลมปราณแรกสัมผัสได้ถึงสถานการณ์เบื้องบน บงกชสีมรกตข้างกายยกตัวขึ้นจากพื้นหนึ่งดอกแปดใบส่องสะท้อนให้เห็นวัตถุด้านบน

            มันเป็นเปลือกไม้แห้งชิ้นหนึ่งที่ห้อยลงมาด้วยลวดเส้นเล็กๆ

            หนิงเทียนเร่งเร้าบงกชสีมรกตเขาอยากคว้าเปลือกไม้นี้ ทว่ากลับถูกกลไกต้านเอาไว้

            “ปล่อยข้า!” หนิงเทียนคำรามลั่นเลือดลมพลุ่งพล่านไปทั่วร่าง วิชาขัดเกลากายาทำงานเต็มประสิทธิภาพพลังศักดิ์สิทธิ์อันน่าสะพรึงกลัวเอาชนะการปราบปรามจนทวารทั้งเจ็ดของเขามีโลหิตหลั่งริน

            บ่อน้ำทิพย์กำลังเดือดพล่านอยู่ในเส้นลมปราณแรกน้ำเต้าเจ็ดสีแสดงสัญญาณของการฟื้นฟูและพุ่งออกมากระแทกกำแพงหินจนเกิดรูโพรง

            บงกชสีมรกตใช้โอกาสนี้กลืนกินเปลือกไม้เข้าไปทันใดนั้นการเปลี่ยนแปลงที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น

            กลไกในห้องโถงใหญ่อันตรธานไปในพริบตาดอกไม้ ต้นหญ้า ต้นไม้ และเถาวัลย์ซ้อนทับกันอย่างรวดเร็ว ก่อนจะรวมตัวกันเป็นพัด

            “อาวุธวิญญาณจื๋อซิว! เอามาให้ข้า!”

            ทุกคนรีบรุดไปข้างหน้าทว่าพัดวิเศษก็ลอยออกไปนอกห้องโถง หนิงเทียนเองก็ต้องการไล่ตามไปเช่นกัน แต่เขากลับถูกสกัดกั้นไว้

            “เมื่อครู่เจ้าทำสิ่งใด?”อวี๋เฟยเยี่ยนมองหนิงเทียน เถาวัลย์ในมือราวกับแส้เส้นยาวมันเป็นอาวุธวิญญาณจื๋อซิวที่แผ่รังสีอันตรายออกมา

            “ข้าพบเปลือกไม้ชิ้นหนึ่งถ้าเจ้าต้องการข้ายกให้เจ้าได้นะ” หนิงเทียนผายฝ่ามือออก เปลือกไม้แห้งขนาดสามชุ่นปรากฏขึ้นในดวงตาของอวี๋เฟยเยี่ยน

            ทว่าเมื่อมองด้วยตาเปล่าเปลือกไม้ชิ้นนี้กลับดูปราศจากพลังวิเศษ รวมถึงรากบ่มเพาะก็ไร้ซึ่งปฏิกิริยาใดๆ

            “แค่นั้นหรือ?” อวี๋เฟยเยี่ยนไม่เชื่อ นางเป็นถึงยอดฝีมือด้านการพัฒนาจิตวิญญาณ และยังสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงก่อนหน้านี้อีกด้วย

            “เจ้าไม่เชื่อหรือ? เปลือกไม้นี้อาจเป็นของดีก็ได้” หนิงเทียนพยายามอย่างลับๆ เปลือกไม้ชิ้นนี้แข็งแกร่งมากแม้จะมีพลังศักดิ์สิทธิ์อันน่าสะพรึงกลัว แต่เขาก็ไม่สามารถกะเทาะมันได้เลย

            อวี๋เฟยเยี่ยนมองไปรอบๆ ห้องโถงที่ยามนี้เหลือเพียงนางและเขาเท่านั้นทั้งยังมีแสงจางๆ กะพริบอยู่บนพื้น

            หนิงเทียนกำลังจะไปจากบริเวณนี้แต่เหมือนบงกชสีมรกตจะสังเกตเห็นความผิดปกติ จึงเข้ามาหยุดการเคลื่อนไหวของเขา

            “เจ้าไปเถอะ” อวี๋เฟยเยี่ยนกล่าวกับหนิงเทียน

            “เอ่อ... จริงๆแล้วข้าไม่ได้รีบ” หนิงเทียนเริ่มสัมผัสได้ถึงสิ่งแปลกปลอมดูเหมือนจะมีบางสิ่งที่สำคัญกว่าซ่อนอยู่ในตำหนักธรณีแห่งนี้

            อวี๋เฟยเยี่ยนขมวดคิ้วแน่นนางรับรู้ถึงความแปลกประหลาดนี้จึงยอมปล่อยหนิงเทียนไป แต่คาดไม่ถึงเลยว่าเขาจะสังเกตเห็นเช่นกัน

            ทั้งสองคนต่างหวาดระแวงกันและกันทั้งยังสำรวจความลึกลับของตำหนักธรณีอย่างระมัดระวังและสบตากันกลางอากาศเป็นครั้งคราว

            เถาวัลย์สีเขียวเจ็ดเส้นปรากฏรอบร่างของอวี๋เฟยเยี่ยนซึ่งเป็นตัวแทนของขอบเขตจิตหยั่งลึกขั้นเจ็ด

            เถาวัลย์เหล่านี้หยั่งรากลงในพื้นดินและเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วก่อนจะก่อตัวเป็นรูปร่างที่แปลกประหลาด

            เมื่อหนิงเทียนใช้ทักษะยุทธศาสตร์ครองสวรรค์และแผนที่จิตวิญญาณในเส้นลมปราณแรกการเปลี่ยนแปลงทุกรูปแบบก็ปรากฏบนบงกชมรกต จากนั้นก็หยั่งรากลงพื้นและสำรวจสถานการณ์ใต้ผืนดิน

            ทันใดนั้นอวี๋เฟยเยี่ยนสะบัดแขนขวาแส้เถาวัลย์ในมือฟาดลงบนพื้น ตำหนักธรณีโบราณพังทลาย และเศษหินจำนวนมากกระจายไปทั่วก่อนจะเผยให้เห็นถ้ำแห่งหนึ่ง

            หนิงเทียนตกตะลึงพลังของแส้เถาวัลย์นี้น่าทึ่งมาก ถ้าฟาดใส่ใครสักคน คนผู้นั้นจะไม่ถูกเฆี่ยนตีจนตายหรือ?

            ใต้ตำหนักธรณีมีความผันผวนแสนประหลาดเอ่อล้นออกมาซึ่งดึงดูดจิตใจของอวี๋เฟยเยี่ยนเป็นอย่างยิ่ง

            หนิงเทียนก้าวถอยหลังและไม่มีเจตนาฉกฉวยแม้แต่น้อยเหตุผลหลักคือแส้เถาวัลย์นั้นทรงพลังเกินไป และเขาก็รู้สึกกังวลกับบางอย่าง

            อวี๋เฟยเยี่ยนกวัดแกว่งแส้เถาวัลย์การฟาดแต่ละครั้งทำให้ผืนแผ่นดินสั่นสะเทือน ฝุ่นกรวดฟุ้งกระจายทั่วบริเวณ เพียงครู่หนึ่งหีบไม้ก็ปรากฏขึ้น

            แส้เถาวัลย์ม้วนตัวตีหีบไม้แตกกระจายเผยให้เห็นไข่มุกโปร่งแสงสีฟ้าด้านใน

            “โอ้!”ดวงตาของอวี๋เฟยเยี่ยนเป็นประกาย แส้เถาวัลย์เกี่ยวไข่มุกขึ้นมา นางสั่นสะท้านไปทั้งร่างและร้องออกมาด้วยความประหลาดใจ

            กล้วยไม้เซียนเก้าชีวิตของหนิงเทียนตื่นขึ้นทันทีและตอบสนองต่อไข่มุก

            ร่างของอวี๋เฟยเยี่ยนยังคงสั่นเทาและแส้เถาวัลย์ก็สูญเสียการควบคุมจนนางทำไข่มุกหลุดมือ

            โอกาสอันดี!

            หนิงเทียนพุ่งตัวคว้าไข่มุกเม็ดงามแล้วรีบหลบออกไป

            “เอาคืนมา!” อวี๋เฟยเยี่ยนโกรธมาก

            เมื่อลองพิจารณาอย่างถี่ถ้วนยามแส้เถาวัลย์พันรอบไข่มุก นางก็สูญเสียการควบคุมไปชั่วขณะ ดูเหมือนไข่มุกเม็ดนี้จะมาพร้อมกับความสามารถในการยับยั้งอาวุธวิญญาณจื๋อซิว

            สิ่งสำคัญเช่นนี้จะปล่อยให้ตกอยู่ในมือผู้อื่นได้อย่างไร?

            ขณะที่หนิงเทียนคว้าไข่มุกร่างกายของเขาก็รู้สึกอึดอัดเช่นกันซึ่งกระตุ้นให้กล้วยไม้เซียนเก้าชีวิตเกิดปฏิกิริยา และปล่อยพลังวิญญาณออกมาต้านทานพลังอันแปลกประหลาดของไข่มุก

            หนิงเทียนหยุดยืนบนพื้น เขาวิ่งควบไปเก็บเปลือกไม้และไข่มุกก่อนจะหนีออกจากถ้ำพร้อมเสียงคำรามของเยี่ยชิงซึ่งยามนี้หูเถี่ยซินและคนอื่นๆ ต่างจากไปนานแล้ว

            อวี๋เฟยเยี่ยนรีบไล่ตามมา ทันทีที่เห็นว่าหนิงเทียนอยู่ห่างออกไปร้อยจั้งบนใบหน้าก็มีเพียงความโกรธเกรี้ยว

            ...

            ในป่าทึบ เมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่มีร่องรอยของผู้คนหนิงเทียนจึงหยิบไข่มุกออกมาสำรวจอย่างระมัดระวัง

            ไข่มุกโปร่งแสงสีฟ้าอ่อนเส้นผ่านศูนย์กลางหนึ่งชุ่นครึ่ง ภายในมีวิญญาณดุร้ายซึ่งเผยกลิ่นอายที่ไม่ธรรมดาออกมาและทำให้หนิงเทียนรู้สึกหดหู่ใจ

            วิญญาณดวงนี้แปรเปลี่ยนรูปลักษณ์อยู่ตลอดเวลาบางคราก็อยู่ในร่างมนุษย์ บางคราก็กลายเป็นอสูร ทั้งยังมีดวงตาสีแดงเข้มราวกับสามารถกลืนกินวิญญาณได้

            ร่างกายของหนิงเทียนแข็งเกร็งเขารู้สึกเหมือนกำลังตกเป็นเหยื่อของปีศาจ

            นี่มันบ้าอะไรเนี่ย?

            กล้วยไม้เซียนเก้าชีวิตโบกสะบัดไปมาในตันเถียนพร้อมปล่อยพลังที่รุนแรงเพื่อสยบวิญญาณร้ายและเผยให้เห็นต้นกำเนิดของมัน

            “อสูรหยินจิตวิญญาณอันแหลมคมของพืชพรรณและหยินบนภูเขาที่ถูกปิดผนึกด้วยไม้อาทิตย์มรกต สามารถพิชิตรากบ่มเพาะและสมบัติพฤกษาได้เกรงกลัวฟ้าร้อง เกลียดแสงแดด ทั้งยังเป็นสมบัติหายากแห่งภูเขาและท้องทุ่ง”

            หนิงเทียนตกใจอย่างมากเพราะไม่เคยได้ยินชื่ออสูรหยินมาก่อนเขาไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าสมบัติหายากแห่งภูเขาและท้องทุ่งหมายถึงอะไร แต่เขาก็ได้รู้ว่าของสิ่งนี้สามารถยับยั้งรากบ่มเพาะและสมบัติพฤกษาได้ซึ่งเป็นอาวุธที่ยอดเยี่ยมสำหรับจื๋อซิว

            “การที่แส้เถาวัลย์ของอวี๋เฟยเยี่ยนสูญเสียการควบคุมไปก่อนหน้านี้ก็เพราะมันสัมผัสกับไข่มุกแสดงว่าต้องอาศัยการสัมผัสเพื่อยับยั้งอาวุธวิญญาณจื๋อซิวเช่นนี้คันธนูของเจ้าโหราจารย์นั่นก็ยังคงเป็นภัยคุกคามครั้งใหญ่”

            หนิงเทียนเก็บมุกอสูรหยินลงไปแล้วหยิบเปลือกไม้ออกมาศึกษาอย่างถี่ถ้วนทว่าไม่พบสิ่งใดเลย

            ในเวลานี้เสียงการต่อสู้ที่ดุเดือดดังมาจากบริเวณข้างหน้าซึ่งค่อนข้างดึงดูดความสนใจของหนิงเทียน

            ทันทีที่มาถึงตีนเขาเสาแสงสองต้นในเส้นลมปราณที่สองก็เริ่มกระตือรือร้นขึ้นมา

            “ที่นี่มีซากไม้แห้งเหี่ยว!”หนิงเทียนรีบเข้าไปในภูเขาลูกนี้ด้วยดวงตาลุกวาวก่อนจะพบว่ามีคนจำนวนมากกำลังแย่งผลไม้สีทองอยู่ระหว่างทาง

            หนิงเทียนไม่เคยเห็นผลไม้ชนิดนี้มาก่อนแต่เขารับรู้ต้นกำเนิดของมันได้ทันที เนื่องจากลำแสงทั้งสองในร่างก็สนใจผลไม้ชนิดนี้เช่นกัน

            “ผลไม้ทองคำศักดิ์สิทธิ์สามารถเพิ่มความแข็งแรงให้แก่ร่างกาย ใช้ในการปลูกฝังกายาสุวรรณอมตะ และเป็นหนึ่งในยาอายุวัฒนะที่ดีที่สุดสำหรับการเสริมสร้างกล้ามเนื้อและกระดูก”

            ทันใดนั้นหนิงเทียนก็นึกถึงบ่อน้ำทิพย์และจุดชีพจรวิญญาณขึ้นมาภูเขาทุกลูกที่มีต้นไม้แห้งเหี่ยวมักมีสมบัติล้ำค่าอีกชิ้นหนึ่งด้วยเสมอ และที่นี่ก็คงไม่ต่างกัน

            ยอดฝีมือหลายสิบคนต่างยื้อแย่งผลไม้ทองคำศักดิ์สิทธิ์โดยสองคนในนั้นคือหวังต้งและหลี่ซือ ศัตรูมักพบกันบนทางแคบ[1]เสียจริง

            ในบรรดาคนเหล่านี้ ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดอยู่ในขอบเขตจิตหยั่งลึกขั้นแปดซึ่งเป็นกำลังหลักในการช่วงชิงผลไม้ทองคำศักดิ์สิทธิ์

            ทันทีที่หนิงเทียนวิ่งเข้ามาในที่เกิดเหตุหวังต้งและหลี่ซือก็สังเกตเห็นเขาอย่างรวดเร็ว

            “เจ้าตัวดีเจ้ายังกล้าปรากฏตัวอีกหรือ? ไปลงนรกเสียเถิด!” หลี่ซือตะโกนพร้อมตบฝ่ามือด้วยพลังแห่งอัสนี ซึ่งถูกหมัดของหนิงเทียนทำลายในชั่วพริบตา

            ในเวลาเดียวกันหวังต้งก็ปรากฏตัวข้างกายหนิงเทียนราวกับผี ดอกไม้หกดอกบานสะพรั่งบนหมัด เขากลืนแสงแห่งจิตวิญญาณและโจมตีไปที่หลังของหนิงเทียน

            “ตายเสียเจ้าหนู!” หวังต้งยิ้มอย่างดุร้ายพลังหมัดนี้รุนแรงถึงขั้นทำให้รูปปั้นแตก หินทลาย แล้วร่างกายที่มีเพียงเลือดเนื้อจะสามารถทนได้อย่างไร?

            หนิงเทียนกระเด็นไปด้านหน้าเล็กน้อยเลือดลมยังคงลอยอยู่ในอก แน่นอนว่าหมัดของหวังต้งไม่ได้สร้างรอยขีดข่วนให้เขาเลยสักนิด

            “เจ้า... ไม่! เป็นไปไม่ได้!” ใบหน้าของหวังต้งมืดมน เนื่องจากไม่สามารถยอมรับความจริงนี้ได้ก่อนจะออกแรงชกอีกครั้งหนึ่ง

            หนิงเทียนยิ้มเยาะ ยามเข้าสู่แดนลับคราแรกเขายังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของหวังต้งแต่ตอนนี้กลับสามารถสังหารอีกฝ่ายได้ด้วยมือเดียวแล้ว

            เขาโต้กลับด้วยหมัดอันรุนแรงความภาคภูมิใจทะยานอยู่ในอกจนพลังของเขาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีภาพลักษณ์สูงส่งราวภูผาเขาปลิดชีพหวังต้งด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว

            “จะ...เจ้า! ไม่... ไม่!”

            กระทั่งลมหายใจสุดท้ายของชีวิตหวังต้งก็ยังคงสงสัยว่าหนิงเทียนอยู่ในขอบเขตจิตหยั่งลึกขั้นแรก แล้วความแข็งแกร่งของเขาจะน่ากลัวถึงเพียงนี้ได้อย่างไร?

            หลังจากปล้นหวังต้งและหลี่ซือเรียบร้อยแล้วหนิงเทียนก็รีบเข้าไปในพื้นที่หลักของการต่อสู้

            บริเวณนี้มีคนสองคนอยู่ในขอบเขตจิตหยั่งลึกขั้นแปดและอีกสี่คนอยู่จิตหยั่งลึกขั้นเจ็ด ซึ่งพวกเขาล้วนแย่งชิงผลไม้ทองคำศักดิ์สิทธิ์

            “อยู่เพียงขอบเขตจิตหยั่งลึกขั้นแรกแต่กล้ามาปล้นคนถึงที่นี่ ช่างกำลังมองหาความตายจริงๆ”

            “เจ้ามดที่ไม่ต้องการชีวิต จงออกไปเดี๋ยวนี้!”

            ทันทีที่หนิงเทียนก้าวเข้ามาเขาก็ถูกไล่ออกไปโดยผู้แข็งแกร่งในขอบเขตจิตหยั่งลึกขั้นแปดคนหนึ่ง

            นั่นคือยอดฝีมือจากสำนักยักษ์พฤกษาต้นไม้ใหญ่แปดต้นหยั่งรากลงดิน พร้อมดูดกลืนพลังวิญญาณราวกับเตาหลอม มันมีพลังที่รุนแรงและดุร้าย

            หนิงเทียนใช้พลังไปเก้าส่วนทว่ากลับถูกฝ่ายตรงข้ามพัดหายไปทันที สิ่งนี้ทำให้เขารู้สึกร้อนรน ทั้งยังตระหนักได้ว่าขอบเขตจิตหยั่งลึกขั้นแปดนั้นทรงพลังและน่าทึ่งเพียงใด

            “อีกครั้ง!” เขาคำรามอย่างไม่พอใจ แล้วใช้ยุทธศาสตร์ครองสวรรค์ร่วมกับทะลวงพันชั้นและวิชาขัดเกลากายาระดับหนึ่ง

            เมื่อพลังทั้งสามผสานรวมเป็นหนึ่งเดียวจึงสามารถดึงประสิทธิภาพการต่อสู้ที่แข็งแกร่งที่สุดออกมาได้

            มวลอากาศโดยรอบเริ่มบิดเบี้ยวลมพายุโหมกระหน่ำ พลังหมัดคำรามลั่นไปทุกทิศทาง จนเกิดเสียงสนั่นที่สั่นสะเทือนฟ้าดิน

            หนิงเทียนกระเด็นกลับไปอีกครั้งพร้อมเสียงคำรามก้องหลังจากเท้าแตะพื้น เขาก็ถอยหลังไปหลายก้าวด้วยอาการชาที่แขนขวาและเลือดเดือดพล่านเขาต้านทานการโจมตีของคู่ต่อสู้ได้ ทว่าก็ยังคงเสียเปรียบ

            ด้วยวิชาขัดเกลากายาระดับหนึ่งหนิงเทียนจึงมีร่างกายที่แข็งแกร่งและพลังที่น่าทึ่ง แม้จะมีความแตกต่างอย่างมากเรื่องขอบเขตแต่เขาก็สามารถสู้กับยอดฝีมือขอบเขตจิตหยั่งลึกขั้นแปดได้

            “แข็งแกร่ง ขออีกที!”

            หนิงเทียนหัวเราะอย่างคลุ้มคลั่งจิตวิญญาณการต่อสู้ยกระดับสูงขึ้น เขาพุ่งเข้าไปที่ใจกลางกลุ่มคน แล้วเอาชนะผู้บำเพ็ญจิตหยั่งลึกขั้นเจ็ดเหล่านั้นจนเกิดเสียงร้องโอดครวญบ้างก็แขนหัก บ้างก็อาเจียนเป็นเลือด

            ส่วนการเผชิญหน้ากับผู้อยู่ในขอบเขตจิตหยั่งลึกขั้นแปดหนิงเทียนจะเน้นการหลีกเลี่ยงและรอโอกาสปล้นผู้ที่อ่อนแอกว่า เพื่อลดจำนวนศัตรูที่เข้ามาแย่งชิง

            ผ่านไปไม่นาน จากการปล้นคนไม่กี่คนก็กลายเป็นการปล้นหลายสิบคนและสุดท้ายผลไม้ทองคำศักดิ์สิทธิ์ก็ตกอยู่ในมือของหนิงเทียน

    ---------------------------------------

    [1] ศัตรูมักพบกันบนทางแคบ (冤家路窄) หมายถึง ผู้ที่ไม่อยากเห็นหน้ากันมักพบกันง่ายๆหรือการที่มักจะเจอกับคนที่ไม่อยากเจอ

    คล้ายกับเรื่องหนิงเทียน จักรพรรดิเซียนพฤกษา (จบ) ที่คุณอ่าน