ภาพความทรงจำของอวี้เหวินหลั่งไหลราวสายน้ำที่เชี่ยวกราก...
ด่านค่ายกลทั้งสามที่เหลือราวกลับกลายเป็นเงาสะท้อนผ่านม่านน้ำตาที่มืดมัว ภาพเหตุการณ์ไหลย้อนกลับอย่างรวดเร็ว ทะลุผ่านม่านหมอกของกาลเวลา ชั่วขณะนั้น เขาเห็นช่วงเวลาที่หานลู่กำลังจะยื่นมือไปรับรางวัลอย่างมั่นใจ ทว่าร่างของผู้อาวุโสจางกลับก้าวออกมา ผ่าความเงียบงันด้วยถ้อยคำเปิดโปงกลโกงอันน่าอัปยศ
พลันภาพในห้วงคำนึงของเขาเร่งเร็วขึ้นอีกหลายเท่า
เหลือเพียงเงาของหานลู่ที่ถูกคุมตัวไปอย่างไร้เกียรติ...
“เจ้าหนุ่ม!”
เสียงทุ้มต่ำของชายชราปลุกอวี้เหวินจากภวังค์แห่งความทรงจำ เขาสะดุ้งเฮือก ดวงตาเบิกกว้าง มองไปยังชายชราในอาภรณ์สีเทาที่ยืนอยู่เบื้องหน้า
“เจ้าคืออันดับหนึ่งของกิจกรรมรื่นเริงค่ายกลในปีนี้ เตรียมตัวขึ้นรับรางวัลบนเวทีเถิด” ชายชรากล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่ไม่อาจคาดเดาความรู้สึก
อวี้เหวินแย้มยิ้มอย่างยินดี เขากล่าวตอบพร้อมประสานมือคารวะ “ขอบพระคุณท่านผู้อาวุโส ที่เมตตาคืนความเป็นธรรมให้แก่ศิษย์”
ชายชราในอาภรณ์สีเทามิได้กล่าวสิ่งใดตอบ เพียงแต่จับจ้องมายังอวี้เหวินด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสนใจใคร่รู้ลึกซึ้ง ราวกับกำลังพิจารณาสิ่งล้ำค่าที่เพิ่งค้นพบ
พลันเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากเวทีข้างลานประลอง ผู้อาวุโสในชุดอาภรณ์สีครามยืนตระหง่านอยู่เบื้องบน สายตาอันคมกริบกวาดมองเหล่าศิษย์ที่รายล้อม ก่อนจะหยุดนิ่ง ณ บริเวณที่ชายชราชุดเทาและอวี้เหวินยืนอยู่ แววตาของเขาฉายแววความยำเกรงเมื่อมองไปยังชายชราชุดเทา จากนั้นจึงเปล่งวาจาอันกังวานออกไป
“ศิษย์ทั้งหลาย โปรดอภัยให้แก่เหตุการณ์อันไม่พึงประสงค์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ความผิดพลาดทั้งปวงล้วนเกิดจากความบกพร่องของหอค่ายกล แต่พวกเราขอให้คำมั่นสัญญาว่าจะปรับปรุงและยกระดับมาตรฐานให้ดียิ่งขึ้นในครั้งต่อไป บัดนี้ คะแนนได้ถูกคำนวณใหม่อีกครั้ง และข้าจะประกาศรายชื่อผู้ได้รับรางวัลสามอันดับแรกในทันที”
เขาหยุดพักเล็กน้อยให้เสียงลอยตามลม ก่อนเปล่งวาจาต่อด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
“อันดับที่หนึ่ง… อวี้เหวิน! ทำคะแนนรวมไปได้ทั้งสิ้นเก้าสิบเจ็ดแต้ม โดยมีการปรับคะแนนใหม่ในด่านที่สามและสี่ เนื่องจากมีผู้ใช้กลโกงในการแข่งขัน”
“อันดับที่สอง… ซูหมิง! ทำคะแนนรวมห้าสิบเจ็ดแต้ม”
“และอันดับที่สาม… เจียงหลง ห้าสิบสองเเต้ม!”
ผู้อาวุโสอาภรณ์สีครามกวาดสายตามองไปยังศิษย์ทั้งสามคนอีกครั้ง ก่อนจะกล่าวต่อ “ขอให้ผู้มีรายชื่อทั้งสามขึ้นมายังเวทีตามลำดับ”
ชายชราในอาภรณ์สีเทาพยักหน้าเล็กน้อย พลางกล่าวกับอวี้เหวินว่า “ไปเถอะ ถึงเวลาของเจ้าแล้ว”
อวี้เหวินน้อมรับคำสั่ง ด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้ม เขาก้าวเดินฝ่าฝูงชนศิษย์ที่เบียดเสียดกันอยู่เบื้องล่าง มุ่งหน้าสู่เวทีอย่างสง่างาม ท่ามกลางเสียงซุบซิบและสายตาที่จับจ้อง
“นี่แหละคือผู้ชนะที่แท้จริง” ชายผู้หนึ่งในกลุ่มชนเอ่ยขึ้น
“เขาสมควรได้รับมันแล้ว” อีกคนกล่าวเสริมด้วยความเห็นพ้อง
ณ มุมหนึ่งของลานประลอง นายน้อยจ้าวชิงอวิ๋นในอาภรณ์สีดำทมิฬ มองภาพเบื้องหน้าด้วยแววตาขุ่นมัวยิ่งนัก คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันแน่น ราวกับกำลังขบคิดเรื่องราวอันซับซ้อน
‘เกิดอะไรขึ้นกันแน่?’ เขาคิดในใจ แผนการที่เขาวางไว้ล้วนไร้ที่ติ ไม่มีทางที่ใครจะล่วงรู้ความลับได้ สายตาของเขาพลันวูบไหวด้วยประกายเย็นชา
‘หรือว่าจะมีคนทรยศ?’ ความคิดนี้แวบเข้ามาในห้วงคำนึง หากแต่เขาก็สลัดมันทิ้งไปในทันที เพราะมันช่างไร้เหตุผลสิ้นดี จะมีใครโง่พอที่จะเลือกทรยศนายน้อยผู้โด่งดัง เปี่ยมด้วยอำนาจและผลประโยชน์มหาศาล เพื่อหันไปร่วมมือกับเด็กหนุ่มไร้ชื่อเสียงเช่นอวี้เหวิน…ความขุ่นเคืองในใจยังคงคุกรุ่น หากแต่สีหน้าของเขากลับคืนสู่ความสงบนิ่งดังเดิม ราวกับผืนน้ำที่สะท้อนเงาจันทรา
...
บนเวทีพิธีอันโอ่โถง อวี้เหวินในอาภรณ์สีดำทมิฬยืนสงบนิ่งอย่างมั่นคง ท่ามกลางแสงโคมไฟที่ทอแสงลงมาจากเบื้องบน ขนาบข้างด้วยซูหมิงและเจียงหลง สองศิษย์ผู้คว้าอันดับรองลงมา
ผู้อาวุโสในอาภรณ์สีครามประจำงานรื่นเริงค่ายกลก้าวออกมายืนเบื้องหน้า แววตาเปี่ยมเมตตา ประกายตาลึกซึ้งดั่งผู้ผ่านกาลเวลาอันยาวนาน เขาแย้มรอยยิ้มบาง พลางเปล่งถ้อยคำชื่นชมด้วยเสียงกังวานมั่นคง
“สำหรับผู้ที่คว้าอันดับหนึ่งแห่งงานรื่นเริงค่ายกลในปีนี้ ศิษย์ทั่วไป อวี้เหวิน ของรางวัลอันล้ำค่าที่จะได้รับคือ ‘หอมหฤทัยคร่าชีวิต’ ค่ายกลอันทรงอานุภาพที่เทียบเท่ากับพลังของผู้บ่มเพาะในระดับกำเนิดกายขั้นสมบูรณ์ และ ‘หยาดทิพย์หลอมวิญญาณ’ จำนวนหนึ่งหยาด!”
สิ้นเสียงประกาศ เด็กสาวในอาภรณ์สีอ่อนก็ก้าวขึ้นสู่เวทีอย่างนุ่มนวล เธอถือหีบไม้แกะสลักลวดลายวิจิตรพร้อมขวดยาขนาดเล็ก เดินเข้ามาวางของรางวัลลงเบื้องหน้าอวี้เหวินอย่างนอบน้อม
“และนี่ยังไม่เพียงพอ” ผู้อาวุโสกล่าวต่อ “เนื่องด้วยเหตุการณ์อันไม่คาดฝันที่เกิดขึ้น ทางหอค่ายกลจึงขอมอบคะแนนพิเศษให้แก่ศิษย์ทั้งสามอันดับ โดยอันดับที่หนึ่งจะได้รับหนึ่งพันแต้ม อันดับที่สองห้าร้อยแต้ม และอันดับที่สาม สามร้อยแต้ม ตามลำดับ!”
ทันใดเสียงเฮฮาก็ระเบิดขึ้นจากด้านล่างเวที บรรยากาศพลันคึกคักขึ้นทันตา ผู้คนซุบซิบกันเซ็งแซ่
“อวี้เหวินผู้นี้ได้รับแต้มจากหานลู่ไปแล้วหนึ่งพัน ตอนนี้ยังได้เพิ่มอีกหนึ่งพัน! ช่างร่ำรวยเกินไปแล้วกระมัง?” ชายผู้หนึ่งอุทานด้วยความอิจฉา
“‘หอมหฤทัยคร่าชีวิต’ นี่เล่า ต่อให้เป็นศิษย์หลักก็ยังยากที่จะได้มาครอบครอง!” อีกคนกล่าวเสริม น้ำเสียงเจือความอิจฉาไม่ต่างกัน
“ทั้งหล่อเหลา ทั้งเก่งกาจถึงเพียงนี้…” ศิษย์สตรีคนหนึ่งพึมพำเบาๆ ใบหน้าแดงระเรื่อด้วยความเขินอาย
ผู้อาวุโสอาภรณ์สีครามยื่นหีบไม้และขวดยาเล็กๆ ให้แก่อวี้เหวิน แววตาเต็มไปด้วยความชื่นชม
อวี้เหวินรับของรางวัลมาอย่างนอบน้อม เขาประสานมือคารวะอย่างสง่างาม ก่อนที่แสงประกายวูบหนึ่งจากแหวนมิติที่นิ้วก็กลืนกินของล้ำค่าทั้งสองลงไปในพริบตา เขาน้อมศรีษะให้ผู้อาวุโส ก่อนจะหมุนตัวลงจากเวทีไปอย่างภาคภูมิ ในขณะที่บนเวที การมอบรางวัลให้แก่ซูหมิงและเจียงหลงก็ดำเนินต่อไป
เมื่อเท้าของอวี้เหวินแตะพื้น เขาก็รีบรุดตรงไปยังชายชราในอาภรณ์สีเทาทันที เขาประสานมือคารวะอีกครั้งด้วยความเคารพอย่างลึกซึ้ง
“หากไม่มีท่านผู้อาวุโส ศิษย์คงมิมีโอกาสได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้” อวี้เหวินกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงใจ
ชายชราอาภรณ์สีเทาพยักหน้าเล็กน้อย ใบหน้าเรียบเฉย ทว่าแววตาอ่อนโยนลงเล็กน้อย “อืม เป็นหน้าที่ของข้าอยู่แล้วที่จะต้องผดุงความเป็นธรรม มิให้มีการโกงเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหอค่ายกลแห่งนี้”
เขาจ้องมองใบหน้าของอวี้เหวินเนิ่นนาน คล้ายกำลังพิจารณาบางสิ่งที่ลึกซึ้งกว่าภายนอก
“เจ้าหนุ่ม เจ้ามีนามว่าอวี้เหวินใช่หรือไม่?”
“ขอรับ! ศิษย์มีนามว่าอวี้เหวินขอรับ” อวี้เหวินตอบอย่างนอบน้อม
ชายชราพยักหน้าอย่างพอใจ “พรสวรรค์ด้านค่ายกลของเจ้าหาได้ยากยิ่งในศิษย์รุ่นเยาว์ หากวันหน้าเจ้าต้องการศึกษาเพิ่มเติม หรือต้องการคำชี้แนะ ข้าอยู่ที่หอวิจัยค่ายกลชั้นใน มาเยี่ยมเยียนข้าได้เสมอ ไม่ต้องเกรงใจ”
“ศิษย์ขอรับคำผู้อาวุโสด้วยความยินดี และจะหาโอกาสไปเยี่ยมเยียนท่านอย่างแน่นอนขอรับ” อวี้เหวินกล่าวตอบอย่างหนักแน่น ดวงตาเป็นประกายด้วยความเคารพ
ขณะที่ทั้งสองกำลังสนทนา สตรีในอาภรณ์ขาวก็ปรากฏตัวขึ้นด้านข้างอวี้เหวินอย่างเงียบเชียบ ราวกับวิญญาณที่ไร้เสียง นางยืนแนบนิ่ง ไม่กล่าววาจา รัศมีเย็นสงบแผ่ซ่านจากร่างของนาง เผยความลึกลับน่าค้นหาออกมา
ไม่นานนัก จ้าวชิงอวิ๋นในอาภรณ์ดำสนิทก็เดินเข้ามาหาด้วยรอยยิ้มบางบนใบหน้า ดูอ่อนโยนและสุภาพไร้พิษภัย “ยินดีด้วย ศิษย์น้องอวี้ สำหรับชัยชนะที่คู่ควรของเจ้า”
อวี้เหวินเเย้มยิ้ม “ต้องขอบคุณศิษย์พี่จ้าว ที่ชี้เเนะข้อมูลบางประการแก่ข้าก่อนงานจะเริ่ม”
จ้าวชิงอวิ๋นหัวเราะเบาๆ “มิกล้า มิกล้า” เขาหันไปประสานมือคารวะชายชราอาภรณ์สีเทา “คารวะท่านอาจารย์ปู่”
ทว่าชายชรากลับไม่ได้ตอบรับ หรือแม้แต่จะหันมามอง สีหน้าของเขานิ่งดั่งผาหิน ดวงตาจับจ้องเพียงที่อวี้เหวิน
“เจ้าหนุ่ม ข้าขอตัวก่อน”ชายชรากล่าวเรียบๆ
การกระทำของชายชราทำให้จ้าวชิงอวิ๋นรู้สึกเสียหน้าเล็กน้อย ทว่าเขาก็ปรับสีหน้าให้กลับมาเป็นปกติได้อย่างรวดเร็ว อวี้เหวินกล่าวลาชายชราอาภรณ์สีเทาอีกครั้ง “ศิษย์จะไปหาท่านอย่างแน่นอนขอรับ” ชายชราพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะหมุนตัวจากไปในทันที
เมื่อเห็นว่าชายชราอาภรณ์เทาจากไปแล้ว จ้าวชิงอวิ๋นก็ไม่รีรอ เขากล่าวออกมาทันที “ศิษย์น้องอวี้ งานวันนี้ก็ถือว่าสิ้นสุดแล้ว ข้าเองก็มีภารกิจบางประการต้องจัดการ”
อวี้เหวินเข้าใจเจตนาของจ้าวชิงอวิ๋นทันที เขาแย้มยิ้ม “ศิษย์พี่จ้าว หากท่านมีสิ่งใดรัดตัว ก็ขอเชิญตามสะดวก ไม่ต้องเป็นห่วงข้า”
“ขอบใจศิษย์น้อง” จ้าวชิงอวิ๋นตอบ “หากเจ้ามีสิ่งใดให้ข้าช่วยเหลือ อย่าได้เกรงใจที่จะมาหาข้า”
อวี้เหวินประสานมือ “ขอบคุณศิษย์พี่จ้าว”
จ้าวชิงอวิ๋นพยักหน้าเล็กน้อย พลางเหลือบมองไปยังสตรีชุดขาวข้างกายอวี้เหวิน ดวงตาวูบไหวเมื่อเห็นผ้าคลุมหน้าของนางโบกสะบัด เผยให้เห็นแนวคางอันงดงามไร้ที่ติ เพียงชั่วขณะหนึ่ง หัวใจของเขาก็เต้นผิดจังหวะเล็กน้อยในทรวงอก
แต่เขาไม่กล่าวสิ่งใดออกมาอีก จ้าวชิงอวิ๋นเพียงหันหลังและเดินจากไปอย่างสุขุม ภายใต้สีหน้านิ่งสงบ ดวงตาของเขาฉายแววบางอย่างที่ยากจะคาดเดาได้
เมื่อเงาร่างของจ้าวชิงอวิ๋นและพรรคพวกลับหายไปในม่านของฝูงชน อวี้เหวินจึงหันไปมองสตรีชุดขาวข้างกาย เขากล่าวเบาๆ ด้วยน้ำเสียงอันอ่อนโยน
“พวกเราไปกันเถิด”
หญิงสาวพยักหน้าน้อยๆ แล้วก้าวเดินเคียงข้างเขาโดยไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใด ทั้งสองเดินผ่านลานกว้างอันเงียบสงบ ภายใต้แสงจันทร์ยามดึกที่ส่องผ่านแนวต้นไม้สูงใหญ่ ทอดเงายาวลงบนพื้นหินขาวประหนึ่งผืนผ้าแห่งความสงบ…แต่ในความเงียบนั้น กลับแฝงไว้ด้วยพายุที่กำลังก่อตัว
แล้วในที่สุด เสียงนุ่มนวลราวขนนกก็เอื้อนเอ่ยขึ้น ดุจสายลมแผ่วพัดผ่านกิ่งไม้แห้ง
“คนผู้นั้น… มีปัญหา”
คำพูดนั้นแม้บางเบา แต่กลับสะท้อนแรงสะเทือนถึงภายในจิตใจ อวี้เหวินที่กำลังก้าวเท้าอยู่ พลันชะงักลงเล็กน้อย ใบหน้าเขาไม่เผยความตกใจหรือประหลาดใจใดๆ เพียงแต่หรี่ตาลงเล็กน้อย ก่อนเอ่ยตอบ
“เจ้าก็สัมผัสได้หรือ”
นางเงียบไปชั่วครู่ ดวงตาคู่สวยบนผ้าคลุมหน้าเบนมองไปยังเส้นทางข้างหน้า ก่อนจะกล่าวด้วยเสียงมั่นคง “ข้าเกรงว่าเขาจะทำร้ายท่าน”
อวี้เหวินหันมองนาง ใบหน้าเขายังคงสงบนิ่ง ทว่าในดวงตากลับทอประกายบางอย่าง คล้ายเปลวเพลิงที่ซ่อนอยู่ใต้ผืนน้ำ เขาหยุดเดิน พลิกตัวหันเผชิญหน้ากับนางโดยตรง
“เจ้ามิต้องเป็นกังวลไป” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “เส้นทางของจอมยุทธ์ล้วนเต็มไปด้วยอุปสรรคและผู้ประสงค์ร้าย หากเพียงเท่านี้ก็หวาดกลัว แล้วจะก้าวไปถึงจุดสูงสุดได้อย่างไรกัน”
นัยน์ตาเขาคมกริบราวใบมีด กวาดมองไปยังเส้นขอบฟ้าอันไกลโพ้น “หากข้ายังหวั่นไหวกับเพียงสายตาอาฆาตเเค้น หรือกลเกมในเงามืด ข้าย่อมไม่มีวันก้าวขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของเส้นทางนี้ได้อย่างเเน่นอน”
เขากล่าวต่อด้วยเสียงเยือกเย็นยิ่งกว่าสายลมเหนือขุนเขา “เเละหากมีใครต้องการเล่นงานข้า…ผู้นั้นจะต้องได้รับผลตอบแทนอย่างสาสม!”
หญิงสาวมองเขาเงียบๆ ดวงตาของนางไม่เผยอารมณ์ใดชัดเจน ทว่าหัวใจนางกลับสั่นไหวเล็กน้อย ไม่ใช่ด้วยความกลัว แต่ด้วยความยอมรับ…เเละเชื่อมั่น
จากนั้น ทั้งสองก็ก้าวเดินต่อโดยไร้ถ้อยคำเพิ่มเติม ระยะห่างระหว่างกันไม่ได้ชิดใกล้ แต่กลับรู้สึกแนบแน่นด้วยความเข้าใจอันลึกซึ้ง
จนกระทั่งถึงเรือนพักศิษย์ใหม่ใต้ร่มไม้ใหญ่ อวี้เหวินหยุดยืนอยู่หน้าประตูเรือนของตน เขาหันไปมองนางอีกครั้ง ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเเผ่วเบา
“คืนนี้ลมหนาวพัดโชย ชิงหลัว เจ้าควรพักผ่อนให้เต็มที่”
นางพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะหมุนกายเดินกลับไปยังเรือนของตนโดยไม่กล่าวสิ่งใด ทว่าในย่างก้าวที่แผ่วเบานั้น มีบางอย่างที่หนักแน่นขึ้น…บางอย่างที่เริ่มก่อตัวขึ้นในความเงียบงัน
อวี้เหวินเฝ้ามองแผ่นหลังของนางจนลับสายตา เขาจึงหันกลับเข้าเรือนไปช้าๆ ปล่อยให้บรรยากาศสงบยามดึกโอบล้อมร่างเขาไว้
ในความเงียบของยามราตรี…พายุลูกใหม่ กำลังก่อตัวอย่างเงียบๆ
*ฝากติดตามนิยายเรื่องใหม่ที่จะลงด้วยนะครับเกี่ยวกับพลังภายในเทพเซียนเเละมีการเมืองด้วยครับ*