แววตาของชีชีพลันเคร่งขรึมขึ้น“หลี่เฉิงเต๋อส่งพวกนายมางั้นเหรอ?”
“เหอะ ยัยหนูคนนี้หัวไวไม่เบานี่นา”
“ฉลาดแล้วจะมีประโยชน์อะไร? ดันไปกระตุกหนวดเสือเข้าก็ต้องดวงกุดแบบนี้แหละ”
“ไม่ต้องห่วงนะจ๊ะ เดี๋ยวพี่ชายจะเอ็นดูหนูให้ถึงใจรับรองว่าได้ขึ้น์จนลืมไม่ลงเลยล่ะ”
“ฮิ้ววววว!”
เสียงผิวปากดังระงมไปทั่วบริเวณชายสองคนยืนขวางทางข้างหน้า อีกสี่คนขยับล้อมเข้ามาจากด้านหลังกลุ่มคนพวกนี้พากันแสยะยิ้มหื่นกามดูน่ารังเกียจเป็ที่สุด
ชีชีที่เป็เพียงหญิงสาวบอบบางคนหนึ่งและไม่มีวิชาการต่อสู้ติดตัวเลยหากจะบอกว่าไม่กลัวก็คงเป็การโกหก
แต่เธอก็รู้ดีว่าจะปล่อยให้พวกมันทำสำเร็จไม่ได้เด็ดขาด
มิฉะนั้นชีวิตในชาตินี้ของเธอคงพังพินาศไม่เหลือชิ้นดี
เป็ครั้งแรกที่ชีชีรู้สึกว่าชีิเยว่ยังพอจะมีข้อดีอยู่บ้างเพราะหล่อนดันซุกซ่อนสเปรย์พริกไทยกับเครื่องช็อตไฟฟ้าแรงสูงเอาไว้ในพื้นที่มิติ
แม้จะมีอาวุธอยู่ในมือแต่การต้องรับมือแบบหนึ่งต่อหกนั้น ความยากก็ไม่ใช่ระดับธรรมดาเลย
ในขณะที่ชีชีกำลังครุ่นคิดว่าจะเริ่มจัดการจากใครก่อนดีชายคนหนึ่งก็เดินตรงเข้ามาหาเธอ
“เดี๋ยวพี่จะสาธิตให้ดูเป็ขวัญตา คอยดูให้ดีนะพวกแก”
“เ้าตง เบามือหน่อยนะ ผิวขาวๆ บางๆ แบบนั้น เดี๋ยวจะช้ำคามือซะก่อน”
“ฮ่าๆๆๆ!”
ท้องฟ้าเริ่มมืดลงแล้วรอยยิ้มเ้าเล่ห์ที่ผุดขึ้นตรงมุมปากของชีชีจึงถูกพรางไว้ภายใต้ความสลัวของยามค่ำคืน
และในจังหวะที่พวกมันกำลังย่ามใจจนถึงขีดสุดชีชีก็เริ่มลงมือทันที!
“อ๊ากกกก! ตาฉัน! ตาฉันนนน!”
เมื่อเห็น‘เ้าตง’ พลาดท่าคนที่เหลือก็พุ่งกรูเข้ามาพร้อมกันมีคนหนึ่งเงื้อหมัดหมายจะชกเข้าที่ใบหน้าของชีชี
ทว่าชีชีอาศัยร่างที่เล็กและปราดเปรียวกว่าโยกหลบหมัดนั้นได้อย่างง่ายดายก่อนจะชูสเปรย์พริกไทยขึ้นแล้วกระหน่ำฉีดใส่ไม่ยั้ง
“โอ๊ยยย! แสบ! แสบจะตายอยู่แล้ว!”
“อ๊ากกกก! อะไรวะเนี่ย? ตาฉันบอดแล้ว!”
แม้หัวใจดวงน้อยของชีชีจะเต้นระรัวจนแทบกระดอนออกมานอกอกแต่สมองของเธอกลับเยือกเย็นอย่างประหลาด
เธอใช้สเปรย์พริกไทยปิดกั้นการมองเห็นของพวกมันก่อนจากนั้นก็ควักเครื่องช็อตไฟฟ้าแรงสูงออกมา แล้วจ้วง... จ้วง... จ้วง...เข้าไปไม่ยั้งมือ!
กระแสไฟฟ้าทำให้พวกมันร้องโหยหวนเหมือนหมูถูกเชือดจนน้ำลายฟูมปาก
แต่นั่นยังไม่หายแค้นชีชีสะบัดมือเพียงแ่เบา เก็บจักรยานทั้งหกคันเข้าสู่พื้นที่มิติจนเกลี้ยง
ด้วยคติที่ว่า‘นกเป็ดน้ำบินผ่านยังต้องโดนถอนขน’ [*] (เป็สำนวนเปรียบเทียบถึงคนที่มีความละโมบหรือความตระหนี่ขั้นสุดหรือคนที่มีไหวพริบในการหาประโยชน์ไม่ยอมปล่อยโอกาสให้หลุดลอยไปโดยไม่ได้อะไรติดมือมาเลยแม้แต่อะไรเพียงเล็กน้อยก็ต้องเอา) เธอจึงลงมือค้นตัวพวกมันซ้ำอีกรอบ
น่าเสียดายที่เ้าหกคนนี้มันจนกรอบยอดเงินรวมกันทั้งหมดยังไม่ถึงสิบหยวนด้วยซ้ำ
ชีชีเบ้ปากอย่างนึกรังเกียจสุดท้ายเธอก็จัดการแก้ผ้าพวกมันออกจนเหลือเพียงกางเกงในตัวเดียว
เสื้อผ้าที่ผู้ชายพวกนี้เคยใส่ทั้งสกปรกและเหม็นสาบเธอไม่อยากเก็บมันเข้าพื้นที่มิติให้เสียบรรยากาศ
เธอจึงใช้ไม้พลองเขี่ยเสื้อผ้าเ่าั้ขึ้นมาเตรียมจะโยนทิ้งลงไปในทุ่งหญ้ารกชัฏข้างทาง
ทว่าพอเงยหน้าขึ้นร่างทั้งร่างก็พลันแข็งทื่อ “ลู่... ลู่เหย่?คุณมาั้แ่เมื่อไรคะ?”
คำว่า‘อับอายจนอยากมุดแผ่นดินหนี’ มันเป็แบบนี้นี่เองชีชีซึ้งแก่ใจแล้วในวินาทีนี้
ลู่เหย่เห็นภาพที่เธอสวมิญญาหญิงเถื่อนแก้ผ้าผู้ชายแบบนี้เขาจะคิดยังไง?เขาจะมองว่าเธอเป็ยัยผู้หญิงหื่นกามหรือเปล่า?
ฮืออออยากจะร้องไห้เหลือเกิน
“คุณกำลังทำอะไรอยู่?”
น้ำเสียงของลู่เหย่เย็นเยียบส่วนใบหน้าของเขาก็มืดครึ้มยิ่งกว่าท้องฟ้าตอนนี้เสียอีก
“พวกมันจะปล้นฉันค่ะ”
เดิมทีการทำเื่ชั่วร้ายแล้วถูกจับได้คาหนังคาเขาก็ทำให้รู้สึกผิดอยู่ในใจอยู่บ้าง
แต่พอมานึกถึงเหตุการณ์ระทึกขวัญที่เพิ่งเผชิญมาเมื่อครู่แล้วยังต้องมาโดนผู้ชายคนนี้ดุใส่อีก ความอัดอั้นตันใจก็พลุ่งพล่านขึ้นมาทันที
ขอบตาของเธอเริ่มแดงก่ำและน้ำเสียงที่เอ่ยออกมาก็เริ่มสั่นเครือคล้ายจะร้องไห้
หัวใจของลู่เหย่กระตุกวูบราวกับถูกไฟฟ้าช็อตมันสั่นไหวอย่างมีจังหวะด้วยความรู้สึกสงสาร
เขารำพึงในใจว่า‘นั่นไงล่ะ ชีชีของผมทั้งอ่อนหวานนุ่มนวลและจิตใจดีขนาดนี้จะไปทำเื่เลวร้ายแบบนั้นได้ยังไง? ทั้งหมดมันต้องเป็ความผิดของเ้าพวกนี้สิ’
ใช่...ต้องเป็ความผิดของพวกมันแน่นอน
“คุณไม่เป็ไรนะ? าเ็ตรงไหนหรือเปล่า?”
ลู่เหย่สาวเท้าเข้ามาหาชีชีอย่างรวดเร็วดึงตัวเธอมาสำรวจตรวจเช็กดูหน้าหลังจนแน่ใจว่าไม่เป็อะไรถึงค่อยเบาใจลงได้
“กลับบ้านกันเถอะ”
“ค่ะ”
ลู่เหย่ช่วยประคองจักรยานให้ชีชีทันใดนั้นเขาก็ชะงักไปครู่หนึ่ง
ชีชีใจหายวาบหรือเขาจะมาคิดบัญชีแค้นตอนนี้?
แต่แล้วเธอก็เห็นลู่เหย่หยิบเสื้อผ้าของพวกนั้นขึ้นมาแล้วเหวี่ยงมันทิ้งลงไปในส่วนลึกที่สุดของทุ่งหญ้าซึ่งเขาสามารถขว้างไปได้ไกลกว่าที่ชีชีทำไว้มากนัก
ชีชีต้องพยายามเม้มปากเพื่อกลั้นยิ้มในขณะที่จิตสำนึกตัวจิ๋วๆ ในใจเธอกำลังโบกแท่งไฟเชียร์สุดแรงเกิด‘ลู่เหย่หล่อมาก ลู่เหย่แมนสุดๆ ลู่เหย่ฉันรักคุณลู่เหย่ฉันอยากมีลูกกับคุณจังเลย!’
ลู่เหย่กังวลว่าทางมันมืดเกินไปและกลัวว่าชีชีจะขี่จักรยานไม่ปลอดภัยจึงให้เธอนั่งซ้อนท้ายจักรยานของเขา
เขามือหนึ่งบังคับแฮนด์รถอีกมือหนึ่งประคองจักรยานของชีชีเอาไว้แล้วตั้งใจปั่นมุ่งหน้ากลับไปยังเขตบ้านพักทหาร
ชีชีโอบกอดเอวสอบที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อของเขาไว้แน่นใบหน้าซบลงกับแผ่นหลังกว้างอันอบอุ่นความรู้สึกมั่นคงและปลอดภัยแผ่ซ่านไปทั่วหัวใจ
แต่ในใจเธอก็ครุ่นคิดว่าในโลกยุคสมัยที่วุ่นวายเช่นนี้ต่อให้เธอเป็เพียงผู้หญิงอ่อนแอที่หาเงินเลี้ยงตัวเองได้แต่ก็ยังต้องเผชิญกับอันตรายและแรงกดดันจากรอบด้าน
ฐานะ‘ภรรยาทหาร’ นี่แหละคือร่มไม้ใหญ่ที่จะช่วยคุ้มครองให้เธอใช้ชีวิตได้อย่างสงบสุข
เพราะฉะนั้นการหย่าร้างจะเกิดขึ้นไม่ได้เด็ดขาด เธอต้องคว้าผู้ชายคนนี้ไว้ให้มั่น
แต่ชีชีที่ใช้ชีวิตมาสองชาติภพกลับไม่เคยมีความรักเลยเธอไม่รู้เลยจริงๆ ว่าจะมัดใจผู้ชายได้อย่างไร
หรือว่า...ต้องมีลูกด้วยกันสักคน?
ทันทีที่ความคิดนี้แวบเข้ามาชีชีก็รีบตำหนิตัวเองในใจทันที
‘หล่อนเป็ผู้หญิงดีๆ นะั้แ่เมื่อไรกันที่ต้องลดตัวไปใช้ลูกมาผูกมัดผู้ชาย? โง่เง่าสิ้นดี!’
เมื่อทั้งคู่กลับถึงบ้านท้องฟ้าก็มืดสนิทไปแล้ว
ชีชีลงมือทำบะหมี่ง่ายๆสองชาม ซอยแตงกวาเป็เส้นๆ แล้วคลุกเคล้าด้วยน้ำพริกหมูสับที่เธอทำเตรียมไว้
ลู่เหย่จัดการบะหมี่หมดเกลี้ยงในไม่กี่คำเขากินไปถึงสามชามใหญ่ถึงจะหยุด
ชีชีเองก็หิวมากเช่นกันแต่กิริยาการกินของเธอเรียบร้อยกว่าเขามาก เธอค่อยๆ สูดเส้นเข้าปากทีละนิดจนซอสเปื้อนที่มุมปากดูมันวาวและน่ารักอย่างบอกไม่ถูก
ลูกกระเดือกของลู่เหย่ขยับขึ้นลงอย่างไม่อาจควบคุม
ชีชีเงยหน้ามองเขาท่าทางเหมือนมีบางอย่างอยากจะพูดแต่ก็ลังเล
เธออยากบอกลู่เหย่ว่าหลินเสี่ยวหรูไม่ใช่คนดี อย่าไปชอบหล่อนเลย
ทว่าความจริงเื่นี้บอกออกไปไม่ได้หากพูดออกไปลู่เหย่ก็คงไม่เชื่อและคงคิดว่าเธออิจฉาจนต้องมาคอยพูดยุแยงให้แตกแยกกัน
ท้ายที่สุดชีชีก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาเธอเดินหน้าโซ้ยบะหมี่ของเธอต่อไป
“เอ่อ... เมื่อตอนบ่ายผมติดประชุมตลอดเลย พอจบแล้วก็รีบไปรับคุณทันทีแต่ก็ยังช้าไปอยู่ดี”
ตลอดทางที่กลับมาลู่เหย่รู้สึกผิดอย่างมากที่ไม่ได้อยู่เคียงข้างในยามที่ภรรยาตกอยู่ในอันตราย
วันนี้โชคดีที่ไม่เป็อะไรแต่ถ้าเกิดเื่ร้ายขึ้นมาจริงๆ เขาคงไม่อาจให้อภัยตัวเองไปตลอดชีวิต
“อ๋อ ไม่เป็ไรค่ะ”
ชีชีรู้ว่าเขางานยุ่งจึงไม่ได้ติดใจเอาความ
แต่ตอนนี้ในสมองเธอมีแต่เื่ของหลินเสี่ยวหรูวนเวียนอยู่คำตอบที่ให้เขาไปจึงดูค่อนข้างเ็าและขอไปที
ลู่เหย่รู้สึกไม่สบายใจนักภรรยาโดนรังแกข้างนอกแบบนี้ เขาไม่มีทางปล่อยให้เื่นี้จบลงง่ายๆ แน่
“วันหลังอย่าไปในตัวตำบลคนเดียวอีกนะ มันไม่ปลอดภัย”
“แบบนั้นไม่ได้หรอกค่ะ ฉันยังมีเื่ต้องทำอีกเยอะเลย” ชีชีค้านขึ้นมาตามสัญชาตญาณ ก่อนจะกลอกตาไปมาแล้วเสนอขึ้นว่า “เอาอย่างนี้ไหมคะ คุณช่วยสอนหมัดมวยทหารให้ฉันหน่อยสิ ถ้าฉันเรียนเก่งแล้วฉันจะได้ปกป้องตัวเองได้ไงคะ”
“ได้สิ”
ลู่เหย่ปรายตามองแขนขาที่ดูบอบบางของเธอแล้วก็ไม่ได้หวังอะไรมากนัก
แต่เขาก็ไม่อยากทำลายความตั้งใจของเธอจึงพยักหน้าตอบตกลงไป
ดวงตาของชีชีพลันโค้งมนเป็รูปจันทร์เสี้ยวทันที“ฮิๆ คุณนี่ใจดีจังเลย”
ลู่เหย่ที่เพิ่งถูกประทับตราว่าเป็‘คนใจดี’ ถึงกับหน้าแดงซ่านขึ้นมาทันควัน
เช้าวันต่อมาชีชีตื่นแต่เช้าตรู่
เธอเริ่มเรียนหมัดมวยทหารกับลู่เหย่อย่างเป็ทางการ
ชีชีเป็คนที่มีทักษะการเรียนรู้รวดเร็วมากแค่เรียนไปสองสามรอบเธอก็จำท่าทางได้ขึ้นใจจนหมด
แววตาของลู่เหย่เต็มไปด้วยความชื่นชมเขาคิดไม่ถึงเลยว่าภรรยาตัวน้อยที่ดูนุ่มนิ่มของเขาจะเป็อัจฉริยะด้านการต่อสู้ขนาดนี้
เนื่องจากพละกำลังระหว่างชายหญิงนั้นต่างกันมากลู่เหย่จึงตัดท่าทางที่ดูสวยงามแต่กินแรงทิ้งไปจนหมด แล้วสอนเพียง‘ท่าไม้ตาย’ ที่เน้นจัดการในทีเดียว
เพื่อให้มั่นใจว่าเวลาเธอเจออันตรายเธอจะสามารถเอาตัวรอดออกมาได้
ทว่าการฝึกวิชามันเป็งานที่ใช้แรงมหาศาลจริงๆ
พอลู่เหย่ออกไปทำงานชีชีก็แทบจะสิ้นฤทธิ์ นอนแผ่หลาอยู่บนเตียงจนขยับตัวไม่ได้
เธอต้องดื่มน้ำพุิญญาไปหลายแก้วถึงจะเริ่มมีเรี่ยวแรงกลับคืนมา
“สหายเสี่ยวชีอยู่บ้านไหม? มีคนมาหาที่หน้าประตูแน่ะ”
เสียงะโอันทรงพลังของพี่สะใภ้หลี่ดังแว่วมาจนได้ยินกันไปทั้งเขตบ้านพัก
ชีชีรู้สึกฉงนใจนักเธอเพิ่งมาอยู่ที่นี่จะไปรู้จักใครที่ไหนกัน?
“พี่สะใภ้หลี่คะ ใครมาหาฉันเหรอคะ?”
“พี่สาวของเธอน่ะ... ชีิเยว่”