“กลับมาแล้วสินะ”
เสียงอ่อนแรงดังขึ้นอย่างแ่เบาจากเด็กหนุ่มร่างบางเ้าของใบหน้าอันงดงามดุจดั่งเทพเซียนบน์ที่จะเรียกได้ว่าหล่อก็ได้สวยก็ดี ประกอบกับในเวลานี้มีแสงอรุณอ่อนๆ ยามเช้าสาดส่องลอดผ่านม่านหน้าต่างเข้ามาตกกระทบลงบนใบหน้าของเด็กหนุ่มพอดียิ่งทำให้ใบหน้าที่์บรรจงสร้างด้วยความประณีตนี้มีความงดงามมากขึ้นไปอีกเป็เท่าตัว
ร่างบางสมส่วนขยับตัวบนเตียงหนานุ่มเล็กน้อยพร้อมกับกะพริบตาถี่ๆ เพื่อขับไล่ความง่วงงุนอยู่ครู่หนึ่งหลังจากถูกรบกวนจากแสงแดดยามเช้า เพื่อปรับตัวให้ชินกับสภาพปัจจุบันหลังจากหลับใหลจากโลกนี้มาเป็เวลานานก่อนที่จะลืมตาขึ้นแล้วหันไปมองปฏิทินดิจิตอลที่ติดอยู่บนฝาผนัง
“ 15 มกราคม 2023วันนี้เป็วันที่คนพวกนั้นกลับมาจากโรงพยาบาลหลังจากที่พากันไปเฝ้าสมบัติของครอบครัวกันสินะ”
เด็กหนุ่มเ้าของใบหน้าฟ้าประทานพูดขึ้นก่อนที่จะก้าวลงจากเตียงหลังใหญ่แล้วพาตัวเองไปยืนอยู่ตรงหน้ากระจก
“นานมากแล้วสินะที่เราไม่ได้เห็นใบหน้าที่แท้จริงของตัวเองแบบนี้”
เร็น เรย์มิงตัน พูดขึ้นพร้อมกับยิ้มบางๆ ให้กับตัวเองหน้ากระจก ภาพที่สะท้อนออกมาเป็ภาพของเด็กหนุ่มวัย 20 ปีรูปร่างสูงโปร่ง ส่วนสูงประมาณ 178 เิเ มีกล้ามเนื้อบางๆ แบบคนที่ออกกำลังกายเป็ประจำผิวขาวผ่องออร่าเปล่งประกาย รูปหน้าเรียวสวย พวงแก้มขาวอมชมพู ริมฝีปากสวยเป็กระจับได้รูปสีเชอร์รี่อย่างคนสุขภาพดีคิ้วโก่งดั่งคันศร ผมหนานุ่มสีน้ำตาลช็อกโกแลต
และส่วนที่สะดุดตามากที่สุดก็คงหนีไม่พ้นดวงตากลมโตเหมือนกวางสีอัลมอนด์ที่พร้อมจะทำให้คนตกหลุมรักได้ทันทีที่จ้องมองมาคู่นั้นถ้าจะเปรียบภาพที่เร็น เรย์มิงตันเห็นอยู่ตรงหน้าของตัวเองนั้นเป็ภาพของเทพบุตรที่หนีลงมาจาก์เพื่อมาเที่ยวบนโลกมนุษย์ก็คงจะไม่เกินความเป็จริงไปสักเท่าไหร่
“กลับมาทำในสิ่งที่ควรทำนะเร็นรักตัวเองให้มากๆ ใช้ชีวิตอย่างอิสระในแบบที่้า เป็ตัวของตัวเองให้เต็มที่ ทำในสิ่งที่อยากทำแล้วก็ไม่ต้องไปสนใจคนพวกนั้นอีก บนโลกนี้ไม่มีใครที่รักและหวังดีกับนายไปมากกว่าตัวนายอีกแล้วล่ะ”
เร็นเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แน่วแน่พร้อมกับจ้องมองดวงตาอันมุ่งมั่นที่สะท้อนออกมาจากกระจกก่อนที่จะเดินไปคว้าผ้าขนหนูบนราวแขวน แล้วตรงไปยังห้องน้ำเพื่ออาบน้ำชำระร่างกายและทำจิตใจให้สงบไปพร้อมๆกับคิดแผนการว่าหลังจากนี้จะทำอย่างไรต่อไปกับชีวิต ใช้เวลา 30 นาทีเร็นก็การอาบน้ำและแต่งตัวเสร็จวันนี้เด็กหนุ่มเลือกที่จะสวมใส่เสื้อผ้าสีสันสดใสอย่างเสื้อยืดสีชมพูโอลด์โรสคู่กับกางเกงยีนส์ขายาวสีซีดขับลุคให้เ้าตัวดูน่ารักและสดใสมากขึ้น
เร็นยิ้มอย่างพึงพอใจให้กับตัวเองครู่หนึ่ง ก่อนที่จะเดินไปหยิบเอากระเป๋าเดินทางใบใหญ่ที่เคยซื้อเอาไว้ตอนที่ไปเข้าค่ายกับโรงเรียนเก่ามาเปิดออกร่างบางกวาดเอาเสื้อผ้าและสิ่งของบางส่วนที่เขาเป็คนซื้อด้วยตัวเองจากเงินที่หาได้จากการแต่งนิยายขายบนโลกออนไลน์ลงในกระเป๋าผ่านไป 1 ชั่วโมง เสื้อผ้าและสิ่งของที่จำเป็ก็ถูกย้ายลงมาจัดวางในกระเป๋าอย่างเป็ระเบียบ
เร็นตรวจเช็คความเรียบร้อยอีกครั้งก่อนที่จะปิดกระเป๋าเดินทางหลังจากนั้นก็เดินไปเก็บพวกเอกสารสำคัญอย่างบัตรประจำตัวประชาชน เอกสารของมหาวิทยาลัยสมุดบัญชีและบัตรธนาคารเคยที่แอบทำเอาไว้สมุดบัญชีธนาคารของแม่บุญธรรมที่เคยให้เขาเอาไว้ก่อนที่จะเดินทางมาที่เมืองหลวง รวมถึงเงินสดเก็บลงในกระเป๋าสะพายข้าง และไม่ลืมที่จะหยิบอุปกรณ์สำคัญอย่างแล็ปท็อปและแท็บเล็ตติดมาด้วยพร้อมที่จะออกไปจากสถานที่ที่เต็มไปด้วยความทรงจำที่เลวร้ายแห่งนี้ก่อนที่คนพวกนั้นจะกลับมาแต่เหมือนโชคชะตาจะไม่เป็ใจอย่างที่คิด
ก๊อก ก๊อก ก๊อก !!!
เสียงเคาะประตูดังขึ้นอย่างแรงก่อนที่เร็นจะทันได้ก้าวออกจากห้องบ่งบอกถึงอารมณ์ที่คุกรุ่นของคนที่ยืนอยู่หลังประตูได้อย่างชัดเจน
“พี่เร็น !! พี่จะนอนกินบ้านกินเมืองไปถึงไหนนี่มัน 9 โมงแล้วนะ พี่ยังนอนอยู่บนห้องอยู่อีกเหรอ !! วันนี้พี่มาร์ตี้ออกจากโรงพยาบาลแล้วนะทำไมพี่ไม่ไปรอรับพวกเราด้านล่างอย่างน้อยพี่ควรแสดงความรับผิดชอบโดยการไปขอโทษพี่มาร์ตี้อย่างจริงใจซะอย่าทำตัวเป็คนไม่มีสามัญสำนึกแบบนี้ได้ไหม เพราะแบบนี้ไงพี่ถึง.....เหวอ !!!”
ยังไม่ทันที่เ้าของเสียงรบกวนความสงบอย่างแม็กเวล เรย์มิงตัน จะพูดจบ ประตูห้องก็ถูกเปิดออกมาอย่างแรงจนแม็กเวลที่ไม่ทันได้ตั้งตัวถึงกับร้องเสียงหลงออกมาด้วยความใและก้าวถอยหลังหนีไปสามก้าวก่อนที่เ้าตัวจะตั้งสติได้แล้วมองไปยังพี่ชายแท้ๆ ของตัวเองที่อยู่ตรงหน้า ก่อนที่สายตาจะเลื่อนผ่านไปเห็นกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ที่อยู่ข้างๆตัวของเร็น
“นี่พี่จะทำอะไรอีกพี่เร็นพี่จะหนีออกมาบ้านเพื่อหนีปัญหาอีกแล้วเหรอ คราวนี้จะหนีไปกี่วันดีล่ะ สองวันหรือสามวันดี”
“จะกี่วันก็ไม่ใช่เื่ของนาย หลบไป”
แม็กเวลผงะไปทันทีหลังจากได้รับคำตอบและท่าทางที่เ็าจากพี่ชายของตัวเองซึ่งเป็คนที่เขาคิดว่าไม่มีวันที่จะทำท่าทางแบบนี้ใส่เขาหรือคนในครอบครัวเด็ดขาด พี่ชายผู้อ่อนต่อโลกของเขาคนนี้มักจะชอบทำตัวประจบประแจงเอาใจคนในครอบครัวเพื่อให้พวกเขาสนใจอยู่เสมอคงจะทำแบบนี้เพื่อเรียกร้องความสนใจอีกตามเคย คิดได้ดังนั้นแม็กเวลจึงตอบโต้เร็นกลับไปทันทีด้วยโทสะ
“พี่เป็บ้าไปแล้วเหรอ !! อย่าทำตัวมีปัญหาได้ไหมแค่ไปขอโทษพี่มาร์ตี้ทุกอย่างมันก็จบแล้ว !! ที่พี่มาร์ตี้ต้องเข้าไปนอนในโรงพยาบาล3 วันมันก็เป็เพราะพี่นะ พี่ยังมีจิตสำนึกอยู่ไหม ยิ่งพี่ทำตัวแบบนี้พ่อ แม่และคนอื่นๆในบ้านยิ่งไม่พอใจในตัวพี่นะหัดทำตัวให้มันดีดีบ้างไม่ได้เหรอ”
“ทำไมฉันต้องขอโทษทั้ง ๆที่ไม่ได้ทำอะไรผิด”
เร็นพูดสั้นๆ อย่างเฉยชาก่อนที่จะหันกลับไปลากกระเป๋าแล้วเดินหลบเ้าตัวปัญหาที่ยืนขวางทางอยู่ออกไปทิ้งให้แม็กเวลยืนเหวออยู่กับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้น พอตั้งสติได้แม็กเวลจึงรีบเดินไปคว้าข้อมือของร่างบางเอาไว้พร้อมกับออกแรงบีบอย่างแรง
“พี่เป็บ้าไปแล้วจริงๆสินะ!! เพราะแบบนี้ไงพี่ถึงเข้ากับคนในบ้านไม่ได้ต่อให้พี่ทำตัวเรียกร้องความสนใจยังไง พ่อกับแม่และคนอื่นๆ ไม่มีวันสนใจแล้วก็รักพี่หรอกนะ!! ถ้าไม่มีผม ก็ไม่มีใครในบ้านนี้ที่อยากจะคุยกับพี่แล้วจำเอาไว้ด้วย !!”
คำพูดที่แสนโหดร้ายถูกเปล่งออกมาจากปากของน้องชายแท้ๆที่ครั้งหนึ่งเร็นเคยเอ็นดูมากในชาติก่อน ถ้าเป็ตัวเขาในอดีตก็คงจะร้องไห้ฟูมฟายตีโพยตีพายทันทีที่ได้ยินคำพูดลักษณะนี้ แต่ตอนนี้ทุกอย่างมันต่างออกไปแล้ว เร็นหันไปมองข้อมือที่ถูกบีบเอาไว้ด้วยสายตาเ็าก่อนที่จะสะบัดข้อมือออกจากเกาะกุมของ แม็กเวลอย่างแรงแล้วหันกลับไปลากกระเป๋าเดินตรงไปที่บันไดเพื่อลงไปด้านล่างทันทีแม็กเวลเห็นแบบนั้นจึงรีบเดินตามไป ภายในใจเกิดความรู้สึกไม่ชอบมาพากลขึ้นมา เหมือนกับว่าั้แ่วันนี้เป็ต้นไปทุกอย่างจะไม่มีวันเหมือนเดิมไปตลอดกาล
“นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้ว!! ทำไมเ้าตัวปัญหาจอมก่อเื่ยังไม่ลงมาด้านล่างอีก!! เอาแต่ขลุกตัวอยู่บนห้อง แทนที่จะมารอรับคนอื่นๆ กลับบ้านแบบนี้มันใช้ได้ที่ไหนกันตัวเองเป็ต้นเหตุให้มาร์ตี้ต้องเข้าโรงพยาบาลแท้ๆ นะ เลี้ยงเสียข้าวสุขจริงๆทำไมฉันต้องมีลูกแบบเ้าเด็กนี่ด้วย!!”
“คุณแม่ใจเย็นๆ ก่อนนะครับถ้าเร็นมาได้ยินเข้า เขาต้องเสียใจมากแน่ๆ เลยครับ”
เสียงบทสนทนาระหว่างคุณนาย เอลิมี่เรย์มิงตัน ดีไซเนอร์และเ้าของแบรนด์เสื้อผ้าชื่อดังระดับประเทศ และ มาร์ตี้เรย์มิงตัน ดังสนั่นไปทั่วทั้งบ้าน เหมือนกับว่าจงใจให้บุคคลที่สามที่อยู่ในบทสนทนานี้ได้ยินด้วย
“โถ หนูมาร์ตี้ ทั้ง ๆ ที่เ้าเด็กนั่นเป็ต้นเหตุที่ทำให้หนูต้องเข้าไปนอนในโรงพยาบาลตั้ง3 วันแท้ๆ ยังมีความเป็ห่วงเป็ใยให้ อ่อนโยนแบบนี้มาั้แ่เด็กจนโตไม่เปลี่ยนไปเลยนะ”
คุณนายเอลิมี่พูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงก่อนจะยื่นมือไปลูบหัวหนุ่มน้อยที่เปรียบเหมือนแก้วตาดวงใจของคนในบ้านอย่างมาร์ตี้เธอเลี้ยงดูมาร์ตี้มาั้แ่เกิด เขาเป็เด็กที่ป่วยง่าย เธอจึงประคบประหงมมาอย่างดีอยากเรียนอะไรก็ได้เรียน อยากได้อะไรก็หามาให้ ถึงแม้ว่าเธอจะมารู้ความจริงในภายหลังว่ามาร์ตี้ไม่ใช่ลูกแท้ๆของตัวเอง แต่เธอก็ยังรักและเอ็นดูหนุ่มน้อยคนนี้เหมือนเดิมหรืออาจจะมากกว่าเดิมด้วยซ้ำเพราะเกิดความรู้สึกสงสาร ที่สำคัญคือมาร์ตี้เป็เด็กที่อ่อนโยนและใจดีมาั้แ่เด็กๆมันก็สมเหตุสมผลแล้วที่เขาจะได้รับความรัก ความเอาใจใส่จากคนในครอบครัวแบบนี้
เร็นที่บังเอิญเดินมาเห็นฉากนี้พอดีได้แต่มองผ่านไปด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ก่อนจะเร่งฝีเท้าให้ไวขึ้นกว่าเดิม เพื่อที่จะพาตัวเองออกไปจากสถานที่แห่งนี้ให้เร็วที่สุด
“เอ๊ะ!! เดี๋ยวก่อนนั่นแกจะทำอะไร แกจะไปไหนอีกเร็น!! แค่นี้แกยังก่อความวุ่นวายไม่พออีกเหรอรู้หรือเปล่าว่าทั้งบ้านวุ่นวายเพราะแกมา 3 วันแล้วนะแกยังกล้าที่จะสร้างเื่เพิ่มอีกเหรอ ฉันควรจะทำยังไงกับแกดีเนี่ย”
คุณนายเอมิลี่ตวาดเสียงดังลั่นบ้านก่อนทำท่าคล้ายจะเป็ลมทันทีที่เห็นเร็นกำลังจะลากกระเป๋าผ่านหน้าตัวเองไป พลางคิดในใจว่าทำไมลูกของเธอคนนี้ช่างดื้อด้านต่างจากลูกคนอื่นๆของเธอที่ไม่เคยสร้างความลำบากใจให้เธอเลยแม้แต่ครั้งเดียว
“คุณแม่ครับ!! เร็น การที่นายทำตัวดื้อด้านไร้เหตุผลแบบนี้ มันทำให้คุณแม่เหนื่อยใจมากๆเห็นไหม เมื่อไหร่จะโตเป็ผู้ใหญ่ แล้วเลิกทำตัวแย่ๆ กับหยุดสร้างความวุ่นวายให้คนอื่นสักที!!”
เมสัน เรย์มิงตัน รีบเดินเข้ามาประคองร่างของคุณนายเอมิลี่ทันทีที่เห็นแม่ตัวเองกำลังจะเป็ลมล้มพับลงไปก่อนที่จะหันไปตำหนิน้องชายที่ชอบทำตัววุ่นวายของตัวเอง
เร็นเมินเฉยกับคำพูดเ่าั้ ไม่แม้แต่จะหันกลับมามองตั้งหน้าตั้งเดินตรงไปยังประตูทางออกเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแต่เดินไปได้ไม่นานก็รู้สึกถึงแรงดึงเล็กๆ ตรงข้อมือ จนต้องหันกลับมามอง แล้วพบกับหนุ่มน้อยหน้าตาหวานละมุนเหมือนตุ๊กตากระเบื้องเคลือบอย่างมาร์ตี้ยืนน้ำตาคลอเบ้าอยู่
“เร็น อย่าทำแบบนี้เลยนะ ฮึก!เร็นไม่ต้องขอโทษมาร์ตี้ก็ได้ เื่นี้มาร์ตี้ยอมรับผิดเองก็ได้นะฮึก! เร็นอย่าทำแบบนี้เลย มันยิ่งทำให้คุณแม่ลำบากใจนะ”
“มันควรจะเป็แบบนั้นมาั้แ่แรกไม่ใช่เหรอ”
เร็นตอบกลับสั้นๆ ให้กับมาร์ตี้ที่กำลังยืนบีบน้ำตาอยู่อย่างหมางเมินพลางนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้เมื่อชาติก่อน จุดเริ่มต้นของเื่ราวทั้งหมดคือตอนที่เขาเดินเข้าไปในร้านขายดอกไม้ในวันที่ไปกินข้าวที่ห้างสรรพสินค้าที่เป็หนึ่งในธุรกิจของครอบครัวเมื่อ3 วันก่อน มาร์ตี้เดินตามเขาเข้าร้านมาเองทั้ง ๆ ที่เ้าตัวแพ้เกสรดอกไม้จำได้ว่าเขาบอกกับมาร์ตี้ไปแล้วว่าอย่าตามเข้ามา เพราะทราบถึงอาการแพ้เกสรดอกไม้ของอีกฝ่ายแต่เ้าตัวยืนกรานที่จะเข้าไปในร้านให้ได้ หลังจากนั้นก็เดินตามเข้าไปในร้านโดยไม่ฟังเสียงห้ามปรามของเขาเลย
หลังจากนั้นไม่นานมาร์ตี้ก็เกิดอาการแพ้เกสรดอกไม้อย่างรุนแรงตัวเขาเองในเวลานั้นลนลานมากจนทำอะไรไม่ถูก ได้แต่รีบวิ่งไปบอกกับพี่ชายคนโตอย่างเมสัน ณ เวลานั้น ทุกคนในครอบครัวต่างพากันต่อว่าเขาอย่างรุนแรงว่าเขาเป็สาเหตุที่ทำให้มาร์ตี้ต้องเป็แบบนี้รู้ทั้งรู้ว่ามาร์ตี้ร่างกายไม่แข็งแรงยังจะพาเข้าไปในร้านขายดอกไม้อีก หลังจากต่อว่าเขาเสร็จทุกคนที่ก็พากันไปเฝ้ามาร์ตี้ที่เข้าโรงพยาบาลถึง 3 วัน และหลังจากกลับมาบ้านก็พูดจาต่อว่ากระแนะกระแหนเขาต่อไปอีกเป็เดือนๆ
โดยที่ไม่มีใครคิดที่จะสอบถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงกับเขาสักคนกลับกันทุกคนในครอบครัวเลือกที่จะโยนความผิดทั้งหมดมาให้เขา ทั้ง ๆ ที่เขาไม่ได้ทำอะไรผิดแม้แต่น้อยและนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่คนพวกนี้เลือกที่จะโยนความผิดที่เขาไม่ได้ก่อมาให้
‘หึ เราเคยแคร์คนน่าสมเพชพวกนี้ไปได้ยังไงกันนะ’ เร็นคิดเย้ยยันตัวเองในใจ
“ฮึก! เร็นพูดแบบนี้หมายความว่ายังไง ฮึก! ทำไมเร็นพูดเหมือนกับว่ามาร์ตี้เป็คนผิดมาั้แ่ต้นฮึก!”
“นายรู้อยู่แก่ใจมาร์ตี้”
เร็นตอบพลางถอนหายใจอยากที่จะพาตัวเองออกไปจากละครฉากนี้ให้ไวที่สุด
“นายเป็อะไรของนายเร็น เื่นี้นายผิดเต็มๆนะจะมาโทษมาร์ตี้ได้ยังไง มาถึงขนาดนี้แล้วนายยังไม่สำนึกอีกเหรอมันควรจะเป็นายต่างหากที่เป็ฝ่ายขอโทษมาร์ตี้”
เมสันพูดขึ้นอย่างหมดความอดทนทำไมน้องชายคนนี้ถึงได้เปลี่ยนไปมากขนาดนี้ จากเด็กที่เรียบร้อยในวันแรกที่เจอกันเมื่อ5 ปีก่อนกลายเป็เด็กที่ดื้อด้านในวันนี้ได้อย่างไรกัน ตัวเขาเองก็หาคำตอบให้กับเื่นี้ไม่ได้
“แล้วนั่นนายจะหนีออกจากบ้านอีกแล้วเหรอ นายหยุดสร้างปัญหาสักวันไม่ได้หรือไงเร็นทุกคนไม่ได้มีเวลาว่างมากพอที่จะมานั่งสนใจนายนะเร็น เลิกทำตัวโง่ๆเพื่อเรียกร้องความสนใจเถอะ”
เร็นถอนหายใจอีกครั้งอย่างเหนื่อยหน่ายก่อนที่จะลากกระเป๋าแล้วเดินตรงไปยังประตูเพื่อออกไปด้านนอกทันที
“ปล่อยมันไปเถอะ ถ้ามันอยากไปก็ให้มันไปเดี๋ยววันสองวันก็ซมซานกลับมาเองแบบที่ผ่านมานั่นแหละเด็กไม่เอาไหนแบบนั้นไม่มีทางไปไหนได้ไกลหรอก”
คุณนายเอมิลี่พูดพลางเอามือกุมขยับนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เด็กจอมสร้างปัญหาคนนั้นหนีออกจากบ้านเวลาที่ทะเลาะกับคนในครอบครัวทุกครั้งที่หนีไปก็หนีไปได้แค่วันสองวันก็จะซมซานกลับมาบ้านพร้อมกับร้องห่มร้องไห้ขอโทษคนในครอบครัวครั้งนี้ก็คงจะเหมือนกัน เธอรู้ดีแก่ใจว่าเด็กคนนั้นไม่มีที่ไปและไม่มีที่พึ่งอีกแล้วแม่บุญธรรมที่เลี้ยงเด็กคนนั้นมาั้แ่เด็ก ตอนนี้ได้หายสาบสูญไปนานมากแล้วเพราะงั้นเธอจึงเก็บเื่นี้มาใส่ใจมากนัก
เมสันพยักหน้ารับคำพูดของแม่พลางจ้องมองไปยังร่างบางของน้องชายที่กำลังเดินลากกระเป๋าไปยังประตูรั้ว ภายในใจรู้สึกว้าวุ่นแปลกๆเพราะวันนี้ท่าทางของเร็นต่างไปจากเดินมาก เด็กคนนั้นไม่ได้มีท่าทางโอนอ่อนหรือเกรงกลัวว่าจะทำให้พวกเขาไม่พอใจอีกต่อไปกลับกันวันนี้เด็กคนนั้นมีท่าทางที่เ็าและมีสายตาที่ว่างเปล่ายามจ้องมองมาที่พวกเขาคล้ายกับว่าเป็คนไม่รู้จักกันนึกถึงจุดนี้เมสันเริ่มที่จะมีลางสังหรณ์ที่ไม่ดีเกิดขึ้นภายในใจ