“...”
ไป่ฟานเซียนที่นั่งอยู่กลางเวทีมองสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นด้านล่างอย่างไม่เข้าใจ
อยู่ๆเหล่าผู้ชมราวหนึ่งในสามก็มีใบหน้าแดงก่ำบ้างก็ร่างกายอ่อนระทวยไม่มีแรงลงไปกองกับเก้าอี้ บ้างก็กรีดร้องอย่างบ้าคลั่งหรือไม่ก็มีประมาณสามสี่คนที่สลบไปเลยก็มี
นี่ข้าเผลอปล่อยแรงกดดันออกไปหรือเปล่า?
ไม่น่าใช่ตั้งแต่ข้ามยุคสมัยมาร่างกายของนางก็พัฒนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัดมันสามารถควบคุมได้อย่างสมบูรณ์แบบ หากนางไม่ต้องการก็ไม่มีทางที่จะมีพลังปราณแม้แต่เศษเสี้ยวเดียวที่เล็ดรอดออกมาจากร่าง
แล้วเจ้าพวกงี่เง่าพวกนี้มันเป็นบ้าอะไรขึ้นมากันอีก?
ทางฝั่งแกนนำของกลุ่มแฟนคลับจักรพรรดินีอย่างพี่ชายหยางและนักปรุงมือใหม่ก็ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันใบหน้าของพวกเขาแดงก่ำขณะที่น้ำตากำลังไหลพรากพวกเขารู้สึกสุขสมอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนเหมือนกับว่าชีวิตนี้ได้รับการเติมเต็มไปแล้วอย่างไรอย่างนั้น
“พี่ชายหยาง...ผมมีความสุขเหลือเกิน”นักปรุงมือใหม่พูดเสียงสั่น
“อา...ฉันก็เหมือนกัน”
พี่ชายหยางพูดขณะที่ยกมือขึ้นมาปาดน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม
เมื่อย้อนกลับไปพวกเขานั้นรู้สึกราวกับตนเองไม่ต่างกับคนโง่ท่านจักรพรรดินีมาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าตั้งนมนานแล้วกลับยังไม่รู้ตัวทั้งยังมีหน้าไปสงสัยในตัวตนของท่านอีกต่างหาก
พวกเขามันไม่ต่างจากกลุ่มคนโง่งมไม่สิ นี่มันช่างงี่เง่าเหลือเกิน!
ผู้อาวุโสฟางมองสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดความจริงที่ว่าท่านปรมาจารย์ไป่ฟานเซียนคือจักรพรรดินีโอสถนั้นทำให้เหล่าผู้อาวุโสของสมาคมโอสถแตกตื่นเช่นเดียวกัน
โดยเฉพาะกับอาจารย์ซุนหมิงฉวนที่พอรู้เข้าว่าปรมาจารย์ไป่ที่ตนเผลอรู้สึกเลื่อมใสชื่นชมนั้นจะกลายเป็นคนเดียวกันกับที่ไล่สับเขาเสียเละเทะในกระทู้ของตัวเองก็เกือบจะสำลักเอาน้ำชาที่พึ่งกลืนลงคอไปเมื่อครู่ออกมา
แต่ก่อนที่จะเกิดความวุ่นวายมากไปกว่านี้ก็เป็นตัวแทนหัวหน้าสมาคมอย่างผู้อาวุโสเฉินที่ออกมาควบคุมความสงบไว้เสียก่อน
“อะแฮ่ม!...ทุกคนโปรดอยู่ในความสงบ การทดสอบยังต้องดำเนินต่อไป”
เขาหันไปมองที่ท่านปรมาจารย์ไป่ที่เริ่มจิบชาอย่างสงบอีกครั้งบนเวทีแล้วสรุปออกมา
“พวกคุณยังมีใครมีคำถามอีกหรือไม่?”
มีนักปรุงยาฝึกหัดหลายคนที่อยากจะยกมือเพื่อถามคำถามที่ตนเองสงสัยแต่ไม่รู้ว่าทำไมพอพวกเขาจะทำอย่างนั้นกลับถูกคนข้างๆตัวบางคนหันหน้ามาเขม่นใส่เสียอย่างนั้น!
เป็นเหล่าแฟนคลับของจักรพรรดินี!
เมื่อเห็นว่าไม่มีใครกล้ายกมือขึ้นมาอีกผู้อาวุโสเฉินก็ได้แต่ถอนหายใจ แต่จะทำอย่างไรได้ นอกจากนี้ทั้งชื่อจักรพรรดินีโอสถรวมถึงชื่อไป่ฟานเซียนก็เคยสำแดงความรู้ความสามารถในระดับที่เหนือล้ำกว่าเหล่าผู้อาวุโสอย่างพวกเขาไปหลายขั้นออกมาให้เห็นไปหลายครั้งหลายคราแล้ว
ดังนั้นจะตัดจบแบบนี้ไปเลยก็คงไม่เป็นไรหรอกกระมัง!
“ถ้าอย่างนั้นการทดสอบตอบปัญหาต่อหน้าสาธารณชนจะจบลงแต่เพียงเท่านี้ต่อไปเราจะทำการเริ่มทดสอบการปรุงโอสถ!”
เมื่อจบคำของผู้อาวุโสฝูงชนด้านล่างล้วนส่งเสียงเฮออกมากันดังลั่น ถ้าพูดกันตามตรงช่วงเวลานี้ต่างหากคือช่วงเวลาที่พวกเขากำลังรอคอยกันมากที่สุด
สำหรับเหล่าผู้ที่ศึกษาในเส้นทางสายนี้จะมีสิ่งใดน่าสนใจไปกว่าการปรุงโอสถกัน!
พวกเขาหันมาพูดคุยกันจ้อกแจ้กแม้แต่เหล่าแฟนคลับของจักรพรรดินีก็ยังเลิกเพ้อฝันมาครู่หนึ่งเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้เลยทีเดียว
“ท่านปรมาจารย์ไป่จะปรุงโอสถแบบใดออกมากันนะ?”
“โอสถที่ท่านจักรพรรดินีปรุงออกมาต้องสุดยอดอยู่แล้ว!”
“นั่นสินะฉันทนรอไม่ไหวแล้วล่ะ”
“นี่พวกนายคงไม่ลืมหรอกนะว่ามันอาจจะใช้เวลาปรุงเป็นวันก็ได้น่ะ?”
ประโยคสุดท้ายคือประโยคที่ทำให้ทุกคนตื่นขึ้นมาบนความเป็นจริง
ใช่แล้วในการปรุงโอสถขึ้นมาครั้งหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นโอสถรูปแบบน้ำหรือเม็ด ยิ่งเป็นโอสถระดับสูงเท่าใดมันก็จะยิ่งมีความซับซ้อนมากขึ้นเท่านั้น
ดังนั้นจึงไม่แปลกเลยถ้าบ้างครั้งจะเห็นนักปรุงโอสถบางคนหายหน้าหายตาไปหลายวันเพื่อปรุงโอสถขึ้นมาหม้อหนึ่ง!
การใช้เวลาทั้งวันกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาในวงการนี้
ยิ่งเป็นโอสถระดับสี่ที่ไป่ฟานเซียนกำลังจะปรุงถึงผู้ชมจะไม่รู้ว่ามันจะเป็นโอสถชนิดใดแต่เมื่อได้ชื่อว่าเป็นโอสถระดับสี่แน่นอนว่ามันย่อมต้องปรุงยากและใช้เวลายาวนานแน่นอน
“ท่านปรมาจารย์ไป่ เลือกโอสถที่จะปรุงได้หรือยังคะ?”ผู้อาวุโสฟางเหนียงเดินเข้าไปถามใกล้ๆ ตอนนี้เหมือนเป็นช่วงเวลาเตรียมตัวทำให้คนไม่ค่อยให้ความสนใจบนเวทีกันนัก
“โอสถระดับสี่สินะ?”
ไป่ฟานเซียนเลิกคิ้วถาม
“ค่ะถ้าท่านปรมาจารย์ไป่มีวัตถุดิบอะไรที่ต้องการเป็นพิเศษก็แจ้งพวกเราได้เลยนะคะสมาคมจะเป็นคนจัดเตรียมมาให้โดยเร็วที่สุด”
ฟางเหนียงพยักหน้ามันก็เหมือนกับการลงทุนถ้าท่านปรมาจารย์ไป่กลายเป็นนักปรุงโอสถระดับสี่จริงๆมันย่อมสร้างผลกระทบในแง่บวกให้กับสมาคม
ไป่ฟานเซียนครุ่นคิดมาพูดถึงเรื่องเครื่องไม้เครื่องมือกันก่อนการจะปรุงโอสถสิ่งที่ขาดไปไม่ได้เลยย่อมเป็นหม้อโอสถ นางเองก็มีของนางอยู่ใบหนึ่งเพียงแต่หม้อใบนั้นมันออกจะพิเศษไปเสียหน่อย
มันเป็นถึงหม้อที่มีขนาดใหญ่กว่าตัวนางราวสามเท่าขนาดที่นางสามารถเข้าไปยืนอยู่ในนั้นได้อย่างสบายๆสหายของนางสร้างขึ้นมาด้วยวัตถุดิบที่ดีที่สุดความสมดุลของหยินหยางคือไร้ที่เปรียบ ไม่มีหม้อใบใดในยุคสมัยที่แล้วที่จะเทียบกับหม้อของนางติด
นอกจากนี้หลังจากผ่านไปหมื่นปีหลังจากที่ผ่านการปรุงโอสถที่หลอมรวมเข้ากับร่างกายของนางหม้อใบนี้ก็คล้ายจะมีบางสิ่งบางอย่างที่พิเศษมากกว่าเดิมนางสามารถสัมผัสถึงพลังของฟ้าดินที่ยังตกค้างอยู่ในหม้อไม่จากไปไหนได้อย่างง่ายดาย
นางยังไม่เคยลองหลอมกลั่นโอสถด้วยหม้อใบนั้นในยุคสมัยนี้เลยสักครั้ง มันยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องหลอมโอสถใดๆแค่โอสถที่นางหลอมเก็บเอาไว้ในมิติก็มากมายจนเหลือเฟือใช้ไม่หมดแล้ว และนางก็คิดว่าครั้งนี้ก็คงจะเป็นเช่นเดียวกัน
ถ้าอยู่ๆนางหยิบเอาหม้อใบใหญ่ยักษ์ออกมาจากมิติก็คงจะสร้างความแตกตื่นเกินจำเป็น นางจึงแสดงท่าทีลังเลออกมาเช่นนี้
“...เจ้าพอจะมีหม้อโอสถให้ข้ายืมหรือไม่?”
ไป่ฟานเซียนหันไปถามฟางเหนียงหญิงวัยกลางคนถึงกับเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ สำหรับตัวตนนักปรุงโอสถอย่างพวกนางต่อให้จะพึ่งเริ่มศึกษาแต่ก็มักจะมีหม้อปรุงโอสถส่วนตัวที่ใช้งานอย่างถนัดมือกันอย่างน้อยก็คนละใบการหยิบยืมหม้อปรุงโอสถของกันและกันจึงเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยเห็นเท่าไร
“ที่สมาคมพอจะมีหม้อสำหรับนักปรุงฝึกหัดอยู่บ้างค่ะ...”
“แค่นั้นก็พอแล้ว”
ไป่ฟานเซียนถอนหายใจอย่างโล่งอกไม่นานก็มีคนวิ่งเข้ามาในหอประชุมพร้อมกับนำหม้อปรุงโอสถที่ไว้สำหรับให้มือใหม่ศึกษาและทดลองมาให้
มันเป็นหม้อมาตรฐานที่พบเห็นได้ทั่วไป
ไป่ฟานเซียนพิจารณาหม้อใบนั้นเพียงผ่านๆมันเป็นหม้อธรรมดาที่หลอมขึ้นมาเป็นจำนวนมาก สมดุลหยินหยางด้านในก็ไม่ดี เหมาะสำหรับมือใหม่ที่ใช้หัดปรุงโอสถขั้นแรกๆที่ต่อให้หม้อจะระเบิดก็ไม่เสียดายเท่านั้น
“เอ่อ...ถ้าไม่รังเกียจท่านใช้หม้อของฉันแทนไหมคะ?”ฟางเหนียงมองสภาพหม้อที่นำมาอย่างไม่สบายใจไป่ฟานเซียนกำลังจะปรุงโอสถขั้นสี่แต่กลับจะใช้หม้อฝึกหัดมาตรฐานเช่นนี้ดูจะไม่เหมาะสมอยู่บ้าง
หม้อที่ดีย่อมเพิ่มโอกาสสำเร็จในการหลอมกลั่น
หม้อที่ไม่ดีก็จะลดโอกาสลงไปเช่นกัน
“ไม่เป็นไร...”ไป่ฟานเซียนไม่อยากจะเสียเวลาให้มันมากมายเกินไปนักพร้อมกันนั้นหวงจื่อหานที่หายออกไปสักพักก็กลับมาพร้อมกับวัตถุดิบและสมุนไพรหลายอย่างในมือ
เพราะวันนี้เป็นวันสัมมนามีด้านนอกนั่นมีร้านค้ามากมายที่ขายวัตถุดิบ นอกจากนี้ที่นี่ก็เป็นสมาคมโอสถถ้ามีสิ่งใดขาดเหลือก็เพียงบอกพวกเขาไป สมาคมก็พร้อมจะจัดเตรียมให้
ไป่ฟานเซียนกวาดสายตาเพื่อตรวจเช็คเมื่อเห็นว่าทุกอย่างเพียบพร้อมแล้วนางก็เดินไปยังกึ่งกลางเวทีเหล่าฝูงชนที่กำลังเฝ้ามองจึงเริ่มตื่นตัวและมุ่งความสนใจไปที่นางอีกครั้ง
“นั่นอะไรน่ะหม้อฝึกหัด?”
“ใช่แล้วสมัยฉันเป็นนักปรุงขั้นหนึ่งทำหม้อแบบนั้นระเบิดอยู่บ่อยๆ...”
“ท่านจักรพรรดินีจะใช้หม้อแบบนั้นปรุงโอสถระดับสี่จริงเหรอ?”
คนที่ถามคำถามสุดท้ายคือพี่ชายหยางเขามองไปบนเวทีพร้อมกับกลืนน้ำลายดังอึกถึงท่านจักรพรรดินีจะมีความรู้มากมายแค่ไหนแต่มันก็ไม่ใช่การการันตีว่านางจะมีความสามารถในการปรุงโอสถสูงส่งจริงๆ
“พวกเราต้องเชื่อในตัวท่านสิครับ!” คนที่แตะไหล่เขาคือนักปรุงมือใหม่ ถึงทั้งสองคนจะพึ่งเคยเจอหน้ากันจริงๆวันนี้แต่ก็ราวกับมีสายสัมพันธ์บางอย่างมาผูกพวกเขาเอาไว้ด้วยกันจึงทำให้ทั้งสองคนสนิทสนมกันเหมือนดั่งพี่น้องที่คลานตามกันมา
“นายพูดถูกเราต้องให้กำลังใจท่านจักรพรรดินี!”
ไป่ฟานเซียนที่กำลังยืนอยู่กลางเวทีสัมผัสได้ถึงการเคลื่อนไหวแปลกๆในหมู่ฝูงชนเมื่อนางหันไปสายตาของนางก็ไปสะดุดกึกเข้ากับป้ายไฟขนาดใหญ่ที่ถูกคนเกือบสิบคนช่วยกันถือเอาไว้อยู่
มันเป็นคำว่า ‘ท่านจักรพรรดินีโอสถ’ ตัวใหญ่เรืองแสงนอกจากนี้ด้านหลังชื่อของนางยังมีรูปหัวใจสีชมพูดวงใหญ่ที่กำลังกระพริบเป็นจังหวะวิบวับอยู่อีก
เจ้าพวกงี่เง่านั่นกำลังทำอะไรอีกแล้ว?
ไป่ฟานเซียนเลือกที่จะไม่สนใจนางไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่านางเริ่มจะมอง “เจ้าพวกงี่เง่า”พวกนี้เป็นคนของนางอยู่กลายๆไปแล้ว
นางเดินเข้ามาที่กลางเวทีวินาทีนั้นห้องประชุมกลายเป็นเงียบกริบ พวกเขาที่เป็นนักปรุงโอสถรู้ดีว่าการจะปรุงโอสถระดับสูงนั้นสมาธิเป็นสิ่งสำคัญขนาดไหนผู้ชมในห้องประชุมกำลังเฝ้ารอให้เจ้าหน้าที่ขึ้นไปติดตั้งเตาสำหรับจุดไฟ
เป็นขั้นตอนปกติการจะปรุงโอสถสิ่งที่ขาดไม่ได้นอกจากหม้อแล้วย่อมเป็นเตานักปรุงบางคนที่ถึงขนาดสั่งทำเตาแบบพิเศษขึ้นมาสำหรับตนเองโดยเฉพาะก็มีให้เห็นบ่อยๆ
แต่ไป่ฟานเซียนกลับทำสิ่งที่แตกต่างออกไป
ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะติดตั้งเตาให้ไป่ฟานเซียนกลับสะบัดมือขึ้นมาคราหนึ่ง
พรึ่บ!
เปลวไฟสีฟ้าใสลุกพรึ่บขึ้นมากลางอากาศ!
มันกำลังลอยอยู่เบื้องหน้าไป่ฟานเซียนประกายไฟสดใสลุกโชนราวกับกำลังเต้นระบำเหล่าผู้ชมที่อยู่ใกล้ๆสัมผัสได้ถึงความอุ่นที่แผ่ออกมาจากไฟกองเล็กนั่นได้อย่างชัดเจน
เจ้าหน้าที่ซึ่งกำลังยกเตาเข้ามาตาค้างแล้วแบบนี้เตาที่พวกเขาอุตส่าห์ยกมาตั้งไกลไม่กลายเป็นไร้ประโยชน์ไปหรือ?
ทันใดนั้นหม้อปรุงโอสถที่วางอยู่ก็ลอยขึ้นมาจากพื้นมันลอยไปอยู่เหนือเปลวไฟที่กำลังลุกอยู่ เพียงไม่กี่วินาทีที่หม้อสัมผัสกับเปลวไฟสีฟ้ามันก็สั่นสะท้านราวกับจะระเบิดออกมาได้ตลอดเวลา
“นะ...นั่นมันอย่าบอกนะว่า?”
“เพลิงปราณ! ต้องเป็น เพลิงปราณ แน่ๆ!”
“เปลวเพลิงความบริสุทธิ์สูงที่เหมาะกับการใช้ปรุงโอสถที่สุด...”
“ศาสตร์ลี้ลับของการใช้ไฟ! ตามข่าวลือมีเพียงท่านปรมาจารย์ลู่ชิงที่ใช้เพลิงปราณแบบนี้ได้!”
ระหว่างที่ผู้ชมกำลังโต้เถียงกันอยู่ เหล่าผู้อาวุโสของสมาคมโอสถก็จับจ้องไปที่เปลวไฟสีน้ำเงินนั้นอย่างไม่เชื่อสายตา
เป็นความจริงที่ปรมาจารย์ลู่ชิงก็สามารถใช้เพลิงปราณได้
แต่เพลิงปราณของปรมาจารย์ลู่ชิงนั้นเป็นสีแดงฉานทั้งยังไม่ให้ความรู้สึกที่รุนแรงและบริสุทธิ์เท่ากับเพลิงปราณสีฟ้าใสที่พวกเขาเห็นตรงหน้า!
นั่นไม่ได้หมายความว่าศาสตร์การใช้ไฟของนางเหนือล้ำกว่าปรมาจารย์ลู่ชิงไปแล้วหรือไง!?