ตอนที่ 16
การเดินฝ่าพายุหิมะไม่ใช่ความคิดของข้าและไม่มีวันจะเป็ความคิดของข้า
อย่าได้คิดจะร่วมเดินทางไปกับคนที่เก่งระดับยอดมนุษย์หากคุณเป็แค่ตัวประกอบธรรมดาๆ นั่นคือสิ่งที่ข้าได้เรียนรู้จากการสำรวจครั้งนี้
พวกเราตัดสินใจที่จะเดินฝ่าพายุหิมะอันที่จริงมีแค่พวกนักสำรวจรุ่นพี่ทั้งสามคนเท่านั้นที่ได้ลงความเห็นข้าไม่คิดว่าเสียงของข้าจะสำคัญอะไร แต่หากจะถามข้าข้าจะเลือกอยู่เฉยๆให้ห้องที่แล้ว นั่งผิงไฟอุ่นๆจากดาบของลูคัสแล้วรอการช่วยเหลือจากอาณาจักรจะเป็การดีที่สุด
แน่นอน พายุหิมะเกือบทำให้พวกเราแข็งตายอาเธอร์ที่ทนหนาวไม่ไหวใช้พลังของตนเรียกเกราะเวทมนตร์สีเพลิงออกมาสิ่งที่ทำให้ทุกคนอึ้งก็คือมันเรียกออกมาถึงสี่ชุด(รวมกับชุดของมันเองด้วยก็เป็ห้า) และสวมใส่ให้กับทุกๆคนในกลุ่ม
เป็ครั้งแรกที่ข้าได้เห็นลวดลายของเกราะชัดๆมันดูล้ำยุคล้ำสมัยและไม่สามารถจะอธิบายได้ มีความดุดันในความราบเรียบลวดลายเส้นตรงเรืองแสงสว่างคาดไปตามเกราะเป็รูปแบบศิลปะที่ข้าไม่เคยเห็นมาก่อนภายในเกราะอบอุ่น แต่มันกลับไม่ได้ให้ความรู้สึกที่ทรงพลังเท่าเดิมแถมยังหนักกว่าเดิมหลายเท่าตัว
“พลังไม่เหมือนกับตัวที่ข้าเคยเจอมาเลย”ลูคัสอึ้ง ทุกคนอึ้งแน่นอนว่านั่นเป็การตอบสนองธรรมดาๆหากต้องเจอกับสถานการณ์อะไรเช่นนี้
“หมายความว่าไม่ใช่แค่รูปลักษณ์เปลี่ยนไปแต่รูปแบบพลังก็เปลี่ยนไปด้วยสินะ” เนียเรสมองอาเธอร์ในชุดเกราะด้วยแววตาสนอกสนใจ“เ้าจะโชคดีเกินหน้าเกินตาไปแล้วนะฟีเชียร์”
ข้าหัวเราะแห้งๆ “ถ้าไม่ใช่เื่คอขาดบาดตายจริงๆเ้านี่ก็ไม่ช่วยข้าหรอก”
อาเธอร์หาวแม้จะอยู่ในชุดเกราะแต่ข้าก็มั่นใจว่ามันกำลังทำเช่นนั้น
“เกราะนี่สุดยอดไปเลยต่อให้นอนกลางพายุหิมะก็ไม่น่ากังวลเลยซักนิด” ลูคัสดูสนุกกับการได้สำรวจเกราะเวทมนตร์ของอาเธอร์
“ทำไมมันดูหนักกว่าคราวที่แล้วแถมข้าก็มองไม่เห็นอักขระประหลาดๆที่มักจะขึ้นมาให้เห็นแล้วด้วย” ข้าถามอาเธอร์ที่แม้จะอยู่ในชุดเกราะแต่มันก็นอนขดอยู่ในถุงหนังให้ข้าอุ้มอยู่ดี
“ลำพังแค่สร้างชุดเกราะขึ้นมาห้าชุดพร้อมกันมันก็ดูดพลังฉันจนจะกลายเป็แมวแห้งๆแล้วนะเมี๊ยว”อาเธอร์ตอบปนโอดครวญ ข้าไม่ค่อยเข้าใจหรอกแต่ก็ไม่ได้เซ้าซี้อะไรต่อ
พวกเราเดินฝ่าพายุหิมะที่ซัดกระหน่ำเข้าใส่ถึงจะไม่ได้รับผลจากความหนาวเหน็บ แต่ด้วยร่างกายที่ขยับเขยื่อนได้ยากเพราะหิมะที่เกาะไปทั่วร่างทำให้ข้ารู้สึกเหนื่อยจนแทบขาดใจท่านเนียเรสไม่สามารถอัญเชิญสัตว์อสูรตนใดๆมาเป็พาหนะให้เราได้ในสภาพอากาศแบบนี้
ทุกอย่างเลวร้ายพออยู่แล้วข้าไม่อยากจะนึกเลยว่าถ้าเราเจอสัตว์อสูรในสถานการณ์แบบนี้จะเป็ยังไง
“อยากลองสู้กับพวกสัตว์อสูรด้วยเกราะนี่ชะมัดเลย”จู่ๆลูคัสก็ทำตัวปากเสียพูดออกมาข้าอยากจะกรี๊ดแล้วะโไปบีบขอหมอนั่นซะ พวกเ้าอาจจะคิดว่าข้างมงายแต่สมัยก่อนท่านแม่เคยสอนเอาไว้ว่าหากพูดถึงเื่ร้ายๆในสถานการณ์ที่เลวร้ายเทพแห่งโชคก็จะกลั่นแกล้งเราเพราะทำตัวถือดี
ไม่ทันไรความปากพล่อยของไอ้เ้าบ้าลูคัสก็นำพาความซวยมาสู่พวกเราเมื่อจู่ๆอาเธอร์ก็หูตั้ง มันบอกกับข้าว่า “มีตัวอะไรก็ไม่รู้วิ่งเล่นอยู่กลางพายุหิมะ
“ห๊ะ!” ข้าร้องออกมาเสียงดังลั่นมันดึงดูดความสนใจจากทุกคนมารวมอยู่ที่ข้าหมดเลย
“เกิดอะไรขึ้นงั้นเหรอ” ท่านเนียเรสเอ่ยถาม
“เมื่อกี้นี้อาเธอร์บอกกับข้าว่ามีศัตรูวิ่งเล่นอยู่รอบๆเรา”ข้าพูดในสิ่งที่ได้ยิน
“กลางหิมะเนี่ยนะ” ลูคัสขมวดคิ้ว เขาหัวเราะแห้งๆ “ล้อเล่นแน่ๆ”
“อย่าดูถูกััของพวกสัตว์อัญเชิญเชียว”ท่านเนียเรสดึงแส้ที่เหน็บอยู่ตรงเอวออกมาข้าลืมที่จะสงสัยว่าทำไมชุดเกราะเวทมนตร์ของอาเธอร์ถึงไม่ได้สวมทับแส้ของนางเอาไว้
ลูคัสเองก็เรียกดาบเพลิงของเขาออกมาจากอักขระบนข้อมือเปลวเพลิงที่ลุกไหม้อยู่บนตัวดาบถูกลมสลาตันจากพายุหิมะเป่าจนดูเหมือนจะดับได้ทุกเมื่อโซวาโรหยิบตราอัญเชิญสองก้อนขึ้นมารเตรียมพร้อมไว้ในมือทั้งสองข้าง
ความเงียบงันถูกเสียงของสายลมพายุกลืนไปพวกเราจมอยู่กับความตึงเครียดวินาทีที่ข้าอยากให้สิ่งที่อาเธอร์พูดเป็เื่ล้อเล่นจนกระทั่งลูคัสหวดดาบเพลิงขึ้นไปบนท้องฟ้า
บึ้ม!
คลื่นเปลวเพลิงะเิออกราวกับมันปะทะอะไรซักอย่างม่านควันปกคลุมท้องฟ้า ในชั่วลมหายใจถัดมาตัวอะไรบางอย่างก็ทะลุม่านควันแล้วโจมตีใส่พวกเราโซวาโรก้าวขึ้นมาข้างหน้าและบีบตราอัญเชิญจนแตกสลายปรากฏวงเวทย์สีเขียวที่กางเขตแดนขึ้นหุ้มพวกเราเอาไว้
ปึ้ง!
สิ่งมีชีวิตปริศนาพุ่งชนเข้ากับกำแพงบาเรียเวทมนตร์ของโซวาโรพริบตานั้นเองกำแพงก็ถูกน้ำแข็งหุ้มเอาไว้ทั้งหมด
“ความเร็วในการแช่แข็งสูงมาก”โซวาโรวิเคราะห์
“เห็นไหมว่ามันเป็ตัวอะไร” ลูคัสหันมาถามเนียเรส “โจมตีโดนมันจังๆแต่มันไม่มีเซเลย”
“มันดูเหมือนสัตว์อสูรประเภทิญญา”ท่านเนียเรสคาดเดา
ทันใดนั้นเองหิมะใต้เท้าของพวกเราก็สั่นไหวแล้วกลายเป็หอกแหลมพุ่งขึ้นมาทิ่มแทงร่างของพวกเราดีที่เกราะของอาเธอร์ช่วยรับความเสียหายเ่าั้เอาไว้ แต่ก็ไม่ทั้งหมดปลายแหลมยาวประมาณสองนิ้วแทงทะลุเข้ามาตามร่างของพวกเรา พวกผู้ชายทนความเ็ปไหวแต่ข้ากับท่านเนียเรสร้องลั่นออกมาอย่างน่าสงสาร
ท่านเนียเรสกัดฟันนางใช้ตราอัญเชิญอีกชิ้นเรียกกวางน้ำแข็งของเธอออกมาสัตว์อสูรอัญเชิญของท่านเนียเรสไม่เหมือนกับอาเธอร์ของข้าโดยปกตินักสำรวจที่ถนัดสายอัญเชิญจะอัญเชิญสัตว์อสูรออกมาและทำพันธะสัญญากับพวกมันก่อนจะเก็บพวกมันเอาไว้ใน ตราอัญเชิญผนึกสัตว์อสูรนั่นทำให้สะดวกต่อการพกพาและการใช้งาน
กวางน้ำแข็งของท่านเนียเรสกู่ร้องพริบตานั้นเองหิมะบนพื้นที่เราเหยียบก็หยุดบ้าคลั่งและเลิกกลายเป็หอกทิ่มแทงพวกเราข้าทรุดลงไปร้องครางกับพื้นพลางเอามือกุมต้นขาที่มีเืไหลนองท่านเนียเรสและคนอื่นๆยังคงฝืนยืนไหว
“ระดับไม่ต่ำกว่าเก้าแหงเลย”ลูคัสยิ้มแห้งๆ บอกได้จากสีหน้าว่าถึงเขาพยายามจะติดตลกแต่ก็ติดตลกไม่ออกซะแล้วในสถานการณ์เลวร้ายเช่นนี้
“บางที...พายุหิมะนี่ก็คงเป็ฝีมือของมัน”โซวาโรฉีกเสื้อของตนก่อนจะเดินมาหาข้าและเริ่มลงมือพันแผลให้ข้ามองเขาอย่างอึ้งๆ ความกลัวในใจสั่งให้ข้าถามออกไปว่า
“พวกเราจะเอายังไงกันดี” ข้าพบว่าเสียงของข้าสั่นเครืออย่างหนัก
ไม่มีใครตอบอะไร ยกเว้นเพียงลูคัสที่ฉีกยิ้มออกมาแววตาของขาทอประกายความบ้าบิ่นบางอย่าง “ข้าจะซื้อเวลาให้ พวกเราใช้จังหวะนี้หนีไปซะ”
นั่นทำให้ข้าอึ้งแล้วข้าก็ได้รู้สึกจากก้นบึ้งว่าเหล่านักสำรวจของอาณาจักรนั้นยิ่งใหญ่เพียงใดทั้งด้านพลังและจิตใจ
“อย่าพูดบ้าๆน่า!” ท่านเนียเรสพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
“พูดตามตรงข้าไม่เห็นหนทางที่พวกเราจะรอดออกไปได้เลย” ลูคัสยังคงพูดด้วยน้ำเสียงเข้มแข็งเขาสามารถทำเช่นนั้นได้ยังไงในเมื่อคิดว่าตัวเองจะต้องตายแน่ๆ “พวกเราไม่มีอะไรจะเสียอยู่แล้ว ให้ข้าได้ทำหน้าที่นี้เถอะ”
ท่านเนียเรสเม้มปาก เมื่อพันแผลให้ข้าเสร็จโซวาโรก็ลุกขึ้นและเดินไปยืนอยู่เบื้องหน้าของลูคัส “ตราอัญเชิญของข้าเองก็สามารถซื้อเวลาเพิ่มได้อีกนิดหน่อยน่าจะช่วยให้การหนีของทั้งสองคนเป็ไปได้มากยิ่งขึ้น”
“เ้าก็ด้วยเหรอ!” ท่านเนียเรสพูดด้วยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ
“อย่างที่ท่านลูคัสพูดพวกเราไม่มีทางจะรอดกันไปได้ทั้งหมด มันเป็หนทางเดียว” โซวาโรเอ่ยด้วยท่าทีสงบท่านเนียเรสเม้มปาก หัวใจของข้าเองก็เต้นแรงไปด้วยอารมณ์ที่หลากหลายข้าพบว่าน้ำตาของข้าไหลออกมา แล้วมันก็ถูกทำให้แข็งโดยความเย็นที่เล็ดลอดผ่านชุดเกราะซึ่งแตกร้าว
น้ำแข็งค่อยๆกัดกินม่านบาเรียและสอดแทรกตัวเข้ามาเรื่อยๆพวกเรามีเวลาเหลืออีกไม่มาก หากตั้งรับอยู่แบบนี้ถ้าไม่หนาวตายก็คงโดนฆ่าตายอยู่ดี
“เห็นเ้าพวกนี้แล้วรู้สึกว่าตัวเองเป็ตัวประกอบน่าสมเพชเลยเหมียว” อาเธอร์บ่นพึมพำ
“ไปซะ” ลูคัสย้ำ“ข้ารู้ว่าเ้าก็รู้สึกแบบเดียวกันฟีเชียร์กับแมวของนางคือความหวังในการปลดปล่อยอาณาจักรเส้นทางของฟีเชียร์จะต้องไม่มาจบลงที่นี่”
ข้าตัวเย็นเฉียบนี่มันเท่ากับคนพวกนี้กำลังสละชีวิตเพื่อข้าเลยไม่ใช่หรือไงคนที่ข้ารู้สึกเกลียดชังขนาดนั้นแต่กลับยอมแลกชีวิตตัวเองเพื่อข้า…
ท่านเนียเรสจูงมือของข้านางฝืนลุกขึ้นแล้วบอกให้ข้าขึ้นไปบนตัวกวาง และขาอ่อนจนไม่สามารถปีนขึ้นเองได้หัวของข้าขาวโพลนไปหมดลูคัสหัวเราะเบาๆก่อนจะเดินมาอุ้มข้าขึ้นไปวางพาดไว้บนหลังกวางน้ำแข็งอย่างที่บอกว่าข้าคิดอะไรไม่ออกเลย ข้าไม่ทันได้รู้สึกตัวว่าต้องหวงร่างกายของตัวเองด้วยซ้ำ
ลูคัสเอ่ยบอกกับข้าด้วยรอยยิ้มที่ดูเหมือนทุกสิ่งรอบตัวเป็เื่ตลกว่า “ฝากผู้คนในอาณาจักรและกิลด์ด้วยนะ”
แล้วภาพทุกอย่างก็ตัดเป็ฉากๆข้าเห็นภาพของบาเรียที่สลายตัว เห็นภาพของลูคัสที่ร่างกายลุกเป็ไฟเห็นภาพของสัตว์อสูรรูปร่างเหมือนผ้าคลุมิญญายิงคลื่นน้ำแข็งเข้าใส่ภาพทุกอย่างไกลออกไป ลมพายุที่เคยซัดกระหน่ำถูกรวมเข้าถล่มลูคัสและโซวาโรข้าเห็นโซวาโรยิงลำแสงสายฟ้าลูกใหญ่เข้าใส่สัตว์อสูรตนนั้นเห็นแสงสีมากมายจากการต่อสู้
และเห็นว่าทั้งสองถูกน้ำแข็งเสียบทะลุร่าง
มันเป็ภาพที่ไกลลิบตา พายุกลับมาพัดโหมอีกครั้ง
หัวใจของข้าปวดร้าวข้าได้ยินเสียงสะอื้นของท่านเนียเรส
และเราก็วิ่งออกมาจากห้องดังกล่าวทั้งแบบนั้นปล่อยให้ร่างไร้ิญญาของนักสำรวจทั้งสองต้องติดอยู่ในมหาดันเจี้ยนไปตลอดกาล…
โปรดติดตามตอนต่อไป