ความเดิมตอนที่แล้ว
ด้วยความผิดมหันต์จูซือฉีมิอาจหลีกหนีโทษทัณฑ์อันเกิดจากความหลงผิด เช่นเดียวกับซ่งจื่อรุ่ยที่กำลังก้าวสู่หายนะไปทุกขณะแต่ถึงกระนั้น เขาก็หาได้หลาบจำ ยังคงมีจิตคิดมุ่งร้าย ผูกใจเจ็บต่อเฉินเสวี่ยหยางซ่งจื่อรุ่ยคาดเดาอยู่ในใจว่าเหตุการณ์ไฟไหม้และการที่ตัวเขาเองได้รับอุบัติเหตุ ทั้งหมดเป็นเพราะเฉินเสวี่ยหยางทว่าสิ่งที่เขาคิดมิได้ผิดไปจากความเป็นจริง และในขณะที่ซ่งจื่อรุ่ยรักษาตัวอยู่ในเรือนพักก็มีเรื่องเหลือเชื่อเกิดขึ้น เมื่อหน่วยค้นหาได้พบตัวปีศาจดำ มือสังหารผู้หลบหนีจากความตายได้อย่างปริศนาซ่งจื่อรุ่ยเร่งรุดออกจากที่พักเพื่อไปแจ้งข่าวแก่ใครบางคนด้านซ่งเจียอีผู้เป็นน้องสาว หลังจากรู้ว่ามารดาได้หายตัวไปและบิดามิได้สนใจที่จะออกตามหานางจึงหาทางหลบหนีออกจากจวน เพื่อส่งข่าวให้กับพี่ชายและเพื่อตามหามารดาอีกแรงหนึ่งเฉกเช่นเดียวกับคนกลุ่มหนึ่งที่กำลังเคลื่อนไหว หูจิงและสององครักษ์แซ่เฟย รวมทั้งเหล่าทหารอารักขาช่วยกันคุ้มกันรถม้าเพื่อเดินทางกลับจวนสกุลหลิน ในระหว่างทางนั้น พวกเขาถูกลอบจู่โจมหลายครั้งหากแต่เพราะเตรียมการป้องกันไว้อย่างดี จึงฝ่าการโจมตีมาได้ กระทั่งมาถึงจุดพักม้าจู่ ๆ ก็มีฝูงลูกธนูพุ่งโจมตีมาจากรอบทิศ ทำให้หูจิงต้องบังคับรถม้าหันกลับไปทางเดิมการคุ้มกันจึงทำได้ยากขึ้น ทั้งยังมีกลุ่มนักฆ่าส่งกำลังคนมาขวางทางราวกับว่านี่เป็นแผนล่อเสือออกจากถ้ำ หูจิงจำต้องรับมือกับคนเหล่านั้นด้วยตนเอง และทำให้มีหนึ่งในมือสังหารบุกไปถึงประตูรถม้า
หูจิง : “ องค์หญิง! ”
ปึ้ก! เมื่อชายคนนั้นเปิดประตู สิ่งที่รออยู่กลับไม่ใช่เป้าหมายหากแต่เป็นกลไกหน้าไม้ที่ถูกติดตั้งไว้ด้วยฝีมือของหลี่ซู่เหลย ลูกดอกนับสิบถูกง้างในระยะประชิดและเหนี่ยวรั้งหน้าไม้ไว้ด้วยเชือกเส้นหนึ่งเชือกเส้นนั้นผูกตรึงแน่นอยู่ไม่ห่างจากลั่วชีชี ในขณะที่มือหญิงสาวมีเพียงมีดสั้นอยู่เล่มเดียวเมื่อนางมองเห็นศัตรู ลั่วชีชีจึงตัดสินใจตัดเชือก แล้วลูกดอกก็พุ่งเข้าหาตัวคนผู้นั้นอย่างยากที่จะหลบ.. ฟึบ ฉึก ๆ .. ชั่วพริบตา ร่างของเขาก็กระเด็นออกจากรถม้าไปตามแรงปะทะมิเพียงเท่านั้น ลูกดอกอีกหลายสิบดอกพุ่งตรงไปยังเหล่ามือสังหารที่ไม่ทันระแวดระวังตายตกไปตามกันอีกนับสิบคน ทว่าในรถ รวมถึงทั่วบริเวณกลับไร้เงาของเฉินเสวี่ยหยางและหลินเพ่ยหนิง
“ พวกเราติดกับแล้ว ถอย! ”
เมื่อเห็นดังนั้น มือสังหารจึงรีบสั่งถอนกำลังแล้วหายลับไปทันที
เฟยฉี : “ พวกเจ้านี่หัดกินปลาซะบ้างนะ รู้ตัวตอนนี้ก็สายไปแล้ว ”
เฟยฉีและเฟยหมิงวิ่งตามมาถึงรถม้า เพื่อมาสมทบกับหูจิงและลั่วชีชีสององครักษ์จึงได้เห็นคนเหล่านั้นถอยหนีอย่างไม่เป็นท่า
ลั่วชีชี : “ เป็นไง ฝีมือข้า? ”
เฟยฉียกนิ้วโป้งให้ลั่วชีชี หลังจากที่ได้เห็นร่างมือสังหารซึ่งถูกลูกดอกยิงจนตายเกลื่อน
หูจิง : “ แผนของเจ้าเมืองน้อย ได้ผลดีจริง ”
ย้อนไปหลังมื้ออาหาร ก่อนที่การเดินทางจะเริ่ม
เฉินเสวี่ยหยาง : “ การเดินทางหนนี้อาจโดนโจมตีหลายด้านและมากกว่าครั้งก่อนดังนั้น เพื่อมิให้ล่าช้า ให้แยกออกเป็นสองกลุ่ม ข้ากับองค์หญิงจะใช้ม้าเร็วแยกไปอีกทางที่เหลือไปกับขบวนรถม้าโดยใช้เส้นทางเดิม ระหว่างนี้ ระวังกันด้วย ”
เฟยหมิง / เฟยฉี : “ ขอรับ ”
หลี่ซู่เหลย : “ ข้าจะเตรียมของขวัญไว้ต้อนรับพวกมันเอง ”
หูจิงพยักหน้ารับพร้อมกับสององครักษ์ การหารือกันครั้งนี้มีทุกคนเข้าร่วมรับฟังยกเว้นหลี่ฮูหยิน หลังจากนั้น หลี่ซู่เหลยก็พาเฉินเสวี่ยหยางและหลินเพ่ยหนิงซึ่งแต่งกายเป็นชาวบ้านเดินลัดออกไปด้านข้างประตูค่ายในขณะที่ลั่วชีชีขึ้นไปนั่งในรถม้า ทำทีเหมือนกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น .. กุบกับ ๆๆ .. เมื่อรถม้าเคลื่อนตัวออกไป ม้าสีน้ำตาลสองตัวก็ถูกควบออกไปเช่นกัน
เฟยฉี : “ อาหมิง เจ้าว่าเจ้าเมืองน้อยกับองค์หญิงจะถึงไหนแล้ว? ”
เฟยหมิง : “ หากเป็นรถม้าจะเสียเวลามาก ทั้งถูกโจมตีแถมยังต้องหยุดพักระหว่างทางแต่ม้าเร็ว แค่หนึ่งชั่วยามก็ถึง ป่านนี้ เจ้าเมืองน้อยกับองค์หญิงคงไปได้ไกล น่าจะถึงครึ่งทางได้แล้วพวกนั้นอยากตามก็ตามไม่ทันแล้วล่ะ ”
หูจิง : “ พวกเรารีบเดินทางกันเถอะ ที่จวนต้องมีเรื่องวุ่นแน่ ”
เพล้ง! และที่แหล่งกบดานของเหล่าคนชั่ว เสียงระบายอารมณ์ของสตรีผู้นั้นดังขึ้นอีกครั้ง เมื่อพิราบส่งสารมาแจ้งว่าแผนการของนางล้มเหลว เศษถ้วยชาตกกระแทกพื้นจนแตกออกเป็นเสี่ยงพร้อมกับน้ำชาที่กระเซ็นเป็นวงกว้าง นางยืนหายใจหอบถี่เพราะฉุนเฉียวอย่างสุดจะกลั้นทำให้ซ่งจื่อรุ่ยผู้เดินทางมาพบนางเพื่อรายงานความคืบหน้า มีท่าทีหวั่น ๆ เพราะไม่อยากปะทะกับโทสะของนาง
ซ่งจื่อรุ่ย : “ เอ่อ.. นายท่าน ”
สตรีลึกลับ : “ มีอะไร? ”
นางถามกลับด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว
สตรีลึกลับ : “ หากไม่มีเรื่องดีล่ะก็ เจ้าเจอดีแน่ ”
ซ่งจื่อรุ่ย : “ มีความคืบหน้าเรื่องการค้นหาขอรับ เราเจอตัวปีศาจดำแล้วข่าวดีคือ เขายังไม่ตาย ”
สตรีผู้นั้นหันขวับด้วยความประหลาดใจไม่ต่างจากซ่งจื่อรุ่ยในตอนนั้นนางซ่อนใบหน้าใต้ผืนผ้า แล้วพากันตรงไปที่ห้องพักฟื้นเพื่อดูอาการของปีศาจดำแต่ที่หน้าประตูนั้นมีชายชราในชุดขาว เปิดประตูออกมาพบกับคนทั้งสองเข้าพอดี
“ เอ่อ.. ท่านทั้งสอง ตอนนี้ยังเข้าไปไม่ได้นะท่าน”
ชายผู้มีผมสีเทา ลักษณะท่าทางคล้ายกับผู้เป็นหมอได้เอ่ยทัดทานเขาทั้งสอง
ซ่งจื่อรุ่ย : “ ตาแก่นี่ อยากตายรึไง? รู้รึเปล่าว่าท่านผู้นี้เป็นใคร? ”
ซ่งจื่อรุ่ยกล่าวออกหน้าแทนสตรีผู้นั้น
หมอชรา : “ ไม่ว่าใครก็เข้าไปไม่ได้ ”
ผู้เป็นหมอกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อน พร้อมสีหน้าท่าทางลำบากใจ
ซ่งจื่อรุ่ย : “ นี่เจ้า! ”
หมอชรา : “ เฮ่ย.. นายท่าน ได้โปรดเถอะ หมอแก่ ๆ อย่างข้า มีหรือจะกล้าเอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยงหากเขาไม่รอด ข้าเองก็คงไม่รอดเช่นกัน แต่ข้าต้องขออภัยพวกท่านจริง ๆ ตอนนี้เขายังไม่พ้นขีดอันตรายจะเข้าไปรบกวนไม่ได้เด็ดขาด ชีพจรเขาอ่อนแรงมาก หากท่านไม่พอใจ จะฆ่าจะแกงข้าก็ได้แค่รอให้เขาฟื้นขึ้นมาก่อนแล้วค่อยทำก็ไม่สาย แต่ว่าตอนนี้ พวกท่านโปรดเห็นใจข้าน้อยด้วยเถิด”
เมื่อได้ฟังความ อารมณ์ของสตรีนางนั้นก็เริ่มอ่อนลง
สตรีลึกลับ : “ ข้าให้เวลาเจ้าสามวัน ไม่อย่างนั้น นี่.. จะเป็นครั้งสุดท้ายสำหรับเจ้า”
หมอชรา : “ เอ่อ ขอรับ ”
นางทิ้งถ้อยคำข่มขวัญ แล้วหันหลังกลับไปทางเดิมเมื่อซ่งจื่อรุ่ยเห็นดังนั้น
ซ่งจื่อรุ่ย : “ เฮ่ย! ”
เขาชักสีหน้าใส่ท่านหมอด้วยอารมณ์หงุดหงิด จากนั้นก็เดินตามนางไปติดๆ
ตำหนักทิพย์วารี แดนสวรรค์
“ นี่พวกเจ้า! ขัดให้มันแรงกว่านี้หน่อย ตอนนั้นยังมีแรงนินทาผู้อื่นตอนนี้ไม่มีแรงกันแล้วเหรอ? ”
เสียงเสี่ยวเฟยฮวาออกคำสั่งกับเซียนใหม่ทั้งสาม นางยืนกอดอกพลางมองดูเซียนเหล่านั้นเช็ดทำความสะอาดพื้นทางเดินในตำหนักของชิงอวี่ทั้งนี้เพื่อเป็นการลงโทษพวกเขา และเวลานั้น อวี้หนิงเทียนก็เดินเข้ามาหานาง
อวี้หนิงเทียน : “ ฮวาฮวา เจ้ายังไม่เลิกลงโทษพวกเขาอีกเหรอ? นี่ขัดจนพื้นจะเป็นกระจกอยู่แล้วนะ”
เสี่ยวเฟยฮวา : “ ยัง ข้ายังไม่หายหงุดหงิด อย่างเจ้าพวกเนี้ยะต้องโดนให้เข็ด”
อวี้หนิงเทียน : “ นี่.. หงุดหงิดบ่อยไม่ดีนะ ระวังริ้วรอยบนใบหน้าจะทำเจ้าไม่สวยเอาได้”
เสี่ยวเฟยฮวา : “ เสี่ยวอวี้ พูดอย่างนี้ เจ้าอยากตายเหรอ? ใต้หล้านี้ข้าเสี่ยวเฟยฮวายอมให้ท่านชิงอวี่งามกว่าข้าแค่คนเดียวเท่านั้น ใครที่กล้าบอกว่าข้าไม่สวยข้าจะสาปให้มันกลายเป็นภูติดอกไม้ให้หมด เจ้าจะลองดูไหม? ”
อวี้หนิงเทียน : “ ไม่ ๆ ๆ ๆ โธ่.. ข้าไม่ได้บอกว่าเจ้าไม่สวย ในใจข้าเจ้างามที่สุดอยู่แล้ว ข้าแค่ไม่อยากให้เจ้าหงุดหงิด เสียสุขภาพเปล่า ๆ ”
ขณะที่อวี้หนิงเทียนพูดคุยกับเสี่ยวเฟยฮวาและหันไปมองเซียนทั้งสามนั้นเขาสังเกตเห็นบางสิ่งบางอย่าง จึงได้เกิดสงสัย
อวี้หนิงเทียน : “ เอ๊ะ! เดี๋ยวนะ เจ้าพวกนั้นยังพูดไม่ได้อีกเหรอ? นี่ก็ผ่านไปหลายชั่วยามแล้วนะ”
เสี่ยวเฟยฮวา : “ เอ.. นั่นสิ ข้าก็ไม่ทันสังเกต ป่านนี้แล้วผนึกน่าจะคลายได้แล้วนี่ ”
อวี้หนิงเทียน : “ หึ! ข้าว่าเจ้าพวกนี้เจอของดีเข้าแล้ว ”
อวี้หนิงเทียนยิ้มอย่างมีเลศนัย เหมือนว่าเขาจะรู้อะไรบางอย่าง
เสี่ยวเฟยฮวา : “ หือ! ของดี ของดีอะไรเหรอ? ”
อวี้หนิงเทียน : “ เจ้าเคยได้ยินคาถาผนึกวาจาขั้นสูงไหม? ”
เสี่ยวเฟยฮวา : “ อืม.. ก็เคยได้ยินมาบ้าง แต่ยังไม่เคยเห็นเป็นยังไงเหรอ? ”
อวี้หนิงเทียน : “ คาถาผนึกวาจาทั่วไป ผนึกจะคลายเมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่งช้าเร็วขึ้นอยู่กับพลังตบะของผู้ที่ใช้ แต่คาถาผนึกวาจาขั้นสูงนั้นไม่ใช่การจะคลายผนึกได้มีเพียงผู้ที่ถูกร่ายคาถาได้พบสาเหตุหรือผู้เป็นต้นเหตุให้ตนถูกผนึกเท่านั้น ”
เสี่ยวเฟยฮวา : “ ฮะ! นี่ก็หมายความว่า.. ”
อวี้หนิงเทียน : “ต้องรอให้ท่านไป๋เสวี่ยและท่านชิงอวี่กลับขึ้นมา หากโชคดีได้พบกันสามคนนั่นถึงจะมีโอกาสกลับมาพูดได้ ”
เสี่ยวเฟยฮวา : “ โห.. ”
อวี้หนิงเทียน : “ ครั้งนี้ผู้อาวุโสต้วนเล่นแรงจริง ๆ ”
เสี่ยวเฟยฮวา : “ คิก ๆ ๆ.. ”
อวี้หนิงเทียน : “ ฮวาฮวา เจ้าขำอะไร? ”
เสี่ยวเฟยฮวา : “ ข้าว่าเจ้าสามคนนี่คงไม่ได้เอ่ยถึงแค่พวกเขาแล้วล่ะคงมีหลุดพูดถึงผู้อาวุโสแน่ ถึงได้โดนขนาดนี้ ”
อวี้หนิงเทียน : “ อื้ม! ก็เป็นไปได้ ”
เสี่ยวเฟยฮวา : “ ดีเลย แบบนี้ ข้าต้องไปขอเรียนวิชากับผู้อาวุโสบ้างแล้วหากใครกล้าพูดว่าข้าไม่สวย ข้าจะได้ปิดปากมันซะ ”
อวี้หนิงเทียน : “ เอ่อ.. ฮวาฮวา ”
พูดจบ นางก็เดินแยกไปอีกทาง ทิ้งให้อวี้หนิงเทียนรู้สึกหวั่นและเอ่ยเรียกตามหลัง
อวี้หนิงเทียน : “ นี่.. ฮวาฮวา เจ้าเอาจริงเหรอ? ข้าว่าเจ้าอย่าเพิ่งเลยดีกว่าน่าฮวาฮวา.. ”
อวี้หนิงเทียนรีบเดินตามเสี่ยวเฟยฮวาไปด้วยสีหน้าหวั่นๆ ดูเหมือนว่าเขาจะรู้ชะตาของตน
โลกมนุษย์ เยียนเป่ย
“ นายท่านแม่ทัพอู๋ส่งข่าวมาว่าคุณหนูอู๋และคุณชายหวงติดต่อมาแล้วขอรับ ทั้งสองปลอดภัยดี ”
หวังต้าเจิ้งเข้ามารายงานเฉินลู่ในห้องทำงานภายในห้องมีเฉินลี่ถิงนั่งอ่านตำราพลางเดินหมากกับตนเองอยู่ไม่ห่างจากเจ้าเมืองเฉิน
เฉินลู่ : “ ดูท่า จิ้งเอินกับฉงฉงจะพบของดีเข้าแล้ว ”
หวังต้าเจิ้ง : “ มีข่าวจากเจ้าเมืองน้อยด้วยหรือขอรับ? ”
เฉินลู่ : “ อื้ม หยางเอ๋อบอกว่ามีความลับถูกซ่อนอยู่ที่นั่น อย่าเพิ่งให้แม่ทัพอู๋ทำอะไรรอคำสั่งจากข้า ”
หวังต้าเจิ้ง : “ ขอรับ ”
เฉินลี่ถิง : “ ของที่เราส่งไปก็ใกล้ถึงแล้ว ”
เฉินลู่ : “ เยียนเป่ยเรามิได้ขาดแคลน ของสิ่งนั้น เก็บไว้ก็เปล่าประโยชน์ หยางเอ๋อมีวิธีใช้มันอยู่แล้ว”
หวังต้าเจิ้ง : “ แต่นายท่าน ผู้ที่นำของสิ่งนั้นไปส่ง จะสร้างความวุ่นวายให้เจ้าเมืองน้อยหรือไม่ขอรับ?”
เฉินลู่ : “ เจ้าเคยเห็นใครสร้างปัญหาให้เขาได้ด้วยเหรอ? ไม่ต้องห่วง ข้าบอกแล้วเขาย่อมมีวิธีจัดการในแบบของเขา ”
ความคิดของสกุลเฉินแต่ละคนล้ำลึกยิ่งนักไม่แปลกเลยที่เยียนเป่ยจะเรืองอำนาจกว่าผู้ใดในสี่ทิศหากหนานจิ้งไม่มีการแก่งแย่งชิงดีแล้วไซร้ เหอเพ่ยอวี้คงนำพาดินแดนใต้เรืองอำนาจได้ไม่แพ้กัน
กุบกับๆ ๆ.. หนึ่งชั่วยามให้หลัง ม้าเร็วสองตัวควบฝีเท้ามาถึงประตูจวนสกุลหลินเฉินเสวี่ยหยางก้าวลงจากหลังม้า แล้วไปอุ้มหลินเพ่ยหนิงลงจากอานม้าอย่างละเมียดละไม
เฉินเสวี่ยหยาง : “ เดินทางครั้งนี้ ลำบากเจ้าแล้ว ”
พูดพลาง มือที่แข็งแรงก็ยื่นไปซับเหงื่อบนใบหน้าของนางอย่างอ่อนโยนท่ามกลางแววตาหวานซึ้งของคนทั้งสอง ทว่ามีใครบางคนเข้ามาขัดจังหวะ ราวกับว่าได้มาดักรอพวกเขาอยู่นานแล้วคนผู้นั้นก็คือชายารองผู้แซ่เหลียง
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ชายารอง ”
เหลียงซีหม่า : “ เจ้าเมืองน้อย หนิงเอ๋อ ไปครั้งนี้คงลำบากพวกเจ้าแล้วข้ารู้ว่าการเดินทางเหน็ดเหนื่อยนัก และทั้งสองยังไม่ได้พักเลย แต่ว่ามีเพียงทำเช่นนี้จึงจะช่วยซานเอ๋อได้”
นางมาดักรอที่ประตูจวน เพื่อขอร้องให้เขาทั้งสองรีบไปช่วยหลินซานซาน.. ปึ้บ ๆ ๆ .. และที่ลานกว้างในจวนเจ้าเมืองหลิน เสียงไม้โบยดังขึ้นเป็นระยะหลินซานซานนอนพาดตัวอยู่บนไม้กระดานโดยมีบุรุษร่างกำยำสองคนสลับกันลงไม้โบยที่ก้นสิ่งที่อยู่ในมือพวกเขามีลักษณะคล้ายไม้พาย ปลายแบน ด้ามกลมเจ้าเมืองหลินนั่งดูการลงทัณฑ์อยู่ภายในเรือนหน้า โดยมีจางหยวนยืนอยู่ไม่ห่างการลงทัณฑ์กินเวลามาได้ระยะหนึ่ง ก้นของหลินซานซานเริ่มแตกและมีเลือดซึมผ่านผ้าที่นางสวมใส่
“ ท่านพ่อ พอเถิดขอรับ ขืนโบยต่อนางได้สลบคาไม้แน่ ”
หลินจื่อหรานรีบเข้ามาขอร้องบิดาหลังจากเห็นหลินซานซานเริ่มทนไม่ไหว แต่ถึงกระนั้น นางก็กัดฟันทนโดยไม่ร้องสักแอะแววตาหาได้มีความสำนึก
หลินหงชุน : “ จื่อหราน เจ้ารู้ดีว่าพ่อเจ้ามิใช่คนใจคอโหดร้าย ทำอะไรที่เกินกว่าเหตุข้าเป็นพ่อคน ความเจ็บของนาง มีหรือข้าจะไม่รู้ ข้าก็อยากเห็นใจนาง แต่จนถึงตอนนี้นางยังไม่เคยสำนึกผิดเลยสักนิด ”
หลินจื่อหรานหันไปมองน้องสาวที่นอนเจ็บอยู่บนแท่นไม้
หลินจื่อหราน : “ ซานซาน เจ้าก็อ่อนลงหน่อยเถิด ยอมขออภัยโทษต่อท่านพ่อจะได้ไม่เจ็บมากไปกว่านี้ ”
คำขอของพี่ชายดูจะไร้ผล หลินซานซานยังคงดึงดันกัดฟันแน่น ไม่ร้องขอความเมตตาสักนิด ขณะที่การลงทัณฑ์ดำเนินต่อไปเรื่อย ๆทั้งบิดาของเขาและน้องสาวต่างสร้างสงครามเย็น ไม่มีใครยอมอ่อนให้กัน ..“ เพ่ยหนิงรีบกลับมาเร็ว ๆ เถิด มีแค่เจ้าคนเดียวเท่านั้นที่จะห้ามท่านพ่อได้ ”.. หลินจื่อหรานกระวนกระวายใจกระทั่งไม่อาจทนดูต่อไปได้ เขาจึงปลีกตัวออกไปจากที่นั่น ในเวลานั้นเอง การปรากฏตัวของหลินเพ่ยหนิงก็ทำให้หลายคนพลันหยุดชะงักนางยิงธนูผ่าลานกว้าง ต่อหน้าคนที่มามุงดูทำให้บุรุษผู้ทำหน้าที่ลงทัณฑ์ทั้งสองคนต้องเงื้อมือค้าง และมองไปยังผู้เป็นเจ้าของลูกธนูดอกนั้น
หลินหงชุน : “ หนิงเอ๋อ ”
เจ้าเมืองหลินลุกผึงออกจากที่นั่งและเดินลงมาจากแท่นเพื่อมาหาธิดาของเขา พร้อมกับเหลียงซีหม่าที่วิ่งตรงไปหาองค์หญิงสาม
เหลียงซีหม่า : “ ซานเอ๋อ ซานเอ๋อ เป็นอย่างไรบ้างลูก? เจ็บขนาดนี้เหตุใดถึงไม่เอ่ยปากขออภัยต่อท่านพ่อเล่า? ”
และเมื่อเจ้าเมืองหลินได้ยินถ้อยคำของภรรยาเขาก็มีแววตาฉุนเฉียวพลางตอบกลับไปว่า
หลินหงชุน : “ คนที่ควรขอโทษ ไม่ใช่ข้า ”
เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงดุและสะบัดหน้าพรืดด้วยความไม่พอใจ แต่เมื่อเดินมาถึงธิดาคนรอง น้ำเสียงก็อ่อนลงเพราะเขาเองรู้สึกผิดต่อบุตรสาวเจ้าเมืองหลินรู้ดีว่าเป้าหมายในการกระทำของหลินซานซานมิใช่เฉินเสวี่ยหยาง หากแต่เป็นหลินเพ่ยหนิง
หลินหงชุน : “ หนิงเอ๋อ ไยถึงมาเร็วเช่นนี้ แล้วเหตุใดถึงแต่งตัวเช่นนี้เล่า? กำหนดเดินทางกลับคือพรุ่งนี้มิใช่หรือลูก?”
หลินเพ่ยหนิง : “ ลูกไม่ขอปกปิด ที่มาครั้งนี้ก็เพื่อน้องสามซานซานอาจหุนหันไปบ้าง ท่านพ่อโปรดเมตตานางสักครั้ง อย่าโบยต่อเลยเจ้าค่ะ เท่านี้ก็น่าจะเพียงพอแล้ว” ( ภาษามือ )
หลินหงชุน : “ แต่สิ่งที่นางทำ ร้ายแรงแค่ไหนเจ้าเองก็รู้ นี่เทียบเท่ากับข้อหากบฏเชียวนะแค่โบย มันยังน้อยไป ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ท่านเจ้าเมือง ที่ท่านกล่าวนั้นไม่ผิด ข้าก็พอเข้าใจได้ทำผิดก็ต้องรับผลที่ตามมา แต่ว่านี่ใกล้วันเฉลิมฉลองของเพ่ยหนิงเต็มทีหากเรื่องนี้เล็ดลอดออกไปแม้แต่ครึ่งคำ เกรงจะเป็นที่ครหานินทาของคนหมู่มากโปรดคิดทบทวนดูอีกครั้งเถิด ”
เหลียงซีหม่า : “ นั่นสิท่านพี่ ข้าเองก็จะช่วยดูแลนาง ไม่ให้นางก่อเรื่องเช่นนี้อีกหยุดเพียงเท่านี้เถิด ”
เพียงได้ฟังคำหว่านล้อม เจ้าเมืองหลินก็มีท่าทีอ่อนลงเมื่อนึกถึงผลพวงที่อาจเกิดขึ้น ทว่าไม่ทันที่เจ้าเมืองหลินจะสั่งยกเลิกการลงทัณฑ์จางหยวนที่จู่ ๆ ก็หายตัวไปพร้อมกับองค์ชายใหญ่ก็กลับมาด้วยสีหน้าตระหนก
จางหยวน : “ นายท่าน แย่แล้วขอรับ องค์ชายใหญ่หมดสติไปแล้วขอรับ ”
หลินหงชุน : “ เจ้าว่าไงนะ? ”
เรื่องเก่ายังไม่ทันจบเรื่องใหม่ก็ผุดขึ้นมาไม่หยุดหย่อน เจ้าเมืองหลิน หลินเพ่ยหนิงหรือแม้แต่หลินซานซานที่นอนเจ็บอยู่ ต่างก็มีสีหน้าตกใจกับเรื่องดังกล่าว ทว่าเฉินเสวี่ยหยางไม่ได้แปลกใจเท่าใดนักเหมือนว่าเขามองหมากกระดานนี้ออกแต่แรกท่าทีเยือกเย็นสุขุมของเขาไม่เคยถูกสิ่งใดรบกวน เว้นเสียแต่เพียง เมื่อมองไปยังใบหน้าที่ซ่อนความวิตกกังวลของหลินเพ่ยหนิง
จางหยวน : “ เมื่อครู่ ข้าเห็นองค์ชายใหญ่ท่าทางไม่ดี เลยตามไปดูแต่พอไปถึงก็เห็นองค์ชายนอนหมดสติอยู่กลางห้อง ”
หลินหงชุน : “ เป็นไปได้อย่างไร อาหยวน ให้คนไปตามเสียนเย่ ส่วนพวกเจ้า พาตัวองค์หญิงสามกลับไปกักบริเวณนางจนกว่าข้าจะมีคำสั่ง ห้ามออกไปไหนทั้งนั้น ”
สิ้นคำ เจ้าเมืองหลินก็รุดไปหาหลินจื่อหรานพร้อมด้วยจางหยวน
เหลียงซีหม่า : “ ซานเอ๋อ ซานเอ๋อ เจ้าลุกไหวไหม? ”
เหลียงซีหม่าเข้าไปถามบุตรีของนางด้วยความเป็นห่วงโดยมีสาวรับใช้เข้าไปช่วยพยุงร่างเพื่อพาตัวกลับไปยังเรือนพัก ครั้นนางเดินมาใกล้หลินเพ่ยหนิงและเฉินเสวี่ยหยางนอกจากอาการบาดเจ็บแล้ว ท่าทีของนางไม่ได้อ่อนลงเลยสักนิด
หลินซานซาน : “ พี่หญิง ท่านมันจอมเสแสร้ง อย่าคิดว่าข้าจะขอบคุณท่านนะ ”
เหลียงซีหม่า : “ ซานเอ๋อ พอเถิดน่า ”
แม้ร่างกายบาดเจ็บและอ่อนแรงหากแต่ยังคงไม่สำนึก นางทิ้งถ้อยคำที่ไร้ไมตรีอันดีและพาร่างบอบช้ำ เดินผ่านทั้งสองไปอย่างเย่อหยิ่ง
เหลียงซีหม่า : “ เจ้าเมืองน้อย หนิงเอ๋อครั้งนี้ต้องขอบคุณพวกเจ้าแล้วที่มาช่วยซานเอ๋อไว้ ไม่อย่างนั้น นางคงแย่แน่ข้าจะพานางไปพักก่อน เสร็จแล้วจะตามไป ”
เฉินเสวี่ยหยางและหลินเพ่ยหนิงพยักหน้าตอบรับคำขอบคุณของเหลียงซีหม่าเมื่อนางให้หลังไป เฉินเสวี่ยหยางที่ยืนเคียงข้างหลินเพ่ยหนิง ได้เอื้อมไปจับมือเล็กๆ ของนางเพื่อให้กำลังใจ และพานางเดินตามเจ้าเมืองหลินไปยังเรือนชมวสันต์ เมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งเค่อ
หลินหงชุน : “ เป็นอย่างไรบ้าง เสียนเย่? ”
เจ้าเมืองหลินเอ่ยถาม หลังจากหม่าเสียนเย่ตรวจชีพจรของหลินจื่อหรานซึ่งนอนหมดสติอยู่บนเตียง
หม่าเสียนเย่ : “ ธาตุหยินแปรปรวน เพราะได้รับพิษเย็นเข้าสู่ร่างกายก่อนหน้านี้องค์ชายใหญ่ทานอะไรไป? ”
สาวรับใช้ : “ ก่อนหน้านี้ ข้านำสมุนไพรที่องค์ชายดื่มเป็นประจำ มาส่งให้เจ้าค่ะ”
หม่าเสียนเย่ : “ ถ้วยนั้นใช่ไหม? ”
สาวรับใช้ : “ เจ้าค่ะ ”
หม่าเสียนเย่มองเห็นถ้วยน้ำที่ถูกดื่มจนเหลือติดก้นถ้วยถ้วยใบนั้นถูกวางอยู่บนโต๊ะ ใกล้เตียงนอนของหลินจื่อหราน ในเวลานั้นเองชายารองก็เดินเข้ามาในห้อง หลังจากที่นางไปส่งหลินซานซานที่เรือนพัก
เหลียงซีหม่า : “ เหลวไหล นั่นเป็นของหนิงเอ๋อ เจ้าพูดเช่นนี้มิเป็นการกล่าวหาว่านางวางยาพี่ของตนหรืออย่างไร? ”
เหลียงซีหม่าตำหนิสาวรับใช้ นางจึงได้ก้มหน้าหลบขณะที่หม่าเสียนเย่ยื่นมือไปหยิบถ้วยยานั้นขึ้นมาดม
หม่าเสียนเย่ : “ ก็แค่ขิงผสมโสม มีกลิ่นวุ่ยฉึงอ่อน ๆ ทั้งหมดมีฤทธิ์ร้อนช่วยไม่ให้อ่อนเพลีย ปรับสมดุลในร่างกาย ลดธาตุหยินบำรุงหยาง ไม่มีอะไรแปลกนี่ เขาดื่มไปตั้งแต่เมื่อไหร่?”
สาวรับใช้ : “ เมื่อเช้าเจ้าค่ะ ”
หลินหงชุน : “ พวกเจ้าพูดอะไร น้ำขิงนั่น หนิงเอ๋อส่งมาให้จื่อหรานเป็นประจำอยู่แล้วจะมีปัญหาได้อย่างไร? ”
หม่าเสียนเย่ : “ ท่านเจ้าเมือง ข้ามิได้หมายความเช่นนั้น แค่ถกให้ความจริงกระจ่างทุกคนต่างรู้ องค์หญิงไม่มีทางทำเรื่องเช่นนั้นแน่ ”
เฉินเสวี่ยหยางยืนฟังคนเหล่านั้นพูดคุยกัน แล้วหันไปสั่งการคนของตนและคนผู้นั้นก็ส่งต่อข้อความไปยังจางหยวน ก่อนจะพากันออกไปจากที่นั่นโดยที่ทุกคนไม่ทันสังเกตและยังคงถกเถียงกันอยู่
หม่าเสียนเย่ : “ ข้ารู้มาว่าองค์หญิงเตรียมของเหล่านี้ไว้ให้องค์ชายเสมอเผื่อว่ายาหมดก่อนกำหนด หรือมีอาการกำเริบ โดยที่โสมนางให้คนมาซื้อไปจากร้านยาของข้าเอง แน่นอนว่าต้องไม่มีปัญหา ”
หลินหงชุน : “ แล้วจื่อหรานเป็นเช่นนี้ได้อย่างไร? ”
หม่าเสียนเย่ : “ คิดว่าน่าจะเป็นสิ่งอื่นที่ส่งผลต่อตัวเขาทำให้อาการของเขากำเริบ ”
จางหยวน : “ ใช่สิ่งนี้หรือไม่? ”
ขณะที่สถานการณ์วุ่นวาย จางหยวนได้เดินเข้ามาพร้อมกับถือสิ่งของบางสิ่งติดมือมาด้วยด้านหลังของเขายังมีคนของเฉินเสวี่ยหยางที่ถูกส่งไปพร้อมกัน และในมือเขาก็ถือของบางสิ่งไว้ด้วยเช่นกันทุกสายตามองไปที่คนทั้งสองด้วยความสงสัย ทว่าเฉินเสวี่ยหยางกลับนิ่งเฉย หลินเพ่ยหนิงสังเกตเห็นความสุขุมของเฉินเสวี่ยหยางนางจึงมองออกว่านี่เป็นความคิดที่มาจากเขา จางหยวนพบเจอสิ่งใด จะช่วยไขข้อสงสัยได้หรือไม่แล้วใครกันที่ทำร้ายหลินจื่อหราน
ติดตามตอนต่อไป