ความเดิมตอนที่แล้ว
หลังจากที่ขบวนรถม้าเดินทางมาถึงที่หมายหลินเพ่ยหนิงและเฉินเสวี่ยหยางได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีทั้งหลี่ซู่เหลยและหลี่ฮูหยินปลาบปลื้มใจที่องค์หญิงให้เกียรติมาเยี่ยมเยียนถึงที่พักการมาของพวกเขาทำให้เหล่าผู้นำต่างพากันเคลื่อนไหว ทั้งสกุลหม่าและสกุลซ่งมุ่งหน้ามายังค่ายสรรพาวุธโดยไม่มีผู้ใดทราบแน่ชัดว่าแม่ทัพเหลียงจะเดินทางตามมาด้วยหรือไม่อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวของเหล่าผู้นำไม่มีทางรอดพ้นสายตาของเจ้าเมืองหลินหลินหงชุนจึงตั้งตารอแผนการขั้นต่อไปของเจ้าเมืองน้อยเฉินว่าเขาจะจัดการอย่างไรกับสงครามภายในที่กำลังก่อตัวขึ้น
ด้านผู้ติดตามทั้งสามครั้นอิ่มหนำสำราญกับอาหารมื้อค่ำก็ต่างพากันแยกย้ายเพื่อไปทำหน้าที่ทว่าผู้เป็นเจ้าบ้านอย่างหลี่ซู่เหลยคล้ายจะอยากสะสางความขุ่นข้องหมองใจกับหูจิงให้ตายกันไปข้างท่ามกลางการทัดทานที่เปล่าประโยชน์ของเฟยหมิงและเฟยฉี ก่อนที่เฉินเสวี่ยหยางจะเข้ามาเตือนสติทำให้หลี่ซูเหลยเริ่มลังเลสับสน กระทั่งมีบางสิ่งพุ่งออกมาจากความมืดแล้วผ่านหน้าหลี่ซู่เหลยไปปักที่กลางเสาสองตาของเขามองสิ่งนั้นด้วยตาที่ไม่กะพริบ แล้วกระบี่ก็หลุดจากมือร่วงหล่นลงพื้น..เคล้ง!.. เขามองดูลูกธนูซึ่งติดปีกท้ายด้วยขนนกสีขาว มันช่างคุ้นตาเขาเสียเหลือเกิน.. “ ศรนี่มัน.. ” .. เมื่อเหลียวมองตามทิศทางเข้าไปในความมืดเพื่อเสาะหาที่มาของลูกธนูดอกนี้ทว่าไร้วี่แววของผู้ที่เป็นเจ้าของ
หลี่ซู่เหลย : “ เจ้าเมืองน้อย นอกจากองค์หญิงแล้ว ท่านยังพาใครมาด้วยท่านรู้ใช่หรือไม่ ใครกันที่ใช้ธนูกับศรนี่? ”
หลี่ซู่เหลยเข้าไปจับแขนเฉินเสวี่ยหยางพลางเอ่ยถามด้วยท่าทางจริงจังองครักษ์คนสนิทจึงต้องเข้าขวางกิริยาอันไม่เหมาะไม่ควรของหลี่ซู่เหลย
เฟยหมิง : “ ท่านหลี่ ท่านกล่าวเช่นนี้ก็ไม่ถูก เมื่อครู่ท่านก็เห็นมิใช่หรือว่าบนรถม้าไม่มีผู้ใดนอกจากเจ้าเมืองน้อยของข้ากับองค์หญิง ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร เกรงว่าสิ่งนี้มิได้ทิ้งไว้เพื่อให้ท่านสืบหาที่มาท่านคิดจริงหรือว่าหากอดีตเจ้าเมืองยังมีชีวิตอยู่ เรื่องเหล่านี้ก็จะไม่เกิด ”
หลี่ซู่เหลย : “ ... ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ลึก ๆ แล้วท่านไม่ได้อยากฆ่าเขา แต่เพราะความคับแค้นที่มีมาตลอดสิบกว่าปียากที่จะหาทางสิ้นสุด ไยไม่จัดการที่ต้นเหตุ ”
พูดจบ เฉินเสวี่ยหยางก็หันหลังเดินจากไป พร้อมความเห็นของเฟยฉีที่นานๆ จะพูดจาเข้าท่าสักครั้ง
เฟยฉี : “ ท่านหลี่เยียนเป่ยของเรามิได้ยื่นมือช่วยท่านเพื่อให้ท่านมาฆ่ากันเองหรอกนะ ”
เฟยหมิง : “ พูดได้ตรงใจข้ามาก ”
แล้วทั้งสองก็เดินตามเฉินเสวี่ยหยางไปชุดผ้าคลุมของเฉินเสวี่ยหยางพลิ้วไหวเช่นเดียวกับชายผ้าสีสะอาดตาของบุคคลลึกลับที่เคลื่อนตัวอยู่หลังเงามืดแน่นอนว่าคนผู้นี้ก็คือจอมยุทธไป๋ ขณะที่หูจิงเพียงยืนมองหลี่ซู่เหลยด้วยความเวทนาและก่อนที่เขาจะเดินจากไปนั้น
หลี่ซู่เหลย : “ ข้ายังไม่ได้ให้อภัยเจ้านะหูจิง ข้าไม่รู้หรอกว่าเจ้ากล้ามีชีวิตอยู่อย่างอัปยศนี้ได้อย่างไรเห็นแก่ศรนี่ ครั้งนี้ข้าจะละเว้นเจ้า แต่เจ้าจะต้องจำไว้ว่าความปลอดภัยขององค์หญิงก็คือชีวิตเจ้าจงปกป้องคุ้มครองนาง เป็นเกราะคุ้มกันภัยให้นางจนกว่าจะถึงวันนั้นวันที่นางได้ขึ้นนั่งบัลลังก์อย่างสง่างาม แล้วข้าจะถือว่าเจ้าทำคุณล้างโทษจนหมดสิ้นแล้ว”
หูจิง : “ บัดนี้ผู้ที่เป็นเกราะคุ้มภัยให้กับองค์หญิง มิได้มีเพียงข้าข้าคงไม่อาจทำให้ท่านเชื่อว่าข้ามิได้ผิดต่อคำสัตย์สาบานที่เคยให้ไว้ แต่ความปลอดภัยของนางเทียบเท่ากับชีวิตข้ามานานแล้ว”
หลังจากที่หูจิงให้หลังไป หลี่ซู่เหลยก็ทรุดลงนั่งพลางเหม่อมองไปยังลูกธนูที่ปักคาอยู่เบื้องหน้ากระทั่งหลี่ฮูหยินออกมาพบ
ฮูหยินหลี่ : “ ท่านพี่ ท่านพี่ ”
นางรีบเข้ามาประคองสามีด้วยความเป็นห่วงหลี่ซู่เหลยพยุงตัวเองลุกขึ้นยืนโดยที่สายตาไม่ละไปจากลูกธนูที่ปักลึกจนไม่เห็นแม้หัวลูกศรเขาดึงมันออกด้วยสองมือและรำพึงรำพันกับผู้เป็นภรรยา
หลี่ซู่เหลย : “ เจี้ยนฟาง หลายสิบปีมานี้ ข้าไม่เคยเห็นผู้ใดมีฝีมือยิงธนูได้ขนาดนี้ศรพร้อมธนูจิ๋นไฉ่ ข้าทำมันเองกับมือ ไม่มีทางที่ข้าจะจำผิด ตอนนั้นข้ามอบมันเพื่อเป็นของขวัญวันเกิดให้กับนางนางหยิบออกมายิงแค่ครั้งเดียวแล้วก็เก็บมันใส่หีบปิดผนึกไว้ตามเดิม หลังจากนั้นก็ไม่เคยนำออกมาอีกเลยข้าเคยถามนางว่าเหตุใดจึงไม่นำออกมาใช้ นางบอกแต่เพียงว่ามันสวย จึงอยากจะเก็บไว้ชื่นชมจนกว่าจะเบื่อหากเบื่อเมื่อใดค่อยนำออกมาใช้ก็ไม่สาย ซ้ำยังถามข้ากลับอีกว่าข้าคงไม่ว่าอะไรใช่ไหมไม่นึกว่าเวลาผ่านไป เจ้าของไม่อยู่แล้ว แต่ธนูและศรนี่กลับมีชีวิต นี่สวรรค์กลั่นแกล้งข้าใช่หรือไม่”
ฮูหยินหลี่ : “ ท่านพี่ ”
หลี่ฮูหยินอุทานด้วยความเห็นอกเห็นใจสามี
หลี่ซู่เหลย : “ ข้าอยากรู้จริงว่าเขาเป็นใครกัน ”
ฮูหยินหลี่ : “ ตั้งแต่ที่อดีตเจ้าเมืองจากไปสิ่งของของนางล้วนถูกเก็บไว้อย่างดี เจ้าเมืองหลินมิเคยให้ผู้ใดแตะต้องนอกจากองค์หญิง หรือว่า.. ”
หลี่ซู่เหลย : “ เป็นไปไม่ได้ ศรหัวเหล็กทั้งหนักและทรงพลัง เชือกที่ใช้ก็ทำจากใยฝ้ายอย่างดีที่ขึ้นชื่อว่าเหนียวและทนทานที่สุด ผู้ที่ยิงได้ฉกาจขนาดนี้จะต้องมีพละกำลังหรือวรยุทธ์เป็นทุนองค์หญิงอ่อนโยนบอบบางถึงเพียงนั้น จะง้างคันธนูนี้ได้อย่างไร อีกอย่างเมื่อครู่ ข้าไม่เห็นใครด้วยซ้ำ”
ฮูหยินหลี่ : “ หรือว่าจะเป็นเขา ”
หลี่ซู่เหลย : “ ผู้ใดกัน? ”
ฮูหยินหลี่ : “ ลือกันว่าบัดนี้มีผู้มากฝีมือท่านหนึ่งที่คอยช่วยเหลือผู้คนชาวบ้านขนามเขาว่าจอมยุทธไป๋ คนผู้นี้ลึกลับนัก ทั้งแข็งแกร่งว่องไว จึงไม่เคยมีผู้ใดรู้ตัวตนของเขามาก่อนบ้างก็ว่าเป็นคนพเนจรที่ชอบผดุงความเป็นธรรมบ้างก็ว่าเป็นศิษย์ลับของอดีตเจ้าเมืองตั้งแต่ที่นางยังมีชีวิตอยู่ แต่ทุกเรื่องล้วนแต่เป็นแค่คำร่ำลือสืบหาความจริงไม่ได้ ”
หลี่ซู่เหลย : “ ไม่ว่าอย่างไร คนผู้นี้จะต้องไม่ธรรมดาอย่าว่าแต่ข้าที่เป็นคนทำ หรือผู้ที่เป็นเจ้าของอย่างนาง ต่อให้เป็นผู้ฝึกยุทธ์ยังต้องใช้เวลาจึงจะยิงได้รวดเร็วแม่นยำถึงเพียงนี้หากนี่เป็นประสงค์แห่งสวรรค์ งั้นข้าก็จะถือเสียว่าคนผู้นี้คือผู้สืบทอดเจตนารมณ์ของนางคือผู้พลิกฟื้นหนานจิ้งให้สงบสุขดังเดิม ”
เหตุวุ่นวายในครั้งนี้สืบเนื่องมาจากการตายของอดีตเจ้าเมืองทำให้อดีตองครักษ์อย่างหูจิงมิอาจหลีกหนีความผิด เขาไม่เพียงไม่ตายตามผู้เป็นนายหากแต่ยังมีชีวิตอยู่ข้างกายทายาทเพียงหนึ่งเดียวของนาง นั่นจึงสร้างความไม่พอใจให้กับหลี่ซู่เหลยและทำให้เขาลงมือกระทำการผลีผลามแม้นว่านี่อาจเป็นด้วยคำสั่งเสียของอดีตเจ้าเมืองผู้ล่วงลับหรือด้วยคำสั่งของเจ้าเมืองหลินก็ตามในสายตาของหลี่ซู่เหลย หูจิงเหมือนดั่งคนทรยศต่อคำสัตย์สาบาน ผิดต่อองค์หญิงรวมทั้งราษฎรหนานจิ้งแต่ใครเลยจะคิดว่าลูกธนูเพียงดอกเดียวจะสามารถสงบสติอารมณ์ของเขาได้หลี่ซู่เหลยถือลูกธนูไว้อย่างมุ่งมั่นพร้อมตั้งปณิธานกับตนเอง เขากลับมาเป็นเหล่าหลีผู้มีอุดมการณ์อีกครั้งและพร้อมจะยืนข้างสิ่งที่เขาเชื่อว่าถูกต้อง
ส่วนมารร้ายเหม่ยซิ่นฮวานางกลับมา ณ แหล่งกบดานในสภาพที่อ่อนแรง การใช้พลังมารควบคุมจิตใจมนุษย์ สิ้นเปลืองพลังวิญญาณของนางไปไม่น้อยมิหนำซ้ำยังถูกเฉินเสวี่ยหยางดับลมหายใจของบริวารเหล่านั้น ทำให้จิตวิญญาณดับสูญจนนางไม่อาจควบคุมพวกเขาได้อีกครู่เดียวก็มีบุรุษสวมชุดผ้าคลุมสีดำปิดบังตัวตนตั้งแต่หัวจรดเท้า มิดชิดจนแทบมองไม่เห็นใบหน้าเขาได้พามนุษย์ที่ถูกจับมาเซ่นสังเวยมาส่งให้นางถึงที่ ..ฟุ้บ!..
เหม่ยซิ่นฮวา : “ สหายของเจ้าทำข้าสูญเสียพลังไปมากประมาทไม่ได้เลยจริง ๆ เห็นทีข้าต้องรีบเตรียมการให้เสร็จสิ้นโดยเร็วเจ้าไปพาคนมาเพิ่มอีก ช่วงนี้ข้าต้องเร่งฟื้นฟูพลัง คงไม่ออกไปข้างนอกสักพัก ที่เหลือก็จัดการต่อด้วยแล้วกัน”
..ฟึบ!.. เขาก้มศีรษะรับคำสั่งมารร้ายอย่างเชื่อฟัง แล้วเดินตัวแข็งทื่อดั่งคนที่ไร้จิตวิญญาณเพื่อไปทำตามคำสั่งของเหม่ยซิ่นฮวาในขณะที่นางยื่นมืออันขาวซีดซึ่งเต็มไปด้วยเล็บที่ดำยาวไปบีบคอเครื่องเซ่นสังเวย และดูดกลืนพลังชีวิตไปจนหมด..ฟุ้บ!.. ร่างอันซีดเซียวไร้จิตวิญญาณถูกทิ้งลงไปกองกับพื้นไม่ต่างจากขยะหลังจากนั้น เหม่ยซิ่นฮวาก็ตั้งสมาธิเพื่อฟื้นฟูพลังวิญญาณของตน โดยอาณาบริเวณที่พักของนางมีกรงขังมากมายที่เต็มไปด้วยเหล่าคนไร้สติยืนอยู่ด้านในด้วยสภาพตัวแข็งทื่อไร้ความรู้สึกและจิตวิญญาณนางใช้พลังวิญญาณของตนหล่อเลี้ยงพลังชีวิตของครึ่งผีครึ่งมนุษย์เหล่านั้น อีกทั้งเบื้องหลังห้องจองจำที่รายล้อมอยู่ยังมีห้องขังขนาดใหญ่ที่ลงกลไกไว้อย่างแน่นหนา ..กรรจ์.. เสียงคำรามดังเล็ดลอดออกมาจากช่องลมเหนือศีรษะฟังดูน่าขนพองสยองเกล้าดุจดั่งปีศาจร้ายที่รอวันทลายกำแพงอิฐหนาออกมาอาละวาดนี่คงเป็นไพ่ตายที่นางเก็บไว้รับมือกับเหล่าเทพในร่างมนุษย์เมื่อศึกตัดสินชะตาของพวกเขาได้มาถึงแต่ยากที่จะรู้ว่าเหตุใดสหายของเทพผู้ทรงพลังจึงกลายมาเป็นสมุนรับใช้ให้กับนางมารอำมหิตนี่ช่างเป็นเรื่องที่น่าพิศวงนัก ส่วนคู่ปรับอย่างเฉินเสวี่ยหยาง เขาได้กลับมาถึงห้องพักและเห็นห้องของหลินเพ่ยหนิงที่อยู่ติดกันนั้นมืดสนิทเดิมทีเขาคิดอยากพูดคุยกับนางอีกสักครั้งก่อนที่จะส่งนางเข้านอน ทว่ากลับช้าไปเฉินเสวี่ยหยางจึงได้เดินผ่านห้องของนางไปยังที่พักของตนโดยมีสององครักษ์เดิมตามไปติดๆ
เฟยฉี : “ ทำไมองค์หญิงนอนเร็วจัง? มืดเชียว ”
เฟยหมิง : “ คงจะเหนื่อยกับการเดินทาง ”
เฟยฉี : “ ก็นอนหลับมาตลอดทางเลยมิใช่เหรอ? ”
เฟยหมิง: “ เข้าไปเถิดน่า พูดมากอยู่ได้ ”
เฟยหมิงดันหลังเฟยฉีให้รีบเดินตามผู้เป็นนายเข้าไปในห้องภายในดูกว้างขวางพอสมควร หากแต่เทียบกับเรือนรับรองที่จวนเจ้าเมืองหลินยังถือว่าคับแคบกว่ามาก ในห้องมีโต๊ะทรงกลมตั้งอยู่ตรงกลาง และมีเตียงนอนพร้อมฟูกหมอนและผ้าห่มอย่างดี ตามมุมห้องประดับด้วยกระถางต้นไม้เพื่อตกแต่งบรรยากาศ เมื่อพวกเขาเข้ามาถึงเฉินเสวี่ยหยางได้เดินไปนั่งที่โต๊ะเพื่อหารือกับคนสนิท
เฟยหมิง : “ เจ้าเมืองน้อยขอรับ หลี่ฮูหยินแซ่จ้าว นางกับแม่น้ำจ้าวต้องมีความเกี่ยวข้องกันแน่”
เฟยฉี : “ ให้คนของเราตามสืบดูไหมขอรับ? ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ไม่ต้อง การจะใช้ใครเราต้องไว้ใจเขา ไม่นานเรื่องพวกนี้ก็จะคายออกมาเองข้าเชื่อว่าพวกเขามีความเกี่ยวข้องกันจริง แต่หลี่ฮูหยินน่าจะไม่มีส่วนเอี่ยวกับเรื่องในจวนเจ้าเมืองหลิน”
ขณะที่พูดคุยกันอยู่ทหารสอดแนมได้เข้ามากระซิบที่ข้างหูเฟยหมิง
เฟยหมิง : “ ที่สั่งไว้ เรียบร้อยแล้วขอรับ ม้ากับคนของเราอีกจำนวนหนึ่งรออยู่ด้านนอกแล้ว ”
เฟยฉี : “ เราจะไปที่ใดกันหรือขอรับ? ”
คำถามที่เฟยฉีไม่ได้รับคำตอบในเวลานั้น เสมือนกับว่าเป็นการตัดสินใจอย่างกะทันหัน พวกเขารุดออกจากค่ายโดยไม่มีผู้ใดรู้เห็น แม้แต่เจ้าบ้านอย่างหลี่ซู่เหลย
..กึกกักๆ ๆ.. รถม้าขนสัมภาระหนักที่มีผ้าคลุมปิดทับอยู่ทั้งสามคันรถมุ่งหน้าไปยังทิศใต้ลัดเลาะไปตามเส้นทางผ่านป่าทึบอันเงียบสงัด พวกเขาดูเหมือนชาวบ้านธรรมดาแต่ที่แตกต่างออกไปก็คือการขนย้ายครั้งนี้ใช้คนจำนวนมากนอกจากรองเท้าที่ดูขัดกับเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย แต่ละคนเป็นชายฉกรรจ์ที่มีสีหน้าดุดันแววตาโหดเหี้ยมฉายแววอำมหิต บ้างก็เดินนำหน้า บ้างก็เดินขนาบข้างรถม้า บ้างก็คุมท้ายขบวนอย่างระแวดระวังสิ่งที่อยู่ภายใต้ผ้าคลุมบนรถแต่ละคันดูจะไม่ใช่ของป่าหรือสินค้าทั่วไปหากแต่คล้ายสิ่งของผิดกฎหมายเสียมากกว่า เมื่อขบวนขนย้ายผ่านป่าไผ่ ทิวไผ่ไหวเอนไปตามแรงลมใบไผ่ปลิดปลิวร่วงพรูลงมาดูราวกับหยาดฝนจากฟากฟ้า ก่อนชายผ้าของสตรีผู้อาจหาญจะปลิวมาตามสายลมจอมยุทธไป๋เหยียบลำไม้ไผ่ที่โอนเอนอยู่ข้างทางด้วยวรยุทธ์ที่ลึกล้ำครั้งแล้วครั้งเล่าที่ลำไม้ไผ่ถูกเหยียบเพื่อส่งกำลังให้นางเคลื่อนผ่านไปตามทางอย่างพลิ้วไหวผู้คุมขบวนรถม้าไม่ทันรู้ตัวเลยว่านางติดตามขบวนรถม้ามาหลายสิบลี้ น่าแปลกที่ครั้งนี้นางไม่ได้พกธนูซึ่งเป็นอาวุธคู่กายติดตัวมาด้วย
“ เห้ย! เร่งฝีเท้ากันหน่อย ”
เสียงหนึ่งในผู้คุมขบวนรถม้าได้เอ่ยขึ้นมาท่ามกลางความมืด..ฟับ ๆ.. ม้าลากจูงถูกเฆี่ยนตีตามคำสั่งของผู้คุมขบวน แต่แล้ว ..ฮี่!.. ม้าของรถขนสัมภาระคันแรกกลับร้องอย่างตื่นกลัวและหยุดฝีเท้าด้วยความตระหนกจอมยุทธไป๋ลอยตัวลงมาขวางทางรถขนสัมภาระอันหนักอึ้ง ทว่าชายฉกรรจ์เหล่านั้นต่างมองดูคนชุดขาวด้วยสีหน้าที่ไม่แปลกใจเลยแม้แต่น้อย
“ หึ! กว่าจะโผล่หัวมาได้ ”
ทุกอย่างเป็นไปตามแผน จอมยุทธหญิงรู้ถึงความผิดปกติในตอนนี้ก็เหมือนว่าจะสายเกินไปนางเข้ามาติดกับของใครบางคนเข้าอย่างจัง พวกเขาเปิดผ้าคลุมรถม้าคันสุดท้าย เผยให้เห็นอาวุธปลายแหลมทั้งหอก ดาบ ขวาน กระบี่ ถูกวางไว้พร้อมหยิบใช้งานแน่นอนว่านี่เป็นแผนล่อเหยื่อมาติดกับของซ่งจื่อรุ่ยที่คิดจัดการกับจอมยุทธไป๋ตามคำสั่งของผู้นำกบฏนางรีบถอยร่นจากบริเวณนั้นเพื่อมาตั้งหลัก แววตาและสีหน้าภายใต้ผืนผ้าสีขาวไร้ความหวาดหวั่นลมได้พัดผ่านตัวนางไปทางคนเหล่านั้นจนผ้าหลุมบนรถม้าอีกสองคันกระพือตามแรงลม ภาพที่เห็นคือสิ่งของบนรถม้าหาใช่อาวุธเถื่อนหรือสิ่งของผิดกฎหมายแต่อย่างใดมันเป็นแค่ก้อนหินที่ถูกวางทับกันไปมาเท่านั้นนางจึงมั่นใจในทันทีว่านี่เป็นแผนล่อให้มาติดกับ
“ เฮ้ย! จัดการ ”
“ ..ย่า.. ”
เสียงชายฉกรรจ์นับสิบคนกรูเข้าหาจอมยุทธชุดขาวอย่างไม่รีรอพวกเขาไม่คิดปรานีชีวิตนาง เพราะศีรษะของนางคือค่าจ้างราคางามที่มือสังหารรับจ้างเหล่านี้จะได้รับทว่าจอมยุทธ์ไป๋หรือจะยอมจำนน นางใช้มือเปล่ารับมือกับคนเหล่านั้น คมหอกคมกระบี่กวัดแกว่งไปมาแต่ไม่อาจสัมผัสแม้ชายผ้าของนางนางรับกระบวนท่าจากปลายกระบี่ของชายคนหนึ่งด้วยการจับข้อมือของเขาไว้และหันไปถีบมือสังหารอีกคนที่ฉวยโอกาสจากด้านหลัง หลังจากนั้นนางก็กลับมาซัดฝ่ามือใส่ชายผู้นี้ก่อนจะพลิกตัวไปด้านหลังพร้อมกับบิดแขนของเขา กร๊อบ!
“ ..อ๊าก!.. ”
เสียงกระดูกท่อนแขนถูกหักดังลั่นทำให้ชายคนนั้นร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดนางบิดศีรษะของเขาจนคอลั่นดังกรึ้บแล้วแย่งกระบี่มาได้ ร่างชายคนนั้นล้มลงไปกองกับพื้นโดยที่นางหันมาชี้ปลายกระบี่ไปที่มือสังหารที่เหลือ ด้วยฝีมือที่ห่างชั้นหลังจากปะทะกันไม่นาน นางก็จัดการคนเหล่านั้นได้ทั้งหมด พวกเขากลายเป็นซากที่นอนเกลือกกลิ้งไปทุกย่างก้าวที่นางเดินผ่านทว่าเรื่องไม่จบเพียงเท่านี้ ..ฟึบ! ครืด.. เมื่อจู่ ๆ มีโซ่เหล็กพุ่งเข้าหานางจากด้านหลังในช่วงที่นางเผลอทำให้นางต้องหันกลับไปรับแรงเหวี่ยงของโซ่ยาวเหยียดด้วยการยกกระบี่ขึ้นมากัน ..เคล้ง!.. และแล้วกระบี่ก็หักเป็นสองท่อนเพราะแรงกระแทกจากกำลังภายในของชายผู้เป็นเจ้าของโซ่
มือสังหาร : “ จอมยุทธไป๋ เจอตัวสักทีนะ เจ้านี่ตามตัวยากชะมัดไหนว่าเก่งกาจนัก ไหงตัวเล็กกระจ้อยร่อย อยากรู้จริง ๆ ว่าจะเก่งสักแค่ไหน ”
ชายผู้มีหน้าตาโหดเหี้ยมบนใบหน้ามีห่วงขนาดเล็กเจาะที่หางคิ้ว จมูกและปาก ดูพิสดารกว่าเหล่ามือสังหารที่ถูกจัดการไปเมื่อครู่ภาพที่ปรากฏตรงหน้าหาได้มีเพียงชายที่กำลังพันโซ่เข้ากับแขนของตน แต่ยังมีสตรีผู้ใช้มีดบินเป็นอาวุธพายุมีดบินที่พุ่งออกมาฆ่ามือสังหารที่นอนบาดเจ็บอยู่เลือดจากลำคอของพวกเขาไหลอาบพื้นแดงฉานไปทั่วขณะที่นางมองดูซากศพเหล่านั้นด้วยใบหน้านิ่ง แววตายโสโอหังสตรีสวมชุดแดงที่แหวกสูงจนเห็นขาเรียว นางมีใบหน้าที่งดงามแต่แฝงไว้ด้วยความอำมหิต
หญิงสาวมือสังหาร : " พวกสวะ ไม่ได้เรื่อง "
นางพูดพลางเดินผ่านร่างคนเหล่านั้นด้วยความหยามเหยียดหญิงสาวมือสังหาร : “ มัวพล่ามบ้าอะไร จัดการให้มันจบ ๆข้าชักจะง่วงแล้วนะ ”
วาจาสบประมาทจากปากของหญิงสาวผู้มีจิตใจอำมหิตดั่งต้องการดูหมิ่นฝีมือของจอมยุทธไป๋ทั้งคู่ชิงลงมือก่อน ด้วยการขว้างมีดบินใส่นาง มีดบินพุ่งออกมาจากนิ้วมือเรียวงามถึงสามเล่มนางจึงรับมือด้วยการหมุนตัวพลางใช้แขนเสื้อรวบใบมีด แล้วเหวี่ยงแขนกลับไปทำให้มีดบินเหล่านั้นลอยกลับไปทิศทางเดิม สตรีผู้โฉดชั่วจึงต้องรีบถอยหลังแล้วพลิกตัวหลบ..แควก!..หนึ่งใบมีดอันแหลมคมถูกแขนเสื้อของนางจนขาดวิ่น
หญิงสาวมือสังหาร : “ ชุดสวย ๆ ของข้า บังอาจนัก ”
ขณะที่นางหงุดหงิดกับอาภรณ์ชุดโปรดของนางสหายมือสังหารก็ปล่อยโซ่พุ่งตรงไปยังจอมยุทธไป๋ ครั้งแล้วครั้งเล่านางก็พลิกตัวหลบได้ทุกครั้ง จนเมื่อนางตัดสินใจคว้าโซ่เส้นนั้นไว้และขึงมันด้วยมือข้างหนึ่ง
มือสังหาร : “ หึ! ไม่เลวนี่ ”
สตรีผู้นั้นได้ฉวยโอกาสเอาคืน นางขว้างมีดบินออกมาอีกสองชุดทั้งหมดหกเล่มจอมยุทธไป๋จึงใช้โซ่ที่นางขึงอยู่ให้มีประโยชน์โดยใช้มันรับคมมีดบินแต่ละเล่มด้วยท่าทางที่สง่างาม..เก๊ง ๆ ๆ ฉึก ๆ.. มีดบินถูกซัดกลับไปหาผู้เป็นเจ้าของโดยมีสองเล่มปักเข้าที่ท้องและกลางหน้าผากหญิงสาวผู้โฉดชั่วล้มลงไปและขาดใจตายในที่สุด นี่เป็นโทษของการสังหารคนอย่างไร้ความปรานีที่นางควรได้รับทว่าเหตุการณ์นี้สร้างความเจ็บแค้นให้กับผู้ที่เป็นสหายของนาง
มือสังหาร : “ เสี่ยวซิง! ฮืม.. แก.. ”
การตายของสหายที่เป็นดั่งคู่หูทำให้โทสะของเขาปะทุ..ฟึบ! แคล้ง..เขากระชากโซ่อย่างแรง ขณะที่นางไม่ทันได้ตั้งหลัก ทำให้ตัวของนางลอยตามแรงเหวี่ยงเข้าไปใกล้ฝ่ามือของเขา..ฟึบ ๆ ปึก ๆ ๆ.. คนสองคนประมือกันในขณะที่มือข้างหนึ่งยึดเหนี่ยวโซ่เส้นนั้นไว้ ทว่ามือสังหารอันโฉดชั่วหรือจะต่อสู้อย่างใสสะอาดเขาถือโอกาสเกี่ยวแขนอีกข้างของนางไว้ไม่ปล่อย และในตอนนั้นเอง เข็มปลิดชีพได้พุ่งผ่านความมืดมาอย่างปริศนาเพราะฝีมือคนอีกผู้หนึ่งที่หลบซ่อนอยู่หลังกอไผ่เพื่อฉวยโอกาสนี้สังหารนาง เข็มพิษสามเล่มได้พุ่งเข้ามาทำให้นางต้องใช้ไหล่กระแทกอกมือสังหารเพื่อหลบเข็มเหล่านั้นเล่มหนึ่งเกือบสัมผัสใบหน้า เล่มหนึ่งเฉียดแขนของนางจนเป็นแผลคล้ายรอยข่วนส่วนเล่มสุดท้ายที่พุ่งเข้ามาใกล้ถึงลำตัว ทว่ามันกลับถูกไอเย็นเคลือบจนกลายเป็นน้ำแข็งและหล่นลงไปแตกละเอียดต่อหน้าต่อตาของนางไม่เพียงเท่านั้นใบไผ่ที่ลอยละลิ่วอยู่ในอากาศได้ถูกไอเย็นเกาะจนแข็งและกลายเป็นใบมีดที่เย็นและคมกริบฝูงมีดใบไม้แห้งได้พุ่งตรงไปยังพุ่มกอไผ่ จึงทำให้คนผู้หลบซ่อนอยู่เบื้องหลังต้องรีบหลบหนีออกจากที่นั่น
ทางด้านจอมยุทธไป๋ เมื่อสบโอกาส นางได้ใช้ศีรษะกระแทกไปที่ใบหน้าของมือสังหารแขนของนางหลุดพ้นจากพันธนาการแล้วนางก็พลิกตัวข้ามศีรษะของเขาไปยืนอยู่ด้านหลังพลันใช้โซ่เส้นนั้นรัดคอและถีบขาของเขาจนเข่าทรุด ..เคล้ง ปึ้ก!..
“ อ่อก! ”
..กึด ๆ.. เสียงลมหายใจที่ติดขัดกับโซ่ที่รัดแน่นขึ้นทุกทีใบหน้าและดวงตาเริ่มแดง เส้นเลือดที่คอปูดบวม สีหน้าแววตาทุกข์ทรมานเพราะอาการหายใจไม่ออกครั้นยิ่งดิ้น โซ่ก็ยิ่งแน่นและยิ่งทำให้เขาอ่อนแรงลงไปทุกขณะ ท้ายที่สุด เขาก็แน่นิ่งไปนางปล่อยโซ่แล้วมองดูร่างไร้วิญญาณของบรรดามือสังหารที่นอนตายอยู่กลาดเกลื่อน และเมื่อมองหาบุคคลผู้ที่ช่วยนางไว้ทว่าภาพที่เห็นกลับค่อย ๆ เลือนราง เพราะพิษบาดแผลที่แขนของนางได้กระจายไปยังประสาทสัมผัส จนกระทั่ง นางล้มลงในอ้อมแขนกำยำของใครคนหนึ่งซึ่งนางไม่มีโอกาสได้เห็นใบหน้า
ติดตามตอนต่อไป