ตอนที่ 55 ศิษย์ไผ่เขียวพ่ายแพ้
เหล่าบรรดาผู้อาวุโสเจ้าสำนักต่างตื่นเต้นชื่นชมเจียงหวู่เฉินถึงเด็กหนุ่มจะมีขอบเขตพลังฝีมือที่ต่ำทรามใช้ออกด้วยเคล็ดวิชาธรรมดาอย่างฝ่ามือประทับไผ่ แต่เด็กหนุ่มคนนี้กลับแสดงปฏิภาณไหวพริบสามารถใช้กระบวนท่าอย่างฝ่ามือหักกิ่งไผ่ต้านทานการโจมตีของถังห่าวได้
ต้องรู้ก่อนว่าการสู้ข้ามขั้นนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยอีกทั้งถังห่าวไม่ใช่ผู้บำเพ็ญกายขั้นกลางธรรมดากลับเป็นยอดอัจฉริยะหายากของตระกูลถัง
“เด็กหนุ่มคนนี้กลับมีพลังสายตาที่ยอดเยี่ยมลงมือแม่นยำดุดัน ถ้าปราศจากทั้งสองสิ่งนี้ คงไม่อาจใช้กระบวนท่าฝ่ามือหักกิ่งไผ่ต้านทานวิชาฝนมีดทะลวงฟ้าของห่าวเอ๋อได้”
“หวู่เฉินยอดเยี่ยมเป็นอย่างมากแต่ตอนนี้ยังไม่สามารถบอกได้ว่าใครจะได้ชัยไป”
“ทั้งสองหากมีพลังฝึกปรือเท่ากันเกรงว่าห่าวเอ๋อจะไม่สามารถเทียบอีกฝ่ายได้เลย...ทั้งเด็กหญิงน้อยที่ใช้วิชาในตำนานนั้นรวมทั้งเด็กหนุ่มนี้ตาแก่ซูเทียนทำบุญด้วยอะไรถึงมีวาสนารับศิษย์เยี่ยงนี้พร้อมกัน?”
ซูเฉินยิ้มน้อยๆรับคำพ่อตา สายตาของพวกมันจับจ้องไปที่การต่อสู้บนสนามประลองที่เจ็ด
.........
การต่อสู้พลิกกลับเจียงหวู่เฉินเคลื่อนกายเข้ามาใกล้มันใช้ฝ่ามือหักกิ่งไผ่ปัดต้านรับฝนคมมีดสีม่วงได้ทั้งหมดเสี่ยวไป๋เห็นพี่ชายได้เปรียบขึ้นมาจึงตะโกนเชียร์เสียงดังถังเการุ่ยที่เคยมีสีหน้าอันเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจบัดนี้สลายสิ้น
เจียงหวู่เฉินรุกเข้ามาใกล้มือซ้ายขวาปัดป้องคมมีด ดูเหมือนสิ่งที่เด็กหนุ่มทำจะไม่ใช่เรื่องยากแต่การใช้มือเปล่าต้านรับฝนคมมีดจากผู้ที่มีขอบเขตสูงกว่าเป็นเรื่องยากอย่างมากถ้าผิดพลาดไปนิดเดียวก็จะกลายเป็นคนพิการไปในทันที
ถังห่าวเห็นอีกฝ่ายเข้ามาใกล้ก็ร้อนรนเล็กน้อยโหมกระหน่ำซัดมีดสั้นจนสุดความสามารถ เจียงหวู่เฉินเข้าประชิด ถังห่าวพยายามเคลื่อนกายถอยแต่เจียงหวู่เฉินเคลื่อนกายพัวพันไว้
ถังห่าวใช้มีดคู่สองเล่มฟันสู้กับหวู่เฉินในระยะประชิดเจียงหวู่เฉินใช้กระบวนท่าฝ่ามือหักกิ่งไผ่จี้ต่อต้านไปที่ข้อมือของคู่ต่อสู้สองคลาจนมีดทั้งสองหลุดกระเด็น
‘ฝ่ามือหักกิ่งไผ่!’
เจียงหวู่เฉินระดมซัดฝ่ามือไปที่อกของคู่ต่อสู้ต่อเนื่องดุดันดุจพายุเกิดเสียงเปรี้ยงต่อเนื่องสิบสามครั้งกายาปรานของถังห่าวระเบิดออกเจียงหวู่เฉินรั้งลมปรานไปที่ฝ่ามือก่อนจะซัดไปที่หน้าอกที่ไร้กายาปรานป้องกัน
‘ฝ่ามือตอกไผ่’
เปรี้ยง เสียงฝ่ามือกระแทกทรวงอกดังสนั่นร่างถังห่าวปลิวกระแทกพื้นสิ้นสติแน่นิ่งไป เสียงเฮดังกึกก้องการต่อสู้นั้นพลิกไปพลิกมาสมใจผู้ชมนัก นี้อาจะเป็นรอบการต่อสู้ที่สูสีที่สุดในรอบเวทีบาดาลเลยก็ว่าได้
“ผู้ชนะเจียงหวู่เฉินสำนักไผ่เขียว จอมยุทธ์เจียงผ่านเข้าไปสู่รอบเวทีพสุธา!”
เสียงเฮดังกระหึ่มมีเสียงสาวน้อยใหญ่กรีดร้องวี้ดว้าย เสี่ยวไป๋น้อยดีใจกระโดดโลดเต้นศิษย์พี่หญิงซูตันหยินหัวเราะเบาๆก่อนหันไปพูดกับถังเการุ่ยว่า
“ดูเหมือนศิษย์น้องของข้าจะเป็นฝ่ายโชคดีที่ต้องมาเจอน้องชายของเจ้านะหุหุ”
ถังเการุ่ยไม่ตอบคำกัดฟันกรอดพลางเดินไปสำรวจอาการน้องชายก่อนจะติดตามหน่วยพยาบาลออกไป โดยไม่หันกลับมามองศิษย์สำนักไผ่เขียวเลยแม้แต่นิดเดียว
ในที่สุดเจียงหวู่เฉินก็คว้าชัยชนะ ก้าวเข้าสู่รอบเวทีพสุธาได้สำเร็จมันถือว่าเป็นผู้บำเพ็ญกายขั้นต้นคนแรกที่สามารถผ่านเข้าสู่รอบเวทีพสุธาได้สามารถสร้างตำนานเล็กๆบทนึงถือเป็นความสำเร็จมากแล้ว
................
การประลองหลายคู่ผ่านพ้นไปศิษย์สำนักไผ่เขียวตอนนี้สามารถก้าวเท้าผ่าวเข้าสู่รอบเวทีพสุธาสามจากสี่คนนับว่าเป็นความสำเร็จสูงสุดนับตั้งแต่ก่อตั้งสำนักมาห้าร้อยปี
การประลองคู่สุดท้ายเป็นของซูเฟิงเด็กหนุ่มมั่นใจเป็นอย่างมาก อีกทั้งได้ยินมาว่าคู่ต่อสู้ของมันเป็นคนไร้ชื่อเสียงไม่ได้มีสำนักสังกัดยิ่งทำให้มันผ่อนคลาย ไม่เห็นอีกฝ่ายในสายตา
บนเวทีซูเฟิงยืนเด่นชายเสื้อคลุมสีเขียวพลิ้วไหวตามลมคู่ต่อสู้ของมันเป็นสตรีสวมชุดสีแดงรัดรูป ผมมัดเป็นทรงหางม้าดวงหน้าของอีกฝ่ายงดงามเฉิดฉันท์ เค้าหน้าคมกริบแฝงความสง่างามออกมา
เจียงหวู่เฉินเห็นสตรีชุดแดงนางนั้นก็รู้สึกคุ้นตาแต่จำไม่ได้ว่าเป็นใครเคยเห็นที่ไหนมาก่อนเสี่ยวไป๋เห็นพี่ชายจ้องสตรีชุดแดงไม่วางตาก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยไม่แต่พูดอะไรออกมา
“ซูเฟิงสำนักไผ่เขียว”
“ว่านถานเอ๋อศิษย์สกุลว่าน”
อันว่าศิษย์สกุลว่านไม่ได้หมายความว่าเป็นสำนักใหญ่เหมือนสำนักตระกูลถังที่เป็นถึงสำนักชั้นตรีสกุลว่านไม่นับเป็นสำนักอะไรนางเรียนวรยุทธ์มาจากบิดา นับว่าเป็นยอดยุทธ์ไร้พรรคสำนักสังกัด
พอเริ่มการต่อสู้ซูเฟิงไม่เห็นอีกฝ่ายในสายตามันนั้นอยู่ขอบเขตบำเพ็ญกายขั้นกลางแล้วยากจะหาคู่มือในระดับเวทีบาดาล ทั้งอีกฝ่ายยังเป็นพวกไร้สำนักย่อมไม่มีทางต่อกรกับตนมันพุ่งตัวโคจรกายาปรานแกร่งหมายจบการต่อสู้อย่างรวดเร็วที่สุด
สตรีชุดแดงยิ้มบางๆ เมื่อซูเฟิงเข้าใกล้ก็ใช้ฝ่ามือประทับไผ่จู่โจมอย่างดุดันนางกลับไม่เข้าปะทะโยกกายหลบซ้ายขวา ใช้ท่าร่างที่สวยงามเคลื่อนห่างออกมาจากซูเฟิง
ซูเฟิงโหมกระหน่ำฝ่ามืออย่างต่อเนื่องดุดันหลายสิบฝ่ามือจนลมปราณขาดห้วงเล็กน้อยต้องผ่อนพักหายใจแต่มันกลับไม่สามารถกระทบถูกชายเสื้อสตรีชุดแดงตรงหน้าได้เลยแม้แต่น้อย
“มีความสามารถก็เข้ามาอย่าเอาแต่หนี!” ซูเฟิงแผดด่าออกมาด้วยความเร็วของคู่ต่อสู้มันไม่สามารถแตะต้องนางได้เลยยิ่งถ้านางเอาแต่หลบยิ่งหมดหนทาง สตรีชุดแดงหัวเราะเบาๆ
ซูเฟิงได้ยินก็คิดว่านางดูถูกตนกัดฟันโคจรกายาปรานถึงขีดสุดบุกไล่โรมรันจู่โจมสตรีชุดแดงตรงหน้า
“ฝ่ามือตอกไผ่!”
“ผ่ามือหักกิ่งไผ่!”
“หมัดไผ่เขียว!”
“เพลงแตะดงไผ่!”
ซูเฟิงทุ่มโจมตีใช้ออกด้วยกระบวนท่ามากมายเนื่องจากมันนั้นเลื่อนขั้นเป็นผู้บำเพ็ญกายได้ก่อนเจียงหวู่เฉินย่อมมีเวลาเรียนรู้เคล็ดวิชาได้มากกว่าหวู่เฉินที่เพียงได้แค่ร่ำเรียนเคล็ดวิชาฝ่ามือประทับไผ่
ซูเฟิงใช้ออกด้วยการโจมตีแล้วการโจมตีเล่าทั้งดุดันรุนแรงยากที่จะมีผู้บำเพ็ญกายขั้นกลางธรรมดาต้านทานได้ แต่ไม่ว่ามันจะทำอย่างไรก็ไม่สามารถกระทบถูกสตรีตรงหน้าได้เลย
“บัดซบมีความสามารถก็อย่าเอาแต่หนี!”มันคำรามอย่างโกรธเกี้ยว
เสี่ยวไป๋เห็นสตรีชุดแดงโหมหลบการโจมตีของซูเฟิงก็อ้าปากค้างแม้แต่นางยังไม่สามารถหลบการโจมตีได้อย่างยอดเยี่ยมขนาดนี้
“ประหลาดแท้เจ้าลูกเต่ากลับไม่สามารถทำอะไรนางได้เลย”
“ท่าร่างของนางแปลกประหลาดมากแม้แต่ข้ายังไม่แน่ใจเลยว่าจะจับตัวนางได้ง่ายนัก” ศิษย์พี่ใหญ่พูดออกมา ทุกคนถึกกลับตะลึง ศิษย์พี่ใหญ่ที่อยู่จุดสูงสุดของขั้นบำเพ็ญกายแล้วกลับพูดถึงเพียงนี้สตรีชุดแดงตรงหน้านั้นเป็นใครกันแน่?
...........
“เห้อ เฟิงเอ๋อยังเยาวน์นักกลับใจร้อนเกินไป สุดท้ายคงต้องพ่ายแพ้”ซูเฉินกล่าวเบา ถังฉินหยาแสดงความไม่พอใจออกมา
“เด็กหญิงนี่ใช้วิชามารอะไรเอาแต่หลบเฟิงเอ๋อกลับเสียพลังไปเรื่อยๆ นางกลับไม่ได้ใช้พลังเลยแล้วนี่จะมาประลองเพื่ออะไรถ้าจะเอาแต่หนี?” ซูเฉินไม่ตอบคำ ถังฉินหยาเป็นห่วงลูกชายเป็นอย่างมาก
...........
ซูเฟิงรุกไล่สตรีชุดแดงจนถึงขอบเวทีถ้ารุกไล่จนอีกฝ่ายตกเวทีไปก็จะถือว่ามันชนะ มันไม่อาจพ่ายแพ้ได้ถ้ามันพ่ายแพ้สตรีชุดแดงตรงหน้ามันไม่ใช่จะกลายเป็นศิษย์สำนักไผ่เขียวคนเดียวที่ตกรอบเวทีบาดาลหรือ? เรื่องนี้ไม่สามารถยอมรับได้อย่างเด็ดขาด!
มันโคจรพลังซัดฝ่ามือโถมใส่ร่างบาง “ฝ่ามือตอกไผ่!” ฝ่ามือนี้แฝงไว้ด้วยพลังโจมตีรุนแรง เสียงอากาศฉีกออกตามการวาดฝ่ามือของมันทันทีที่ฝ่ามือเข้าใกล้สตรีชุดแดง นางกระโดดตีลังกาม้วนตัวไปบนอากาศ ลอยข้ามหัวซูเฟิงร่างบางใช้เท้าเรียวสวยยันไปที่หลังซูเฟิงจนมันกระเด็นตกเวทีไป
สตรีชุดแดงม้วนตัวลงบนพื้นเวทีอย่างสวยงามส่วนซูเฟิงกลับลงไปนอนอยู่ด้านล่างเวทีทั่วทั้งสนามเต็มไปด้วยความเงียบชายหนุ่มชุดเขียวที่เป็นถึงผู้บำเพ็ญกายขั้นกลางทุ่มพลังโจมตีอยู่ฝ่ายเดียวกลับพ่ายแพ้ในพริบตา...
“ผะ...ผู้ชนะว่านถานเอ๋อศิษย์สกุลว่าน แม่นางว่านเข้าสู้รอบเวทีพสุธา!” เสียงโห่ร้องดังกึกก้องซูเฟิงตัวสั่นด้วยความอับอายและความโกรธมันพุ่งตัววิ่งหนีออกไปจากลานประลองไม่หันหน้ากลับมา
“เฟิงเอ๋อ!”ซูตันหยิน และจุ้ยกานสงต่างวิ่งตามมันไปด้วยความเป็นห่วง
“เจ้าลูกเต่าน้อยตกรอบเสียแล้วช่างใช้การไม่ได้เสียเลย แต่สตรีชุดแดงนางนี้เป็นใครกันนะ?” เสี่ยวไป๋ถาม
เจียงหวู่เฉินไม่ตอบคำสายตาจ้องมองไปที่ร่างในชุดแดงสตรีชุดแดงเหมือนเผลอมองมาทางเด็กหนุ่ม เมื่อสายตาทั้งสองผสานกันนางกลับสะบัดหน้าหนี ก่อนจะเดินลงเวทีไป