"หุบปากน่า"
รีอาร์บ่นภรรยา อีกฝ่ายจุ๊ปากลั่นขมวดคิ้วสวนกลับอย่างไม่สบอารมณ์ บรรยายกาศตรึงเครียดขึ้นมาทันทีที่ความจริงถูกเปิดเผย ไคลม์อ่านบริบทรอบๆโดยเร็วปรื้อ สายลมสงบพงไม้รอบข้างแน่นิ่ง ไม่มีเสียงหายใจของสัตว์อื่นนอกจากกลุ่มมนุษย์กองสำรวจที่ยืนรวมกันอยู่ขณะนี้ ทุกคนจ้องสำรวจช่วยกันรอบทิศทางอย่างหวาดระแวง หัวใจเต้นแรงราวกับกลองมโหระทึก
ในจังหวะหนึ่งมีพุ่มไม้ทางด้านหน้าสั่นไหวเล็กน้อย ทั้งหมดรีบวาดอาวุธหันไปยังทางทิศนั้นโดยไม่ได้นัดหมาย ก่อนจะพบว่าสิ่งที่กระโดดออกมาจากพงรกทึบเป็นเพียงกระต่ายตัวอ้วนสีน้ำตาลที่กำลังคาบลูกไม้เอาไว้เต็มปาก มันไม่สนใจผู้คนที่ยืนรุมมองจ้องมันอยู่ ผละกระโดดหนีไปอีกทางทำให้ทุกคนถอนหายใจยาวออกมา
"ไอ้กระต่ายบ้าเอ๊ย เดี๋ยวแม่จับถลกหนังย่างไฟซะให้เข็ด"
ทาร่าบ่น สบถด่ามันอย่างหัวเสียมองจ้องเข้าไปในดงเฟรินเขียวทึบสูงเสมออกที่มันมุดหนีเข้าไป
"เอาละๆ วางใจได้ แถวนี้ไม่มีพวกมันอยู่เลยซักตัว"
ไคลม์เอ่ยหลังจากที่ทั้งหมดคลายกังวลจากกระต่ายป่า หัวหน้าคณะเดินทางสั่งลูกขบวนทุกคนเก็บปืนพร้อมกับล็อคเซฟ
"อะไรทำให้เจ้ามั่นใจแบบนั้นพ่อหนุ่ม?"
"รอยพวกนั้นไงขอรับ"
พร้อมกับพูดเขาชี้มือไปทางด้านซ้าย มีอีกเส้นทางหนึ่งที่ดูเหมือนเกิดจากการเคลื่อนที่ของสิ่งมีชีวิตขนาดยักษ์ ลักษณะทับพงป่าราบเป็นทางยาว ใบอ่อนของพืชและใบแข็งถูกเหยียบแหลกรวมกันละเอียดชุ่มเป็นน้ำเหลว ความยาวไม่เกิน20เมตร ก่อนจะมองเห็นรอยของกรงเล็บที่ไต่ขึ้นตามผนังหินในลักษณะปีนด้วยน้ำหนักตัวอันมหาศาล
"สังเกตุจากเส้นทางที่มันเคลื่อนเข้าไปหา เป็นทิศทางเดียวกับที่เราตั้งค่ายอยู่ในตอนนี้ ข้าเดาว่า เจ้าของรังนี่คงจะเป็นไอ้ตัวใหญ่ที่ถูกเทียร์บี๋จัดการไปเมื่อวานไม่ผิดตัวแน่"
"ให้มันได้อย่างนี้สิ แบบนี้หมายความว่ารังนี่ก็ถูกทิ้งร้างไร้เจ้าของแล้ว โอ้ย ข้าละหัวใจจะวายพอรู้ว่ามันเป็นรังของพวกมัน"
ทาร่ามีสีหน้าที่ดีขึ้นหลังได้ฟังคำพูดของไคลม์
"พวกเจ้าหาไฟมาสุมไข่พวกนี้ให้เรียบร้อย ขืนปล่อยเอาไว้เดี๋ยวจะมีปัญหากับเราตอนเดินทางขากลับได้"
รีอาร์สั่งการ บรรดาลูกจ้างเตรียมการที่จะเผา หนึ่งในคนงานหยิบหินอัคนีอันทำให้เกิดประกายไฟออกมาจากผ้าคาดเอวเดินเข้าไปหากอไม้แห้งเตรียมที่จะจุด แต่ก็ต้องหยุดชะงักเพราะเสียงห้ามของคุณหนูลิซาน่า
"อย่าเพิ่ง"
เสียงของเธอดูหนักแน่นและจริงจังมากๆ พร้อมกับปรามเธอหันไปขอร้องบิดาว่าอย่าทำลายไข่พวกนี้
"พวกมันยังไม่เกิดเลยท่านพ่อ ข้ากลัวบาปอย่าฆ่าพวกมันเลยนะคะ"
"เห้ ไม่ได้นะลิซาน่าอย่าเอาแต่ใจแบบนี้สิลูก พวกมันอันตรายมากเจ้าก็เห็นอยู่ ขืนปล่อยไว้มีหวังคนผ่านไปมาโดนพวกมันกินหมด เราต้องกำจัดทิ้ง"
"บางที ข้าคิดว่า มันไม่ยุติธรรมเอาซะเลย ทำไมเราฆ่ามันได้ แต่มันฆ่าเราบ้างไม่ได้ หลังจากที่ข้าสังหารมันไปเมื่อวานก็แอบคิดอยู่หน่อยๆว่าทำไมพวกมันถึงโจมตีเรา มาวันนี้ถึงได้รู้ว่าพวกมันมีไข่ฟักอยู่ในหุบเขา สมมุติว่าพวกมันทำไปทั้งหมดเพื่อปกป้องลูกๆขิงพวกมันล่ะ แบบนั้นไม่เท่ากับว่าพวกเราทำบาปไปโดยที่ไม่รู้ตัวหรอกเหรอคะ"
ด้วยเหตุของเด็กหญิงทำให้ทุกคนนิ่งไปชั่วขณะ ต่างพิจารนาตามคำพูดของเธอกับกองไข่ขนาดใหญ่เบื้องหน้า
"โลกใบนี้ไม่ใช่โลกของมนุษย์เพียงฝ่ายเดียว เราแค่พยายามครอบครองเป็นเจ้าของโดยการสมอ้างว่านี่คือของของเราคนอื่นไม่มีสิทธิ์ เราอ้างสิทธิ์เหล่านี้จากใครกัน ไม่มีหรอกเราแค่อาศัยอำนาจความเป็นคนแย่งชิงมาจากพวกเขาทั้งนั้น จริงๆแล้วสิ่งมีชีวิตพวกนี้อาจอยู่มาก่อนเรากี่หมื่นกี่พันปีมาแล้วก็ได้ ในฐานะผู้บุกรุกบ้านเขา เราลงมือสังหารเจ้าของบ้านโดยไม่รู้ว่าพวกนี้ทำไปเพื่อปกป้องรังของตัวเอง ไม่ต่างจากผึ้งหรือมดงาน ทั้งหมดก็เพื่อดำรงเผ่าพันธุ์ไว้ให้อยู่รอด ดีไม่ดีสายพันธุ์ของพวกมันอาจจะหลงเหลือแค่ที่นี่เป็นที่สุดท้ายแล้วก็ได้ อย่าฆ่าพวกมันเลยคะท่านพ่อ"
แม้ว่าเหตุผลของเธอจะถูกต้องซักแค่ไหนก็ตาม แต่ทว่าการปล่อยให้เจ้าสิ่งมีชีวิตชนิดนี้ดำรงอยู่ต่อไป ก็นับว่าเป็นเรื่องที่อันตรายเกินกว่า จะยอมรับได้ หัวหน้าคณะเดินทางรู้สึกหนักใจอย่างมากในการตัดสินใจครั้งนี้ เจ้ากิ้งก่าแผงคอขนาดใหญ่ถือเป็นสายพันธุ์ที่หาได้ยากในปัจจุบัน เรียกว่าใกล้จะสูญพันธุ์เข้าไปทุกที แต่เมื่อพวกมันขวางเส้นทางการค้าระหว่าง2ราชอาณาจักรอยู่เช่นนี้ ก็จำต้องกำจัดทิ้งอย่างไม่ต้องสนเหตุผลใดๆ
"ปวดหัวแล้วสิงานนี้ เวลาก็ยิ่งไม่ค่อยจะมีอยู่ด้วย เฮ้ออ ดันมารู้สึกเป็นพ่อพระในระหว่างปฏิบัติภาระกิจสำคัญอีกด้วย ให้ตายเถอะ"
คล็อกครัชบ่นอย่างหน่ายใจจะกล่าว หันมองปรึกษาทุกคนที่ยืนรายล้อม ทั้งหมดก็ตกอยู่ในสภาพหนักใจไม่ต่างกัน แต่เสียงส่วนใหญ่ร้องขอให้กำจัดเพราะเห็นว่าเป็นภัยมากกว่าสำหรับมนุษย์ มันอาจจะดูเป็นข้อเสนอที่เห็นแก่ตัวแต่ทว่าก็เป็นจริงดังนั้น มีเพียงบุรุษพเนจรคนเดียวเท่านั้นที่ยืนอมยิ้มจ้องไปที่ลูกสาวของเขาก่อนสลับมามองที่เจ้าตัว
"ไคลม์"
"โว้วว อย่ามาถามข้าเลยขอรับท่านหัวหน้า ข้าแค่เป็นคนหลงทางที่มาอาศัยเท่านั้น เรื่องนี้เกี่ยวโยงกับการเดินทางของพวกท่านต่อจากนี้ไป ข้าเชื่อว่าท่านจะต้องอาศัยเส้นทางนี้ในการลำเลียงสินค้าอยู่อีกยาวๆเลย โปรดพินิจเอาเองเถอะขอรับ"
ชายหนุ่มรีบแบรกเขาทันทีเหมือนรู้ชะตากรรม หัวหน้าคณะจุ๊ปากลั่นส่ายหน้าอย่างปวดสมอง
"ก็มัน..."
"แต่ว่า สาวน้อย"
บุรุษพเนจรกล่าวขณะที่หัวหน้าขณะเดินทางกำลังบ่น
"ข้าขอถามอะไรเจ้าหน่อยได้ไหม?"
เขาเพ็งความสนไปที่เด็กหญิง เธอยืนทำหน้ายิ่วคิ้วขมวดเกาะมือบิดาทำท่าไม่ยอมลูกเดียว
"สมมุติว่าท่านพ่อของเจ้ายอมปล่อยพวกมันจริงๆในวันนี้ วันหน้าเมื่อวันใดวันหนึ่งที่พวกเจ้าสัญจรผ่านเส้นทางนี้อีกครั้งแล้วถูกพวกมันจู่โจมเข้า ในวันนั้นเจ้าอาจจะสูญเสียท่านให้กับพวกมัน เจ้าจะยอมได้หรือเปล่า?"
"ข้า.."
เด็กหญิงอ้าปากทำท่าเหมือนจะตอบ แต่ก็นิ่งค้าง
"เห็นไหม นี่แหล่ะคือความอันตรายที่พวกเรากลัวกัน ไม่มีสัตว์ร้ายตนใดที่ไม่ทำร้ายมนุษย์เพียงเพราะเหตุผลว่าเรามีบุญคุณต่อมันในครั้งนี้ ไอ้สัตว์เลือดอุ่นก็พอจะมีโอกาสอยู่บ้าง แต่สำหรับสัตว์เลือดเย็นพวกนี้แล้วเจ้าลืมไปได้เลยว่าพวกมันจะมีความคิดได้ ปราศจาคเหยื่อพวกมันก็ต้องออกล่า บางครั้งเหยื่อของมันก็เป็นมนุษย์แบบเรา อย่าหาว่ามนุษย์รุกรานมันเพียงฝ่ายเดียวเลย สัตว์โลกเบียดเบียนกันเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว สิ่งมีชีวิตทุกชนิดในโลกก็ล้วนห่วงบ้านห่วงพื้นที่ของตัวเองเหมือนกันทั้งหมด อย่าว่าแต่กิ้งก่าพวกนี้เลยแม้แต่พวกเราเองก็เป็นรองถ้ามีใครสักคนบุกรุกบ้านของเราและทำร้ายคนที่เรารักเราก็ตอบโต้เหมือนกัน มันเป็นสัญชาตญาณและความปกติของโลกใบนี้"
เด็กหญิงก้มหน้าเล็กน้อยยอมจำนนต่อเหตุผลของไคลม์ แต่ก็มิวายมีอาการเศร้าสลดอยู่ดี ชายหนุ่มสังเกตอาการของเธอจนเป็นที่พอใจแล้วจึงกล่าวต่อไป
"งั้นเอาแบบนี้เป็นไง สมมุติว่าข้าจะขอให้พ่อของเจ้ายอมไว้ชีวิตพวกมัน แต่เจ้าจะต้องเป็นคนรับผิดชอบชีวิตพร้อมทั้งอบรมพวกมันโดยไม่ให้ไปรังควานคนอื่นๆ เจ้าคิดว่าตัวเองทำได้ไหม?"
"ห๊ะ"
ลิซาน่าอุทานด้วยความตกใจ เช่นเดียวกับคนอื่นๆ
"เห้ยๆๆ ล้อเล่นอะไรหน่ะไคลม์"
รีอาร์ร้องถามสีหน้าบอกบุญไม่รับ แต่ก็ไม่ได้คำตอบจากบุรุษพเนจรเพราะเจ้าตัวมัวแต่สนใจในคำตอบจากปากของคุณหนูตัวเล็ก
หัวหน้าคณะเดินทางไม่ได้กล่าวอะไรทำได้แต่เชื่อใจไคลม์ในการแก้สถานะการณ์เท่านัเน เฝ้าสังเกตอาการของทั้งคู่อยู่งียบๆ
เด็กหญิงถึงกับเงิบไปพักใหญ่ๆ เธอไม่ได้ตั้งตัวกับคำถามที่ได้รับมา ลิซาน่าแทบจะไม่เข้าใจความหมายในการสื่อสารของอีกฝ่าย แต่ด้วยความมีน้ำใจของเธอ จึงทำให้รับปากตอบตกลงไปโดยไม่ได้คิดอะไร
"ดะ..ได้สิ ข้าจะรับผิดชอบเอง"
บุรุษพเนจรยิ้มในตอนแรกที่ได้ฟังและหัวเราะตามมาในภายหลัง เขาเดินเข้าไปหยิบขลุ่ยเขาสัตว์ที่คอของหล่อน ทุกคนเฝ้ามองพฤติกรรมนั้นอย่างสนอกสนใจ
"ขอยืมซักหน่อยนะ เดี๋ยวเดียวเท่านั้นจะเอามาคืน"
ลิซาน่าถอดออกจากคอยื่นให้เขา ในจังหวะนี้เอง นอกจากหัวหน้าคณะเดินทางผู้อยู่ในเหตุการณ์รู้เห็นทุกอย่าง ทุกคนก็เพิ่งรู้ว่าขลุ่ยเจ้าปัญหาอันเป็นสมบัติของกลุ่มโจรมายาสวมฮูดได้ตกมาอยู่ในการครอบครองของลิซาน่าตั้งแต่เมื่อไรไม่ทราบเพราะไม่ได้สังเกต โดยปกติเธอก็สวมขลุ่ยอีกอันติดตัวอยู่ตลอดเวลาจึงทำให้ไม่มีใครสนใจ
"นั่นมัน ของเจ้าลีโอไม่ใช่เหรอ ไปได้มันมายังไงกัน?"
ทาร่าจำได้แม่น
"ก็ยึดมาหน่ะสิ"
ไคลม์หันมาตอบห่วนๆ ก่อนหันหน้าไปหากองไข่ขนาดมหึมานับสิบๆฟอง
"ดูให้ดีลิซาน่า นี่คือวิธีการใช้เจ้าสิ่งนี้ จำลำดับโน๊ตที่ข้าจะบรรเลงจากเสียงให้ฟังเอาก็แล้วกัน"
เมื่อกล่าวเสร็จ เขาก็เริ่มบรรเลงเพลงจากขลุ่ยสีขาว โน๊ตตัวแรกคือ_เร มี_เร ตามมาด้วย _เร โดเรโดลา ไล่เรียงเสียงตามจังหวะของลมที่ใช้ในการเป่า เสียงที่เปล่งออกมาจากลำคอของเจ้าเครื่องเป่าขนาดเล็กนั้น มีความนุ่นลึกและละเอียดอ่อน แตกต่างจากที่เคยได้ยินเมื่อตอนถูกใช้สะกดขบวนเกวียนเป็นไหนๆ
ทุกคนที่สดับรับฟังอยู่รอบข้างต่างรู้สึกเคลิ้มเหมือนถูกมนต์สะกดร่ายใส่ อำนาจแห่งสปิริตที่ถ่ายทอดลงไปในลมผ่านเครื่องดนตรีแปรเปลี่ยนเป็นเสียงรังสรรค์ดุจเสียงร้องของหมู่ภูติตัวน้อยๆนับร้อยร่วมประสานบรรเลง
รังสีใสอบอุ่นแผ่เป็นคลื่นบริสุทธิ์เข้าครอบคลุมบริเวณพื้นที่รอบๆจนหมด เมื่อกระทบสัมผัสเข้ากับเปลือกไข่อย่างหนาพิเศษ ก็ซึมผ่านเข้าไปถึงยังแกนกลางภายใน ทันใดนั้นก็เกิดแรงสั่นสะเทือนจากวัตถุที่ดูคล้ายหินยักษ์จำนวนหลายฟอง ขยับเขยื่อนไปมาทำท่าเหมือนจะปริแตก ปรากฏรอยร้าวขึ้นเล็กๆตามผิวเปลือกนอกและขยายออกเป็นทางยาว
เหล่าลูกขบวนทั้งหลายเมื่อเห็นดังนั้นก็ตื่นจากภวังค์สะกดของมนต์ขลุ่ยวิเศษ ต่างประทับปืนขึ้นเล็งอย่างเร็วจี๋ตามสัญชาตญาณหวาดกลัว พากันถอยออกมากระทั่งหลังติดกระพงเฟิร์นรกทึบและนั่งยองลงโดยไม่ได้นัดหมาย
ไข่ฟองใหญ่จำนวนหลายสิบค่อยๆฟักออกมาจากเปลือกทีละน้อยโดยเริ่มจากส่วนหัวบางฟองเริ่มจากส่วนขาหลัง และตามติดมาด้วยอวัยวะส่วนอื่น พวกมันกระเทาะออกมาอย่างง่ายดายไม่เหมือนกับลูกอ่อนของสัตว์ชนิดอื่นๆ กิ้งก่ายักษ์แผงคอชนิดนี้มีสัญชาตญาณการเอาตัวรอดตั้งแต่อยู่ในเปลือกไข่ พวกมันมีพละกำลังมากพอๆกับจระเข้ขนาดเต็มวัยแม้เป็นเพียงทารกแรกเกิดก็ตาม
"มานี่สิ สาวน้อย"
ไคลม์หันมาเรียกลิซาน่า เด็กหญิงลังเลอยู่สักพักหันมองหน้าบิดาและคนอื่นๆ ก่อนตัดสินใจเดินเข้าไปหาไคลม์ตามคำเรียก
ชายหนุ่มยื่นขลุ่ยคืนให้กับเธอหลังจากนั้น ก็บอกให้บรรเลงตัวโน๊ตตามที่สอนไปเมื่อครู่
"เจ้าจำได้ใช่ไหม"
เด็กหญิงพยักหน้าแทนคำตอบเพราะอยู่ในอาการอึ้งกับสิ่งที่เห็น เธอใช้เวลาไม่นานในการตั้งสติแล้วบรรเลงตัวโน๊ตตามแบบฉบับของชายหนุ่มที่เป่าไว้เป็นแนวทาง
เสียงเพลงที่บรรเลงออกไป ส่งผลให้ บรรดาลูกกิ้งก่า ที่เพิ่งฟักออกมาจากไข่ลำตัวเหนียวเหนอะหนะไปด้วยเมือก ค่อยๆลืมตาตื่นขึ้นมามองโลก มันส่งเสียงร้องเหมือนกับลูกจระเข้เพิ่งเกิด ค่อยๆเอียงหูฟังและปรับสายตามองดูแสงแรกหลังจากฟักเป็นตัว คลานต่วมเตี้ยมขาสั่นเทิ่มปีนออกมาจากเปลือกเดินมาหาลิซาน่าที่กำลังบรรเลงเพลงอยู่ข้างไคลม์
หัวหน้าคณะเดินทางส่งเสียงร้องเตือนลูกสาวเบาๆด้วยความเป็นห่วง สิ่งมีชีวิตเลื้อยคลานสี่เท้าความยาวประมาณเกือบๆ3เมตร ผิวหนังอ่อน สีออกชมพู มองเห็นเส้นเลือดฝอยตลอดลำตัว บางตัวมีแผงคอบางตัวไม่มีแผงคอ ฟันเล็กๆแหลมเรียวยาวเรียงเป็นแถวสลับกันดูหน้ากลัวเผยออกมาให้เห็นเมื่อมันอ้าปากร้อง พวกมันจ้องมองเด็กหญิงตัวเล็กด้วยสายตาชวนพิศวงน่าเอ็นดู ใช่แล้ว ในขณะที่สดับฟังเสียงดนตรีซึ่งบรรเลงโดยเจ้าหล่อน พร้อมกับมองเห็นเธอเป็นคนแรกภายหลังฟักเป็นตัว พวกมันทั้งหมดก็หลงคิดว่าเธอคือแม่ผู้ให้กำเนิดอย่างไม่ต้องสงสัยเลย
"งานเข้าแล้วสิแบบนี้"
หัวหน้าคณะเดินทางอุทานเหมือนจะรู้ชะตากรรม
(โปรดติดตามตอนต่อไป)
บทประพันธ์ : มังกรขาวเล่าเรื่อง