เราเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆก็เริ่มได้ยินเสียงเหมือนอะไรหนักๆหล่นลงพื้นดังตุ๊บ! ทำให้เราทั้งสามคนสะดุ้งตกใจ ทั้งฉันกับเฟยเจินโผเข้ากอดกันแน่น หมอจงจึงรีบส่องไฟไปทางเสียงที่ได้ยินแต่เสียงนั้นก็ไม่ดังอีก หมอจงจึงเดินส่องไฟไปดูแถวพุ่มไม้ก็ไม่พบอะไร แล้วพูดว่าสงสัยจะเป็นผลไม้ร่วงหล่นลงจากต้น แล้วบอกให้ฉันกับเฟยเจินมีสติอย่ากลัวอะไรโดยไร้เหตุผล
จากนั้นก็บอกให้เราเดินกันต่อ เพราะแถวบริเวณนี้ไม่เหมาะจะพักค้างแรม เนื่องจากมีผลไม้ตกลงพื้นจะทำให้เราตกใจหวาดระแวง ฉันจึงพูดด้วยน้ำเสียงสั่นๆว่า เสียงผลไม้ตกมันดังมากลูกน่าจะใหญ่เท่าลูกมะพร้าว แต่แถวนี้ไม่มีต้นมะพร้าวหรือต้นไม้ที่ออกผลลูกใหญ่เลยสักต้น แล้วเมื่อกี้มันคือเสียงของผลไม้อะไร
หมอจงตอบว่าเขาเองก็ไม่รู้ เพราะตอนที่เดินไปดูก็ไม่เห็น ผลไม้คงกระเด็นกลิ้งไปทางอื่น ฉันกับเฟยเจินจึงรีบเดินตามติดหลังหมอจง เพราะรู้สึกว่ามันผิดปกติขึ้นทุกที หลายครั้งที่เราได้ยินเสียงเหมือนผลไม้หล่น เสียงกิ่งไม้หัก เสียงเดินสวบสาบ หมอจงก็บอกว่าคงเป็นสัตว์ออกมาหากินแล้วเดินเหยียบกิ่งไม้ มีเหตุผลมาหักล้างได้หมด ทั้งๆที่เหตุผลนั้นมันค้านกับความจริงที่เกิดขึ้นเสียเหลือเกิน
เฟยเจินจึงกระซิบบอกให้ฉันเปิดดวงตาปีศาจมองดูว่าเป็นตัวอะไร ฉันกระซิบตอบทันทีว่าดวงตามันจับได้แต่พิษจับผีได้ซะที่ไหน! จากนั้นเราก็ได้ยินเสียงผู้หญิงหัวเราะยานๆเย็นๆลอยแว่วมาตามลม เฟยเจินก็ทักขึ้นว่าได้ยินเสียงผู้หญิงหัวเราะไหม เราหันมาตอบพร้อมกันว่าได้ยิน เฟยเจินก็พูดอีกว่า ไหนว่าเป็นเกาะร้างไม่มีคนแล้วใครหัวเราะ?
หมอจงยังคงไม่เชื่อเรื่องผีสาง แต่ชักกระบี่ออกมาจากฝัก หันมาพูดกับเราว่าอาจจะเป็นพวกโจรหรือคนที่ขึ้นเกาะมาหาสมบัติ พร้อมกับบอกฉันและเฟยเจินให้ระวังตัว ฉันสองคนพยักหน้าหงึกๆแต่สายตากลับพยายามมองหาที่มาของเสียงหัวเราะ เพราะมั่นใจว่าต้องไม่ใช่เสียงหัวเราะของคนแล้วล่ะ จึงบอกหมอจงว่าเราถอยออกไปตั้งหลังกันก่อนดีไหม
เขาตอบว่าเราเดินเข้ามาลึกถึงขนาดนี้แล้ว จะให้ถอยกลับออกไปมันเสียเวลา และเขาจะไม่ถอยจนกว่าจะเจอดอกนกยูงแดงรำแพน ทั้งกำชับให้เรามีสติอย่าวิ่งเตลิดเพราะจะทำให้พลัดหลงกันในป่า พยายามอยู่รวมกันไว้จนกว่าจะเจอที่พักแรม
ฉันจึงพยายามทำใจฮึดสู้ เอาวะ!! เป็นไงเป็นกันอย่าไปกลัวมันแค่ผีแวบไปแวบมา!! ซึ่งในขณะที่เรากำลังเดินไปเรื่อยๆบนทางรกทึบมีหญ้าขึ้นสูง เฟยเจินจึงให้ฉันถือคบไฟ แล้วเดินนำหน้าฉันเพื่อคอยแหวกพงหญ้าให้ ซึ่งในขณะที่กำลังยืนรอเฟยเจินกับหมอจงช่วยกันแหวกพงหญ้ารกให้มีทางเดินได้อยู่นั้น
ฉันก็ได้ยินเสียงเดินสวบสาบอยู่ใกล้ๆในความมืดทางด้านหลัง จึงหันหลังส่องไฟเพ่งมองดูว่าเป็นคนหรือสัตว์ แต่ก็ไม่พบอะไรเหมือนเดิมเหมือนกำลังโดนปั่นประสาท ปากก็บอกหมอจงกับเฟยเจินว่าได้ยินเสียงเดินสวบสาบอีกแล้ว แต่คนทั้งสองไม่มีเสียงตอบหรือพูดอะไรกลับมา จึงคิดว่าทั้งสองคงกำลังง่วนแหวกทางเดินอยู่
แต่ก็รู้สึกเอะใจขึ้นมาว่าทำไมเชือกที่ผูกเอวไว้กับเฟยเจิน จึงไม่ขยับดึงรั้งตัวฉันให้ขยับเดินตามเฟยเจินเลย จึงหันกลับไปมองเฟยเจินกับหมอจงก็ไม่เห็นคนทั้งสองอยู่ตรงนั้น ใจฉันหายวาบขึ้นมาทันทีไม่คิดว่าพวกเขาจะแหวกหญ้าเดินไปกันเร็วขนาดนี้ อีกทั้งเฟยเจินก็ไม่เรียกให้เดินตามไปเลย จึงรีบก้มดูที่เชือกผูกเอวเพราะคิดว่าเชือกคงจะหลุด
แต่เชือกยังผูกที่เอวตามปกติ แต่ที่ผิดปกติคือปลายเชือกฝั่งของเฟยเจิน กลับลากโยงไปทางด้านหลังในความมืดที่ได้ยินเสียงเดินสวบสาบ ฉันพยายามกลั้นใจทำใจกล้าแต่ก็สั่นกลัวไปทั้งตัว ค่อยๆหันหลังกลับไปมองทางที่เชือกนั้นโยงไป ซึ่งจากเดิมเชือกที่ผูกโยงกันไว้ห่างแค่สองช่วงแขน แต่ตอนนี้เชือกกลับยาวตึงโยงหายเข้าไปในความมืดเบื้องหน้า
ฉันจึงเรียกชื่อเฟยเจินกับหมอจงว่าใช่พวกเขาหรือเปล่า แต่ไม่ได้ยินเสียงตอบใดๆกลับมา จึงปักคบไฟลงกับพื้นดินค่อยๆดึงเชือกนั้นเข้ามาหาช้าๆ มือสั่นใจเต้นตุบๆเหมือนตีกลอง ทั้งลุ้นทั้งกลัวยิ่งกว่าตอนที่ต่อสู้กับพวกของปีศาจเยือกแข็งเสียอีก จึงลังเลหยุดดึงเชือก เพราะกลัวว่าปลายเชือกจะไม่ใช่เฟยเจิน แต่เชือกกลับมีการสั่นกระตุกเหมือนส่งสัญญาณให้ฉันดึงเชือกต่อ
จึงตัดสินใจเอาไงเอากันดึงเชือกแมร่งเร็วๆให้รู้กันไปเลยว่าใช่เฟยเจินหรือเปล่า แต่ทันไดนั้นก็ต้องตกใจแทบช็อค เพราะที่ปลายเชือกกลับเป็นร่างผู้หญิงผอมแห้งหนังหุ้มติดกระดูก ผมยาวรุงรังสวมเสื้อผ้าฉีกขาดเหมือนเศษผ้าขี้ริ้ว คอถูกปาดเป็นแผลแหวอะสยดสยอง ดวงตาเบิกโพลงเหลือกถลนแทบจะหลุดออกมานอกเบ้า ลิ้นแลบยาวออกมาจุกปาก ผีตนนั้นวิ่งด้วยความเร็วพร้อมส่งเสียงกรีดร้องพุ่งตรงจะเข้ามาบีบคอ
ด้วยความตกใจกลัวสุดขีด จนฉันสติแตกขวัญกระเจิงคิดอะไรไม่ออก ได้แต่ส่งเสียงกรี๊ดลั่นประสานกับเสียงผี จึงรีบหันหลังจะวิ่งหนีแต่ช่วงกำลังจะก้าวเท้าวิ่ง ขาเจ้ากรรมมันดันไม่สามัคคีกันพลันสะดุดขาตัวเอง หกล้มคว่ำคะมำกับพื้น ฉันรีบตะกุยตะกายลุกขึ้นจะวิ่งหนี แต่ร่างผีตนนั้นก็หายไปแล้ว
แต่ความกลัวยังไม่ทันหดหายสติยังไม่คืนมา เชือกที่ผูกเอวก็สั่นกระตุกอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เชือกกระตุกมาจากทางด้านที่เฟยเจินกับหมอจงแหวกหญ้าทิ้งไว้ และพยายามจะดึงฉันให้เข้าไปหา ฉันจึงออกแรงรั้งตัวเองไว้ไม่ให้ถูกดึงเข้าไป และพยายามตั้งสติทำใจให้กล้าสู้ผี พยายามคิดว่าผีมันจะแน่กว่าเทพได้ยังไงวะ! แมร่งหลอกไม่ให้เกียรติเทพเสี้ยวเดียวในตัวกูเลย! จึงตั้งท่าเตรียมสู้แบบสั่นๆเรียกกงเล็บเสือดำออกมาทั้งสิบเล็บ กะว่าถ้าผีมันวิ่งเข้ามาหาอีกจะตะปบหน้าแมร่งให้ยับ!
แต่ทันไดนั้นเชือกก็กระตุกแรงมากจนฉันกรี๊ดตกใจ วิ่งถลาหลับตาเข้าไปในความมืด เพราะไม่อยากเห็นใบหน้าสยดสยองของผี แต่สองมือยังกางกงเล็บแข็งเกร็งไว้มั่น กะจะเล่นให้ผีร้องโอ๊ย แล้วตัวฉันก็ถลาลงไปนอนทับอยู่บนร่างของใครคนหนึ่ง แต่สองแขนฉันถูกจับไว้แน่นกางออกไม่ยอมให้ตะปบลงบนใบหน้า พร้อมกับเสียงของเฟยเจินกับหมอจงที่ร้องเอะอะโวยวายเรียกชื่อฉันดังลั่น บอกให้ฉันลืมตาแล้วตั้งสตินี่พวกเขาเอง
ฉันจึงลืมตาขึ้นมามองก็เห็นตัวเองกำลังนอนคร่อมทับอยู่บนตัวเฟยเจิน แต่สองมือถูกเฟยเจินกับหมอจงช่วยกันจับกางเอาไว้ไว้ไม่ให้ตะปบใบหน้า ฉันถึงกับอ่อนแรงหายเกร็งตัวร้องไห้น้ำตาแตกบอกคนทั้งสองว่าถูกผีหลอก เฟยเจินจึงรีบบอกให้ฉันเก็บกงเล็บก่อน เพราะมันจะจิ้มหน้าเขาอยู่แล้ว
หมอจงยังคงมีสีหน้าตื่นตระหนก มองดูกงเล็บเสือดำแหลมคมหดกลับเข้าในเล็บมือจนกลายเป็นเล็บธรรมดาด้วยความประหลาดใจ รีบถามว่านี่คืออาวุธของฉันหรือ ฉันพยักหน้าแต่ยังคงร้องไห้ตกใจปากสั่น หมอจงก็ถามว่าเกิดอะไรขึ้น เจอผีได้ยังไงเจอตอนไหน เพราะเขากับเฟยเจินยืนอยู่ด้วยกันตรงนี้ไม่เห็นเจออะไรเลย
ฉันจึงเล่าไปร้องไห้ไป เฟยเจินจึงโอบกอดปลอบขวัญ แล้วเฟยเจินก็เล่าว่าเขากับหมอจงกำลังช่วยกันแหวกพงหญ้า แต่ฉันไม่ยอมเดินตามมา เขาจึงเรียกแต่ฉันกลับยืนนิ่งตัวแข็งเกร็งทำเสียงฮือๆอยู่ในลำคอ เฟยเจินจึงกระตุกเชือกแต่ฉันยังยืนตัวเกร็งไม่ขยับ เขาก็คิดว่าถูกฉันแกล้งหลอกผี จึงออกแรงดึงเชือกอีกครั้ง แต่ฉันกลับวิ่งหลับตากางกงเล็บพุ่งเข้าจะขย่ำหน้า เฟยเจินกับหมอจงจึงช่วยกันจับตัวจับแขนฉันไว้
ซึ่งหมอจงก็ยืนยันว่าเป็นความจริงตามที่เฟยเจินเล่า แต่ก็แปลกใจว่าทำไมเขากับเฟยเจินกลับไม่เห็นอะไรเลย หมอจงเลยคิดว่าบางทีฉันอาจจะเห็นภาพหลอน แต่ถ้าต่อจากนี้มีผีออกมาจริงๆ เขาก็จะฆ่าผีให้ตายอีกรอบ
เฟยเจินจึงช่วยเช็ดน้ำตาให้ที่แก้ม แล้วบอกว่าต่อไปเราจะเดินจับมือคล้องแขนกันไปตลอดทาง จะไม่ยอมให้ฉันอยู่ห่างอีก แต่ถ้าผีทำให้ฉันเห็นคนเดียวอีกเหมือนเมื่อกี้ ก็ให้ตั้งสติเรียกชื่อเขาดังๆแล้วเขาจะไปช่วย พร้อมกับใช้มือลูบที่แผ่นหลังฉันเป็นการบอกว่า ให้เรียกผ่านรอยสัญลักษณ์พลังวิญญาณ
ฉันก็พูดกับเขาว่าตอนนั้นมันตกใจจนคิดอะไรไม่ทันแต่ครั้งหน้าจะไม่ลืมแน่ เพราะตอนนี้รู้สึกเจ็บใจที่ถูกหลอกจนเสียทรง หมอจงจึงบอกให้เราไปจากตรงนี้กันก่อน เพราะเขาเองก็ได้ยินเสียงเหมือนมีใครเดินอยู่รอบๆแถวนี้ ตั้งแต่เมื่อกี้แล้วแต่มองหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอตัวสักที ฉันจึงพูดขึ้นทันทีว่า นั่นแหละคือผีตนนั้น!
หมอจงจึงพาเราเดินไปจากบริเวณนั้น ซึ่งเรายังคงได้ยินเสียงดังกอกแกก เสียงพุ่มไม้ไหวและเสียงร้องโหยหวนที่ลอยมาตามลมอยู่เป็นระยะ แต่ผีกลับไม่โผล่มาหลอกแบบเดิมอีก หรือที่ฉันถูกหลอกคนเดียวอาจเป็นเพราะตอนนั้นฉันจิตอ่อนจิตตก เลยเปิดช่องให้ผีเข้าครอบงำจนเห็นภาพหลอน
ทั้งยังคิดพาลไปถึงนกอัคคีสวรรค์ไม่ยอมออกมาช่วยตอนหน้าสิ่วหน้าขวาน แต่ตอนเมาเต้นรำบ้าๆบอๆกลับบินออกมาเฉย ถ้าครั้งหน้าไม่ออกมาช่วยอีก จะล้มเลิกภารกิจไม่ช่วยมนุษย์แล้วนะ ทันใดก็มีเสียงดังแว่วอยู่ในหูขึ้นมาทันทีว่า “จงอย่ากลัว! แล้วมันจะเป็นฝ่ายกลัวเจ้า!” ฉันคิดตอบทันทีทันควันว่า “พูดได้แค่นี้อ่ะนะ ทำไมไม่ออกมาช่วยกันห๊ะ?!!”
แต่นกอัคคีสวรรค์ก็ไม่พูดตอบอะไรกลับมาอีก จึงพยายามตั้งสติบอกกับตัวเองว่าผีก็แค่หลอกให้ตกใจกลัว สิ่งที่ฉันควรจะกลัวคือพวกปีศาจเยือกแข็งต่างหาก ที่สามารถทำให้ฉันเจ็บและตายได้ แต่ดันกลับกล้ามันสู้ซะงั้น ส่วนผีก็ดันกลัวปอดแหกน้ำหูน้ำตาไหล ทั้งๆที่ผีเอามีดมาวิ่งไล่แทงไม่ได้ด้วยซ้ำ
พอคิดได้อย่างนั้นก็มีใจฮึดสู้ขึ้นมา จากที่หวาดกลัวกลายเป็นความแค้น กะว่าถ้าผีมาหลอกอีกจะเอาคืนให้หนีกลับหลุมไม่ทันเลยคอยดู! จนกระทั่งหมอจงพาเราเดินมาเจอกับกระท่อมหลังเล็กๆหลังหนึ่ง สภาพผุพังฝาผนังกระท่อมหายไปบางส่วน หมอจงก็พูดว่าโชคดีที่เจอกระท่อม สงสัยจะเป็นกระท่อมของคนที่เคยอาศัยอยู่ที่นี่ คืนนี้เราจะพักกันในกระท่อมจะได้ไม่ต้องนอนตากน้ำค้างกลางป่า
กระท่อมหลังนี้เก่าร้างหยากไย่ฝุ่นเกาะเต็มไปหมด คงไม่มีคนมาพักแรมนานหลายปี อีกทั้งหน้าต่างบานหนึ่งทางด้านหน้าก็ผุพังหลุดร่วงออกไปทั้งบาน หลังคาเป็นรูโหว่ช่องใหญ่ เงยหน้ามองขึ้นไปเห็นท้องฟ้ามืดดำไร้แสงเดือนแสงดาว
ฉันกับเฟยเจินช่วยกันปัดฝุ่นปัดหยากไย่ออกจากแคร่ไม้ไผ่ เพราะจะใช่แคร่ตัวนี้เป็นที่นั่งเอนหลังหลับ รอให้เช้าเราค่อยออกเดินทางกันต่อ ซึ่งจุดหมายปลายทางคือยอดเขา หมอจงจึงเดินไปหากิ่งไม้มาก่อไฟที่พื้นดินภายในกระท่อมให้มีแสงส่องสว่าง และช่วยให้ความอบอุ่นในยามค่ำคืน ส่วนคบไฟก็ถูกดับลงเก็บไว้ใช้ในคืนถัดไปถ้าเรายังหาดอกนกยูงแดงรำแพนไม่พบ
เราจึงหยิบน้ำกับอาหารที่ฉิงคุนเตรียมมาไว้ให้ คือหมั่นโถกับเนื้อแห้งออกมานั่งกินด้วยกัน เพราะตั้งแต่ตอนเย็นพวกเรารีบข้ามฝั่งมาที่เกาะจึงยังไม่ได้กินอะไรกันเลย ในระหว่างนั้นก็ถามเฟยเจินว่ายัวกลัวผีอยู่หรือเปล่า เฟยเจินตอบว่าในตอนแรกกลัว แต่พอรู้ว่าฉันถูกผีหลอกจนเสียขวัญ เขาก็เลิกกลัวและจะจัดการผีตนนั้นให้ได้ถ้ากล้าโผล่ออกมาอีก
เฟยเจินจึงพูดหยอกให้ฉันรู้สึกผ่อนคลายว่า ก่อนจะมาที่นี่ฉันพูดว่าจะปิดตำนานผีบนเกาะมิใช่รึ ฉันก็หัวเราะแล้วตอบเขาว่าพูดเล่นๆเชื่อด้วยเหรอ เฟยเจินก็หัวเราะเบาๆในลำคอตอบว่าเชื่อสนิทใจเลยล่ะ ส่วนหมอจงที่นั่งกินเนื้อแห้งอยู่ใกล้ๆ แม้สายตาจะมองออกไปนอกกระท่อม แต่หูก็สนใจฟังฉันกับเฟยเจินคุยหยอกกัน เพราะเห็นเขาแอบยิ้มและหัวเราะเบาๆ เขาคงคิดว่าก่อนมาฉันมาดดี แต่ดูสภาพตอนนี้สิไม่ต่างอะไรกับคนกลัวผีขึ้นสมอง
แต่เรายังไม่ทันจะได้กินหมั่นโถหมดก้อน ก็มีเสียงของบางอย่างหล่นบนหลังคาจนพวกเราสะดุ้ง ตามมาด้วยเสียงทุบข้างฝากระท่อมรอบด้าน จนฝุ่นที่เกาะตามผนังกระท่อมลอยคลุ้งตลบกระท่อมแทบพัง เราจึงรีบวิ่งออกมาจากกระท่อมด้วยความตกใจ