“เจ้าชื่ออะไร”
“นายท่าน ข้ามีชื่อว่าลาเวเรีย” หญิงคนรับใช้เธอเองก็ไม่กล้าที่จะโกหกออกไปเพราะสำหรับชื่อเสียงของ วีรบุรุษสีแดง ที่โด่งดังมาไม่ใช่เพราะเส้นสายหรือการจัดฉากแต่อย่างใดแต่เป็นเพราะฝีมือล้วนๆ
“หืม! เจ้ามีแค่ชื่อชั่งแปลกดีแท้ แล้วพี่น้องคนอื่นละ” เควินก็ขมวดคิ้วไม่มีนามสกุล ไม่สิน่าจะมีแต่ทิ้งไปแล้วเพราะเมื่อกี้เขาสังเกตุได้ว่าจิตวิณญาณของเธอสั่นแต่ไม่ได้แรงมากทำให้เขาจับพิรุธได้ หึ ยังไม่ต้องถามดีกว่าคนที่แสนวิเศษขนาดนี้ย่อมมีความหลังที่ไม่น่าฟังเท่าไหร่นัก เพราะเขาเคยอ่านบันทึกเมื่อสิบปีก่อนได้มีสิบตระกูลที่โดนกวาดล้างโดยพวกมารอสูรระดับเก้าที่เข้ามาถึงเมืองชั้นในจำนวนถึงยี่สิบตัว มันกวาดล้างเมืองไปถึงสี่เมืองและอีกสิบตระกูล หนึ่งในนั้นมีตระกูลใหญ่อยู่สองตระกูล น่าจะเป็นหนึ่งในนั้นแน่นอน
“ข้าไม่มีพี่น้อง และครอบครัวข้าก็ไม่มีอยู่บนโลกนี้แล้ว”
“ถ้าหากข้าจะให้เจ้าเข้ามาเป็นอัศวินราตรีทมิฬคนที่หกแห่งหน่วยข่าวกรองราชการลับเจ้าจะตกลงหรือไม่” หลังจากได้ยินเควินพูดออกมาชาร์ลก็แทบจะหัวทิ่มลงไปที่พื้นไอ้เจ้านี่เคยทำอะไรที่มันะธรรมดาบ้างไหมจะให้หญิงคนรับใช้ไปเป็นอัศวินหน่วยตนเองเนี้ยนะ ปฏิกิริยาเรทีน่าเองไม่ต่างไปจากชาร์ลมากนักเพราะเธอนั่งอยู่ข้างๆกันเควิน
“ข้า ข้าไม่อาจรับตำแหน่งที่ว่าได้และข้าเองก็ไม่มีพลังวิณญาณเช่นเดียวกัน อีกอย่างข้าเองก็เป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา”
“เจ้าก็รู้ว่าต่อให้โกหกไป ข้าก็รู้ยังจะโกหกไปทำไมยังดีที่ข้าไม่ได้ถือสากับเจ้ามากนักเพราะเจ้าคือคนที่ข้าสนใจหากเป็นคนอื่นที่กล้ามาโกหกต่อหน้าข้านอกจากองค์จักรพรรดิและองหญิงลำดับสองแล้วคนอื่นก็หัวหลุดจากบ่ากันทุกคน” เควินใช้สายตาเย็นชาเข้าทิ่มแทงต่อลาเวเรียมากขึ้น
“ขออภัยนายท่าน ข้าจะไม่โกหกแล้ว ข้าชื่อว่า ลาเวเรีย เดแรมเบอร์ บุตรตรีแห่งอดีตเสนาธิการระดับหนึ่งดาว เมื่อสิบปีก่อนตระกูลของข้าถูกทำลายลงไปโดยมารอสูรระดับเก้ายี่สิบตัวและในครั้งนั้นการเสียสละของท่านพ่อของข้าเองจึงทำให้พวกมารอสูรถูกกำจัดจนหมดสิ้นไปและตระกูลในตอนนี้เหลือเพียงข้าคนเดียวเท่านั้น” ลาเวเรียไม่มีทางเลือก เพราะฉนั้นเธอเองจำเป็นต้องบอกความจริงไปทั้งหมด
“ไม่ผิดจากที่ข้าคาดไว้เลยเจ้าคือคนของตระกูลใหญ่จริงๆด้วย”เควินพยักหน้าอย่างพอใจ
“จริงเหรอ? เจ้าคือคนของตระกูลใหญ่!”ชาร์ลเองก็ตกใจกับสิ่งที่ได้ยิน
“ข้าไม่ได้ต้องการสมบัติอะไรนั่นของตระกูลเจ้าหรอกนะ เงยหน้าขึ้นเถอะจากนี้ไปเจ้าคือ อัศวินราตรีทมิฬคนที่หกของข้าและจะเป็นอาจารย์ของเจ้าด้วย”
“ไม่ตลกแล้วเควิน เจ้ารับศิษย์ ข้าเชื่อว่าฟ้าได้ถล่มวันนี้แน่ๆ”
“พูดเป็นเล่นไปได้นะชาร์ล” สีหน้าของเควินประดับไปด้วยรอยยิ้มทำให้ตอนนี้ดูดีเป็นอย่างมาก
“ไม่ได้นะนายน้อย เธอเป็นแค่คนที่ไม่มีแม้แต่พลังวิณญาณ”
เควินวางหนังสือลงจากนั้นก็ผลักตัวขึ้นมาเสร็จก็เดินตรงไปที่ลาเวเรียทันที สายตาของเขาจ้องเข้าไปในดวงตาของเธอแล้วพูดว่า
“ต่อจากนี้ไปเจ้าจะมีชื่อว่า ลาเวเรีย คาร์เวีย และต่อจากนี้ไปเจ้าจะเป็นพี่สาวโดยชอบธรรมของข้า เควิน คาร์เวีย”
“ข้ารึพี่สาว? ไหนจะเป็นลูกศิษย์ของท่านที่สำคัญยังเป็นอัศวินราตรีทมิฬคนที่หกอีกต่างหาก ข้าคิดว่าท่านคงโกหกกระมัง อีกอย่างมายัดเยียดให้ข้าเช่นนี้ ท่านจะให้……..”
“ผิดแล้วลาเวเรียถ้าเจ้าไม่ทำเจ้าได้ตายแน่ๆ และไม่มีใครสามารถปกป้องเจ้าให้รอดในครั้งนี้ได้อีกแล้ว พวกมันจะกลับมาอีกแน่มารอสูรระดับเก้าถ้าหากเจ้าไม่มีโชควาสนาสักหน่อยระดับสิบก็คงมาเองถึงเวลานั้นก็ไม่มีใครช่วยเจ้าได้แน่ๆเพราะสมบัติที่ติดตัวเจ้าอยู่ในตอนนี้คือ สมบัติสูงสุดแห่งเผ่าพันธุ์มารอสูร”
คำพูดของเควินทำให้ชาร์ล รวมไปถึงเรทีน่าและลาเวเรียต้องตกตะลึง สำหรับลาเวเรียอาจคิดว่าเขาโกหกและพยายามหว่านล้อมให้เข้ากับหน่วยราชการลับของเขาแต่ ชาร์ลและเรทีน่าไม่ได้คิดเช่นนั้น เรทีน่าที่อยู่ข้างเควินนานที่สุดในบรรดาอัศวินราตรีทมิฬย่อมรู้ดีว่าคำพูดของเควินเป็นเหมือนดั่งประกาศิตสวรรค์ ส่วนชาร์ลถึงอาจไม่เรียกว่าอยู่ด้วยกันนานแต่เขาเองก็เป็นหนึ่งในเพื่อนที่ไว้ใจได้เพียงน้อยนิดของเควินเช่นเดียวกัน
“ฮ่า ฮ่า ข้าจะตายอย่างนั้นเหรอพูดล้อเล่นอะไรกันแน่นายท่านของข้า ท่านพูดหยอกล้อข้าเช่นนี้ได้อย่างไร” ลาเรเวียระเบิดหัวเราะออกมายังไงเธอเองก็ไม่มีอะไรจะเสียแล้ว
“เอาเถอะถึงเจ้าจะไม่เชื่อแต่ข้าพูดได้เพียงคำเดียวว่าแม้แต่เจ้าหญิงลำดับสองอาริเชียที่เป็นถึงเสนาการทหารสูงสุดที่เป็นฝ่ายวางแผนและยุทธวิธีโดยความสามรถของพระองค์เองยังไม่กล้าบอกว่าคำพูดของนายน้อยโกหกเลยนะ” ในที่สุดเรทีน่าก็เปิดปากพูดทันที
"ก็ได้ แต่ข้ามีหนึ่งเงื่อนไข"
"ว่ามาเถอะข้าทำให้เจ้าได้ทุกอย่างยกเว้นคำขอที่เกี่ยวข้องกับสิ่งสำคัญของข้า เจ้าต้องการอะไร" "ช่วยให้ข้าสามารถล้างบางพวกมารอสูรให้ดับสูญทั้งเผ่าพันธุ์"ลาเวเรียกล่าวด้วยสีหน้าที่เปี่ยมด้วยความแค้นฝังลึก
ชาร์ลและเรทีน่าต่างอ้าปากค้างเธอคิดว่ามารอสูรคือตัวตนเช่นไรแทบเรียกได้ว่าคือภัยพิบัติสูงสุดของโลกของเราเลยนะแล้วบอกจะทำลายให้ดับสูญทั้งเผ่าพันธุ์ เธอบ้าไปแล้วเงื่อนไขแบบนี้ นายน้อยต้องขอให้เธอเปลี่ยนหัวข้อแน่ๆใช่ไหม
"ตกลง แต่เรื่องนี้ต้องขึ้นอยู่กับเจ้าแล้วลาเวเรียว่าเจ้าจะสามารถแข็งแกร่งขึ้นภายใต้การสอนของข้าได้หรือไม่ หากถึงเวลาที่เจ้าไม่อาจโค่นล้มพวกมันได้จริงๆข้าจะเป็นคนไปเคาะประตูบ้านพวกมันเอง เท่านี้เจ้าคงพอใจแล้วสินะ"
“อืม ดีมาก ข้าขอสาบานต่อฟ้าดินจะไม่ทรยศหักหลัง เควิน คาร์เวีย ณ เวลาต่อจากนี้และตลอดไป” ลาเรเวียอาจไม่เชื่อในคำพูดของเควินมากนักแต่ถ้าขนาดเจ้าหญิงอาริเชียยังไม่กล้าดูถูกเขา เธอเองก็จะไม่ดูถูกเขาเช่นกัน เพราะอะไรเธอถึงกล้าตัดสินใจนั่นก็เพราะเธอเองก็มีจิตวิณญาณที่แข็งแกร่งไม่ได้ต่างไปจากเควินแม้แต่น้อยนั่นทำให้เธอสามารถจับโกหกได้เช่นเควิน ผ่านทางเรทีน่าได้ เพียงแต่เธอไม่มีพลังวิณญาณให้ฝึกฝนแค่นั้นเอง
“ดีมาก ลาเวเรียที่เจ้าเลือกฝั่งนี้ต่อไปนี้เจ้าคือพี่สาวโดยชอบธรรมของข้าโดยแท้จริงและยังเป็นลูกศิษย์คนแรกของข้าด้วย ตำแหน่งที่เจ้าจะได้รับคืออัศวินราตตรีทมิฬคนที่หกซึ่งตำแหน่งนี้เทียบเท่ากับผู้บัญชาการระดับสูง” เควินหันหน้าไปหาเรทีน่าที่อึ้งไม่หายไม่คิดว่าเธอจะตกลง “เรทีน่าสร้างตราวิณญาณแห่งอัศวินราตรีทมิฬกับพี่สาวข้าเถอะ”
“รับทราบนายน้อย”หลังจากที่ได้รับคำสั่งของเควิน เธอก็เดินเข้าไปหาลาเวเรียทันทีพร้อมใช้มือวางไปที่หัวของลาเวเรีย ลาเวเรียเองก็ไม่อยากให้ใครมาวางมือบนหัวของเธอแต่ก็ไม่อาจพูดออกไปได้ ใช่ มันก็แค่เรื่องไม่เป็นเรื่อง
“เสร็จแล้ว” เวลาเพียงห้าวินาทีเท่านั้นก็สำเร็จในที่สุด
"เอาละถ้าเสร็จแล้วก็ไปผลัดเปลี่ยนชุดให้พี่สาวของข้าเถอะ" เควินโบกมือให้แก่เรทีน่าแล้วก็หันกลับไปหยิบหนังสือนั่งอ่านที่เดิม
เรทีน่าก็พาลาเวเรียไปผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าโทรมๆที่เป็นของคนใช้ให้แก่ลาเวเรีย หลังจากที่ทั้งสองจากไปชาร์ลที่พึ่งได้สติ
"นี่เจ้าบ้าไปแล้วหรืออย่างไร นั่นมันคนใช้นะ ถึงเธอจะเคยเป็นชนชั้นสูงแต่นั่นมันเมื่อสิบปีก่อน"
"เฮ้อเลิกไร้สาระเถอะ เอาเถอะไม่ต้องคิดมากข้ามองคนไม่เคยผิดหรอก" เควินหยุดสายตาจากหนังสือจากนั้นจ้องมองไปยังชาร์ล "ชาร์ล นำเศษกระดาษนั่นไปให้แก่อาจารย์เจ้าเถอะเรื่องนี้สำคัญมาก พวกเงาปีศาจเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว"
"เฮ้ๆ นี่ข้าก็คิดจะมาพักร้อนเหมือนเจ้านะแต่ทำไมงานใหญ่มาอีกแล้ว ได้ๆไม่ต้องห่วงหรอกถึงมือท่านอาจารย์แน่" ชาร์ลเองก็ตบปากรับคำ
"หมดธุระแล้วเชิญ"เควินชี้นิ้วไปทางประตู "เฮ้อ" บทจะเรียกมาข้าก็รีบมาอย่างแต่ไหนบทจะกลับเหมือนโดนไล่อย่างนี้ ไอ้เจ้าเมืองโง่เง่านั่นร้องกอดขาข้าแทบเป็นแทบตายอ้อนวอนให้ข้ารีบมาหาเจ้า
ภายในห้องก็กลับมาเงียบสงบดังเดิมจะมีก็แต่เสียงพลิกหน้ากระดาษเท่านั้น จากนั้นชีวิตของเควินก็วนอยู่แบบเดิมๆไปเรื่อยๆจนผ่านไปสามวันยังไม่รู้ว่าตัวเองมัวแต่อ่านหนังสือจนไม่ได้หลับนอนพอมองดูอีกทีห้องของเขากลายเป็นห้องสมุดขนาดย่อมไปแล้ว
ทางด้านเรทีน่าก็กลายเป็นเพื่อนของลาเวเรียไปเสียแล้ว ตอนแรกเรทีน่ายังทำท่าทางไม่พอใจอยู่เลยแต่ตอนนี้เผลอไปเดี๋ยวเดียวก็กลายเป็นเพื่อนกันไปได้ เควินก็พลันส่ายหน้าไปมาอย่างไม่เข้าใจสิ่งมีชีวิตที่เป็นผู้หญิงนี่ชั่งลึกลับจริงๆ
............
สี่วันต่อมาวันที่ต้องมาป้องกันกำแพงเมือง
ในตอนเช้าก็ถึงช่วงเวลาบุกมาแล้วตั้งแต่เช้าตรู่มาเจ้าเมืองก็รีบตื่นเช้าออกมารอต้อนรับการมารอเข้าร่วมสงครามปกป้องกำแพงเมือง เควินเมื่อมาถึงบนสุดของกำแพงก็มีเก้าอี้รอรับแขกของเขาถูกเตรียมเอาไว้เรียบร้อยแล้วก่อนที่เขาจะนั่งไป เควินก็มองออกไปนอกกำแพงอย่างเหม่อลอยชั่วครู่ ต้นไม้ใบหญ้าพวกนี้มีชีวิตได้เพียงสองสัปดาห์เท่านั้นชั่งน่าเศร้าจริงๆ จากนั้นก็นั่งลงตามมาด้วยลาเรเวียนั่งประกบและมีเรทีน่านั่งข้างลาเวเรียอีกทีส่วนคอเรนนั้นเขาเป็นพวกชอบยืน
“หืม! น่าแปลกทำไมพวกมันบุกมาน้อยถึงขนาดนี้นี่บุกมายังไม่ถึงสองล้านเลยแต่แล้ว ทำไม?” เควินทำท่าทางครุ่นคิด
ทหารที่รักษาการได้ยินคำพูดของเควินก็กล่าว “ผู้ตรวจการแผ่นดินท่านกังวลเกินไปแล้วนี่อาจเป็นคลื่นลูกแรกก็เป็นได้”
“ทหารระดับกลางขั้นห้าเจ้าพูดผิดแล้วละ เพราะคลื่นปีศาจในครั้งนี้หมดไปแล้ว”
“มะ...หมดไปแล้วท่านก็พูดไปแบบนั้นจะเป็นไปได้อย่างไรละท่าน”เขาเองก็มาประจำที่นี่นานถึงสามเดือนเคยรับมือมาถึงสามครั้งแต่ละคลื่นที่มาก็มากกว่านี้นิดหน่อยเท่านั้น เขาคิดว่าเด็กน้อยนี่จะรู้อะไรก็แค่พ่อแม่มียศในกองทัพนิดหน่อยก็ไปขอตำแหน่งจากองค์จักรพรรดิมาให้แก่ลูกตนเองเท่านั้น เป็นเด็กเป็นเล็กควรกลับไปดูดนมแม่อยู่บ้านไป หึ
“ใช่จริงๆด้วยคลื่นมันหมดไปแล้ว” เรทีน่าก็พูดสิ่งที่คิดออกมาเพราะตั้งแต่เควินพูดออกมาเธอก็แผ่จิตวิณญาณสำรวจประตูมิติทันทีแต่กลับไม่พบสิ่งผิดปกติแต่อย่างใด
...........