บทที่ 14 หากจะโทษก็โทษตัวท่านเองเถิด
อู๋จิ้งอวิ๋นเอนกายพิงหัวเตียงขณะกำลังหมุนปิ่นหยกที่อยู่ในมือ พลางเปรียบเทียบตระกูลของพระสนมเหลียงกับเรือนของฉีเหลียงเซิงเสนาบดีกรมคลัง
ซึ่งเื่ราวความบาดหมางระหว่างฉีเหลียงเซิงและโหวหย่งหนิงนั้น เล่ากันว่าเกิดจากความแค้นเมื่อครั้งวัยเยาว์ และเมื่อครั้งที่โหวหย่งหนิงยังมีชีวิตอยู่ เมื่อทั้งสองพบกันทีไรก็มักจะแสดงสีหน้าเ็าต่อกัน ไม่ต่างจากความอาฆาตที่ไม่รู้จักจบสิ้น
ทว่าหลังจากที่โหวหย่งหนิงล่วงลับไปแล้ว กลับไม่ปรากฏว่าฉีเหลียงเซิงได้กระทำสิ่งใดต่อโหวหย่งหนิง
ส่วนความขัดแย้งระหว่างตระกูลของพระสนมเหลียงและโหวหย่งหนิงนั้น ประการที่หนึ่งคือ พระสนมเหลียงเคยเชื้อเชิญโหวหย่งหนิงให้เข้าพวกแต่กลับถูกปฏิเสธ เป็เหตุให้องค์ชายรองที่เกิดจากพระสนม เหลียงไม่พอใจเซียวไฮว่ จึงวางแผนใส่ร้ายโหวหย่งหนิง ทว่าถูกโต้กลับจนต้องสูญเสียยิ่งกว่าเดิม
ประการที่สอง น้องสะใภ้คนรองพระสนมเหลียง ผู้เป็ฮูหยินของผู้นำตระกูลเหลียงคนปัจจุบัน ในอดีตนางเคยหลงรักโหวหย่งหนิง ทว่าโหวหย่งหนิงกลับแต่งงานกับโหวฮูหยินคนปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้ เหลียงฮูหยินจึงยังคงเก็บกดความแค้นที่มีต่อโหวฮูหยินไว้จนทุกวันนี้
เมื่อไตร่ตรองดูอย่างละเอียดแล้ว ฉีเหลียงเซิงดูจะเป็สุภาพบุรุษเสียมากกว่า ขณะที่ตระกูลเหลียงมักกระทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยความอวดดีและไม่เกรงกลัวผู้ใด หากเลือกส่งข่าวให้ตระกูลเหลียง ดูเหมือนว่าจวนโหวหย่งหนิงจะได้รับผลกระทบที่รุนแรงกว่า
เช่นนั้น ตระกูลเหลียงก็แล้วกัน
อู๋จิ้งอวิ๋นลดสายตามองนิ้วมือเรียวเล็กและขาวนวลของตนเอง พลางสูดหายใจลึก ๆ โหวฮูหยินอย่าได้โกรธเคืองข้าเลย ในเมื่อท่านดันให้กำเนิดบุตรชายที่โง่เขลาและไร้ความสามารถเช่นนี้ออกมา
เมื่อตัดสินได้ใจแล้ว อู๋จิ้งอวิ๋นก็ไม่ใช่ผู้ที่จะมัวรีรอ นางลงจากเตียงพลางหยิบกระดาษธรรมดาแผ่นหนึ่ง จากนั้นจึงใช้มือซ้ายกำพู่กันแล้วเริ่มเขียน นางสาธยายถึงสาเหตุที่ทำให้ตระกูลหลิวต้องรับโทษ ชะตากรรมที่หลิวปี้ฉินควรจะต้องเผชิญ และสถานที่ที่เซียวอวี้เฉินซุกซ่อนตัวนางไว้
หลังจากเขียนเสร็จ นางจึงนำมาตรวจทานอีกครั้งก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างพึงพอใจ แม้ตัวอักษรจะดูไม่สวยงามนัก ทว่าก็ไม่อาจมีผู้ใดจำแนกได้ว่าเป็ลายมือของนาง ยามนี้ยังไม่ถึงคราที่จะต้องเผชิญกับหน้าจวนโหวหย่งหนิงโดยตรง เช่นนั้นจึงไม่ควรให้ผู้ใดล่วงรู้ว่านาง
คือผู้แพร่งพรายความลับของเซียวอวี้เฉิน
จวนโหวหย่งหนิงและจวนถังกั๋วกงต่างก็มีรากฐานอันมั่นคงในเมืองหลวง แม้จะเกิดเื่ใหญ่ขึ้น จวนโหวหย่งหนิงก็คงได้รับความเสียหายเพียงเล็กน้อย ทว่าจะหวังให้ล่มสลายคงจะเป็ไปไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้น ตัวนางเองที่จะต้องเสื่อมเสีย หากมีผู้ล่วงรู้ว่านางคือผู้กระทำการในครั้งนี้
ไม่ว่าจะอย่างไร ยามนี้นางและเซียวอวี้เฉินยังมีข้อตกลงเื่การหมั้นหมายกันอยู่ การแพร่งพรายเื่ของคู่หมั้นตนเองนั้น ไม่ว่าเขาจะมีความผิดจริงหรือไม่ นางจำต้องถูกตราหน้าว่าโเี้อย่างแน่นอน
ทว่าสำหรับหลิวปี้ฉินนั้น จำต้องทำให้ชีวิตที่เหลืออยู่ของนางตกต่ำยิ่งกว่าความตาย
อู๋จิ้งอวิ๋นสูดหายใจเข้าลึก ๆ พลางพับจดหมายใส่ซองเป็อย่างดี จากนั้นก็เรียกสาวใช้ให้เข้ามาแต่งหน้าและเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ ก่อนออกไป นางจำต้องรายงานนางเฝิงเสียก่อน ทั้งนี้ นางเฝิงยังคงทำทีเป็แม่พระเมื่ออยู่ต่อหน้านาง ไม่ว่าอย่างไรก็จะตามใจนางทั้งสิ้น
เป็ดั่งคาด นางเฝิงเพียงกำชับด้วยความรักใคร่สองสามประโยค ก่อนจะอนุญาตให้นางออกจากจวนไปได้
ขณะนั่งรถม้าออกไป ฟังเสียงรถม้าดังกุก ๆกัก ๆ อู๋จิ้งอวิ๋นเปิดม่านหน้าต่างแล้วมองออกไป วันนี้อากาศแจ่มใส แสงแดดสาดส่องจนแสบตา ทว่าความรู้สึกอบอุ่นนี้ก็ทำให้คนเราเคลิบเคลิ้มได้
ผู้คนบนถนนต่างสัญจรไปมา ช่างจอแจและเต็มไปด้วยกลิ่นอายชีวิต
ก่อนจากไปในชาติก่อน นางต้องทนทุกข์ทรมานจากอาการป่วยเรื้อรังอยู่เกือบปี แทบจะไม่ได้ออกไปไหน บัดนี้ มองถนนหนทางที่คราคร่ำไปด้วยผู้คน นางอดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้ การมีชีวิตอยู่อย่างแข็งแรงช่างเป็เื่วิเศษเสียจริง!
นางปิดม่านลง แล้วก้มมองจดหมายในมือ นางคิดหายาจกน้อยข้างถนนสักคน เพื่อให้เขาส่งจดหมายไปยังจวนตระกูลเหลียง
เหล่าขุนนางเก่าแก่ในเมืองหลวง มักอาศัยอยู่ในเขตตะวันออกแทบทั้งสิ้น ตระกูลเหลียงเพิ่งรุ่งเรืองขึ้นหลังจากพระสนมเหลียงเป็ที่โปรดปราน ซึ่งยังไม่นานนัก เช่นนั้นจวนตระกูลเหลียงจึงไม่ได้อยู่ในเขตตะวันออก ทว่าอยู่ในเมือง ซึ่งค่อนข้างห่างไกลจากจวนตระกูลอู๋ ใช้เวลาเดินทาด้วยรถม้าเกือบครึ่งชั่วยามกว่าจะถึง
นางสั่งให้สารถีหยุดม้าลงที่ข้างถนนไม่ไกลจากจวนตระกูลเหลียง อู๋จิ้งอวิ๋นเปิดม่านพลางมองหายาจกน้อยเพียงสักคน ทว่าหางตากลับไปสะดุดเขากับเงาร่างในชุดสีครามที่อยู่ไม่ไกลนัก
เซียวอวี้เฉิน เซียวอวี้เฉินใน่วัยหนุ่ม
ยังคงเป็ภาพที่ถูกตรึงอยู่ในความทรงจำ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปเนิ่นนานเพียงใด หยกงามเช่นเขาก็มิอาจหาผู้ใดมาเทียบได้
หัวใจรู้สึกเ็ปราวกับถูกฉีกออกเป็ชิ้น อู๋จิ้งอวิ๋นกำจดหมายไว้แน่นจนกระดาษยับยู่ยี่ พลันดวงตาก็พร่ามัวลง
ความจริงแล้วในชาติก่อน พวกเขาต่างก็เคยมีความสุขด้วยกันอยู่่เวลาหนึ่ง ทว่าต่อมาเมื่อเซียวอวี้เฉินเริ่มเ็าลงห่างเหินไปเรื่อย ๆ พร้อมกับเล่ห์เหลี่ยมที่ไม่มีวันสิ้นสุดของหลิวปี้ฉิน ่เวลาแห่งความสุขเ่าั้ก็ค่อย ๆ ถูกความเ็ปและความเกลียดชังกลืนกินไปจนหมดสิ้น นึกไม่ถึงว่ายามนี้จะหวนกลับมาคิดถึงได้
“คุณหนู เป็อะไรไปหรือเ้าคะ?” สาวใช้นาม ‘ซิ่งเอ๋อร์’ เห็นคุณหนูของตนน้ำตาไหลก็อดเป็ห่วงไม่ได้
“ไม่เป็ไร” อู๋จิ้งอวิ๋นใช้ผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตา ก่อนจะก้มลงรีดจดหมายที่ยับยู่ยี่ให้เรียบ พลางคิดในใจ ‘เซียวอวี้เฉิน ท่านอย่าได้มาโทษข้าที่ใจร้าย หากข้าไม่ได้แก้แค้นเื่ที่เกิดขึ้นในชาติก่อน เกรงว่าชาตินี้ข้าจะอยู่อย่างเป็สุขไม่ได้ หากจะโทษก็โทษตัวท่านเองเถิด’
นางสูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วส่งจดหมายให้ซิ่งเอ๋อร์ พร้อมกำชับให้ทำตามคำสั่ง ซิ่งเอ๋อร์รับจดหมายแล้วเปิดม่านเตรียมลงจากรถ ทว่าอู๋
จิ้งอวิ๋นกลับรั้งตัวนางไว้ ก่อนจะหยิบผ้าคลุมใบหน้าให้ “เอาไปใส่”
เพื่อไม่ให้ผู้ใดมองเห็นใบหน้า
ซิ่งเอ๋อร์รับผ้าคลุมมาปกปิดใบหน้า แล้วลงจากรถม้าทางด้านหลัง จากนั้นตรงไปหายาจกน้อยผู้หนึ่ง หยิบยื่นเงินทองแดงให้กับเขาไปสองสามอัน แล้วสอนวิธีกล่าวอยู่หลายครั้ง ก่อนจะแอบซ่อนอยู่ในมุมหนึ่ง เพื่อมองดูเขาเดินไปยังจวนตระกูลเหลียง
เมื่อเทียบกับจวนตระกูลอู๋แล้ว ประตูทางเข้าจวนตระกูลเหลียงนั้นงดงามวิจิตรยิ่งกว่า ทั้งยังมีทหารรักษาการณ์สองนายยืนตระหง่านดูน่าเกรงขามนัก
ทหารรักษาการณ์แลเห็นยาจกน้อยเดินเข้ามาแต่ไกล จึงเริ่มไล่ตะเพิด “ไปให้พ้น นี่ไม่ใช่ที่ที่เ้าควรมา”
ยาจกน้อยกลัวมาก ทว่าเมื่อคลำเงินทองแดงในกระเป๋าเสื้อก็รู้สึกฮึกเหิม จึงรวบรวมความกล้าแล้ววิ่งเข้าไปหยุดลงเบื้องหน้า ห่างจากทหารรักษาการณ์ราวหกก้าว ก่อนจะยกซองจดหมายในมือขึ้น “นี่คือ… นี่คือ มีคนให้ข้านำมาให้ฮูหยินรองแห่งจวนตระกูลเหลียง สิ่งนี้สำคัญนัก หากพวกท่านเอาไปส่งไม่ได้ แน่นอนว่าจะถูกตำหนิ”
ยาจกน้อยกล่าวจบก็วิ่งไปยัดจดหมายไว้ในมือทหารรักษาการณ์นายหนึ่ง ก่อนจะรีบวิ่งหนีไป ทหารรักษาการณ์นายนั้นถือจดหมายอยู่ครู่หนึ่ง โดยไม่รู้จะทำเช่นไรดี จดหมายที่ยาจกนำมาให้ฮูหยินรอง จะถูกลงโทษหรือไม่?
ทว่าหากเป็เช่นยาจกน้อยกล่าวไว้ว่ามีความสำคัญเล่า? สองทหารรักษาการณ์หารือกันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจมอบให้พ่อบ้านเป็ผู้ตัดสิน
พ่อบ้านแห่งจวนตระกูลเหลียงได้รับจดหมายก็ลังเลอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะมอบจดหมายนั้นให้ ‘แม่นมไช่’ คนสนิทข้างกายของฮูหยินรองแห่งจวนตระกูลเหลียง แม่นมไช่ถือจดหมายเข้าไปในเรือนของฮูหยินรอง พลางได้เห็นสองชาวใช้ต้นห้องของคุณชายรองกำลังคุกเข่าอยู่ที่ชานเรือนพร้อมรอยนิ้วมือที่ปรากฏอยู่บนใบหน้าของทั้งสองนาง
แม่นมไช่แสร้งทำเป็มองไม่เห็น ก่อนจะเปิดม่านเข้าไปในห้อง ฮูหยินรองกำลังยื่นมือให้สาวใช้ตัวน้อยแต่งเล็บให้ มือของนางช่างขาวนวลอวบอิ่ม แม่นมไช่เดินเข้าไปแล้วคำนับ “ฮูหยินรอง พ่อบ้านให้คนนำจดหมายมาส่ง บอกว่าเป็จดหมายถึงท่าน”
แม่นมไช่ปิดเื่ของยาจกน้อยไว้ มิเช่นนั้นฮูหยินรองจะไม่แตะต้องจดหมายฉบับนี้เป็แน่
ฮูหยินรองแห่งตระกูลเหลียงแลเห็นซองจดหมายในมือแม่นมไช่แล้วกล่าวขึ้นอย่างช้า ๆ “ผู้ใดส่งมา?”
“พ่อบ้านไม่ได้บอกไว้” ฮูหยินรองรับจดหมายมาอย่างไม่เต็มใจนัก ยิ่งมองเห็นตัวอักษรบิด ๆ เบี้ยวๆ บนจดหมายฉบับนั้นก็ยิ่งทำให้นางรู้สึกโกรธขึ้นมา ทว่าเมื่อเหลือบตัวอักษรสามตัวที่อ่านว่า ‘โหว หย่ง หนิง’ นางก็ระงับความโกรธแล้วเริ่มอ่านอย่างถี่ถ้วน
ยิ่งได้อ่าน มุมปากของนางก็ยิ่งยกสูงขึ้น เมื่อถึงคราวได้อ่านจนจบ นางก็หัวเราะออกมา “ ถังซูอี๋ ข้าจะดูว่าครานี้เ้าจะโอหังได้อีกหรือไม่!”
ใน่สองสามปีมานี้ ฮูหยินรองมีน้ำมีนวลขึ้นมาบ้าง เมื่อนางหัวเราะขึ้นมา เนื้อที่คางของนางจึงสั่นเป็ระลอก ๆ พลางเก็บจดหมายฉบับนั้นเข้าซองไป ก่อนจะกล่าวกับแม่นมไช่ด้วยความพึงพอใจ “ไปตามคุณชายรองมาหาข้าที บอกว่ามีเื่เกี่ยวกับจวนโหวหย่งหนิง”
แม่นมไช่ได้ยินเช่นนั้นก็รีบไปแจ้งแก่คุณชายรอง เื่ความบาดหมางระหว่างจวนเหลียงและจวนโหวหย่งหนิงนั้นแทบจะเป็ที่รู้กันทั่วทั้งเมืองหลวง
เมื่อมาถึงหน้าเรือน คุณชายรองกำลังวาดภาพอยู่ในห้องหนังสือ ข้าง ๆ มีสาวใช้รูปงามนางหนึ่งยืนอยู่ด้วยท่วงท่างดงาม คุณชายรองเหลือบมองนางอยู่เนือง ๆ สายตาของคนทั้งสองสบประสานกันอย่างลึกซึ้ง
“คุณชายรอง ฮูหยินรองเชิญท่านเข้าพบ” แม่นมไช่เอ่ยขึ้น
“ไม่มีเวลา” คุณชายรองโบกมืออย่างไม่สบอารมณ์
“ฮูหยินรองบอกว่ามีเื่เกี่ยวกับจวนโหวหย่งหนิง" แมไช่กล่าวต่อ
คุณชายรองชะงักมือที่กำลังวาดภาพ พลันคิ้วที่เคยขมวดแน่นก็คลายลง ก่อนจะวางพู่กันลงในมือสาวใช้ผู้นั้น แล้วก้าวเดินออกไปทางด้านหลังเรือน