บทที่ 161 จักรวาลใต้การควบคุมของชิวเหวินเจี้ยน
จักรวาลที่หนิง หลี่เฟิงโจวชิงเหอดูแลนั้นมีนามว่า ซูหยิง คล้ายกับชื่อตระกูลของเหล่าเทพมารทว่าไม่ได้เพราะเชิดชูเกียรติแก่เผ่านั้นยิ่งใหญ่กว่าเผ่าพันธุ์ทั้งเจ็ดที่มีอยู่
ในตำนานเล่าว่าจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ตกหลุมรักใครจากเผ่ามารและนางสิ้นชีวิตไปด้วยเหตุการณ์ใดก็มิอาจล่วงรู้ได้ หลังจากนั้นแล้วยามที่เฝ้ามองจักรวาลนี้ หนิง หลี่เฟิงโจวชิงเหอจึงอดที่จะคิดถึงนางผู้นั้นไม่ได้ นั่นทำให้เขาตั้งชื่อจักรวาลนั้นว่าซูหยิง ไม่รู้ว่าใช่ชื่อนางหรือไม่เพราะไม่มีใครล่วงรู้และหยั่งถึงใจของเขาได้ เป็นบุคคลที่ไร้ความรู้สึก จึงยากจะเชื่อได้ว่าจะรักใครคนหนึ่งถึงขนาดตั้งชื่อให้เหมือนนาง
จักรวาลซูหยิงมีดวงดาวอยู่มากมาย หลากหลายสิ่งมีชีวิตอยู่ภายใน ในเอกภพอันมีจำนวนไม่สิ้นสุด จักรวาลนี้เป็นจักรวาลที่รวบรวมเผ่าพันธุ์ไว้ได้ไม่น้อยเลย ดวงดาวดวงโตที่โคจรเชื่องช้านั้นเป็นที่อยู่ของเจ็ดเผ่าพันธุ์อันเรียกได้ว่าบุกเบิกยุคสมัย
มิติและช่องว่างมากมายนับร้อยนับพันอยู่รายรอบ บ้างว่าเกิดขึ้นเองจากสิ่งที่อยู่เหนือการควบคุม บ้างว่าเป็นเพราะพลังเวทย์ของผู้มีขั้นพลังในดวงดาวดวงใหญ่ หนิง หลี่เฟิงโจวชิงเหอไม่ได้ให้นาม ทุกคนจึงเรียกที่นั่นว่าดาวไร้นาม
ดาวนั้นแบ่งอาณาเขตกว้างใหญ่ กินพื้นที่มากกว่าโลกหลายสิบเท่าตัว เจ็ดเผ่าพันธุ์อยู่ที่นั่น เผ่ามนุษย์ เผ่าเอลฟ์ เผ่ามาร เผ่าคนแคระ เผ่ามนุษย์สัตว์ เผ่าครึ่งมังกรและสุดท้าย จุดสูงสุดของสิ่งมีชีวิต เผ่าวิญญาณสวรรค์
ทุกคนแยกกันอยู่ในตอนแรกจนสุดท้ายเริ่มติดต่อกันและทำการค้าเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ทั้งในทางดีหรือไม่ดีเพื่อการดำรงอยู่ของเผ่านพันธุ์ตนเอง
หนิง หลี่เฟิงโจวชิงเหอเป็นมนุษย์ที่เกินขั้นกว่าจะเป็นเผ่ามนุษย์ บรรลุพลังถึงขั้นศักดิ์สิทธิ์หรือมากกว่านั้นด้วยซ้ำไป มีเผ่าอื่นด้วยที่เป็นแบบนั้น พวกเขาจึงไม่เรียกตัวเองว่าเผ่ามารหรือคนแคระแต่จะกลายเป็นวิญญารสวรรค์ เมื่อกลายเป็นผู้แข็งแกร่งแล้วพวกเขาก็ย้ายเขาไปยังมิติที่ห่างไกล อยู่รวมกันร่วมทำข้อตกลงและช่วยกันดูแลดาวไร้นาม
ส่วนใหญ่แล้วพวกเขาจึงเป็นคนใหญ่คนโตในดินแดนของตนเอง หรือไม่ก็เป็นที่ปรึกษาของผู้ดูแลดินแดนแห่งนั้นและหนิง หลี่เฟิงโจวชิงเหอก็เป็นคนที่มีพลังสูงสุดในหมู่เหล่าผู้มีพลังเกินขั้นนั้นอีกทีหนึ่ง
ในตอนนั้นหนิง หลี่เฟิงโจวชิงเหอครอบครองดาบไว้เล่มหนึ่ง เป็นดาบไร้สีและไม่มีผู้ใดเคยเห็น ในตำนานกล่าวไว้เช่นนั้น เพราระดับที่มากเกินไปสุดท้ายแล้วเผ่าวิญญาณสวรรค์จึงออกเสียงกัน หวังให้หนึ่งคนที่ไว้ใจได้ปกป้องรักษามันไว้ในสุด ชั้นลึกของปราสาทสีทองดาบนั้นถูกปกปักรักษาเอาไว้ ให้
เฟยเฟย เป็นเผ่าวิญญาณสวรรค์ที่พัฒนาตนเองมาจากเผ่ามนุษย์สัตว์ ชายหนุ่มกลายเป็นคนดูแลรักษาดาบ เขามักจะพกดาบของหนิง หลี่เฟิงโจวชิงเหอไปด้วยทุกที่ เก็บมันไว้กับตัวราวกับเป็นของมีค่า ดั่งชีวิตของเขา หน้าที่ของเฟยเฟยจึงไม่เคยขาดตกบกพร่องเลยสักครั้ง
ทว่าชายหนุ่มความจำแสนสั้นและยังชอบกลับไปที่ดินแดนของตน ครั้งหนึ่งเฟยเฟยทำดาบที่ให้ดูแลร่วงหล่นสู่พิภพ ความวุ่นวายไม่ได้ก่อเกิดขึ้นในตอนนั้น เฟยเฟยจึงคาดคิดเอาเองว่าไม่เป็นไร เฟยเฟหยสร้างดาบปลอมขึ้นมากลบเกลื่อนความผิดของตนเอาไว้ในระหว่างนั้นก็เที่ยวตระเวนไปทั่วเพื่อตามหาดาบคืน
ความรู้ถึงหนิง หลี่เฟิงโจวชิงเหอเมื่อเขาต้องการดาบเพื่อจัดการอะไรบางอย่าง จักรพรรดิไม่ได้โกรธเขา แต่ทว่าเผ่าสวรรค์คนอื่นๆ ไม่พอใจนัก เสียงข้างมากย่อมมีชัยไปกว่าครึ่ง หนิง หลี่เฟิงโจวชิงเหอมิได้ออกปากอันใดยามเมื่อทุกคนลงโทษสาปให้เฟยเฟยเสียพลังไปทั้งหมด แม้จักรพรรดิอยากจะค้านเอาไว้ก็ทำไม่ได้ แต่ด้วยพลังของเฟยเฟย คุณงามความดีของเขาทั้งหมดทำให้ไม่ตกตาย
ไม่มีใครได้ข่าวคราวเฟยเฟยอีก กล่าวอ้างกันว่าเป็นเทพตกสวรรค์บ้าง ถูกเคารพบูชาแม้จะหายไป เชื่อกันว่าเผ่าวิญญาณสวรรค์นามเฟยเฟยนั้นเป็นอมตะจะไม่ตกตายเมื่อถูกโจมตีด้วยพลังรูปแบบได้ก็ตามเเต่เพียงแค่ทรมานหากทว่าไม่สามารถหลุดพ้นได้
เป็นเพราะความสะเพร่าจนทำให้ดาบสูญหาย เกิดเป็นสงครามนองเลือดระหว่างเผ่ามารด้วยกันเอง... จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อยู่ในเหตุการณ์นั้น เขาจึงพบกับดาบที่หายไปหลังจากที่ตนกลับมาเกิดใหม่---การฉีกกระชากของมิตินั้นเกิดความผันผวนขึ้นวูบหนึ่ง ทั่วดวงดาวหากแม้ไม่มีพลังถึงขั้นก็สามารถรับรู้ความรู้สึกประหลาดที่เกิดขึ้นได้ ดินแดนของเอลฟ์สั่นสะเทือนไปชั่วครู่ก่อนที่ไฟจากดอกไม้แสงจะพลันวูบลง ทุกคนตื่นตระหนกตระเตรียมอาวุธและป่าวร้องว่าเกิดภัย ทว่าไม่นานทุกอย่างก็กลับสู่เหตุการณ์ปกติ
เอลฟ์สำรวจตรวจตราพื้นที่ทั่วดินแดนไม่พบสิ่งใดเลยคาดว่าคงเป็นเรื่องไม่สำคัญนักและอย่าได้ตื่นตระหนกไป
ดินแดนเอลฟ์เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าดินแดนเทพพงไพร เป็นป่ากว้างใหญ่ไพศาลกินอาณาบริเวณแทบทั้งหมด พวกเอลฟ์อาศัยอยู่ในต้นไม้ ไม่บุกทำลายและรื้อถอนต้นกำเนิดเดิมของตนเอง พวกเขาเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน กล่าวกันว่าเทพพงไพรนั้นแฝงตัวอยู่ในเหล่าเอลฟ์ นานทีจะเกิดขึ้นสักตนหนึ่ง เชื่อกันว่าช่วยปกปักรักษาป้องกันภัยที่จะเกิดขึ้น
แต่นี่ก็หลายร้อยพันปีมาแล้ว ไม่มีภัยใดจะทำอันตรายดินแดนเอลฟ์ได้ พวกเอลฟ์มีพลังในการรักษาและเชื่อมต่อกับธรรมชาติ ทุกสิ่งอย่างของป่าก็เหมือนเป็นทุกอย่างของเอลฟ์ พวกเขาไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดแม้จะติดต่อกับทุกเผ่าก็ตาม
เทพมารใช้พลังของชิวเหวินเจี้ยนกระชากมิติให้เปิดออก พยายามเฟ้นหาดวงดาวที่อยู่ห่างไกลออกไปจนสุดท้าก็พาร่างของเขามายังดินแดนที่ชายหนุ่มต้องการได้
ช่องว่างสีดำถูกเปิดออกบนท้องนภากว้างใหญ่เพียงชั่วเสี้ยววินาทีนั้นก่อนที่ร่างของชายหนุ่มจะร่วงหล่นลงสู่พื้น ร่างของเขาไม่ได้กระแทกพื้นจนตายเพราะมีแสงสดำประหลาดก่อขึ้นด้านล่างคล้ายกับจะรองรับร่างกายเขาเอาไว้
ชิวเหวินเจี้ยนไม่ได้รับบาดเจ็บระหว่างการกลับมายังดาวไร้นาม ส่วนแขนที่เสียไปแล้วไม่อาจได้คืน เพราะเวลาผันผ่านไปไม่น้อยกว่าสามวันเลือดจึงพอหยุดไหลบ้างแล้วและพลังในกายเขาเองก็ฟื้นฟูได้
เทพมารอยู่ในร่างกายของชิวเหวินเจี้ยน แต่เทพผู้ทำลายล้างไม่มีพลังรักษา ชิวเหวินเจี้ยนมีพลังนั้นแต่ก็ใช่ว่าจะงอกแขนให้กลับมาได้ ชายหนุ่มค่อยๆ ลืมตาขึ้น รู้สึกเหมือนหมดสติไปไม่ถึงวินาทีทว่าผ่านมาแล้วสามวัน
เขายันกายขึ้นก่อนจะหันมองรอบกาย ทิวทัศน์เปลี่ยนไปแล้ว ภาพทุ่งหญ้าถูกแทนที่ด้วยป่าเขียวแน่นขนัด ชายหนุ่มแหงนมองบนฟ้าไม่เห็นช่องว่างมิติที่เทพมารกล่าวว่าฉีกกระชากมาแม้แต่น้อย
ตรงที่เขาตกลงมาเป็นพื้นที่โล่งกลางป่า ส่วนนอกนั้นมีแต่ต้นไม้และเถาวลัย์แปลกตาเต็มไปหมด ชิวเหวินเจี้ยนสังเกตดู เห็นว่าหญ้าและต้นไม้ที่นี่สามารถนำไปทำยาได้และแม้จะไร้ดวงตามังกรเขาก็รู้ได้ว่ามีพลังเจือจางอยู่ในต้นไม้ทุกต้น
ที่นี่เป็นดินแดนเทพพงไพรอย่างไม่ต้องสงสัย...
ชิวเหวินเจี้ยนค่อยๆ ฝืนตัวเองลุกขึ้น เขาหันไปมองแขนซ้ายของตนที่ขาดวิ่น เพื่อการกลับมาที่ดาวแห่งนี้เขาต้องเสียสละแขนไปหนึ่งข้าง ความเจ็บปวดยังคงอยู่เพียงแต่เขาเลือกที่จะไม่แสดงมันออกมา ตอนนี้เขายังไม่สามารถใช้วิชาระดับสวรรค์เทียบเท่าซูเหยียนตอนรักษาได้
ที่ทำได้มีเพียงเค้นพลังเวทย์ให้ไปไหลรวมที่ปลายแผลจนมันปิดสนิทเท่านั้น
"ข้าจะไปตามหาลี่เฟย" ชิวเหวินเจี้ยนบอกกับเทพมารที่ตอนนี้เปรียบเสมือนเป็นสหายร่วมเดินทางกับเขา เทพมารนิ่งไป
'สภาพนี้น่ะหรือ' เขาถามย้ำ นั่นทำให้ชายหนุ่มมองสำรวจตนเองก่อนจะถอนลมหายใจ ชิวเหวินเจี้ยนทิ้งตัวลงนั่งข้างต้นไม้ใหญ่
"เห็นทีจะไม่ได้"