ตอนที่109 เปลวสุริยะ
แรกเริ่มเดิมทีบรรดานักบินอวกาศต่างไม่ค่อยเชื่อมั่นในตัวเสิ่นอี้เท่าใดนักทว่าพอได้ประจักษ์ตาถึงทักษะอันเก่งกาจด้านวิศวกรรม รวมทั้งการออกแบบเพื่อดัดแปลงเครื่องยนต์ให้พร้อมใช้เชื้อเพลิงใหม่ซึ่งทุกคนต่างประหลาดใจต่อหินก้อนสีฟ้าที่โผล่ออกมาจากอากาศอย่างไร้ร่องรอย
อนึ่งนักบินอวกาศต่างมั่นใจว่าเสิ่นอี้เข้ามาในสถานีอวกาศพร้อมอินทรีดำเท่านั้นโดยไม่มีแม้แต่กระเป๋าติดตัวมาด้วย หากจะกล่าวว่านำหินก้อนสีฟ้าซึ่งชายหนุ่มเรียกกว่าหินพลังงานออกมาจากกระเป๋ากางเกงยีนย่อมเป็นไปไม่ได้เพราะกางเกงยีนมีกระเป๋าอยู่ไม่กี่แห่งเท่านั้น
กระนั้นบรรดานักบินต่างรู้ดีว่าไม่ควรสอบถามเสิ่นอี้ในเวลานี้เนื่องด้วยการทำงานของเสิ่นอี้เป็นการทำงานแข่งกับเวลาจริงซึ่งทุกวินาทีมีความหมายต่อชีวิตของทุกคนเป็นอย่างยิ่ง
กระทั่งเหลือเวลาอีกเพียงห้านาทีสุดท้ายก่อนเกิดการปะทุของเปลวสุริยะเสิ่นอี้ร้องขึ้นเสียงดังอย่างมีความสุขพลางรีบสั่งการกัปตันโดยตรงเพื่อให้เร่งเครื่องยนต์ด้วยความเร็วเต็มพิกัดมุ่งหน้าเข้าสู่โลกทันทีว่า
“เสร็จเสียที! เร็วเข้ากัปตัน!เดินเครื่องเต็มสูบเลย! รีบพาพวกเราเข้าใกล้โลกไปให้เร็วที่สุด เร็วเข้า!”
เสิ่นอี้ตะโกนเสียงดังบอกกัปตันหนุ่มแห่งสถานีอวกาศด้วยความเร่งรีบเขาได้รับสัญญาณเตือนจากอินทรีดำอย่างถี่ยิบซึ่งบ่งบอกถึงสถานการณ์อันเร่งด่วนพลางคิดว่าการดัดแปลงของตนเองไม่น่ามีปัญหาอะไร
ไม่ถึงอึดใจดีนักชายหนุ่มรับรู้ได้ถึงแรงสั่นสะเทือนเล็กน้อยเนื่องด้วยลักษณะของสถานีอวกาศเทียนกงจะมีปีกสองข้างยื่นออกจากตัวสถานีหลักโดยเป็นปีกสำหรับกักเก็บพลังงานแสงอาทิตย์จากแผงโซลาเซลล์จำนวนมหาศาล ฉะนั้นลักษณะของปีกที่กางออกแต่ไม่ยืดหยุ่นจึงกลายเป็นแรงต้านการเคลื่อนที่เร็วของสถานีอวกาศไปในทันที
กระนั้นชายหนุ่มกลับรู้สึกได้ว่าสถานีอวกาศเคลื่อนที่ได้เร็วเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้เขามองเห็นตัวเลขบ่งบอกระยะทางและความเร็วผ่านฮอโลแกรมซึ่งถูกส่งมาจากแมวน้อยโดยตรง
ในเวลานี้ห้องเครื่องยนต์มีเพียงเสิ่นอี้และนักบินชายหนุ่มอีกหนึ่งคนทั้งคู่เพิ่งมีโอกาสสนทนากันอย่างจริงจังเกี่ยวกับข่าวของเปลวสุริยะว่า
“เสี่ยวอี้นายไปเอาข้อมูลเรื่องเปลวสุริยะมาจากไหน”
“คุณคิดว่าเรื่องแค่นี้ผมคำนวณเองไม่ได้หรือขนาดชุดอเนกประสงค์กับยานอวกาศ ผมยังสามารถสร้างได้เองเลย แล้วเรื่องการคำนวณเหตุเกิดของพายุสุริยะผมจะทำไม่ได้เชียวหรือ คุณก็เห็นทักษะผมไปแล้วนี่”
เสิ่นอี้กล่าวโอ้อวดออกมาโดยตรงซึ่งเขาเลือกเปรียบเทียบในสิ่งที่สามารถมองเห็นและสัมผัสได้เพื่อทำให้อีกฝ่ายไว้วางใจตนเสียทีกระนั้นเขากลับรู้สึกชื่นชมนักบินผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมเป็นอย่างยิ่งเพราะมีทักษะเก่งกาจสมกับได้รับเลือกให้มาปฏิบัติงานยังสถานีอวกาศแห่งนี้
ฉับพลันเสิ่นอี้พบว่าเวลาเกิดปะทุของเปลวสุริยะได้ถือกำเนิดขึ้นแล้วเขาร้องตะโกนด้วยความกังวลใจทันทีเพราะเหลือบมองเห็นตัวเลขประมาณการของระยะทางเคลื่อนตัวของสถานีอวกาศยังไม่ถึงสิบกิโลเมตรดีนักว่า
“เฮ้ย! แย่แล้ว!พวกเราจะรอดไหมเนี่ย”
เสิ่นอี้และนักบินวิศวกรพลันยืนโคลงเคลงทันใดเพราะสถานีอวกาศถูกบางสิ่งอันทรงพลังกระทบเข้าอย่างแรงจนทำให้ทั้งสถานีสั่นไหวรุนแรง รวมทั้งห้องเครื่องยนต์ด้วย
หลอดไฟในห้องเครื่องยนต์พลันกระพริบวาบเป็นระยะครู่หนึ่งคล้ายกับระบบการทำงานเกิดขัดข้องและพร้อมที่จะดับไฟลงได้ทุกเมื่อ
เสิ่นอี้และนักบินต่างพากันนอนราบลงกับพื้นห้องเครื่องยนต์โดยอัตโนมัติพลางอยากรู้เหตุการณ์นอกสถานีอวกาศเป็นอย่างยิ่ง
ทันใดนั้นชายหนุ่มมองเห็นภาพนอกสถานีอวกาศอย่างชัดเจนผ่านดวงตาของแมวน้อยซึ่งเขาสั่งการให้มันออกไปสังเกตการณ์ตั้งแต่ดัดแปลงเครื่องยนต์เสร็จเรียบร้อย
เสิ่นอี้เบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนกเขามองเห็นภาพลูกไฟขนาดใหญ่พุ่งออกมาจากทิศทางของดวงอาทิตย์ โดยเป็นลูกไฟขนาดเล็กใหญ่จำนวนมหาศาลซึ่งพุ่งกระจายตัวออกไปในห้วงอวกาศอันมืดมิด
ด้วยแสงสว่างจ้าของเปลวสุริยะส่งผลให้อวกาศอันมืดสนิทพลันสว่างขึ้นทันใด หัวใจเสิ่นอี้เต้นแรงด้วยความตื่นตกใจในฉับพลัน
สักพักหนึ่งหัวใจของชายหนุ่มค่อยๆ ผ่อนลงเมื่อมองเห็นชัดเจนว่าเปลวสุริยะลูกเล็กเดินทางพุ่งเข้ามากระทบสถานีอวกาศเพียงบางส่วนเท่านั้น
ห้านาทีต่อมาระบบไฟฟ้าและการทำงานของสถานีอวกาศกลับคืนสู่สภาพปกติพลันมีเสียงสื่อสารผ่านลำโพงภายในสถานีอวกาศจากสองนักบิน ซึ่งไปทำหน้าที่ขับเคลื่อนสถานีอย่างรวดเร็วตามคำสั่งของเสิ่นอี้พวกเขาเอ่ยขึ้นมาด้วยเสียงสั่นเครือแฝงความสุขว่า
“ขอบคุณ! ขอบคุณเสิ่นอี้!พวกเรารอดตายแล้ว! รอดตายหวุดหวิด.....แค่เส้นยาแดงผ่าแปดเท่านั้น”
สถานีอวกาศสงบนิ่งดังเดิมไม่มีการสั่นสะเทือนอีกต่อไป เสิ่นอี้และนักบินวิศวกรต่างพากันลุกขึ้นยืน แล้วถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ทันใดนั้นนักบินวิศวกรพลันกอดเสิ่นอี้เป็นการขอบคุณในการช่วยชีวิตตนไว้เช่นกันพร้อมกล่าวด้วยความซาบซึ้งใจว่า
“ผมไม่รู้จะขอบคุณเสี่ยวอี้ยังไงแต่ขอบคุณมากที่มาช่วยพวกเราได้ทันเวลา บุญคุณครั้งนี้ผมจะไม่ลืมหากมีสิ่งใดให้ผมตอบแทนได้ ขอให้บอกมาเลย”
เทียนจิน ชื่อสมญาของนักบินผู้เก่งกาจด้านวิศวกรรมศาสตร์เขาเอ่ยกับเสิ่นอี้น้ำตาคลอเบ้าด้วยความซาบซึ้งใจและสำนึกในบุญคุณ พลางรู้สึกดีที่กัปตันเลือกเชื่อใจชายหนุ่มแปลกหน้าจนสามารถช่วยชีวิตทุกคนให้ปลอดภัยได้
“ไม่เป็นไร พวกเราไปห้องควบคุมหลักเถอะ”เสิ่นอี้กล่าวตอบอย่างผ่อนคลาย
เขาเอ่ยชักชวนเทียนจินให้ออกจากห้องเครื่องยนต์เพื่อกลับไปสมทบกับเพื่อนนักบินคนอื่นพลางร่วมกันตรวจสอบความเสียหายของสถานีอวกาศ โดยคิดว่าตนยังมีเวลาเหลืออยู่จากภารกิจที่สิบสี่จึงอยากช่วยเหลือพวกเขาให้เต็มที่ ก่อนเดินทางกลับสู่โลกด้วยยานฟาสต์ทูดังเดิม
ต่อจากนั้นชายหนุ่มสองคนซึ่งสนิทสนมกันมากขึ้นจากเหตุการณ์วิกฤติของเปลวสุริยะซึ่งไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดขึ้นกะทันหันได้
ทั้งคู่มาถึงห้องควบคุมหลักโดยต่างพากันกอดกับเพื่อนนักบินอีกสองคนเพื่อปลอบโยนและเป็นการขอบคุณระหว่างกันในที
“ขอบคุณอีกครั้งเสี่ยวอี้”เทียนซื่อ สมญาของกัปตันสถานีอวกาศเทียนกงเอ่ยกับเสิ่นอี้ด้วยความเคารพ
เขารู้สึกดีที่เลือกเชื่อสัญชาตญาณตนเองจนทำให้ตนและเพื่อนนักบินปลอดภัยจากเหตุอันไม่คาดฝัน โดยไม่คาดคิดว่าอุปกรณ์ล้ำสมัยที่มีอยู่จะไม่สามารถทำนายการเกิดเหตุของพายุสุริยะได้แม่นยำเท่ากับข้อมูลของเสิ่นอี้
อย่างไรก็ตามเขาเกิดความเชื่อมั่นในตัวเสิ่นอี้มากขึ้นตั้งแต่ได้เห็นทักษะการดัดแปลงเครื่องยนต์เพื่อให้สามารถใช้หินพลังงานเป็นเชื้อเพลิงหลักในการขับเคลื่อนสถานีอวกาศอีกทั้งยังได้ประจักษ์ตาถึงความเก่งกาจของหุ่นยนต์แมวน้อย ซึ่งมันถูกพัฒนาจนเข้าใกล้ความคล่องตัวดั่งมนุษย์เป็นอย่างมาก
“ไม่เป็นไรครับว่าแต่ตรวจสอบหรือยังว่าสถานีเสียหายมากไหม มีอะไรให้ผมช่วยหรือเปล่า”
เสิ่นอี้กล่าวตอบอย่างสบายใจพลางถามถึงสถานการณ์และความเสียหายของสถานีอวกาศด้วยความอยากรู้ พร้อมกล่าวแสดงน้ำใจให้ความช่วยเหลือออกมาโดยตรง
“เสียหายบางส่วนพวกเราพอจะซ่อมแซมได้ ไม่รบกวนเสี่ยวอี้หรอก แต่ถ้าเสี่ยวอี้อยากช่วยจริง ๆพวกเราก็ไม่ขัดข้องนะ ยินดีด้วยซ้ำไปที่จะได้แลกเปลี่ยนทักษะด้วยกัน”
กัปตันเอ่ยกับเสิ่นอี้ตามจริงพลางรู้สึกปลาบปลื้มใจชายหนุ่มรุ่นน้องที่อาสาอยู่ช่วยซ่อมแซมสถานีอวกาศให้ด้วยทำให้เขายิ่งรู้สึกรักและนับถือชายหนุ่มหล่อเหลาอย่างจริงใจ
“ผมพอมีเวลาอยู่ครับอาจช่วยได้บางส่วน ที่เหลือคงต้องให้พวกพี่ชายทำต่อกันเอง”
เสิ่นอี้กล่าวตอบตามจริงด้วยความเต็มใจเขารู้สึกได้ว่าการที่ตนผ่านเหตุการณ์อันหวาดเสียวหลายครั้งในภารกิจจากระบบโกลาหลช่วยทำให้ตนกลายเป็นคนใจเย็นและมีน้ำใจต่อผู้อื่นมากขึ้น
ชายหนุ่มยังไม่ต้องการเสี่ยงโชคจากระบบในเวลานี้เพราะต้องการทำใจไว้สำหรับโชคที่อาจไม่เป็นไปดังใจหวังฉะนั้นจึงเลือกทำตัวเป็นจิตอาสาให้ความช่วยเหลือบรรดานักบินซ่อมแซมสถานีอวกาศไปพลาง
อย่างไรก็ตามการตัดสินใจทำตัวเป็นจิตอาสาของเสิ่นอี้ในครั้งนี้ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตเขาไปตลอดกาล โดยระบบโกลาหลเกิดการวิเคราะห์ทัศนคติ แล้วประมวลผลภารกิจซึ่งส่งผลกระทบต่อของเสิ่นอี้ในฐานะโอนเนอร์อยู่เงียบๆ
เสิ่นอี้ใช้เวลาอยู่ช่วยเหลือนักบินอวกาศทั้งสามคนจนถึงชั่วโมงสุดท้ายตามภารกิจที่ได้รับในภารกิจที่สิบสี่เขาจากลาทุกคนด้วยดีอย่างอบอุ่นเพราะมีการกอดลากันด้วยความซาบซึ้งใจอีกครั้ง
จากนั้นชายหนุ่มเดินทางกลับด้วยยานฟาสต์ทูซึ่งนักบินทั้งสามคนเต็มใจที่จะช่วยปิดบังความลับของเสิ่นอี้ไว้จากภาคพื้นดินเพื่อไม่ให้ชายหนุ่มเกิดปัญหาในการดำรงชีวิต
“กลับโลกกันเถอะแมวน้อยคราวนี้พวกเราจะลุ้นไปด้วยกัน ว่าระบบจะให้โชคอะไรฉันบ้าง”
เสิ่นอี้เหลือบมองแมวน้อยซึ่งนอนขดตัวอยู่บนเก้าอี้ข้างกายพลางเอ่ยกับมันด้วยความรู้สึกคาดหวัง เขากำลังตั้งตารอไปถึงโลกเพื่อเริ่มหมุนวงล้อเสี่ยงโชคครั้งสำคัญในชีวิตโดยอยากรู้เป็นอย่างยิ่งว่าระบบโกลาหลจะมอบสิ่งใดให้แก่ตนอีก
“โอเค ตอนนี้แมวน้อยขอตัวนอนก่อน”แมวน้อยตอบกลับโดยไม่ขยับตัวจนคล้ายมันนอนหลับจริง