บันทึกราชันย์เทพอสูร

    เล่มที่ 1 โลกเยาหลิง โลกแห่งจิตอสูร บทที่ 15 ชี้แนะ

            ขณะที่เนี่ยหลีกำลังคุยอยู่กับเพื่อนในกลุ่มสายตาก็พลันเหลือบไปยังทิศทางห่างออกไป บริเวณชั้นหนังสือแถวหนึ่งเงาร่างงดงามกำลังถือหนังสือเล่มหนาก้มหน้าอ่าน เรือนผมสีม่วงราวกับม่านน้ำตกปอยผมเล็กๆ มัดด้วยไหมม่วงระอยู่สองข้างหู ยิ่งเสริมให้ดูน่ารักขึ้น


            แสงอาทิตย์ยามเย็นส่องต้องซีกแก้มชวนมอง ยิ่งดูงดงามสะกดใจผู้คน

            เนี่ยหลีมองจนใจเต้นระทึก ชั่วแวบเดียว ความทรงจำมากมายผุดขึ้นมาในใจในทะเลทรายไร้ที่สิ้นสุดแห่งนั้นต่างหลบหนีจากสัตว์อสูรนับไม่ถ้วนในทะเลทรายไปด้วยกัน ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่เฉียดตายเนี่ยหลีสามารถช่วยผู้คนให้รอดชีวิตได้นับครั้งไม่ถ้วนด้วยสัญชาตญาณอันฉับไวต่ออันตรายทั้งหลายของเขาและค่อยๆ เข้าใจกันและกันมากขึ้น

            แม้ฝีมือยุทธ์ของเนี่ยหลีจะอ่อนด้อยกว่ามากเทียบกับเยี่ยจื่ออวิ๋นก็ห่างกันราวฟ้ากับดิน แต่สองคนก็ยังเดินมาบรรจบกันได้ในที่สุด

            คืนนั้น เนี่ยหลีสัมผัสแผ่นหลังนุ่มลื่นของเยี่ยจื่ออวิ๋นไม่อาจอดกลั้นความรักอันลึกซึ้งเร่าร้อนที่มีต่อนางได้อีกเยี่ยจื่ออวิ๋นใต้แสงจันท์ดูงามพร้อมราวกับรูปสลักเสลาของเทพธิดานางหนึ่งใบหน้าขวยเขินอ่อนไหว เรือนร่างโค้งเว้าได้รูป ท่อนแขนนุ่มลื่นงดงามราวหยกทรวงอกอวบอิ่มชูชัน...ภาพฉากชวนคลั่งไคล้เหล่านั้นประทับแน่นอยู่ในหัวใจของเนี่ยหลี

            เนี่ยหลีเวลานั้นไม่เคยคิดฝันว่าสตรีงดงามดังเทพธิดาเช่นเยี่ยจื่ออวิ๋นจะชอบเขา

            ต่อมา เพื่อปกป้องเขาและผู้รอดชีวิตคนอื่นๆเยี่ยจื่ออวิ๋นจึงตายในระหว่างที่พวกเขาหลบหนี เห็นภาพฉากนั้นหัวใจของเนี่ยหลีรู้สึกราวกับถูกมีดกรีด ความเจ็บปวดเจียนจะขาดใจเช่นนั้นยังคงตรึงอยู่ในความทรงจำหากมิใช่เพื่อทำตามความปรารถนาสุดท้ายของเยี่ยจื่ออวิ๋นที่ต้องการปกป้องคนในครอบครัวของนางให้ปลอดภัยเนี่ยหลีในเวลานั้นคงขอตายตามนางไปแล้ว

            “หากมิใช่เพราะบันทึกจิตอสูรแห่งกาลเวลา ข้าคงไม่ได้กลับมาเกิดใหม่ไม่อาจพบนางได้อีกครั้งอย่างแน่นอน!

            เนี่ยหลีสูดลมหายใจลึก สงบความรู้สึกตื่นเต้นในใจลงเขามักมองหาโอกาสที่จะได้เข้าใกล้เยี่ยจื่ออวิ๋น แต่ก็ไม่อยากรบกวนนางอย่างไรก็ตาม สัญญาหมั้นหมายระหว่างนางและเสิ่นเยวี่ยยังไม่ถูกกำหนดเวลานี้เนี่ยหลีจึงต้องรีบพัฒนาพลังของตน

            มีแต่พลังเท่านั้น เขาจึงจะสามารถขัดขวางตระกูลเสินเซิ่งได้จึงสามารถชิงเยี่ยจื่ออวิ๋นมาจากมือของเสิ่นเยวี่ยได้

            “พวกเจ้าขึ้นไปก่อน ข้ายังมีเรื่องต้องทำ!” เนี่ยหลีหันไปมองตู้เจ๋อลู่เพียว และเพื่อนอีกสามคนขณะพูด

            ตู้เจ๋อกับลู่เพียวมองตามสายตาของเนี่ยหลีซึ่งทอดไกลออกไปแม่นางน้อยผู้งดงามซึ่งกำลังถือหนังสือโบราณและก้มหน้าอ่านอยู่เงียบๆราวกับนางฟ้ายามพลบค่ำ ช่างงดงามหมดจดนักนางดูบริสุทธิ์ผุดผ่องอยู่ในชุดผ้าไหมสีขาว กิริยางดงาม เอนกายพิงชั้นหนังสือท่วงท่าสง่างามมีเมตตา สงบเสงี่ยมภูมิฐาน ราวกับบัวดอกหนึ่งที่กำลังชูก้านพ้นน้ำ ดูศักดิ์สิทธิ์และสูงส่งจนผู้คนไม่กล้าเข้าใกล้พวกเขารู้ทันทีว่าเนี่ยหลีกำลังคิดจะทำสิ่งใด

            ของสวยของงาม ทุกคนย่อมต้องชื่นชอบ ทว่าต่อหน้าเยี่ยจื่ออวิ๋นพวกเขาต่ำต้อยกว่านัก แม้แต่ความกล้าที่จะเข้าไปพูดคุยด้วยก็ยังไม่มี

            เนี่ยหลีเดินตรงเข้าไปหาเยี่ยจื่ออวิ๋น

            “ข้าพนันว่าเนี่ยหลีจะต้องถูกไล่ตะเพิดกลับมาภายในเวลาหนึ่งเค่อ* บุปผางามที่สุดในชั้นจะต้องไม่สนใจมันอย่างแน่นอน!” ลู่เพียวยิ้มแย้มเชื่อมั่นในคำพูด

            “หวังว่าเนี่ยหลีจะไม่โดนตบแรงเกินไปนัก” ตู้เจ๋อพึมพำอยู่ข้างๆ

            พวกเขาซ่อนตัวอยู่ที่มุมหนึ่ง มีความรู้สึกชั่วร้ายนิดๆผสมความสนใจว่าเนี่ยหลีจะถูกบุปผางามตบจนจมูกบวมหรือไม่ บุปผางามมิใช่จะเข้าใกล้ได้ง่ายๆกระทั่งเสิ่นเยวี่ยอยากใกล้ชิดกับเยี่ยจื่ออวิ๋นก็ยังล้มเหลวไม่รู้กี่ครั้ง

            เยี่ยจื่ออวิ๋นกำลังยืนอ่านหนังสือเงียบๆ อยู่ใต้แสงยามพลบค่ำภาพฉากอันงดงามเช่นนี้ทำให้เนี่ยหลีไม่อยากทำลายเอาเสียเลย

            เนี่ยหลีต้องแปลกใจเมื่อพบว่าหนังสือที่เยี่ยจื่ออวิ๋นกำลังพลิกอ่านที่แท้คือหนังสืออัคคีสายฟ้าศักดิ์สิทธิ์

            เยี่ยจื่ออวิ๋นทางหนึ่งพลิกหน้ากระดาษ ทางหนึ่งก็ขมวดคิ้วมุ่นนางค่อนข้างชอบที่จะเป็นที่หนึ่ง ทั้งขยันหมั่นเพียรยิ่งนัก ไม่ว่าจะเป็นพรสวรรค์การฝึกยุทธ์ หรือกระทั่งความรู้ ทั้งหมดล้วนห่างชั้นกว่าคนทั่วไปในใจของนางยังมีความภาคภูมิใจอยู่ไม่น้อยทว่านางกลับพบว่าช่องว่างระหว่างตนกับเนี่ยหลีนั้นช่างกว้างนัก

            สิ่งที่บันทึกอยู่ในหนังสืออัคคีสายฟ้าศักดิ์สิทธิ์นี้ลึกซึ้งเกินไป!

            บทแรกมีคำแปลยังนับว่าพอได้ ทว่าตั้งแต่บทที่สองเป็นต้นไปล้วนเป็นภาษาในยุคอาณาจักรวายุเหมันต์ นางไม่เข้าใจมันแม้แต่น้อย!

            ในแง่ความรู้ เยี่ยจื่ออวิ๋นนับเป็นผู้นำคนหนึ่งในหมู่คนรุ่นเดียวกันแต่หากนางแอบเปรียบเทียบตนกับเนี่ยหลีซึ่งเป็นผู้มาเกิดใหม่อยู่ในใจนั่นก็นับว่าเทียบผิดคนเสียแล้ว

            เห็นเยี่ยจื่ออวิ๋นกำลังถือหนังสืออัคคีสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์พลิกไปพลิกมาอยู่ด้วย เนี่ยหลีมีความเข้าใจเยี่ยจื่ออวิ๋นเป็นอย่างดีจึงเดาความในใจของเยี่ยจื่ออวิ๋นได้ถูกอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาและเดินไปถึงข้างกายเยี่ยจื่ออวิ๋น เอ่ยล้อขึ้น “เป็นอย่างไรบ้าง เพื่อนนักเรียนเยี่ยจื่ออวิ๋นก็สนใจหนังสืออัคคีสายฟ้าศักดิ์สิทธิ์เช่นกันหรือ?”

            เยี่ยจื่ออวิ๋นตื่นจากความครุ่นคิดที่จมจ่อมอยู่และเห็นเนี่ยหลีสีหน้าแสดงความประหลาดใจเล็กน้อย นางคิดไม่ถึงว่าจะได้พบเนี่ยหลีที่นี่ ครั้นพอคิดเดาว่าเนี่ยหลีคงมาอ่านหนังสือที่นี่ไม่เช่นนั้นจะมีความรู้มากมายถึงเพียงนี้ได้อย่างไร?

            “หนังสือเล่มนี้ลึกซึ้งเกินไป ข้าอ่านๆ ดูแล้วพบว่าหลายอย่างในนี้ไม่อาจเข้าใจได้!”เยี่ยจื่ออวิ๋นปิดหนังสืออัคคีสายฟ้าศักดิ์สิทธิ์ลงกล่าวด้วยท่วงท่าอ่อนช้อย รักษาระยะห่างระหว่างตนกับเนี่ยหลีอย่างสุภาพ

            เยี่ยจื่ออวิ๋นเรือนร่างสูงระหง สวมชุดสีขาว กลิ่นกายคล้ายดอกกล้วยไม้แม้อยู่ห่างกันหลายก้าวก็ยังได้กลิ่นหอมอ่อนๆ จากร่างกายของนางเนี่ยหลีรู้ว่านี่เป็นกลิ่นพิเศษเฉพาะจากร่างกายนาง เปี่ยมเสน่ห์น่าหลงใหลกลิ่นหอมนี้ช่างแสนคุ้นเคย เป็นกลิ่นที่ตราตรึงอยู่ในความทรงจำ

            “หนังสืออัคคีสายฟ้าศักดิ์สิทธิ์เล่มนี้เขียนขึ้นด้วยภาษาในยุคอาณาจักรวายุเหมันต์ ภาษาในยุคอาณาจักรวายุเหมันต์ค่อนข้างเข้าใจยากแต่หากเจ้าศึกษาภาษาในยุคอาณาจักรเฮยจินเสียก่อน ก็จะง่ายต่อการเข้าใจกว่าและช่วยให้สามารถอ่านภาษาในยุคอาณาจักรวายุเหมันต์ได้ง่ายขึ้น” เนี่ยหลียิ้มแย้มพูด

            “ภาษาในยุคอาณาจักรเฮยจิน?” เยี่ยจื่ออวิ๋นทบทวนความทรงจำอย่างตั้งใจก่อนยุคมืดมีอีกสามยุคที่ได้รับการบันทึกไว้อย่างสมบูรณ์ที่สุด ตั้งชื่อตามอาณาจักรที่แข็งแกร่งที่สุดในยุคนั้นๆได้แต่ยุคอาณาจักรจิตศักดิ์สิทธิ์เซิ่งหลิง ยุคอาณาจักรวายุเหมันต์ฟิงเสวี่ยและยุคอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์เสินเซิ่งอาณาจักรเฮยจินเป็นอาณาจักรที่ค่อนข้างใหญ่ในช่วงยุคอาณาจักรวายุเหมันต์เฟิงเสวี่ย

            เนี่ยหลีรู้เรื่องราวต่างๆ มากมายเสียจริง ทั้งยังมีความรู้กว้างขวางยิ่งเยี่ยจื่ออวิ๋นอดที่จะยอมรับไม่ได้

            “อย่างไรก็ตาม การศึกษาภาษาในยุคๆ หนึ่งเพื่อให้เข้าใจหนังสืออัคคีสายฟ้าศักดิ์สิทธิ์นับว่าไม่จำเป็นและด้วยร่างกายของเจ้า ไม่เหมาะที่จะศึกษาแนววิชาอัคคีสายฟ้า” สีหน้าของเนี่ยหลีสงบนิ่งต่อหน้าเยี่ยจื่ออวิ๋นกลับไม่มีลักษณะตื่นเต้นตัวแข็งเหมือนเด็กหนุ่มพวกนั้นแม้แต่น้อย

            ไม่ว่าอย่างไร เนี่ยหลีรู้จักเยี่ยจื่ออวิ๋นดีเกินไปเข้าใจลึกลงไปถึงกระดูก

            “หา? แล้วเคล็ดวิชาแบบไหนจึงจะเหมาะสมกับข้าเล่า?”เยี่ยจื่ออวิ๋นประเมินเด็กหนุ่มตรงหน้าความรู้ของเนี่ยหลีทำให้นางรู้สึกหดหู่เศร้าใจอยู่บ้าง

            “หากข้าเดาไม่ผิดในครอบครัวของเจ้าคงเคยมีคนใช้พลังวิญญาณทดสอบร่างกายของเจ้ามาแล้วขณะนี้เจ้าฝึกเคล็ดวิชาวายุเหมันต์ ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่าเคล็ดวิชาวายุเหมันต์จะเป็นเคล็ดวิชาที่เหมาะสมกับร่างกายของเจ้าที่สุด!”เนี่ยหลียิ้มบางพูด

            สองตาของเยี่ยจื่ออวิ๋นเบิกกว้าง จ้องมองเนี่ยหลีด้วยความตกใจเนี่ยหลีที่แท้เดาได้ถูกท่านปู่ของนางเคยใช้พลังวิญญาณเพื่อทดสอบร่างกายของนางจริงๆทว่ามันเป็นเคล็ดลับซึ่งไม่เคยถ่ายทอดให้ผู้ใดล่วงรู้ มันต้องใช้พลังวิญญาณมากมายเพื่อการทดสอบเหตุใดเนี่ยหลีจึงรู้ได้?

            เห็นสีหน้าของเยี่ยจื่ออวิ๋น เนี่ยหลีรู้ว่าเขาเดาได้ถูกแปดเก้าส่วนจึงยิ้มพูด “แม้ทางบ้านเจ้าเคยทดสอบร่างกายของเจ้ามาแล้วแต่จะต้องไม่พบรูปร่างของอาณาเขตวิญญาณของเจ้าอย่างแน่นอนดังนั้นเคล็ดวิชาที่เขาเลือกให้เจ้าฝึกจึงอาจมิใช่เคล็ดวิชาที่เหมาะสมกับเจ้าที่สุด”

            “รูปร่างของอาณาเขตวิญญาณหรือ?” เยี่ยจื่ออวิ๋นสองคิ้วขมวดมุ่นนางไม่เคยได้ยินศัพท์คำนี้มาก่อน

            “เจ้าจะยอมเสียเวลาสักหน่อยให้ข้าได้ตรวจสอบรูปร่างอาณาเขตวิญญาณของเจ้าหรือไม่?” เนี่ยหลีพูดกับเยี่ยจื่ออวิ๋น

            เยี่ยจื่ออวิ๋นเงยหน้าขึ้นมองเนี่ยหลีนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก็รีบส่ายหัวพูด “ไม่จำเป็น!” นางยังคงรักษาระยะห่างกับเนี่ยหลีหากเนี่ยหลีใช้วิธีการเดียวกันกับท่านปู่ ย่อมหลีกไม่พ้นที่จะต้องสัมผัสร่างกายกันเยี่ยจื่ออวิ๋นยังค่อนข้างระมัดระวังตัวกับเนี่ยหลี

            ราวกับคาดเดาได้ว่าเยี่ยจื่ออวิ๋นกำลังครุ่นคิดถึงสิ่งใดอยู่ เนี่ยหลียิ้มเขารู้ว่าเยี่ยจื่ออวิ๋นคิดมากถึงเรื่องอะไรจึงพูด “อันที่จริงวิธีทดสอบนั้นเรียบง่ายยิ่ง เมื่อเจ้ากลับไปหาผลึกวิญญาณที่ยังไม่เคยถูกผู้อื่นใช้มาก่อนเอาไว้สักอันหนึ่ง จากนั้นถ่ายเทพลังวิญญาณลงไปในผลึกวิญญาณนั้นเพียงสังเกตเล็กน้อยข้าก็สามารถบอกเจ้าได้แล้วว่ารูปร่างของอาณาเขตวิญญาณของเจ้าเป็นอย่างไร”

            “หา? มันง่ายปานนั้นเชียวหรือ?” เยี่ยจื่ออวิ๋นชำเลืองมองเนี่ยหลีเป็นเชิงขอโทษดูเหมือนนางจะเข้าใจเนี่ยหลีผิดไป ผลึกวิญญาณอันหนึ่งก็มิได้แพงอะไร

            “หากเจ้าอยากให้ข้าช่วยทดสอบรูปร่างของอาณาเขตวิญญาณให้พรุ่งนี้เวลานี้ก็มาหาข้าได้ที่นี่” เนี่ยหลีกล่าวจบก็หมุนตัวจากไป

            เยี่ยจื่ออวิ๋นจ้องมองเนี่ยหลีด้วยความอัศจรรย์ใจหากมีเด็กหนุ่มมาชวนนางสนทนา ต่างอดไม่ได้ที่จะขอคุยด้วยนานอีกสักหน่อยเนี่ยหลีกลับเป็นข้อยกเว้น ที่แท้เนี่ยหลีเป็นคนอย่างไรกันแน่? นางพบว่านางไม่เข้าใจเพื่อนร่วมชั้นผู้นี้เลยแม้แต่น้อย

            เนี่ยหลีรู้นิสัยของเยี่ยจื่ออวิ๋นเป็นอย่างดีรู้ว่าหากเขายิ่งพยายามจะชิดใกล้ นางก็จะยิ่งถอยห่าง ยังมีเวลาอีกยาวนาน ควรทิ้งความประทับใจอันดีแก่เยี่ยจื่ออวิ๋นเอาไว้ก่อนจากนั้นจึงค่อยสานสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

            เยี่ยจื่ออวิ๋นกัดฟัน ส่งเสียงเรียก “เพื่อนนักเรียนเนี่ยหลี”

            “มีอะไรหรือ?” เนี่ยหลีหันศีรษะไปถาม

            เห็นเนี่ยหลีและเยี่ยจื่ออวิ๋นกำลังคุยกันอย่างมีความสุขพอเนี่ยหลีเดินจากมา เยี่ยจื่ออวิ๋นกลับเป็นฝ่ายเรียกมันก่อน ตู้เจ๋อลู่เพียวและพวกมองหน้ากันไปมา

            “นั่นอย่างไรเล่า สมแล้วที่มันเป็นพี่ใหญ่ อันดับแรกมันทำให้เทพธิดาหนิงเอ๋อร์เป็นฝ่ายส่งอาหารเช้ามาให้ตอนนี้ยังมาหยอกเล่นอยู่กับเทพธิดาเยี่ย เพื่อชีวิตที่เหลือของข้าข้าจะต้องขอคำแนะนำจากพี่ใหญ่บ้างแล้ว” เว่ยหนานพึมพำๆ

            เรื่องนี้สร้างความอิจฉาชิงชังให้แก่บรรดาผู้สังเกตการณ์เป็นอันมากสามารถสนทนากับเทพธิดาเยี่ยสักหลายคำนี่เป็นเรื่องที่ผู้คนตั้งเท่าไหร่ปรารถนาแต่ทำไม่สำเร็จ

            ตู้เจ๋อกับลู่เพียวมองหน้ากัน

            “ดูเหมือนพวกเราจะประเมินเนี่ยหลีต่ำไป!”

            “เจ้าบ้านี่มันปิดบังฝีมือแล้วพวกเราเสียแล้ว!”

            “เนี่ยหลีเกี่ยวเทพธิดาหนิงเอ๋อร์ติด ยังเกี่ยวเทพธิดาเยี่ยสำเร็จอีกซ้ายกอดขวากอด สุขสันต์ไม่จบสิ้นแล้ว!”

            เนี่ยหลีไม่ทราบว่าพรรคพวกกำลังพูดถึงเขาอย่างไรเขาได้ยินเยี่ยจื่ออวิ๋นส่งเสียงเรียกก็หันหลังกลับไปอย่างคาดไม่ถึง

            “ความรู้เรื่องยันต์ของเพื่อนนักเรียนเนี่ยลึกซึ้งยิ่งนักข้ามีคำถามบางอย่างคิดอยากถามเพื่อนนักเรียนเนี่ยหลี ไม่ทราบว่าจะได้หรือไม่?”ดวงตาเจิดจ้าของเยี่ยจื่ออวิ๋นจ้องมองเนี่ยหลี

            “ได้แน่นอน ไม่มีปิดบัง” เนี่ยหลีหัวเราะ

            เยี่ยจื่ออวิ๋นมิได้คาดหวังสูงนัก อันที่จริงคำถามที่นางคิดจะถามมิใช่ผู้ใดก็สามารถตอบได้ เรื่องการศึกษายันต์ เยี่ยจื่ออวิ๋นผู้ถือกำเนิดอยู่ในตระกูลสูงส่งย่อมได้เรียนรู้มามากกว่านักเรียนคนอื่นในวัยเดียวกัน

    ---------------------------------

    *เค่อ : คือหน่วยนับเวลาของจีนโบราณ ๑ เค่อประมาณ ๑๕ นาที

            

             

    คล้ายกับเรื่องบันทึกราชันย์เทพอสูร ที่คุณอ่าน

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    ระบบคัดลอกพรสวรรค์ (Your Talent Is Mine) 【จบ】

    ระบบคัดลอกพรสวรรค์ (Your Talent Is Mine) 【จบ】

    นิยาย แฟนตาซี
    2.91M 3613
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852
    (จบ) Guardian and Demon ข้านี่แหละราชาปีศาจ

    (จบ) Guardian and Demon ข้านี่แหละราชาปีศาจ

    นิยาย แฟนตาซี
    146K 134
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    ซากเทวะ [แปลจบแล้ว]

    ซากเทวะ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    1.11M 1756