ลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ]

บทที่349 โรงเตี๊ยมแสงจันทร์

     อี้เฉินพร้อมกับคนอื่นๆ เดินเข้าไป ภายในโรงเตี๊ยมแสงจันทร์ ในทันที ทว่าภายในสถานที่แห่งนี้กลับเต็มไปด้วย เหล่ายอดยุทธ์ อยู่กันไม่น้อย ปราณพลังที่แผ่ซ่านออกมา จากกายาส่งผลให้พื้นที่แห่งนี้ เต็มไปด้วยแรงกดดันที่หนักอึ้ง เหล่าคณิกา งามเพริศพริ้ง พวกนี้ก็ไม่ใช่หญิงงามธรรมดา เหมือนพวกนางเองก็   ฝึกปรือปราณพลังด้วยเช่นกัน
 


      ครั้นเมื่อ ยี่ผิง คุยกับเสี่ยวเอ้อ ไม่กี่ชั่วอึดใจ กลุ่มของพวกเขา ก็พากันเดินขึ้นไปด้านบนชั้นสาม ชายหนุ่มไต่ถามไปที่นางด้วยความสงสัย "คุณหนูเราขึ้นไปด้านบนชั้น 4ไม่ได้หรือ?"

 


ยี่ผิง ส่ายหัว "เหมือนว่าชั้น4 เหล่าอัจฉริยะ สำนักพิรุณจะจับจองไว้หมดแล้ว ชั้นสามพวกเราเองก็ดื่มกินได้เช่นกัน จะมัวมาคิดมากได้อย่างไรเล่า"

 


กงม่อจือ กวาดสายตาตวาด กลุ่มคนของเขาในทันที "พวกเจ้าเลิกพูดได้แล้ว ชั้น3ก็ชั้นสาม เราไม่ได้มาหาความสำราญกันหรอกนะ"

 


   อี้เฉินกล่าวคำแย้ง "แล้วเราจะมาทำซากอะไรกันเล่า หากไม่มา หาความสำราญ ยังสถานที่อโคจรแห่งนี้" ครั้นหลายๆ คนได้ยินก็พยักหน้ารับคำ ชายหนุ่มผมขาว อัปลักษณ์

 


"เจ้า! เจ้า! บัดซบจริงๆ" กงม่อจือถึงกับกำฝ่ามือไว้จนแน่น แม้แต่คนของเผ่าเขายังมีบางคนเข้าข้างอี้เฉิน เขาไม่สบอารมณ์เป็นอย่างมาก กับ ชายหนุ่มผมขาว อัปลักษณ์ผู้นี้



    ยี่ผิงที่เห็นกลุ่มของพวกเขา มีท่าทีจะตีกัน นางถึงกับส่ายหัว ก่อนพากลุ่มพวกเขา เดินขึ้นไปด้านบน โรงเตี๊ยมแสงจันทร์ ยิ่งขึ้นไป ชั้นที่สูงมาก อาหาร ล้ำค่าก็จะยิ่งมากขึ้น เหล่าคณิกา งามเพริศพริ้ง ก็มีไม่น้อย หลายๆ คนจึงรู้สึก เสียดาย ที่ไม่ได้ขึ้นไปชั้นสูงๆ

 


    ทว่า ชายหนุ่ม ที่เดินตามหลังพวกเขามา จู่ๆ เดินเข้ามาทักทายพวกเขา ราวกับรู้จักกันมาก่อน ทำให้พวกเขา แปลกใจเป็นอย่างมาก "แม่นางท่านนี้ คงจะเป็นแม่นางยี่ผิงแห่งเผ่าสงครามที่เขาร่ำลือกันใช่หรือไม่ ข้าเป็นศิษย์เอกสำนักพิรุณ นามว่า มู่เฉิน หากแม่นางให้เกียรติข้า ท่านสามารถติดตามข้าขึ้นไป ชั้น4 ของโรงเตี๊ยมแสงจันทร์ แม่นางคิดเห็นเช่นไรเล่า"

 


     ยี่ผิง นางขมวดคิ้วมุ่นเล็กน้อย ไม่คิดจะเจอศิษย์เอก สำนัก4ดาวภายในสถานที่แห่งนี้ ทว่าเมื่อนางเห็นรอยยิ้มทอประกายของชายหนุ่มผู้สง่างาม อยู่เบื้องหน้า มันทำให้นางปฏิเสธ ได้อย่างยากลำบาก ยิ่งเมื่อเห็น คนในกลุ่มของนาง ไม่มีใครเอ่ยค้าน นางจึงต้องจำใจยอมรับข้อเสนอนั้น "ได้ พวกข้าตกลง เชิญ พี่มู่เฉิน"

 


...เมื่อพวกเขาขึ้นมาด้านบนชั้น4 ได้เหมือน มู่เฉิน จะเป็นที่นับหน้าถือตาอยู่ไม่น้อย หลายๆ โต๊ะนั่งที่เต็มไปด้วยกลุ่มคน ต่างมา คำนับพูดคุยกับตัวเขาอย่างนอบน้อม ทว่าเมื่อพวกเขาเห็น กลุ่มของยี่ผิงที่เป็นเหมือนคนนอกเข้ามาก็ไม่สบอารมณ์เสียเท่าใดนัก แต่เมื่อเห็นเป็นแขกของ มู่เฉิน พวกเขาจึงไม่เก็บมาใส่ใจ

 


ยามเมื่อพวกเขา สัมผัสได้ถึงสายตาของผู้คน ปรายตามองมา มันก็ทำให้กลุ่มของ ยี่ผิงรู้สึกอึดอัด ไม่สบายเนื้อสบายตัว จากสายตาที่ ทิ่มแทงเข้ามาจากเหล่ายอดยุทธ์ มีเพียงอี้เฉินที่สงบนิ่ง ไม่มีท่าทีสะทกสะท้าน

 


    หลานเอ๋อร์ ที่ทำหน้าที่คุ้มกันศาลาพิรุณ บนยอดเขาปราณจิต ครั้นเห็น ยี่ผิง เขากล่าวทักทาย ตัวนางออกมาเสียงดังอยู่ไม่น้อย ทำให้หลายๆ คนจับจ้องมาเป็นตาเดียว "นั้นมันแม่นางยี่ผิง แห่งเผ่าสงคราม ไม่ใช่หรือ ท่านก็มายังสถานที่แห่งนี้ด้วย หวังว่าแม่นางจะสนุกกับบรรยากาศในยามค่ำคืนนะ" หลานเอ๋อร์ กล่าวมาพร้อมรอยยิ้ม หยอกเย้า

 


ผู้คนครั้นได้ยิน ชื่อเผ่าสงคราม พวกเขาต่างเปิดปากพูดคุยออกมาในทันที "เหตุใดพวกเขาถึงมาเยือนยังสถานที่ ที่ห่างไกลถึงเพียงนี้เล่า ว่ากันว่า พวกเขาทำสงครามกับเผ่าอสูรฟ้าไม่ใช่หรือ ข้าแค่ได้ยินชื่อเผ่านั้น ข้าก็หวาดกลัว จนหัวหดแล้ว"

 


ก่อน หลานเอ๋อร์ จะปรายตามองไปที่อี้เฉิน เอ่ยคำพูดออกมาอีกครั้ง คำพูดนั้นราวกับระเบิดลูก ย่อมๆ ก่อเกิด แรงกระเพื่อมแห่งความวุ่นวายขึ้นมา "ไฉน แม่นางถึงยังเอาพวกไม่มี หัวนอนปลายเท้า เข้ามาด้วยเล่า"

 


      เหล่าผู้คนโดยรอบ เมื่อได้ยินน้ำเสียงนั้น ต่างจ้องมองไปที่ชายหนุ่ม อัปลักษณ์ กายาช่วงบน เต็มไปด้วยผ้าพันแผล ราว กับมัมมี่ในทันที แววตานั้นฉายความรังเกียจ ออกมาอย่างไม่มีปิดบัง

 


    กลุ่มของพวกยี่ผิง เมื่อได้ยินคำพูดของ หลานเอ๋อร์ พวกเขามีโทสะ ขึ้นมาในทันที ทว่าครั้นเมื่อเห็นอี้เฉิน ส่ายหัว เตรียมที่จะเดินจากไป พวกเขาถอนหายใจออกมายาว ยี่ผิงนางเองอยากที่จะไปหยุดเขาไว้ แม้ชายหนุ่มผมขาวอัปลักษณ์ จะทำให้พวกเขาไม่สบอารมณ์อยู่บ้างก็ตาม แต่เขาก็ไม่ได้มีเจตนาร้าย แต่อย่างใด

 


มู่เฉิน เอ่ยเสียงเรียบออกมาในทันที "คนพวกนี้เป็นแขกของข้า หลานเอ๋อร์ เจ้ากล้าไล่แขกของข้างั้นหรือ" ครั้นเมื่อ มู่เฉิน กล่าวคำพูดเหล่านั้นออกมา บรรยากาศก็เต็มไปด้วยความอึมครึม เหมือนว่าพวกเขาสองคนจะไม่ถูกกันมากนัก กลุ่มของยี่ผิงรับรู้ได้ในทันที

 


หลานเอ๋อร์ หัวเราะ ก้อง ออกมาทันที ทำให้บรรยากาศกระอักกระอ่วนไม่น้อย "เชิญๆ พี่ใหญ่ นั่งดื่มกิน ศิษย์เอกอย่างท่าน ใครจะกล้าทำอะไรท่านเล่า หวังว่าวันนี้ ข้าจะได้ประชันฝีมือ กับท่าน ท่ามกลางแสงจันทร์ที่งดงามในยามค่ำคืน"

 


...เมื่อกลุ่มของพวกยี่ผิง ได้ที่นั่งมันก็ทำให้พวกเขารู้สึกแปลกใจไม่น้อย ครั้นเมื่อเห็น มู่เฉินผู้นี้ไม่ไปไหน ยังคงนั่งดื่มกินอยู่กับพวก ยี่ผิง ด้วยความเป็นกันเอง
อี้เฉินไต่ถาม แบบขอไปที "พวกท่านสองคนไม่ถูกกันอย่างนั้นหรือ?"

 


สายตาหลายสิบคู่ต่างจับจ้องมาที่ตัวของชายหนุ่มผมขาว อัปลักษณ์ในทันที "ไอ้หมอนั้นมันใจกล้าห่อฟ้าจริงๆ ถึงกับกล้าไต่ถามไปตรงๆ เช่นนี้"

 


"น้องชายเจ้า  ใจกล้าไม่เบาถึงกับกล้า สืบข่าวออกมาโจ่งแจ้งเช่นนี้" มู่เฉินกล่าวออกมา แต่ใบหน้าถูกชะตากับชายหนุ่ม อัปลักษณ์ไม่น้อย ประหนึ่งเขาเป็นคนไร้เดียงสา อ่อนต่อโลกอย่างไรอย่างนั้น

 


คนอื่นๆ ในกลุ่มของยี่ผิงเองก็อยากรู้ความเป็นมา ขณะที่ได้ยิน อี้เฉินพูดออกมาพวกเขาก็พลอยได้ประโยชน์ไม่ใช่น้อย หากมู่เฉินเปิดปากเล่ามันออกมา พวกเขาจะได้ประเมินสถานการณ์ได้ เนื่องด้วยพวกเขายังต้องอยู่สถานที่แห่งนี้อีกร่วมๆ ครึ่งปี รับรู้กลุ่มมหาอำนาจไว้ก็ไม่เสียหาย

 


"มันก็ไม่ได้ เป็นความลับอะไรผู้คนภายในที่แห่งนี้ต่างรับรู้เป็นอย่างดี หลานเอ๋อร์ ผู้นั้นเขาอยากได้ตำแหน่งศิษย์เอกของข้า ที่เจ้าสำนักแต่งตั้งให้ แต่ในยามนี้ เจ้าสำนักผู้นั้นหายสาบสูญ"



     "เหล่าผู้อาวุโสชรา ภายในสำนัก จึงคิดอยากบีบข้าลงจาก ศิษย์เอก ของศาลาพิรุณหมายใช้อภิสิทธิ์ ศิษย์เอกสำนักพิรุณนำพากลุ่มคนของตน ไปยัง มิติหุบเหวสวรรค์ ที่เผ่าเทพบรรพกาล จัดงานขึ้น ในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า สถานที่แห่งนั้นต้องคลาคล่ำไปด้วย เหล่าอัจฉริยะ หลั่งไหลกันไปเป็นแน่ มันก็ไม่ต่างอะไรกับงานสำแดงศักยภาพ เหล่าศิษย์เอกสำนักต่างๆ " มู่เฉิน กล่าวออกมาอย่างไม่มีปิดบัง ให้กลุ่มของพวกเขารับฟัง ใบหน้าเปื้อนยิ้มดูเป็นกันเองไม่น้อย

 


อี้เฉินที่ได้ยิน เขารู้สึกแปลกใจ พร้อมกับครุ่นคิดอยู่ไม่น้อย มิติหุบเหวสวรรค์ ต้องมีของล้ำค่าภายในนั้นแน่ๆ หากลองเข้าไปฝึกปรือภายในดู ตัวเขาก็อาจรุดหน้าไปได้เร็วขึ้นก็เป็นได้ ก่อนเปิดปากเรื่องที่เขาสงสัย "คนระดับเจ้าสำนัก หายสาบสูญ มันเป็นไปได้งั้นหรือ"

 


มู่เฉิน ขำน้อยๆ ออกมาอย่างไม่มีปิดบัง "ที่ข้าบอกหายสาบสูญ ไม่ใช่ อะไร เขาชอบเล่นเป็นเด็ก หนีออกไปเที่ยวอยู่ตลอด นานๆ ถึงจะกลับมาที นี่ก็ผ่านไปจะ5ปีแล้ว"

 


อี้เฉินที่ได้ยินเขาถึงกับส่ายหัว แต่ก็พอจะคาดเดานิสัยคนผู้นั้นได้ เขาน่าจะไม่ชอบอยู่ในกฎเกณฑ์ ไม่อยากถูกสิ่งใดผูกมัด

 


มู่เฉิน ครั้นเมื่อตรวจสอบปราณจิตของอี้เฉิน เขาตกตะลึงอยู่ไม่น้อย ไม่คิดปราณจิตของคนผู้นี้จะเสียหายอย่างรุนแรง "เสี่ยวเอ้อร์ ข้าสั่ง ปลาเก๋านึ่งสมุนไพร มาให้น้องชายท่านนี้หน่อย"

 


"ได้ขอรับคุณชาย โปรดรอสักครู่"เสี่ยวเอ้อร์ขานรับ ก่อนยกยิ้มน้อยๆ ราวกับเขินอายอะไรบางอย่างอยู่

 


   ครั้นหลายๆ คนได้ยิน พวกเขาต่างพากันขำขัน "ไอ้เวรที่ไหน มันปราณจิตเสียหายวะ ถึงขนาด สั่ง ปลาเก๋านึ่งสมุนไพร" ทว่า เมื่อพวกเขาหันตามเสียงนั้นไปดู เห็นมู่เฉิน สั่งอาหาร ต่างรีบกลืนคำพูด ลงคอไปในทันที

 


    ยามที่ อี้เฉินได้ยิน เขารู้สึกแปลกใจ เหมือนว่าเมนู ปลาเก๋านึ่งสมุนไพร ผู้ใดสั่งมากินเหมือนว่าจะเป็นที่ขบขันอยู่ไม่น้อย ประหนึ่งเป็นการบ่งบอกว่า คนผู้นั้นพ่ายแพ้มาจาก โลกปราณจิต ทว่าอี้เฉินกลับไม่ได้คิดอะไรมากนัก เมื่อเห็นสายตาดูถูกดูแคลนของเหล่าผู้คน การจะขึ้นไปอยู่ในจุดที่สูงกว่านี้ จะมัวมาสนใจเรื่องเล็กน้อย พันนี้ทำไม

 


มู่เฉิน กล่าว"น้องชาย เจ้าไม่ต้องคิดมาก การที่เจ้าตายในโลกปราณจิต ไม่ใช่เจ้าจะไร้ทางเดินเสียหน่อย"

 


     อี้เฉินยกยิ้ม พยักหน้ารับคำชายหนุ่มในทันที ทว่าเมื่อยี่ผิงได้ยิน กลุ่มคนโดยรอบ พูดคุยถึงเรื่องภายในโลกปราณจิต ฝ่ามือทั้งสองของนางกำหมัดไว้จนแน่นในทันที ขณะที่ได้ยินคนพูดจาดูถูกดูแคลน ชายหนุ่มที่สร้างความรุ่งโรจน์ ราวกับเขาเป็นผู้ร้าย อย่างน้อย พวกเขาก็เคยได้ร่วมเดินทางไปด้วยกัน

 


"คุณหนูคนที่พวกเขาพูดถึงไม่ใช่ ชายหนุ่มที่พวกเราพบเจอหรอกหรือ"คนในกลุ่มของนางไต่ถามในทันที เนื่องด้วยพวกเขาไม่รู้เรื่องราว ภายในโลกปราณจิต ถูกนาคากลืนสมุทรฆ่าสังหารไปเสียก่อน

 


ยี่ผิง กล่าวออกมา อย่างไม่มีปิดบัง "เขานั่นแหละ ศักยภาพของเขา จัดว่าเทียบเท่าเหล่าผู้มีพรสวรรค์สำนัก5ดาวได้เลย หรืออาจจะมากกว่าก็เป็นไปได้ ไม่รู้ว่าเขาตายหรือรอดก็ไม่อาจทราบได้"

 


โต๊ะข้างๆ ที่ได้ยินเขากล่าวโต้ในทันที "แม่นาง เจ้าประเมินเขาสูงเกินไปหรือเปล่า ข้าว่าผู้มีพรสวรรค์ของสำนักพิรุณของเรา ก็ทำได้อย่างง่ายดายเช่นกัน"

 


"ใช่ๆ ข้าได้ยินข่าวมาว่า มันตายห่าไปแล้วด้วย"ชายหนุ่มคนหนึ่งกล่าวเสริม

 


     กงม่อจือ ยามเห็นคุณหนูยี่ผิง กำฝ่ามือไว้แน่นจน จอกสุราแตก เขาอดไม่ได้ที่จะกล่าวคำพูดออกมา "ข้าเห็นความรุ่งโรจน์ เขามากับตาข้า เจ้าไม่รู้อะไรอย่าพูดดีกว่า ปะทะกับ ผู้มีพรสวรรค์ 4สำนักใหญ่ ฆ่าสังหาร เหล่านายน้อยผู้มีพรสวรรค์ไปถึงสองคน เหล่าลิ่วล้อตายตกเป็นกอง หากศิษย์เอกสำนักซากศพ นามว่าซูเซ่อ ไม่ลงมือ มีหรือเขาจะตายตก แต่คนผู้นั้นก็เสียหายหนักไม่ใช่น้อย ถูกขับออกจากโลกปราณจิตตลอดกาล"

 


หลายๆ คนได้ยินพวกเขาถึงกับอ้าปากค้าง แต่บางคนก็ไม่ค่อยเชื่อถือเท่าใดนัก แม้แต่อี้เฉินที่ได้ยินวีรกรรมของเขา เขายังอดที่จะหน้าแดงอาย น้อยๆ ขึ้นมาไม่ได้ แต่ก็นับเป็นเรื่องที่ดี ที่ทุกคนคิดว่าเขาตายตกไปแล้ว

 


ยี่ผิง เห็นอี้เฉินมีท่าทีเหนียมอาย ยกตะเกียบคีบอาหารกินอยู่ หลายคำใบหน้าอมยิ้ม ยี่ผิง กล่าวตอกหน้าอี้เฉินในทันที "เจ้าจะเขินอาย ทำประแสงอะไรเล่า ข้าเห็นละอยากจะต่อยใบหน้าเจ้าจริงๆ"ยี่ผิงกล่าวออกมาด้วยความเดือดดาล ใบหน้าแดงน้อยๆ

 


อี้เฉินกล่าวกลบเกลื่อนในทันที "ท่านคงไม่ได้เมาหรอกนะ แม่นางยี่ผิง"

 


     หลานเอ๋อร์ ที่เห็นว่า มู่เฉินไม่มีท่าทีทุกข์ร้อน พูดคุยกับคนในโต๊ะอย่างสนุกสนาน เขาอุตส่าห์จัดงานเลี้ยงนี้ขึ้นมา ให้ผู้คนดูชมเป็นสักขีพยาน หมายมั่นจะช่วงชิงตำแหน่งศิษย์เอก มันทำให้เขาเดือดดาลไม่น้อย กล่าวคำพูดออกมาทำให้บรรยากาศ โดยรอบหนักอึ้งในทันที
"ข้าอยากจะประลองแลกเปลี่ยนกับเจ้าหน่อย มู่เฉิน หวังว่าเจ้าจะไม่ปฏิเสธข้า"

 


     ฉับพลัน หลานเอ๋อร์ ก็พลิ้วกายาลงมาจากชั้น4ของโรงเตี๊ยมแสงจันทร์ มายืนท่ามกลางแม่น้ำ พร้อมกับแสงจันทราสีทองสาดส่องลงมา จนกายา สว่างเด่นชัด กลีบดอกต้นอิงฮวา ปลิวไสวโปรยปรายทั่วทิศ
ภายในโรงเตี๊ยมแสงจันทร์ผู้คน มองเห็นภาพนั้นได้อย่างชัดเจน ผู้คนเองก็ฮือฮาไม่น้อย ครั้นเมื่อจะได้ดูชมเรื่องสนุก พร้อมลิ้มรสสุรา เลิศรส