‘นี่ข้าทำอะไรลงไป…ทำไมข้าถึงต้องโกรธเกรี้ยวถึงเพียงนั้น…ข้ารู้สึกเหมือนเมื่อครู่มันไม่ใช่ตัวข้า…มันเป็นเพราะเต๋ากลืนกินอย่างนั้นหรือ!!!’
เซียวเย่รู้สึกสับสนกับตัวเองไม่น้อย รู้สึกเหมือนตนเองเมื่อครู่เป็นใครอีกคนหนึ่ง ละทิ้งซึ่งเหตุผลและหลักการ กระทำเกินเลยกว่าเหตุ จริงอยู่ที่ว่าเต๋ากลืนกินนั้นช่วยช่วงชิงทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นของผู้อื่น แต่ดูเหมือนมันจะส่งผลเสียที่จะตามมาในภายหลัง พลัง ความทรงจำ ความคิด จิตนิสัย ทุกๆอย่างของลาปามันหลอมรวมเข้ากับเซียวเย่ไปจนหมด จนบางครั้งเซียวเย่ก็อาจจะรู้สึกเหมือนเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่ตนเอง
‘ถ้าข้ายังฝืนใช้เคล็ดวิชานี้ต่อไป…มันก็อาจจะทำให้ข้ากลายเป็นผู้อื่นด้วยสินะ….ไม่รู้ว่ามันเป็นความโชคดีของข้าหรือว่าโชคร้ายกัน..’
ลาปาที่คุกเข่าก้มหน้าอยู่ เมื่อรู้สึกได้ว่าเซียวเย่นิ่งเงียบไม่ได้กล่าวตอบอะไร ก็เงยหน้าขึ้นมามองเซียวเย่อีกครั้ง พบเห็นเข้ากับดวงตาของเจ้านายตัวเองที่แดงก่ำเหมือนกับอสูรที่บ้าเลือด อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาในจิตใจ คล้ายว่าบุคคลตรงหน้าเป็นบุคคลอื่นที่ไม่ใช่เจ้านายของตนเอง กล่าวออกมาด้วยใบหน้าที่หวาดกลัว
"…น-นายท่าน…ดวงตาของท่าน…"
เซียวเย่เมื่อยินเช่นนั้น ก็นิ่งเงียบเฉยเมยสักพัก เงยหน้ามองออกไปยังพวกพ้องของตนกล่าวออกมา
"….ข้าไม่เป็นไร…พวกเรากลับกันเถอะ"
พรึบ!
เมื่อเซียวเย่กล่าวจบก็ไม่รู้จะรออะไร หายตัวไปในทันทีจากที่กล่าว หมายเลขศูนย์เมื่อเห็นว่าเจ้านายของตนเองหายตัวออกไปแล้ว ก็เผลอถอนหายใจออกมาไม่รู้ตัว ก่อนที่จะเดินไปหาฉินอินกล่าวถามพร้อมกับยืนมือออกมา
“อาการเป็นอย่างไร…”
ฉินอินยกแขนเสื้อขึ้นมาเช็ดเลือดที่มุมปาก ฝืนลุกขึ้นยืนด้วยตนเองส่ายหน้ากล่าวออกมา
"ข้าแปลกใจไม่น้อยเลย…นี่ท่านเป็นห่วงข้าด้วยอย่างนั้นหรือ…ข้าควรต้องขอบคุณท่าน ที่ช่วยข้าไว้สินะ…"
“พวกเจ้า…ไม่รู้สึกถึงอะไรแปลกๆบ้างเลยหรือ”
เสวี่ยหนิงที่ฟื้นคืนจากอาการบาดเจ็บเดินเข้ามาใกล้พร้อมกับเสวี่ยเจี้ยน กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่เงียบสงบ
“อะไรแปลกๆงั้นหรือ พี่เสวี่ยหนิง พี่หมายถึง?…เซียวเย่..”
เสวี่ยเจี้ยนหันหน้าไปทางพี่สาวของตน ก่อนที่จะเห็นพี่สาวของตนพยักหน้าเล็กน้อยคล้ายว่านั่นคือคำตอบ
ลาปาคิดย้อนกลับไป ก็นึกย้อนไปถึงดวงตาที่แดงก่ำของเซียวเย่เมื่อครู่ กล่าวออกมาด้วยใบหน้าที่วิตกกังวล
“ข้าคอยเฝ้ามองนายท่านมาตั้งแต่ท่านเกิด…แต่ไม่มีเลยสักครั้งที่ท่านจะมีอาการโมโหและดุร้าย…แต่เมื่อครู่นี้…ข้ารู้สึกเหมือนว่ามันไม่ใช่นายท่านคล้ายเป็นคนอื่น…แล้วข้าก็สังเกตเห็นดวงตาของนายท่านเป็นสีแดง…พริบตาที่ข้าเผลอจ้องมองเข้าไปในดวงตาคู่นั้น ข้ารู้สึกว่า…ข้ากำลังกลัวอยู่”
"ดวงตาสีแดง?…คนเราเวลาโมโหมากๆ ก็อาจจะมีอาการตาแดงก่ำด้วยกันทั้งนั้นมิใช่หรือ ข้าไม่เห็นว่ามันจะผิดแปลกตรงไหน.."
เสวี่ยเจี้ยนพยายามคิดตามในสิ่งที่หมายเลขศูนย์กล่าวให้ฟัง กล่าวแสดงความคิดเห็น
"ไม่..ข้าไม่ได้หมายความแบบนั้น..ดวงตาของนายท่านน่ะ เป็นสีแดงเลือด ไม่มีสีดำและสีขาว คล้ายว่า..ไม่ใช่ดวงตาของมนุษย์..ข้าก็ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร แต่ข้ามั่นใจว่านั้นไม่ใช่ดวงตาของมนุษย์แน่ๆ"
หมายเลขศูนย์กล่าวแสดงความเห็นอีกครั้ง
"เมื่อครู่นี้ไม่ใช่เซียวเย่ที่พวกเรารู้จัก ข้ารู้สึกเช่นนั้น…"
เสวี่ยหนิงกล่าวออกมา ด้วยใบหน้าที่บ่งบอกถึงความสงสัยใคร่รู้
“จะใช่คนเดิมหรือคนใหม่ ฉินอินก็สมควรโดนแล้วมิใช่หรือ เล่นเอาซะพี่สาวข้าเกือบจะเอาชีวิตไม่รอด หึ! แค่นี้ข้ายังถือว่ามันเป็นเรื่องเล็กน้อยด้วยซ้ำ…”
เสวี่ยเจี้ยนหันหน้าไปมองฉินอิน ค้อนสายตาเล็กน้อยกล่าวออกมาด้วยความไม่พอใจ
“รู้แล้ว..รู้แล้ว..ข้ารู้ว่าข้าผิด เสวี่ยหนิง…ข้าขอโทษเจ้าจากใจจริง…แต่เจ้าก็ไม่น่าเข้าไปช่วยน้องชายเจ้านะ น่าจะปล่อยให้น้องชายเจ้าโดนซะ ข้าจะได้ไปกล่าวขอโทษถูกคน”
ฉินอินกล่าวออกมาพร้อมกับทำท่าโค้งขอโทษอย่างสุภาพ
"น-นี่เจ้า..ข้าคิดไว้ไม่ผิด เจ้ามันน่ารำคาญจริงๆ"
เสวี่ยเจี้ยนเมื่อรับรู้ได้ว่าฉินอินต้องการจะสื่ออะไร ก็อดไม่ได้ที่จะมีน้ำโห กล่าวออกมาด้วยความหงุดหงิด
"เห้อ…ช่างเรื่องนี้กันไปก่อนเถอะ พวกเราสายมากแล้ว ไปกันดีกว่า"
หมายเลขศูนย์กล่าวออกมา ก่อนที่จะลอยตัวขึ้นเหนือพื้นช้าๆ บินออกไปทางเมืองกวางกุงพร้อมกับคนอื่นๆ
ณ เมืองกวางตุง
“โอ้ว! เจ้าลูกบ้า กลับมาแล้วรึ หายหัวไปไหนมาตั้งนาน”
เซียวเย่เดินทางกลับมาถึงตำหนักตระกูลเซียว เมื่อเซียวหยางเห็นเช่นนั้น ก็ยกมือขึ้นทักทายลูกชายของตนเองในทันที
"ข้ามีเรื่องต้องจัดการหลายอย่างนะ ไม่ได้เหมือนตัวท่าน แล้วท่านปู่ล่ะ"
เซียวเย่เดินเข้ามาคารวะบิดา ยิ้มเล็กน้อยแสร้งกล่าวออกมาด้วยความเบื่อหน่าย
"อือหือ…มาถึงนี่ ก็ไม่กล่าวถามหาพ่อแม่ก่อนเลยนะ…เอาเถอะ! คงจะงานเยอะจริงๆนั่นแหละ ปู่เจ้าอยู่ที่ห้องโถงนั้นน่ะ ไปเถอะ ไปเถอะ "
เซียวหยางเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ถึงกับเสแสร้งทำหน้าตาน้อยใจ กล่าวออกมาพร้อมกับสะบัดมือไล่ให้ไปไกลๆ เซียวเย่แกล้งทำเป็นไม่ได้ยินเดินเท้าต่อเข้าไปภายในห้องโถง
"ท่านปู่ขอรับ คารวะท่านปู่ คารวะผู้อาวุโสทุกท่าน"
เซียวเย่เมื่อเข้ามาภายในห้องโถง ก็พบเห็นเข้ากับเซียวกงกับผู้อาวุโสท่านอื่นๆอยู่ภายในห้อง กล่าวออกมาพร้อมกับทำท่าคารวะอย่างสุภาพ ผู้อาวุโสเมื่อเห็นว่าเป็นผู้ใด ที่เข้ามาพบก็พยักหน้ายิ้มรับให้อย่างอารมณ์ดี
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า หลานรักของปู่ ความหวังของตระกูลเราโดยแท้ ว่างมาหาปู่แบบนี้ เจ้าคงจะทำธุระของเจ้าเสร็จสิ้นแล้วกระมัง"
เซียวกงเดินเข้ามาใกล้เซียวเย่ กล่าวออกมาด้วยรอยยิ้ม
"อะไรคือธุระกัน หลานก็เถลไถลไปเรื่อยน่ะแหละ ท่านปู่อย่าได้คิดให้มากไป"
เซียวเย่ยิ้มรับอย่างสุภาพ กล่าวออกมาพร้อมกับหัวเราะเบาๆ
"เซี่ยวเย่เอ้ย! ไอ่ชั่วหลงซานจี่นั่นมันเป็นอย่างไรบ้าง ก่อนน่านี่มันเล่นงานข้าซะเจ็บแสบ หึ! ตัวข้าในครานั้น ถ้าไม่เห็นแก่ตระกูลเรา ข้าลุกขึ้นไปฉีกแข้งฉีกขามันไปแล้ว ไม่ต้องรอให้มันมาแอบลอบโจมตีข้าทีเผลอ ฮื่มมม พูดละมันขึ้น!!"
เซียวหลุยเดินเข้ามาหาเซียวเย่ กล่ามถามออกมา
"โอ่ยยย เซียวหลุย เจ้ามันเก่งเหลือเกินเนอะ ถ้าไม่ใช่เพราะข้า..เกรงว่าเจ้าคงได้ไปเจอกับหลานเจ้าในชาติภพหน้าแล้ว จะเล่นละครก็ให้มันแนบเนียนหน่อย เผยไต๋ออกมาให้มันจับผิดได้ เห๊อะ! ช่างอ่อนหัดนัก!!"
เซียวกงมองค้อนสายตาใส่เซียวหลุย กล่าวออกมาด้วยความหงุดหงิด
"..เอ่อ…ต-แต่เรื่องทุกๆอย่างมันก็ผ่านไปด้วยดีมิใช่รึท่าน…ท่านก็อย่าไปถือสามันเลยเนอะ! แฮะ แฮะ"
เซียวหลุยยกมือขึ้นมาเกาหัวตนเอง หันหน้าไปทางเซียวกงกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้มเชิงประจบ
"อย่าไปถือสางั้นหรอ!! ฮื้ยย ไม่ใช่ข้างั้นเรอะที่ต้องมาเจ็บตัวแทนเจ้า ถ้าเจ้าเก่งมากนัก ทำไมตอนนั้นไม่ลุกขึ้นมาจัดการมันให้ข้าล่ะ หี่ม! เก่งกาจนักใช่หรือไม่ ต่อจากนี้ไปเจ้าไม่ต้องเป็นมันแล้วผู้อาวุซงผู้อาวุโส ไปเป็นยามเฝ้าประตูมันซะเลย!! อาเปียว ต่อไปนี้เจ้าได้เลื่อนขั้นเป็นผู้อาวุโ- อือ!อื่อ!"
เซียงกงเมื่อได้เห็นเซียวหลุยทำมึนใส่ ก็ถึงโวยวายออกมาเสียงดัง ส่วนเซียวหลุยเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ถึงกลับหน้าซีดขาว รีบวิ่งเข้าหาเซียวกง ยกมือขึ้นปิดปากเซียวกงเอาไว้อย่างแน่นหนาและว่องไว คนอื่นๆโดยรอบที่ชมดูอยู่ก็ต่างพากันหัวเราะออกมาด้วยความสนุกสนาน แต่เมื่อเสียงหัวเราะเริ่มซาลง เซียวเย่ก็เริ่มปรึกษาเรื่องต่างๆกับคนอื่นๆอยู่สักพักก่อนที่จะขอตัวกับตำหนักที่พักของตนเอง
เซียวเย่เดินทางกลับมาถึงตำหนัก นั่งลงที่ตำแหน่งม้านั่งที่พักสมัยการก่อนของตน นั่งมองชมทิวทัศน์วิวโดยรอบ เหม่อลอยและครุ่นคิดเรื่องต่างๆ
"นายท่านขอรับ.."
พึ่งนั่งพักได้เพียงไม่นาน ก็มีชายชุดดำสวมหน้ากากปรากฎตัวขึ้นที่ด้านข้าง เซียวเย่เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ไม่ได้หันกลับไปมองแต่อย่างใด อ้าปากกล่าวออกมา
"อืม….ได้อะไรมาบ้าง หวังว่าหมายเลขเก้าคงจะไม่ทำอะไรเพื่อนสนิทคนใหม่เป็นอะไรไปแล้วหรอกนะ"
"เราพบนี่ขอรับ ส่วนข้อมูลอื่นๆตัวข้าระบุเขียนไว้ในตำราให้ท่านแล้ว"
หมายเลขสิบสะบัดมือ ปรากฎตำราพร้อมกับเหรียญตราบางอย่างออกมา ยืนไปให้พร้อมกล่าว
เซียวเย่ยืนมือออกไปรับตำราและเหรียญตรา เพ่งมองสังเกตไปที่เหรียญตราลูบคลำมันเงียบๆ
“เหรียญตรานี่มัน….นกงั้นหรือ?….”
"….จากที่หลงซานจี่บอกเล่าออกมา มันบอกว่าสัญลักษณ์ในเหรียญมีความคล้ายคลึงกับนกอินทรีขอรับ ส่วนตัวเหรียญตราใช้เป็นเครื่องแสดงตัวเพื่อยืนยันตัวตน.."
หมายเลขสิบเมื่อได้ฟังเซียวเย่อุทานออกมา ก็รีบกล่าวเสริมแสดงความเข้าใจของตน
"นกอินทรีงั้นหรือ…ทำไมข้ามองแล้วมันคล้ายนกกระจอกจัง…เจ้าเอากลับไปเถอะ มอบมันพร้อมกับสิ่งนี้คืนให้หมายเลขเก้าไปซะ เมื่อหมายเลขเก้าได้เห็น ก็สามารถที่จะรู้และเข้าใจได้ในทันที…"
เซียวเย่มองเหรียญตรานั่นด้วยความสนุกนึกขำ ก่อนที่จะยื่นคืนมันให้หมายเลขสิบ พร้อมกับยืนเหรียญตราที่ได้รับมาจากแหวนมิติของลาปารวมไปด้วย
“รับทราบ…ข้าน้อยขอตัวลา”
หมายเลขสิบรับสิ่งของที่เซียวเย่ยื่นมอบให้ ก่อนที่ร่างกายเริ่มที่จะเลือนราง หายตัวไปในที่สุด
"…..นั่นใช่เซียวเย่หรือเปล่า?"
เมื่อหมายเลขสิบหายตัวไป เสวี่ยหนิงและคนอื่นๆก็เดินทางมาถึง เสวี่ยหนิงจ้องมองเซียวเย่อยู่สักพัก กล่าวถามออกมา ด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย
“หืม! เจ้าบาดเจ็บจนสมองกลับเลยอย่างงั้นหรือ ถึงได้มีอารมณ์ขันมาเล่นตลกกับข้าเยี่ยงนี้”
เซียวเย่หันหน้าไปมองเสวี่ยหนิงด้วยรอยยิ้ม กล่าวออกมาอย่างติดตลก
แต่เสวี่ยหนิงดูเหมือนจะไม่เล่นด้วย ตัดสินใจกล่าวขยายความออกมาอีกครั้ง
“….ข้าหมายถึง…เด็กน้อยตรงหน้าข้า คือเซียวเย่ตัวจริงอย่างนั้นหรือ มิใช่ผู้อื่นใช่หรือไม่"