จ้าวหยางจื่อนำหม้อเหล็กขนาดใหญ่ที่เพิ่งซื้อจากในเมืองอำเภอเหอเป่ยกลับเข้าเรือน ก่อไฟให้เสร็จสรรพแล้วตั้งหม้อต้มน้ำเกลือที่เขากรองไว้ตั้งแต่เมื่อวาน
หลังจากนั้นก็นั่งรอให้น้ำเดือดทำให้ไอน้ำระเหยเหลือไว้เพียงเกลือ เมื่อหม้อแห้งเหือดประเดี๋ยวเกลือจะจับตัวเป็นก้อนเอง
ขณะเดียวกันซีซวนก็นำข้าวที่เพิ่งซื้อมาไปทำเป็นอาหารเช้า นางไม่ได้ทำอาหารเกี่ยวกับข้าวมานาน ก็เลยมีความสุขไม่น้อยเลย
สังเกตเห็นน้องสาวยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ระหว่างทำอาหาร จ้าวหยางจื่อก็หันไปถามซีห่าวที่อยู่ข้างๆ อย่างอารมณ์ดี
“วันนี้อาหารคงอร่อยมากแน่! ว่าไหมห่าวเอ๋อร์”
ซีห่าวไม่ทันตอบ พี่สาวของเขาก็ชิงพูดขึ้นก่อน
“แน่นอนเจ้าค่ะ ได้ข้าวมาทั้งที น้องจะทำอาหารสุดฝีมืออยู่แล้ว”
“แล้วทำอาหารชนิดใดรึ?”
“โจ๊กเจ้าค่ะ”
เห็นความมั่นอกมั่นใจของผู้เป็นน้องสาว จ้าวหยางจื่อเพียงแค่ส่งยิ้มกลับไป พลางคิดในใจอย่างฉงน
‘แค่โจ๊กรึ? สวนหลังเรือนมีกุยช่ายกับขึ้นฉ่ายอยู่ ผักใบเขียวเหล่านั้นน่าจะเข้ากันกับโจ๊ก..’
คิดถึงตรงนี้จ้าวหยางจื่อก็พลางถอนหายใจออกมา แม้จะพอมีอาหารดีๆ แล้วทว่าก็ทำอาหารที่อร่อยถูกปากเขาไม่ได้สักที เพราะไม่มีวัตถุดิบและเครื่องเทศมากพอ
'คิดถึงผัดเปรี้ยวหวานจัง หมูตุ๋นน้ำแดงนั่นด้วย อ่าา ข้าลืมบะหมี่ไปได้อย่างไร..'ยิ่งคิดถึงอาหารพวกนี้ จ้าวหยางจื่อก็เกือบน้ำลายไหล
วินาทีนี้เองจ้าวหยางจื่อก็จ้องมองไปที่หม้อต้มเกลือเขม็ง เครื่องปรุงรสชิ้นนี้มีส่วนสำคัญที่จะทำให้อาหารถูกปากเขา
ครึ่งชั่วยามผ่านไปน้ำในหม้อต้มเกลือเดือดระอุ ฟองอากาศขุ่นมัวในหม้อเริ่มมีมากขึ้น จ้าวหยางจื่อสั่งให้ซีห่าวคอยตักฟองน้ำที่เจือปนสิ่งเจือปนเหล่านั้นออกอย่างระมัดระวัง
อีกครึ่งชั่วยามผ่านไปแม้น้ำในหม้อต้มจะไม่แห้งเหือด แต่ซีห่าวก็สังเกตเห็นเม็ดเกลือแล้ว เขาได้เรียกพี่ใหญ่มาชมดูอย่างตื่นเต้น
“เบาเสียงลงห่าวเอ๋อร์ ประเดี๋ยวคนข้างนอกได้ยิน” ซีซวนน้อยเตือนน้องชายด้วยใบหน้าที่จริงจัง เรื่องเกลืออันแสนหายากนี้ให้คนนอกรับรู้ไม่ได้เป็นอันขาด
ซีห่าวได้ยินเช่นนั้นเขารีบนำมือเล็กๆ มากุมปากของตนเองอย่างรู้ความ แววตาของเขาแสดงถึงความรู้สึกผิดอย่างชัดเจน
จ้าวหยางจื่อพินิจพิเคราะห์เกลือในหม้อ พลางพูดขึ้นอีกว่า
“เกลือพวกนี้ยังใช้ไม่ได้ ต้มจนกว่าน้ำจะลดลงอีก ยิ่งเราต้มน้ำนานเท่าไหร่ เกลือยิ่งบริสุทธิ์มากเท่านั้น”
“ขอรับ” ซีห่าวรับคำ เพราะเขามีหน้าที่รับผิดชอบในการต้มเกลือ
“กินข้าวกันก่อนเถอะ ต้มไว้แบบนี้คงไม่เป็นไร”
“ขอรับ/เจ้าค่ะ”
อาหารวันนี้คือโจ๊กกับปลาย่าง แม้เด็กน้อยทั้งสองคนจะกินอย่างเอร็ดอร่อย ทว่าจ้าวหยางจื่อก็กินไปไม่มากเท่าสองคนนัก ถ้าไม่มีน้ำพุวิเศษคอยช่วยให้อาหารอร่อยขึ้น เขาคงไม่กินมันสักคำเสียด้วยซ้ำ
แต่จะว่าไปสามวันมานี้ซีซวนกับซีห่าวได้รับการบำรุงจากน้ำพุวิเศษร่างกายของทั้งสองคนก็ดูดีขึ้นไม่น้อย ดูมีน้ำมีนวล ผิวก็ดูชุ่มชื่นกระจ่างใสขึ้น ผิดกับตอนแรกที่ผอมโซผิวแห้งกร้านราวเพราะขาดสารอาหาร
ไม่นานนักจ้าวหยางจื่อก็ลุกจากโต๊ะอาหารเพื่อไปดูเกลือที่กำลังต้ม บางครั้งเขาก็ใช้ตะหลิวตักเกลือขึ้นมาเพื่อดูว่ามันบริสุทธิ์แค่ไหนแล้ว
โดยไม่ทันสังเกตเลยว่าข้างหลังเขาซีซวนก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อย่างมีความสุขเหมือนกัน เพราะนางได้วาดฝันว่าจะทำอาหารแล้วมีเกลือปรุงรส แค่คิดอาหารก็อร่อยมากขึ้นแล้ว
ไม่เพียงเท่านั้นนางยังวาดฝันเอาไว้อีกว่าถ้านำเกลือไปขาย มันจะทำได้เงินมากแค่ไหนกันนะ...เวลานี้แววตาของซีซวนเป็นรูปตำลึงทองแล้ว
อีกครึ่งชั่วยามต่อมาเห็นว่าน้ำในหม้อต้มเหลือน้อยลงเต็มที เกลือก็มีสีขาวใจบริสุทธิ์มากพอแล้ว จ้าวหยางจื่อจึงตักเกลือใส่ตะกร้ารองด้วยผ้าป่านหนึ่งชั้นเพื่อพักเอาไว้ก่อน
ที่เขาทำเช่นนี้ก็เพื่อทำให้เกลือสะเด็ดน้ำ ถ้าบรรจุเกลือใส่ไหดินเผาไปทั้งอย่างนั้นเลย เกลือจะละลายเอาได้ ซึ่งกระบวนการนี้ใช้เวลาไม่นานนักก็เสร็จแล้ว ได้เกลือทั้งหมดครึ่งตะกร้า คาดว่าน่าจะได้ราวสี่จิน (สองกิโลกรัม)
เมื่อจ้าวหยางจื่อตักเกลือขึ้นมาจนหมด ซีซวนอดไม่ได้ที่จะนำเกลือมาชิม
“เค็ม! เค็มมากเจ้าค่ะ!!”
“เบาเสียงท่านพี่ อย่ากระโตกกระตาก” ครานี้เป็นซีห่าวเป็นคนเตือนพี่สาว ทว่าเขาก็หยิบเกลือมาชิมด้วยคน
ซีซวนเงียบเสียงก่อนที่จะพึมพำออกมาอย่างน่าเสียดาย“รู้เช่นนี้พวกเราไม่ควรรีบกินอาหารเลยเจ้าค่ะ”
“เห็นด้วย” ซีห่าวพยักหน้าอยู่ข้างๆ เขานึกเสียดายไม่น้อยที่กินอาหารจืดจางเช่นนั้น
“เราไม่ได้กินเกลือวันนี้ วันรุ่งขึ้นเราก็จะได้กินอยู่ดี” จ้าวหยางจื่อกล่าวด้วยรอยยิ้ม ปล่อยเกลือไว้ตรงนั้นก่อนที่จะพาน้องๆ ไปนอน
..
ทันทีที่เข้ามาในมิติย่อย จ้าวหยางจื่อก็รีบนำเมล็ดพันธุ์ที่เขาซื้อมาไปปลูก ซึ่งพื้นที่เพาะปลูกพืชผักเขาแบ่งพื้นที่ออกเป็นสี่ส่วนเท่ากันโดยมีน้ำพุจิตวิญญาณเป็นจุดศูนย์กลาง
ส่วนที่หนึ่งนั้นเป็นส่วนของผัก ส่วนที่สองเป็นผลไม้ ส่วนที่สามเป็นแปลงสมุนไพร ส่วนที่สี่เป็นพื้นที่ใช้ส่วนตัวของเขา เช่นพวกเงิน เครื่องมือต่างๆ จะเก็บไว้ตรงส่วนนี้
อันดับแรกจ้าวหยางจื่อไปที่สวนผลไม้ เขานำต้นหม่อนเพิ่งได้จากท่านยายหานที่ท่านใช้เลี้ยงไหมมาปลูกก่อน จากนำก็นำเมล็ดองุ่น ชา ลงปลูกบริเวณใกล้เคียงกัน
ครั้งนี้จ้าวหยางจื่อไม่นำน้ำพุจิตวิญญาณมารดพวกมัน เพราะกลัวว่าพวกมันจะโตขึ้นเหมือนพวกผักก่อนหน้านี้ พอเป็นเช่นนั้นแล้วเขาก็ไม่รู้ว่าผลมันจะกินได้หรือเปล่า ปล่อยให้พวกมันเติบโตเองเป็นดีที่สุด ถึงอย่างไรแล้วพวกพืชผักที่ปลูกอยู่ในนี้ก็ใช้เวลาเติบโตไม่นาน
เพียงแค่คิดถึงเวลาที่พวกมันเติบโตขึ้น จ้าวหยางจื่อก็มีความสุขไม่น้อยเลย ลูกหม่อนเอาไปหมักทำไวน์ องุ่นเอาไปทำได้ทั้งเหล้าและไวน์ พวกชาอีก แค่คิดก็น้ำลายไหลแล้ว!
ทันใดนั้นจ้าวหยางจื่อก็ปวดหัว ถ้าพวกผลไม้เกิดผลขึ้นมาแล้ว เขาจะนำออกไปแบ่งน้องเขาอย่างไร? และเขาจะอธิบายเรื่องนี้กับน้องๆ อย่างไรดี..
ช่างเถอะ! คิดไปก็ปวดหัว ไปดูแปลงสมุนไพรไพรดีกว่า โสมห้าปีต้นนั้นปลูกไว้สองวันนี้น่าจะเติบใหญ่ขึ้นบ้าง
จ้าวหยางจื่อมองเห็นดอกสีแดงมาแต่ไกล เขาก็พลันตกตะลึง ไม่คิดว่าโสมป่าต้นนี้จะออกดอกแล้ว ถ้าเช่นนั้นมันก็มีอายุสิบปีเป็นอย่างต่ำแน่!
จ้าวหยางจื่อยิ้มแก้มแทบปริอย่างช่วยไม่ได้ พลางลูบใบของมันเบาๆ ก่อนจะกล่าวกับมันว่ารีบๆ โต เขาจะได้แบ่งรากมันสักรากไปต้มกิน
หลังจากนั้นจ้าวหยางจื่อก็มาที่แปลงผัก สังเกตเห็นพวกผักยักษ์นั่นมันช่างขัดหูขัดตานัก! ไม่รู้ว่าพอกินเข้าไปแล้วจะมีปัญหาหรือเปล่า?
ใช่! เรามีตัวทดลองอยู่นี่! ไว้ออกจากที่นี่ค่อยให้พวกหมูลองกินดู!
สำรวจสวนผักอย่างพึงพอใจ จ้าวหยางจื่อก็เก็บพริกสีแดงเหล่านั้นให้เรียบร้อย ก่อนจะมานั่งบ่มเพาะที่ใต้ต้นโพ..
สามารถกดหัวใจส่งของขวัญเป็นกำลังใจให้นักเขียน หรือคอมเมนท์พูดคุยกันได้นะครับ
ช่วยกดติดตาม กดแชร์ให้เพื่อนๆ อ่าน จะเป็นพระคุณอย่างยิ่งของคนเขียนครับ
หรือติดตามได้ที่ Tiktok: @denwriternovel