(จบ) Guardian and Demon ข้านี่แหละราชาปีศาจ

    ตอนที่ 80 ไรเซ็น ปะทะ อินคิวบัส

    ตอนที่ 80 ไรเซ็น ปะทะ อินคิวบัส


                    ณ ห้องนอนที่แสนจะคับแคบมีเพียงดวงไฟสลัวๆ ส่องสว่างอยู่ ภายในห้องมีแคปซูลสำหรับเล่นเกม Guardian and Demon ตั้งอยู่ใจกลางห้อง และทันทีที่มันกำลังเปิดฝาออกอย่างเชื่องช้า พร้อมกับเคนที่ลุกพรวดขึ้นมาจากด้านในด้วยสีหน้าอันซีดเซียว ไม่นานใบหน้าของเขาก็เริ่มบูดเบี้ยวราวจะอาเจียนในไม่ช้า เมื่อเห็นถังขยะที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ ก็รีบคว้ามาแล้วอาเจียนใส่ทันที พร้อมกับมีอาการวิงเวียนศีรษะจนไม่สามารถลุกจากเครื่องเล่นได้ทันที


                    “เกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของเรากันนะ ออกจากเกมทีไรต้องเป็นแบบนี้ตลอดเลย เฮ้อ~! กี่โมงแล้วเนี้ย”


                    เมื่อเขาเริ่มประคองสติได้ก็เหลือบไปมองนาฬิกาที่แขวนอยู่บนผนัง


                    “บ้าน่า! พึ่งจะตี 5 หรือเวลาอีกตั้ง 3 ชั่วโมงกว่าจะสว่าง เกิดอะไรขึ้นกันแน่นะถ้าจำไม่ผิดตอนที่เล่นเกมอยู่ เราได้รับเลือดมาจากเจ้าชายวลาดที่ 3 จนพลังหยางในกายพลุ่งพล่านไม่สามารถควบคุมได้ แล้วไรเซ็นก็แบกเราไปที่คุกน้ำแข็งใต้ดินเจอกับผู้หญิงคนหนึ่งที่มีพลังหยินพลุ่งพล่านเช่นกัน แล้วเราก็สลบไปพร้อมกับถูกระบบบังคับให้ออกจากตัวเกมเพื่อป้องกันอันตราย แล้วต่อจากนั้นล่ะ...อย่าบอกนะว่าเขาตั้งใจจะทำแบบนั้น!! ย่ะ..แย่แล้ว! ต้องรีบกลับเข้าไปแล้ว”


                    เคนล้มตัวลงนอนพร้อมกับสวมใส่อุปกรณ์ต่างๆ เพื่อเชื่อมต่อเกมอีกครั้ง แต่กลับปรากฏเม็ดเหงื่อปกคลุมไปทั่วทั้งใบหน้าของเคน เขาไม่สามารถเข้าเกมได้เนื่องจากพึ่งออกมาจากเกม การที่เขาจะเข้าได้อีกครั้งก็ต่อเมื่อครบกำหนดพักเครื่อง 8 ชั่วโมงให้หลัง ทำให้เคนจิรู้สึกกังวลใจเป็นอย่างมากไม่อยากคาดเดาถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นกับร่างของเขาในเกม


                    “เอาว่ะ! จะเกิดอะไรขึ้นก็ช่างมัน แหม!! ดันสลบซะได้ อย่างน้อยน่าจะพอมีสติอยู่บ้างก็ยังดีจะได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง แฮะแฮะ เฮ้อ~! เสียดายจังโว้ย!! แล้ววันนี้วันเสาร์ว่างซะด้วยซิจะไปไหนดีนะ

                    “โครกก...ก!!”


                    ในขณะที่เคนจิกำลังขบคิดว่าจะทำสิ่งใดเพื่อฆ่าเวลา ก็ปรากฏเสียงท้องร้องดังสนั่นทำให้ใบหน้าของเขาแดงก่ำด้วยความอาย เมื่อเห็นดังนั้นเคนจึงลุกขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัวเพื่อไปหาอะไรกินข้างนอก โดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่าตัวละครในเกมของเขากำลังประสพกับสิ่งใด


                    ในเส้นทางเดินของปราสาทแวมไพร์ โทริและอินคิวบัสกำลังก้าวเดินไปตามเส้นทางอย่างเชื่องช้า พวกเขากำลังจะกลับไปยังชั้นบนสุดเพื่อรอการมาถึงของพวกเคนจิ ในระหว่างทางนั้นก็พบกับซักคิวบัสที่สลบอยู่ที่พื้น โดยที่ขาของเธอนั้นปรากฏเลือดที่หลั่งไหลไม่ขาดสาย เมื่อเห็นดังนั้นอินคิวบัสผู้เป็นพี่ดวงตาเบิกโพลงกว้างรีบวิ่งเข้าไปหาอย่างรวดเร็วพร้อมกับค่อยๆ ประคองร่างของน้องสาวขึ้นมา


                    “น้องพี่...น้องพี่! เกิดอะไรขึ้นกับเจ้า”


                    ดวงตาของซักคิวบัสสั่นไหวเล็กน้อยก่อนจะค่อยๆ ลืมตาตื่น เมื่อเห็นใบหน้าของพี่ชายหยาดน้ำตาก็ไหลทันที พร้อมกับโอบกอดร่างของพี่ชายไว้แน่นขนัด


                    “ท่านพี่!! เจ้าบัดซบที่อยู่ข้างนอกนั้น พลังของมันร้ายกาจยิ่งนัก แม้แต่ร่างแยกของท่านก็ถูกมันทำลายได้เพียงแค่หมัดเดียว หากร่างแยกของท่านไม่ช่วยข้าไว้ป่านนี้ข้า...ป่านนี้ข้าคงต้องตายไปแล้วแน่นอน”


                    อินคิวบัสเหลือบมองดูนิ้วมือของเขาข้างหนึ่งที่ส่งออกไปเป็นร่างแยก จนถึงเวลานี้มันก็ยังคงไม่กลับมาเป็นการยืนยันได้ว่าซักคิวบัสไม่ได้พูดปดแต่อย่างใด เมื่อมันรวบรวมพลังเพื่อเรียกให้นิ้วของตนที่ส่งไปให้กลับคืนมา แต่กลับถูกโทริจับไหล่แน่นพร้อมกับส่ายหน้า


                    “หากเจ้าเรียกนิ้วมือของเจ้ากลับมา จะเป็นการนำทางให้พวกมันผ่านป่าลวงตามาได้อย่างง่ายดาย เจ้าควรปล่อยมันไว้อย่างนั้น”

                    “แต่นิ้วของข้า? หรือว่าท่านต้องการให้ข้าพิการไปอย่างนี้ชั่วชีวิต”

                    “จะยอมเสียนิ้วมือเพียงนิ้วเดียวหรืออยากเสียชีวิตเลือกเอา เพียงแค่แมลงไม่กี่ตัวยังกำจัดไม่ได้ไร้ประโยชน์จริงๆ ไสหัวไปได้แล้ว!”


                    อินคิวบัสจ้องมองโทริอย่างโกธรเคือง ก่อนจะอุ้มน้องสาวของตนเดินจากไปเพื่อทำการรักษา พร้อมกับแววตาที่อาฆาตแค้นต่อผู้ที่ทำให้น้องสาวของตนเองบาดเจ็บ ขบคิดในใจหากพบกับคนที่ทำร้ายน้องของตนเมื่อไหร่จะเอาคืนเป็นพันเท่า


                    “ไม่ต้องห่วงน้องพี่ ในยามที่พี่เจอมันพี่จะล้างแค้นให้เจ้าเอง”

                    “แต่ฝีมือของมันร้ายกาจจริงๆ ในความคิดของข้าด้วยระดับฝีมือของมัน...บางทีแม้แต่พวกเรารวมพลังกันก็คงไม่สามารถเอาชนะมันได้ หากเป็นท่านโทริลงมือเองข้าก็ไม่แน่ใจว่าเขาจะสามารถชนะได้หรือเปล่า”

                    “เจ้าว่ายังไงนะ! มันเก่งขนาดนั้นเชียว”


                    เม็ดเหงื่อปรากฏขึ้นบนใบหน้าหากเป็นดังที่ซักคิวบัสกล่าวจริงๆ ปราสาทแวมไพร์กำลังรับศึกหนักทั้งนอกและใน หากเกิดเหตุไม่คาดฝันจริงๆ พวกเขาสองพี่น้องคงถึงคราวลำบากแน่นอน ทันใดนั้นราวกับคิดสิ่งใดออกก็ปรากฏรอยยิ้มบนใบหน้าของอินคิวบัสทำให้น้องสาวรู้สึกแปลกประหลาดใจ


                    “เจ้าไม่ต้องกังวลไปน้องพี่ ตราบใดที่นายท่านยังคงถือครองสิ่งนั้นไว้อยู่ ต่อให้พวกมันเก่งแค่ไหนก็ไม่ใช่คู่มือของนายท่าน”

                    “มันคืออะไร?”

                    “เมื่อถึงเวลาเจ้าจะรู้เอง เวลานี้ข้าจะพาเจ้าไปรักษาก่อน ที่ห้องขังคุกน้ำแข็งความหนาวเย็นจะช่วยบรรเทาอาการบาดเจ็บของเจ้าได้ ไปกันเถอะ”


                    ณ ใจกลางห้องโถงคุกน้ำแข็ง อลัน ไรเซ็นและมังกรดิน ยังคงนั่งรออยู่หน้าม่านพลังสีดำของเจ้าชายวลาดรอให้มันสลายหายไปในรุ่งเช้า โดยที่ไม่รู้เลยว่าภายในเกิดอะไรขึ้นบ้าง ความหนาวเย็นของคุกน้ำแข็งนั้นจางหายไปเพราะม่านพลังช่วยปิดกั้นเอาไว้ ทำให้พวกเขาไม่รู้สึกถึงความหนาวเย็นเหมือนครั้งแรกที่เข้ามา เมื่อเหลือบไปมองไปที่ม่านพลังก็พบว่ามันยังคงสั่นไหวอย่างต่อเนื่อง ทันใดนั้นไรเซ็นก็เอ่ยขึ้นมาทันที


                    “ข้าสังเกตมาตั้งนานแล้ว ทำไมม่านพลังมันถึงสั่นไหวแบบนั้นกัน เคนจิจะเป็นอะไรหรือเปล่า?”

                    “เหอๆ ๆ ! เจ้าหมาป่านี้เจ้าไม่ต้องห่วงนายท่านของข้าหรอก ป่านนี้นายของข้าคงกำลังมีความสุขอยู่แน่นอน นี้เจ้าพึ่งจะผ่านวัยละอ่อนมารึไงถึงเดาไม่ออกว่าเกิดอะไรขึ้นในนั้น หึหึหึ”

                    “นี่พวกแกอยู่กันเงียบๆ ไม่ได้รึไงกัน ข้ากำลังพยายามใช้ความคิดว่าเจ้าชายตั้งใจจะบอกอะไรกันแน่ก่อนจากไป หากได้ยินเสียงผู้ใดอีกข้าตบให้ปากมันฉีกถึงใบหูเลย”


                    ไรเซ็นและมังกรดินต่างพูดคุยกันถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นหลังม่านพลัง เป็นอลันที่พูดขัดขึ้นมาเขากำลังใช้ความคิดถึงคำพูดของเจ้าชายที่ขาดหายไปในช่วงท้ายก่อนที่ร่างของเขาจะสลายไปในอากาศ ทันใดนั้นประตูห้องโถงก็เปิดขึ้นพร้อมกับปรากฏร่างของอินคิวบัสที่อุ้มซักคิวบัสที่บาดเจ็บเข้ามาในห้องขัง สายตาของทุกคนต่างจ้องกันด้วยอาการตกตะลึงไม่คาดคิดว่าต้องมาพบปะกันโดยบังเอิญเช่นนี้


                    “บัดซบ!! พวกแกเข้ามาในห้องนี้ได้ยังไงกัน”


                    อินคิวบัสตะโกนเสียงดังลั่นพร้อมกับเม็ดเหงื่อที่ปรากฏบนใบหน้า ในเวลานี้ตัวมันเองเสียเปรียบยิ่งนักหากปะทะกันคงไม่จบแค่บาดเจ็บสาหัสแต่ต้องตายแน่นอน และอีกทั้งมันยังมีภาระที่ต้องดูแลน้องสาวที่บาดเจ็บสาหัสโอกาสที่จะชนะทั้งสามคนนั้นแทบไม่มีเลย และมันก็มองเห็นม่านพลังสีดำที่ปกคลุมไปทั่วคุกน้ำแข็ง ทำให้พวกของอลันรีบทะยานไปขวางม่านพลังทันที ในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานพวกของอลันไม่ทันได้สังเกตอินคิวบัสได้สลัดนิ้วของมันข้างหนึ่งพุ่งทะยานหายไปในความมืด เมื่อลับตาของกลุ่มอลันมันก็กลายร่างเป็นอินคิวบัสอีกคนพุ่งทะยานไปยังห้องโทริด้วยความรวดเร็ว


                    “อินคิวบัส!! ในที่สุดข้าก็ได้เจอกับเจ้าเหตุการณ์ที่เกิดที่หมู่บ้านของข้าเจ้าจะต้องชดใช้”

                    “โอ้~!! เจ้าหมาบ้า ข้าก็ไม่คิดเหมือนกันว่าเจ้าจะรอดชีวิตมาได้ แล้วนั่นคือม่านอะไรพวกเจ้ากำลังเก็บซ่อนความลับอะไรไว้อยู่กันแน่”

                    “ไม่ใช่เรื่องของเจ้า วันนี้ข้าจะเอาเลือดของเจ้ามาสังเวยให้กับคนในหมู่บ้าน!”

                    “หึ! มีพวกมากปากดีจริงๆ นะไอ้หมาขี้เรื้อน”


                    ไรเซ็นเหลือบมองไปยังด้านหลังเห็นอลันและมังกรดินยังคงยืนคุ้มกันม่านพลังอย่างเหนียวแน่น พร้อมกับเม็ดเหงื่อที่ปรากฏบนใบหน้าหวั่นเกรงว่าอินคิวบัสจะลอบโจมตีม่านพลัง และร่างกายของมังกรดินนั้นยังคงไม่ฟื้นตัวดีและมีบาดแผลที่เกิดจากการต่อสู้กับมอร์แกน เมื่อเห็นดังนั้นไรเซ็นจึงก้าวเดินไปยังด้านหน้าพร้อมกับกลายร่างเป็นมนุษย์หมาป่าและตั้งท่าต่อสู้


                    “อินคิวบัส! เจ้าอย่ากลัวจนเกินไปเพียงแค่เจ้า ข้าคนคนเดียวก็เกินพอแล้ว”

                    “เจ้าหมาป่า! เจ้าพูดอะไรออกไป พวกเรามีคนมากกว่าใยไม่ร่วมมือกันจัดการมัน”

                    “ขอบใจที่หวังดีมังกรดิน แต่นี่เป็นเรื่องในหมู่บ้านของข้า ข้าอยากจะชำระหนี้แค้นครั้งนี้ด้วยตัวเอง เจ้าเฝ้าดูม่านพลังให้ดีเถอะ พวกเราไม่รู้ว่ามันสามารถต้านทานการโจมตีได้หรือไม่ หากเกิดอะไรผิดพลาดนายของเจ้าอาจได้รับอันตราย”


                    อลันพยักหน้าให้มังกรดินราวกับว่าให้รับข้อเสนอของไรเซ็นพวกเขาไม่มีใครรู้เลยว่าม่านพลังนี้สามารถรับการโจมตีได้หรือไม่ หากเกิดการผิดพลาดเคนจิย่อมไม่ปลอดภัยแน่นอน รอยยิ้มปรากฏขึ้นที่ริมฝีปากของอินคิวบัส ไม่คาดคิดว่าไรเซ็นจะตกหลุมพรางของมันโดยง่ายมันค่อยๆ วางน้องสาวของมันลงที่พื้นโดยที่ดวงตายังคงจ้องมองไรเซ็นอยู่ เมื่อวางร่างของน้องสาวสู่พื้นทั้งคู่ก็พุ่งทะยานเข้าหากันทันที


                    “ข้าขอชมในความเป็นสุภาพบุรุษของเจ้า ไรเซ็น!”

                    “หึ! อินคิวบัสนี้เป็นครั้งแรกที่เจ้าเอ่ยชื่อข้า พวกเราเผ่าหมาป่าไม่ได้มีพฤติกรรมที่น่ารังเกียจแบบเจ้าไงล่ะ ย้าก~!!”

                    “ปากดีนัก! ขอดูหน่อยเถอะว่าฝีมือเจ้าจะดีเหมือนปากหรือไม่ ย้ากก~!!!”

                    “เปรี้ยงง!!”


                    เสียงปะทะดังสนั่นกรงเล็บของไรเซ็นปะทะกับเคียวของอินคิวบัสจนเกิดคลื่นพลังแผ่กระจายไปทั่ว เมื่อเห็นดังนั้นอลันรีบกางม่านพลังปกคลุมอีกชั้นขึ้นทันทีเกรงว่าม่านพลังของเจ้าชายจะถูกกระทบกระเทือน เพลงหมัดของไรเซ็นจู่โจมอย่างต่อเนื่องตั้งแต่พ่ายแพ้ให้กับโทริที่หมู่บ้านมันก็พยายามฝึกตนเองให้แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง แม้แต่อินคิวบัสก็พัฒนาฝีมือขึ้นเช่นกัน


                    “หึหึหึ! ไรเซ็น ดูเจ้าจะแข็งแกร่งขึ้นนิดหน่อยนะ”

                    “เจ้าก็เช่นกันอินคิวบัส จำไม่ได้หรือไงว่าเจ้าเองก็เกือบถูกข้าฆ่าตายมาแล้ว หากวันนั้นโทริไม่ช่วยเจ้าไว้มีรึที่เจ้าจะมีชีวิตถึงวันนี้หรือไง”

                    “หึ! ข้าเพียงประมาทเจ้าเท่านั้น ย้าก!! แยกร่าง!”


                    อินคิวบัสพุ่งทะยานสู่กลางอากาศพร้อมกับสลัดมือข้างหนึ่งที่มีนิ้วเพียงแค่ 3 นิ้วหลุดออกไปกลายร่างเป็นมันอีก 3 ตน เมื่อรวมกับร่างหลักเวลานี้อินคิวบัสที่ยืนอยู่เบื้องหน้าไรเซ็นนั้นมีด้วยกันถึง 4 ตน ก่อนที่พวกมันทั้ง 4 จะเคลื่อนที่ไปมาอย่างรวดเร็วจนไรเซ็นไม่รู้ว่าร่างใดคือร่างจริง


                    “แกมันขี้โกงจริงๆ อินคิวบัส!”

                    “มันคือเทคนิคไรเซ็น หรือว่าเจ้ากลัว?”

                    “เหอะ! หากข้ากลัวแล้วข้าจะมาทำไม เข้ามาเลย”

                    “เจ้าหมาป่าหยุดก่อน!”


                    ในขณะที่ไรเซ็นจะพุ่งทะยานเข้าไปก็ต้องหยุดชะงักทันที เป็นอลันที่พูดขัดจังหวะการต่อสู้พวกมันแล้วเอ่ยถามออกไป


                    “อินคิวบัส ทำไมเจ้าถึงเหลือเพียงแค่ 3 นิ้ว ความจริงเจ้าต้องแยกร่างออกมาถึง 5 ร่าง หรือว่าเจ้าแอบส่งมันไปหาเจ้าโทริแล้ว”

                    “ฮ่าฮ่าฮ่า! มารู้ตัวตอนนี้ก็สายไปแล้วอลัน ถูกต้องข้าได้ส่งร่างแยกของข้าไปหาท่านโทริหนึ่งตน ส่วนอีกตน...มันกำลังต่อสู้อยู่กับคนที่มาบุกรุกปราสาทที่ด้านนอก”

                    “แกมันเลวจริงๆ อินคิวบัส! เจ้าหมาป่า ดูที่มือมันดีๆ ร่างจริงของมันมือข้างหนึ่งไม่มีนิ้วมือ”

                    "หน็อย..ยย! เจ้าแก่ ปากมากจริงๆ"


                    ในขณะที่ด้านนอกม่านป้องกันต่อสู้กันอย่างดุเดือด ภายในม่านนั้นปรากฏร่างของเบียคโกะกอดร่างของเคนจิไว้แน่นขนัดราวกับว่าหวาดกลัวเคนจิจะหายไป เมื่อยามที่เธอมองใบหน้าของเคนจินั้นใบหน้าก็เธอก็ปรากฏสีแดงอมชมพูขึ้นบนใบหน้าด้วยความเขินอาย ทำให้ใบหน้าของเธอนั้นน่ารักเป็นอย่างมาก เบียคโกะขบริมฝีปากของตัวเองเบาๆ จ้องมองเคนจิพร้อมกับทุบไปที่หน้าอกของเคนจิอย่างเบามือ


                    “เจ้าบ้า~! เอาแต่นอนอย่างเดียวไม่คิดจะตื่นมาบ้างหรือไงกัน ร่างกายของข้าก็ยังไม่อุ่นขึ้น ร่างกายเจ้าก็ไม่เย็นลงต้องทำอีกเท่าไรกันแน่ นี้ก็ครั้งที่ 6 แล้วนะ ข้าแทบจะไม่มีแรงแล้ว ช่วยไม่ได้ข้าก็ยังไม่อยากตายเหมือนกันคงต้องต่อครั้งที่ 7 แล้วล่ะ”

    คล้ายกับเรื่อง(จบ) Guardian and Demon ข้านี่แหละราชาปีศาจ ที่คุณอ่าน