พริบตาร่างของเฌอเอมได้มีแสงสีฟ้าจางๆ รอบๆ ร่างเหมือนมีลมพายุ พัดเสื้อผ้าของเธอรัดรูปแนบเนื้อไปทุกสัดส่วน ขั้นสุดท้ายของเฌอเอมคือนักสิทธิ์ขั้นที่ 8 บัดนี้ พลังอิทธิภายในร่างของเธอโคจรอย่างรวดเร็ว ร่างสมุนไพรของเธอส่งกลิ่นหอมสดชื่นโชยออกมา พลันพลังในร่างของเธอก็ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ บัดนี้พลังอิทธิอันพิศดารของคราม อำนาจอันทรงอิทธิฤทธิ์ของตัวอ่อนธาตุบรรพกาลต้นกำเนิด และฤทธิ์ของโอสถหัวใจนักสิทธิ์ที่ยังคงอยู่ในร่างของเธอ ได้รวมกันเป็นหนึ่งเดียว หนุนนำกระตุ้นให้เธอเลื่อนระดับจากนักสิทธิ์ขั้นปลายเป็นกูรูนักสิทธิ์แบบเฉียบพลัน
ลูกกลมๆ คล้ายหยดน้ำสีเงิน กลิ้งไปมากลางอากาศตรงหน้าของเธอ สิ่งนั้นเหล่าบรรดานักสิทธิ์ เรียกกันว่า ปรอท
ปรอทนั้น มีสามระดับ ได้แก่ ปรอทปฐมภูมิ สำหรับทะลวงไปสู่นักสิทธิ์กูรู ปรอทระดับทุติยภูมิ ใช้สำหรับทะลวงไปสู่มหานักสิทธิ์ และปรอทระดับตติยภูมิใช้ทะลวงไปสู่ระดับวิทยาธร
ลูกปรอทนั้นได้วิ่งเข้าไปสู่กลางอก
บัดนี้สายพลังทั้งหมดของเธอได้กลั่นตัวขึ้นใหม่ จากร่างโอสถ ได้กลายเป็นร่างสตรีนางหนึ่งอยู่เบื้องหลังของเธอ สตรีนางนั้น ดวงหน้าไม่ต่างอะไรกับเธอมากนัก ร่างทิพย์นั้นเหมือนถูกสร้างมาจากเพลิงที่ร้อนแรง เป็นร่างสูงสง่า มือหนึ่ง เหมือนถือดอกไม้หรืออะไรสักอย่าง อีกมือหนึ่ง คล้ายกับถือหม้อปรุงโอสถ
“อ้าภรรยาข้า…” ศิลาอุทาน “แข็งแกร่งขึ้นปานฉะนี้”
เฌอเอมยังคงอยู่ในฌาณ และปล่อยให้ร่างทิพย์ของเธอ เริงระบำอยู่อย่างอิสระ บัดนี้ ร่างทิพย์ของทั้งสาม หงส์อัคนีศักดิ์สิทธิ์ เทพธิดาสายพิรุณ และนารีเพลิง ลอยเด่นอยู่เหนือน่านฟ้า
จตุรธาตุบรรพกาลทั้งสี่เริ่มหยุดหมุน แต่ละลูกแผ่รังสีของตัวเองเป็นวงๆ ปกคลุมแผ่นหลัง วงในสุด สีแดง มาจากธาตุแห่งไฟ ถัดมาเป็นสีเหลืองบุษราคัม แทนธาตุดิน ถัดมามวลอากาศที่โปร่งใส ตัวแทนแห่งธาตุลม ชั้นนอกสุดสีคราม ตัวแทนแห่งน้ำ
หลังจากนั้นพลังของเฌอเอม เฌอปราง อชิรา ได้แผ่ขยายไปรวมกับพลังของครามที่อยู่ตรงกลาง และหนุนนำให้ครามบรรลุขั้นอีกหลายระรอก มวลอากาศเกิดแรงกระเพื่อมเป็นระยะๆ
แรงระเบิดนั้นเป็นการชี้เป้า ทำให้บรรดาผู้อาวุโส และศิษย์เอก ที่เพิ่งบรรลุขั้นจากถ้ำศิลาศักดิ์สิทธิ์ รีบเหาะมาดูปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเหนือน่านฟ้าของสำนักศิลาสาขาย่อย
นักสิทธิ์ทั้ง 10 ทั้งหมดรายล้อมร่างของหญิงชายทั้งสี่ เฝ้ารอที่จะควบคุมเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์หายนะ เพราะจากที่เห็น ร่างที่อยู่บนน่านฟ้า มีเพียงเฌอปรางเท่านั้น ที่คุ้นเคยมากที่สุด ส่วนเฌอเอม ที่หายไปนานนับ 10 ปี ไม่มีใครคิดว่าเป็นคนเดียวกับที่เคยเป็นภรรยาเจ้าสำนัก เพราะทุกคนเพิ่งออกมาจากถ้ำ ได้แต่สงสัยว่าสตรีนางนี้คือผู้ใด
ปรมะก็ไม่พลาดที่จะมา เขาเหาะเข้ามาขวางนักสิทธิ์ทั้ง 10 ไม่ให้กร้ำกราย ในระหว่างที่จะมีผู้ใดใจกล้าถามถึงเหตุผลในการขวางของปรมะ
ในจังหวะนั้น ร่างของครามเกิดแรงระเบิดขึ้นอีกครั้ง ผลักเหล่านักบำเพ็ญที่ลอยเข้ามาใกล้ให้กระเด็นไปอีกนับ 10 ช่วงตัว
บัดนี้ร่างของครามกำลังก่อเกิดพายุงวงช้างลูกใหญ่ เข้าปกคลุมร่างของทั้ง 4 เอาไว้
เหล่าผู้อาวุโส และศิษย์เอกเตรียมจะทะลวงเข้าไป แต่ก็ไม่สามารถเข้าไปได้ แม้จะมีการรวมพลังกันก็ตาม
นั่นเพราะอิทธิฤทธิ์ของตัวอ่อนจตุรธาตุบรรพกาล ที่ร้ายกาจเหนือสิ่งใด มีรึเพียงแต่นักสิทธิ์ธรรมดาจะทะลวงเข้าไปได้
แต่ศิลา และคนอื่นๆ เห็นเหตุการณ์มาตั้งแต่ต้น จึงไม่เคลื่อนไหวใดๆ
พายุงวงช้างได้หอบเอากลุ่มเมฆ และธาตุทั้งสี่มารวมกันอีกครั้ง แม้แต่กลุ่มเมฆโดยรอบรัศมี 1 โยชน์ ถูกดูดดเข้ามา ทำให้เกิดสายฟ้าหลายสายภายใน แม้แต่ผู้ที่เป็นนักสิทธิ์ขั้นปลาย ยังไม่แน่ใจว่าหากได้ถูกดูดเข้าไปแล้วจะรอดหรือไม่ โชคดีที่พลังของครามไม่ดูดสิ่งอื่นๆ นอกเหนือจากธาตุที่จำเป็นต่อการบ่มเพาะ
บ่มเพาะเพื่อการก้าวเข้าสู่การเลื่อนระดับแบบก้าวกระโดด?
ภายในพายุ นอกจากจะมีอสุนีบาตเกิดขึ้นแล้ว ยังมีแสงสี่สีปรากฏขึ้นเป็นช่วงๆ เห็นได้ชัดว่ามีพลังงานกำลังเคลื่อนไหวอยู่ข้างใน เวลาผ่านไปราว 2 ชั่วโมง พลังทั้งหมดก็สงบนิ่ง
ร่างทั้งสี่ร่างค่อยๆ ลอยลงสู่เบื้องล่างอย่างนุ่มนวล ไม่มีใครรู้ว่าภายในพายุเกิดอะไรขึ้นบ้าง นอกจากทั้งสี่เท่านั้น
เฌอปรางกับอชิราบัดนี้หน้าตาและรูปร่างดูเปลี่ยนไปบ้าง ดูคมเข้มมากขึ้น คงครามก็เช่นกัน นั่นน่าจะเพราะการเลื่อนระดับจำนวนหลายขั้น
เมื่อทั้งสี่ยืนสงบนิ่ง ทุกคนที่รายล้อมก็นิ่งงันไม่ต่างกัน เมื่อได้สติ จึงค่อย รอให้ทั้งสี่ออกจากฌาณ